นิราศสุพรรณ “กินมันเผือก”
สุนทรภู่ “บุกป่า” ละว้า, กะเหรี่ยง
สุนทรภู่ เรียนรู้ตลอดชีวิตเท่าทันโลก แต่ถูกใส่ร้ายว่าเป็น “กวีขี้เมา”
นิราศสุพรรณ
1. สุนทรภู่บอกประวัติตนเองว่าเกิดและเติบโตในวังหลัง (ปัจจุบันเป็นโรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพฯ)
ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลของทางการใช้ครอบงำสังคมไทยมานานให้รับรู้และเชื่อถือว่าสุนทรภู่เกิดบ้านกร่ำ เมืองแกลง จ. ระยอง (ซึ่งไม่จริง)
2. สุนทรภู่เล่าเรื่องชาวบ้านและภูมิประเทศที่ผ่านไปในนิราศสุพรรณ แต่งเป็นโคลงสี่สุภาพ
เริ่มจากคลองบางกอกน้อย, คลองโยง (คลองบางใหญ่), แม่น้ำท่าจีน อ. นครชัยศรี (จ. นครปฐม) ทวนน้ำขึ้นไปถึง อ. สามชุก (จ. สุพรรณบุรี)
จากนั้นเดินบกเข้าป่าแสวงหาสิ่งที่ต้องการตามบ้านละว้า, บ้านกะเหรี่ยง ได้แก่ ยาอายุวัฒนะ และเล่นแร่แปรธาตุ มีบอกในรำพันพิลาปว่า “เพราะเชื่อลาวลวงว่าแร่แปรเป็นทอง”
นิราศสุพรรณ ของ สุนทรภู่
ปัญชลิต โชติกเสถียร
และทีมงานชมรมนักโบราณคดี(สมัครเล่น)เมืองสุพรรณ

คณะสํารวจของชมรมนักโบราณคดี(สมัครเล่น)เมืองสุพรรณ ได้ปรับปรุงกรอบแนวคิดเพื่อใช้ในการศึกษาและค้นหาเส้นทางของคณะสุนทรภู่ขึ้นใหม่ดังนี้
– เขตของจังหวัดสุพรรณบุรีในสมัยของสุนทรภู่ มิได้เป็นดังเช่นในปัจจุบัน เมืองสรรคบุรีทางตอนเหนือของสุพรรณยังมีอยู่ในสมัยนั้น
– ชื่อเรื่อง “โคลงนิราศสุพรรณ” ไม่ได้บอกว่าปลายทางต้องอยู่ในพื้นที่ของเขตจังหวัดสุพรรณบุรีปัจจุบัน
– ถิ่นที่อยู่ของชาติพันธุ์ละว้า ไม่จําเป็นต้องมีคําว่า “ละว้า” ในชื่อหมู่บ้าน เช่น บ้านเสาหงส์ (อ. บ่อพลอย จ. กาญจนบุรี) บ้านต้นโพธิ์ (ปัจจุบันจมอยู่ใต้เขื่อนศรีนครินทร์ อ. ศรีสวัสดิ์ จ. กาญจนบุรี ยังมีชาวละว้าจากที่นี่หลงเหลืออยู่ในที่อื่นๆ) ฯลฯ
– องค์ความรู้ของสุนทรภู่ และผู้คนในสมัยนั้น เกี่ยวกับการทําเหมืองแร่ตะกั่วโบราณที่เมืองศรีสวัสดิ์ ซึ่งปรากฏในคําให้การชาวกรุงเก่า และบันทึกของจอห์น ครอว์เฟิร์ด ทูตอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ 2
แนวทางการสำรวจของชมรมนักโบราณคดี(สมัครเล่น)เมืองสุพรรณ แบ่งออกเป็น 4 เส้นทาง คือ
แนวทาง 1 ชื่อ “บ้านละว้า” ที่เก่าที่สุด พบในแผนที่มณฑลเมืองสรรค์บุรี เมืองอุทัยธานี ฉบับสํารวจ พ.ศ. 2439 คือ บ้านระว้า เขตต่อแดนระหว่างแขวงเมืองสรรค์บุรี และแขวงเมืองอุทัยธานีปัจจุบัน คือ บ้านละว้า ตําบลทองหลาง อําเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี เป็นตําแหน่งที่มีระยะห่างเป็นเส้นตรงจากบ้านยางสองพี่น้อง ตําบลกระเสียว อําเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ประมาณ 85 กิโลเมตร ใกล้ๆ กับบ้านละว้าแห่งนี้ มีหมู่บ้านกะเหรี่ยงภูเหม็น ที่มีชื่อเดิมในแผนที่ว่า “พลูเหม็น” อาจมีความสอดคล้องกับเรื่องป่าว่านพิษในโคลงนิราศสุพรรณ ทั้งนี้ ชื่อกะเหรี่ยงคนหนึ่ง “สังบุเร” เสียงคล้ายกับคําว่า “สรรค์บุรี”
แนวทาง 2 ชื่อ “บ้านละว้า” ที่อยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี คือ บ้านละว้าวังควาย ตําบลวังยาว อําเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นตําแหน่งที่มีระยะห่างเป็นเส้นตรงจากบ้านยางสองพี่น้อง ตําบลกระเสียว อําเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ประมาณ 75 กิโลเมตร David Bradley ระบุไว้ว่า “..ชาวบ้านวังควายเองก็มีที่มาจากหมู่บ้านทางตะวันตกเฉียงใต้ในเขตอําเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งหมู่บ้านกลุ่มนี้ก็กลายเป็นไทยไปหมดแล้ว ตามคําบอกเล่า หมู่บ้านในหนองปรือดั้งเดิมก็มาจากบ้านหินหัก (นาสวน) อําเภอศรี..” ทั้งนี้อาจสะท้อนว่า บ้านละว้าวังควาย ไม่ได้เก่าไปถึงยุคสมัยรัชกาลที่ 3
แนวทาง 3 ข้อมูลจากคําให้การชาวกรุงเก่าระบุว่า เมืองศรีสวัสดิ์ ส่งส่วยตะกั่ว(ดีบุก) ถวายพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา และระบุว่า ชาวละวะ (ละว้า) อยู่ในเมืองศรีสวัสดิ์ และจอห์น ครอว์เฟิร์ด ได้บันทึกไว้ว่า “ตะกั่วพบได้มากมาย เหมืองตะกั่วมีอยู่ที่ปากแพรก ในเขตภูเขาของชนเผ่าละว้าชาวป่า มีเพียงแรงงานชาวละว้าพวกนี้เท่านั้นที่ทํา เหมือง ซึ่งผลิตตะกั่วได้ประมาณสองพันหาบต่อปี” ซึ่งทั้ง 2 เอกสารนี้ให้ข้อมูลที่สอดคล้องกันในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างชาวละว้ากับเหมืองตะกั่ว (ดีบุก) ชาวละว้าที่อยู่ในเขตศรีสวัสดิ์นี้สอดคล้องกับข้อมูลของ David Bradley ที่ระบุไว้ว่า ชาวละว้าวังควายมีที่มาจากบ้านหินหัก (นาสวน) อําเภอศรีสวัสดิ์ ซึ่งจากการตรวจสอบของทางชมรมฯ พบว่าหมู่บ้านละว้าดังกล่าวคือ บ้านต้นโพธิ์ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควใหญ่ (แม่น้ำแม่กลอง) ฝั่งตรงกันข้ามกับบ้านปากนาสวน อยู่ไม่ไกลจากที่ตั้งของเหมืองกํานันพริ้ง ปัจจุบันหมู่บ้านริมแม่น้ำแควใหญ่ (แม่น้ำแม่กลอง) ในบริเวณนี้ได้จมอยู่ใต้เขื่อนศรีนครินทร์ทั้งหมด ชาวละว้าจากบ้านต้นโพธิ์ ได้อพยพไปอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ อยู่อาศัยปะปนกับชาวกะเหรี่ยง บ้านต้นโพธิ์ (ในอดีต) อําเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี มีระยะห่างเป็นเส้นตรงจากบ้านยางสองพี่น้อง ตําบลกระเสียว อําเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ประมาณ 110 กิโลเมตร
แนวทาง 4 จากแผนที่ของกรมแผนที่ทหารบก ระวาง 4–47–346 เขาช่องอินทรี พิมพ์ พ.ศ. 2475 มีสถานที่ชื่อว่า “พุช่องปู่เจ้า” อยู่ในตําบลช่องด่าน อําเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี เป็นภูมินามที่อาจสื่อถึงสภาพภูมิประเทศ ที่ดูเหมือนว่าจะสอดคล้องกับลักษณะของ “ป่าปู่เจ้า” ในโคลงนิราศสุพรรณ ที่กล่าวถึงน้ำพุ และช่องเขา “พุช่องปู่เจ้า” เป็นตําแหน่งที่มีระยะห่างเป็นเส้นตรงจากบ้านยางสองพี่น้อง ตําบลกระเสียว อําเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ประมาณ 75 กิโลเมตร ไม่ไกลจาก “พุช่องปู่เจ้า” มีหมู่บ้านชาวละว้า คือ บ้านเสาหงส์ อยู่ในเขตตําบลหนองกุ่ม อําเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ตําแหน่งของพุช่องปู่เจ้า อยู่ไม่ไกลจากเขากาเพน หรือเขากาเผ่น (ปัจจุบัน คือ เขาพ่อปู่) ที่ปรากฏในรําพันพิลาป
ทั้งนี้ชมรมนักโบราณคดี(สมัครเล่น)เมืองสุพรรณ ยังค้นไม่พบเส้นทางของสุนทรภู่และจุดหมายปลายทางในโคลงนิราศสุพรรณแต่อย่างใด เพียงได้แต่นําเสนอกรอบแนวคิด และจัดทํารายงานการสํารวจพื้นที่ไว้
แผนที่พื้นฐาน (Base Map) ได้มาจากเพจมิตรเอิร์ธ – mitrearth (โดย อ.สันติ ภัยหลบลี้) และจัดทํารัศมีและลงตําแหน่งหมู่บ้านโดยนายประเมศฐ์ วิชาชู

1. สุนทรภู่จอดเรือและขึ้นบกที่บ้านสองพี่น้อง (ปัจจุบัน คือ บ้านยางสองพี่น้อง อ. สามชุก จ.สุพรรณบุรี)
2. เมื่อขึ้นบกแล้ว ไม่ทราบเส้นทางที่แน่ชัดว่าไปทางไหน แต่เป็นการเดินทางไปในทางทิศตะวันตก อาจเฉียงเหนือ หรืออาจเฉียงใต้ก็ได้
3. แผนที่ประกอบ เป็นแผนที่ทําขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2438 แรกตั้งมณฑลนครไชยศรีบ้านท่าสําเพง ในแผนที่นี้ คือ บ้านสําเพ็ง (ปัจจุบัน คือ ที่ว่าการอําเภอฯ และ “ตลาดสามชุกร้อยปี”)

ลายมือสุนทรภู่ “จาฤกเรื่องเมืองสุพรรณ ผูกไว้”
โดย ปัญชลิต โชติกเสถียร และ สมยศ ดวงประทีป
ชมรมนักโบราณคดี(สมัครเล่น)เมืองสุพรรณ
เมื่อปลายปี พ.ศ. 2563 พิพิธภัณฑ์วัดพระรูป จ. สุพรรณบุรี และชมรม นักโบราณคดี(สมัครเล่น)เมืองสุพรรณ ได้ขอเข้าทำการศึกษาต้นฉบับสมุดไทยโคลงนิราศสุพรรณ ณ ห้องเอกสารโบราณ สำนักหอสมุดแห่งชาติ และได้ขอทำสำเนาภาพถ่ายดิจิทัลมาทำการศึกษาเพิ่มเติม และได้รับการสนับสนุนจากนางทัศนีย์ เทพไชย ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ ร่วมมือจัดตั้งเป็น “โครงการอ่านทบทวนโคลงนิราศสุพรรณจากต้นฉบับสมุดไทย” ขึ้น
การอ่านโคลงนิราศสุพรรณต้นฉบับจากสำเนาดิจิทัลใช้วิธีส่งสัญญาณภาพจากคอมพิวเตอร์แม่ข่ายไปยังจอทีวีขนาด 40 นิ้ว จำนวนหลายจอที่ตั้งตรงหน้าผู้เข้าร่วมกิจกรรมแต่ละท่าน ทำให้เห็นรูปอักษรลายมือบนสมุดไทยได้ชัดเจนทุกคน
อย่างไรก็ตามโครงการนี้ต้องใช้เวลานานถึง 16 เดือนกว่าจะอ่านได้ครบทั้ง 462 บท ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา ทั้งนี้เพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และการอ่านแต่ละครั้งต้องถกกันในเรื่องรูปอักษรเพื่อไม่ให้เกิดการผิดพลาด และยังต้องถกกันในเรื่องความหมายคำศัพท์ต่างๆ อยู่ตลอดเวลา
การที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม “โครงการอ่านทบทวนโคลงนิราศสุพรรณจากต้นฉบับสมุดไทย” ได้เห็นลายมือและรูปแบบการเขียนโคลงบนสมุดไทยอย่างชัดเจนนั้นนำไปสู่การพบความคลาดเคลื่อนระหว่างฉบับตีพิมพ์เผยแพร่ กับต้นฉบับลายมือเขียนหลายแห่ง ซึ่งมีผลทำให้หลายบทโคลงมีความหมายเปลี่ยนไป ยกตัวอย่างเช่น
โคลงบทที่ 20 ฉบับพิมพ์ทั่วไป – ยามยากหากปันกัน กินซีก ฉลีกแฮ
โครงการอ่านทบทวนฯ อ่านใหม่ – ยามยากหมากปันกัน กินซีก ฉลีกแฮ

โคลงบทที่ 133 ฉบับพิมพ์ทั่วไป – โรงเล่าเฃาต้มค้าง ขอบคุ้งหุงสุราฯ
โครงการอ่านทบทวนฯ อ่านใหม่ – โรงเล่าเตาต้มค้าง ขอบคุ้งหุงสุราฯ

โคลงบทที่ 321 ฉบับพิมพ์ทั่วไป – เดือนหนึ่งพึ่งรวงแสวง หวานฉ่ำ ล้ำเอย
โครงการอ่านทบทวนฯ อ่านใหม่ – เดือยหนึ่งพึ่งรวงแสวง หวานฉ่ำ ล้ำเอย
“ลายมือ” สุนทรภู่ บนสมุดข่อย “โคลงนิราศสุพรรณ”
นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังได้เห็นลักษณะการเขียนและอักขรวิธีของต้นฉบับสมุดไทย ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นลายมือของบุคคลเดียวกันทั้ง 3 เล่ม เป็นลายมือหวัด แต่เขียนเป็นระบบและมีระเบียบ ที่ลบแก้ไขได้ง่าย และเห็นร่องรอยการแก้ไข ลบ ขีดฆ่า เขียนแทรกคำ แทรกทั้งบทโคลงในบริเวณที่ว่างของหน้าที่เขียนไปแล้ว โยงลำดับบทโคลงใหม่ ฯลฯ
ซึ่งร่องรอยเหล่านี้มีมากมายหลายแห่ง รวมถึงหน้าสุดท้ายของสมุดไทยเล่ม 3 หลังจากจบโคลงนิราศสุพรรณแล้ว ผู้ประพันธ์ยังแต่งโคลงขึ้นอีก 3 บท และนำโคลง 2 บทไปกระจายแทรกไว้ตามพื้นที่ว่างระหว่างบทโคลงที่แต่งไปก่อนหน้าแล้ว อีกบทโคลงที่เหลือไม่ถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของโคลงนิราศสุพรรณในฉบับพิมพ์ใดๆ ก่อนหน้านี้
ตัวอย่างการเขียนแทรกคำตกหล่น การลากเส้นโยงเพื่อสลับลำดับบทโคลง

ตัวอย่างการขีดฆ่าเพื่อเปลี่ยนคำ

ตัวอย่างการลบเพื่อเปลี่ยนคำ



นายธนิต อยู่โพธิ์ เมื่อคราวเป็นอธิบดีกรมศิลปากรเคยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสมุดไทยโคลงนิราศทั้ง 3 เล่มนี้ว่าเป็นต้นฉบับหรือฉบับแรกเขียน ไว้คำนำของหนังสือ “โคลงนิราศสุพรรณของสุนทรภู่ ฉบับสมบูรณ์ พร้อมด้วยเชิงอรรถและแผนที่สังเขปแสดงระยะเดินทาง” ซึ่งกรมศิลปากรจัดพิมพ์เมื่อ ปี พ.ศ. 2510 ว่า
“..ต้นฉบับสมุดไทยเรื่องโคลงนิราศสุพรรณที่มีอยู่ ณ หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากรนี้ ถ้ามิใช่ลายมือของท่านสุนทรภู่เอง อาจจะเป็นลายมือเสมียนเขียนตามคำบอกของท่านก็ได้ เพราะปรากฏว่ามีรอยลบแก้ใหม่ตลอดจนตกเติมมากมายหลายแห่ง..”
ต่อมาในปี พ.ศ. 2529 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 200 ปี ชาตกาลสุนทรภู่ และในโอกาสที่องค์การยูเนสโกได้ประกาศยกย่องสุนทรภู่ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านงานวรรณกรรม กรมศิลปากรได้มอบหมายให้ นางสาวก่องแก้ว วีระประจักษ์ หัวหน้างานบริการหนังสือโบราณ กองหอสมุดแห่งชาติ จัดทำโครงการวิจัยเรื่อง “วิเคราะห์เปรียบเทียบต้นฉบับ ตัวเขียนวรรณกรรมสุนทรภู่” โดยทำการศึกษาเปรียบเทียบสมุดไทยตัวเขียนงานวรรณกรรมของสุนทรภู่จำนวน 5 เรื่อง คือ โคลงนิราศสุพรรณ นิราศเมืองเพชร ลักษณวงศ์ สิงหไกรภพ และสุภาษิตสอนสตรี จากสมุดไทยจำนวน 109 เล่ม โดยทำการคัดถ่ายถอดอักษรตามต้นฉบับทุกเรื่อง และได้ทำการตรวจสอบชำระเปรียบเทียบตัวเขียนจากสมุดไทยโคลงนิราศสุพรรณทั้ง 3 เล่ม กับฉบับพิมพ์ “โคลงนิราศสุพรรณ ของสุนทรภู่ ฉบับสมบูรณ์ พร้อมด้วยเชิงอรรถและแผนที่สังเขปแสดงระยะเดินทาง” ซึ่งกรมศิลปากรจัดพิมพ์เมื่อ ปี พ.ศ. 2510
ผลการวิจัยในครั้งนี้นางสาวก่องแก้ว วีระประจักษ์ ได้เสนอในหน้า 123 ว่า “..ถึงแม้ว่าต้นฉบับวรรณกรรมของท่านสุนทรภู่ที่มีอยู่ในหอสมุดแห่งชาติปัจจุบันจะมีจำนวนมาก แต่มีอยู่เพียงเรื่องเดียวที่มีหลักฐานบ่งชี้ให้เห็นว่าน่าจะเป็นฉบับลายมือของท่านสุนทรภู่ คือ ต้นฉบับโคลงนิราศสุพรรณ ซึ่งมีอยู่เพียง 3 เล่ม..”
และในหน้า 277 ว่า “อนึ่ง ถ้าจะวิเคราะห์จากลักษณะสภาพการบันทึกลายเส้นอักษรลงในเล่มสมุด ซึ่งมีการเขียนที่มีทั้งการลบออก เขียนขึ้นใหม่ในที่เดิม การแก้คำและการตกแทรกข้อความต่างๆ เหล่านี้น่าจะเป็นลักษณะของการเขียนคำประพันธ์ที่เกิดขึ้นจากความคิดในขณะที่คิดได้นั้นเอง มิใช่การคัดลอกมาจากต้นฉบับอื่นฉะนั้นจึงอาจสันนิษฐานในความเป็นไปได้ว่าต้นฉบับโคลงนิราศสุพรรณทั้ง 3 เล่มนี้เป็นฉบับที่เขียนขึ้นครั้งแรกโดยผู้ประพันธ์คือท่านสุนทรภู่ ซึ่งถ้าเป็นจริงตามข้อสันนิษฐานนั้น ต้นฉบับของนิราศสุพรรณทั้ง 3 เล่มนี้ก็น่าจะเป็นเอกสารที่สำคัญอย่างยิ่งและควรถือว่าเป็นความโชคดีของวงการศึกษาของชาติที่สามารถค้นพบมรดกวรรณกรรมที่เป็นต้นฉบับลายมือของท่านกวีเอกของโลก”
ถึงแม้ท่านสุนทรภู่จะตั้งชื่อวรรณกรรมเรื่องนี้ว่า “โคลงนิราศสุพรรณ” ก็ตาม แต่มิได้หมายความว่าวรรณกรรมเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ต่อชาวจังหวัดสุพรรณบุรีเพียงเท่านั้น เนื่องจากการเดินทางในครั้งนี้เป็นการเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ผ่านบ้านเมืองหลายแห่ง และจุดหมายปลายทางก็อาจอยู่เลยเขตแดนของแขวงเมืองสุพรรณในสมัยนั้นไปแล้ว เนื่องด้วยในสมัยนั้นดินแดนเหนือสุดของสุพรรณคือบ้านท่าช้าง และมีแม่น้ำ กำมะเชียน กับ แม่น้ำฉวาก เป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างแขวงเมืองสุพรรณกับแขวงเมืองสรรค์บุรี ดังที่ปรากฏในแผนที่มณฑล เมืองสุพรรณบุรี ร.ศ. 114-115 (ฉบับพิมพ์ พ.ศ. 2439)
และถ้าลายมือในโคลงนิราศสุพรรณทั้ง 3 เล่มนี้ คือลายมือของท่านสุนทรภู่อย่างแท้จริงแล้ว ก็ต้องนับเป็นเรื่องสำคัญเป็นเรื่องของคนทั้งชาติ มิใช่แค่เฉพาะชาวจังหวัดสุพรรณบุรี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสนับสนุนจัดให้มีการศึกษาเปรียบเทียบพิสูจน์ในเรื่องนี้กันต่อไป
อย่างไรก็ตาม มีข้อที่ควรคำนึงคือ ข้อโต้แย้งประเด็นเรื่องลายมือในโคลงนิราศสุพรรณทั้ง 3 เล่ม อาจมิใช่ลายมือของสุนทรภู่ ทั้งนี้สุนทรภู่อาจให้คนอื่นเขียนขึ้นตามคำบอก และสุนทรภู่เป็นอาลักษณ์ควรมีลายมือที่สวยงามกว่านี้ ในกรณีให้คนอื่นเขียนให้ในแง่หลักฐานถือว่าไม่ชัดเจนเพราะไม่มีเอกสารร่วมสมัยใดๆ กล่าวถึง ปราศจากหลักฐานที่สามารถยืนยันในเรื่องนี้ได้ ส่วนใหญ่เป็นแต่การกล่าวในชั้นหลัง
ในประเด็นที่สุนทรภู่ควรมีลายมือที่สวยงามนั้น อาจอธิบายได้ว่าคนเราสามารถเขียนแบบคัดลายมือหรือเขียนแบบหวัดก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้งานและข้อจำกัดของเวลาที่มีอยู่

