หน้าแรก ประชาชื่น ม.ล.ณัฏฐกรณ์ ...

ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล ไม่ใช่ตัวร้าย ไม่ขวางโลก ไม่อนุรักษนิยม ชีวิตสโลว์ไลฟ์ในวัย 48

16.03.25 | 11:25 น.

ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล
ไม่ใช่ตัวร้าย ไม่ขวางโลก ไม่อนุรักษนิยม
ชีวิตสโลว์ไลฟ์ในวัย 48

“ช่วง 10 ปีมานี้ ผมพยายามสร้างความหัวโบราณให้กับตนเอง

พยายามดึงตัวเองกลับมาให้เป็นคอนเซอร์เวทีฟ (Conservative) เหมือนกับอยู่ในฝั่งขวา โดยที่เชื่อว่า นั่นคือ ส่วนที่น่าแสวงหาความน่าภาคภูมิใจ เป็นให้ได้ เป็นคนขวางโลกอย่างนั้นให้ได้ ทั้งที่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ผม เราค้นพบตัวเองว่า เราจะเป็นตัวร้ายหรือ? มันไม่ใช่”

หนึ่งในถ้อยคำเปิดใจแบบไม่มีกั๊กของ หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล หรือหม่อมปลื้ม ผู้ดำเนินรายการและนักวิเคราะห์การเมือง-เศรษฐกิจ ที่โลดแล่นบนหน้าจอโทรทัศน์มาเนิ่นนานมากกว่า 2 ทศวรรษ

หลายคนคุ้นหน้าคุ้นหูกันดี ด้วยคาแร็กเตอร์สุดโผงผาง พูดจาด้วยท่าทีเสมือนยียวนกวนประสาท แต่ชวนขบคิดอย่างยิ่ง

Advertisement

ขณะเดียวกัน เรากลับรับรู้เรื่องราวชีวิตพิธีกรฝีปากกล้าคนนี้น้อยเหลือเกิน จนเมื่อเห็นจังหวะโอกาสอันดี จึงไม่พลาดที่จะดักรอพูดคุยตั้งแต่หน้าประตูทางเข้าตึกมติชน ขอเวลาดึงตัวเข้ามาเจาะลึกซอกแซกแง่มุม ‘ชีวิตหลังฉาก’ อันเข้มข้น และยิ่งทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ภายในห้องแต่งตัว ข้างสตูดิโออัดรายการ ‘The Politics ข่าวบ้านการเมือง’ ออกอากาศทางช่องมติชนทีวี

หม่อมปลื้มเผยให้เห็นผลึกความคิดในช่วงวัย 48 ปี ที่เริ่มมองโลกต่างไปจากเดิม จนสามารถยืดอกยอมรับตรงๆ ว่า ‘ไฟ’ ในการทำงานและขับเคลื่อนการเมือง เริ่มแผ่วเบาลง หรือเรียกง่ายๆ ว่า เป็นช่วงพักเบรกของชีวิต หลังจากที่ทำงานตามสถานีโทรทัศน์มาอย่างยาวนาน

“ผมเคยบ้างานมาก แต่ตอนนี้ไม่ได้บ้าพลังแบบเมื่อก่อนแล้ว แม้ไฟยังไม่หมด แต่ไฟไม่แรงเท่าเดิม ทั้งในเรื่องการงานและการเมือง

เมื่อก่อนผมชอบล้อเลียนคนที่ชอบใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ ปั่นจักรยาน ปลูกผัก ชอบว่าคนอื่นที่ไม่ไปทำงาน แต่วันนี้ผมนั่งอยู่บ้านดูซีรีส์ แล้วก็มีความสุขได้ โดยที่ไม่ได้รู้สึกผิดอะไร”

ผันตัวทำช่องยูทูบ ‘หม่อมปลื้มวิเคราะห์’ จัดรายการออนไลน์ชื่อเดียวกัน รันด้วยแรงกายแรงใจของตัวเองแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ชนิดที่เจ้าตัวออกปากว่า มันเปรียบดังการ ‘ถ่ายทอดสมอง’ ของตนเอง โดยเบนเข็มหันเหไปสนใจสถานการณ์การเมืองโลก โฟกัสยุโรปและสหรัฐ แทนการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองไทย

“การเมืองไทยพอพรรคการเมืองมีความขัดแย้งกัน ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ผมไม่ได้สนใจ ผมก็ไม่พูด แต่สมมุติว่ามีเรื่องเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมชอบวิจารณ์เข้ามาอยู่ในข่าว ก็จะหยิบมาพูด ผมพูดเฉพาะเรื่องที่คิดว่าสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ แต่ว่าถ้ามันมีอะไรทำให้กลับมาตื่นเต้น เหมือนสมัยปี 49 หรือปี 57 ก็ค่อยว่ากัน ค่อยกลับมาคอมเมนต์กัน”

จากนั้น ยังเล่าลึกถึงช่วงชีวิตที่เลือกใช้คำว่า ‘ด้านมืด’ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาว่า เคยพยายาม ‘รีแบรนด์’ ตัวเองให้กลายเป็น ‘พวกหัวอนุรักษนิยม ขวางโลก กวนประสาท’ ซึ่งมันเป็นเหมือนการทดลองนำเสนอตัวตนแบบใหม่ ขึ้นมาบนหน้าจอทีวีให้คนวงกว้างได้เห็น

ทว่า เมื่อไม่นานมานี้ กลับค้นพบคำตอบว่า เนื้อแท้ของตนคือคน ‘หัวก้าวหน้า’ ตระหนักถึงแก่นคุณค่าของมนุษย์ ด้วยหลักของ ‘ความเสมอภาค’ หรือ ‘คนเท่ากัน’ โดยเคยย้อนกลับไปกลั่นกรองขบคิดถึงประเด็นดังกล่าว ก่อนได้คำตอบให้ตัวเองว่า ‘คงจะแฝงฝังมาตั้งแต่ในดีเอ็นเอ’ ด้วยซ้ำ

บทสนทนาทุกบรรทัดนับจากนี้ คือ ตะกอนความคิดต่อชีวิตอันเข้มข้นของ ‘หม่อมปลื้ม’ ที่ไม่คาดคิดว่าจะกล้าเปิดใจวิพากษ์ตัวเองได้ถึงเพียงนี้

⦁ มองว่าตอนนี้ชีวิตลงตัวแล้วหรือยัง?

มันไม่ได้ลงตัว หรือลงตัวไปกว่าห้วงเวลาอื่นในชีวิต แค่เมื่อก่อนตอนเริ่มอาชีพ ผมจัดรายการ Newsline ที่ช่อง 11 เรื่องเล่าเช้านี้ มาจนถึงได้จัดรายการต่างๆ นานา รวมถึงที่วอยซ์ ทีวี มันก็มีความลงตัวในระดับซึ่งพึงพอใจมาตลอด

สิ่งนี้ มันคือความลงตัว ก็คือว่า ได้เห็นอีกด้านหนึ่งของ Industry แล้วก็ยังมีโอกาสสร้างเนื้อหาอยู่ ถึงแม้ว่าผู้ชมอาจจะยังไม่มาก เพราะว่าผู้ติดตาม (Subscriber) ช่องยูทูบ แชลแนลของ ‘หม่อมปลื้มวิเคราะห์’ มีอยู่แค่ 150,000 คน

ผมคิดว่า มันไม่เยอะ เพราะถ้าเยอะคิดว่ามันคงจะต้องประมาณ 5 แสนคนขึ้นไป ฉะนั้น ผู้ชมในแต่ละคลิป บางทีมันอาจจะเป็นหลักพัน บางคลิปที่ดีหน่อย ซึ่งเป็นเนื้อหาที่ชาวบ้านสนใจ เช่น พูดเรื่อง คานเย เวสต์ ลิซ่า บารัค โอบามา หรือ โดนัลด์ ทรัมป์ บางคลิปก็อาจจะมีคนดูเป็นหลักหมื่น

อยู่บ้านมันต้องมีวินัย เพราะตื่นมามันก็ต้องเตรียมทำคอนเทนต์ เราไม่ได้เข้าไปที่ทำงาน แต่ว่าก็ลงตัว แฮปปี้ดีกับการได้จัดรายการจากที่บ้าน แล้วบางครั้งบางคราวก็มาเป็นแขกรับเชิญ เช่น มารายการที่มติชน

 

⦁ พอทำรายการออนไลน์เป็นของตัวเอง มีอะไรต่างไปจากเดิมบ้าง?

ชอบตรงที่ว่าเลือกประเด็นได้ว่าจะพูด หรือไม่พูดอะไร แล้วก็สามารถที่จะเว้นเรื่องการเมืองภายในประเทศไปได้เลย เช่น บางเรื่องภายในประเทศ ผมไม่ต้องการที่จะพูดถึง ก็รู้สึกว่าต้องกดดันตัวเองให้หยิบมาพูด แล้วก็ไม่ได้มีแรงจูงใจที่จะสร้างยอดวิว

ถ้าต้องการสร้างยอดวิวเยอะๆ หรือสร้างรายได้เยอะๆ จากยูทูบที่ทำ ก็ต้องหยิบเรื่องภายในประเทศ หรือเรื่องที่คนสนใจมากๆ ในแต่ละวันมาพูด แต่ในเมื่อผมบอกตนเองว่า ‘ช่างมันเถอะ’

คนจะดูเยอะ ดูน้อย หรือมันจะสร้างรายได้มากหรือน้อย ไม่ต้องไปสนใจ มันเลยทำให้ข้ามประเด็นที่ไม่อยากแตะได้

⦁ กลายเป็นว่าตอนนี้สนใจการเมืองโลก มากกว่าในประเทศเลยหรือไม่?

การเมืองไทย พอพรรคการเมืองมีความขัดแย้งกัน กับอีกพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ผมไม่ได้สนใจ ก็ไม่พูด ก็ข้ามไปเลย แต่สมมุติว่า มีเรื่องเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมชอบวิจารณ์เนี่ยเข้ามาอยู่ในข่าว ก็จะหยิบมาพูด

ผมก็พูดเฉพาะเรื่องที่คิดว่าสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลง และให้มุมมองซึ่งแตกต่างได้ แต่ถ้าคุณอยู่ในสถานี มันมีประเด็นซึ่งคุณต้องตามในแต่ละวัน แล้วจู่ๆ คุณจะไม่ตาม มันก็ไม่ได้

เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ปรับคณะรัฐมนตรี หรือนักการเมืองแฉเรื่องนู้นเรื่องนี้กัน ซึ่งเป็นเรื่องแค่สีสัน ไม่ได้มีความสำคัญเชิงโครงสร้างทางการเมืองการปกครอง ซึ่งผมไม่ได้สนใจ แต่ถ้าอยู่ในสถานีข่าวเนี่ย คุณก็ต้องตามไง

เทียบกับเมื่อก่อน มันก็ต้องตามในประเด็นที่ชาวบ้านเขาตามกัน แต่ตอนนี้ตามเฉพาะเรื่องโครงสร้างอำนาจภายในประเทศไทย มันก็เลยไม่มีเรื่องอะไรให้พูดถึงมาก

⦁ แล้วมองว่าการเมืองโลกตอนนี้ น่าสนใจอย่างไรบ้าง?

ถ้าสังเกตดูตอนนี้เรื่องโครงสร้างอำนาจในโลกมันเริ่มเปลี่ยน เพราะว่ามี โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี ที่สร้างความปั่นป่วนจากสหรัฐ มันก็เลยมีโครงสร้างอำนาจทางการเมืองการปกครองอเมริกัน และระดับโลกที่น่าสนใจ ซึ่งตรงนี้สามารถนำมาแล้วก็ขยี้ต่ออย่างมีสีสันด้วย

แต่ว่าถ้าการเมืองไทย มันไม่มีอะไรซึ่งมีการสั่นสะเทือนระดับนั้น การเมืองมันค่อนข้างนิ่ง เพราะว่ามันไม่ได้เหมือนปี 49 หรือ 57 มันค่อนข้างสงบนิ่ง ในเรื่องของโครงสร้างอำนาจประเทศ เพราะฉะนั้นผมก็เว้นไปตอนนี้

แต่ว่าถ้ามันมีอะไรแล้วทำให้กลับมาตื่นเต้น เหมือนกับสมัยปี 49 หรือสมัยปี 57 อย่างน้อยค่อยว่ากัน ค่อยกลับมาคอมเมนต์กัน แต่ว่าตอนนี้มันไม่ได้น่าตื่นเต้นขนาดนั้น ซึ่งตอนนี้แต่ละวัน ก็จะโฟกัสที่ยุโรปและสหรัฐ มากกว่า

⦁ กลายเป็นว่าไฟในการทำงานตอนนี้ ก็เริ่มแผ่วลงด้วยหรือเปล่า?

สำหรับผมนะ พออายุ 40 กว่าปี ไฟที่มันต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงในประเทศชาติ มันมีน้อยลง เมื่อก่อนบ้างานมาก แต่ตอนนี้ไม่ได้บ้างาน หรือบ้าพลัง แบบเมื่อก่อนแล้ว แม้ว่าไฟยังไม่หมด แต่ว่าไฟไม่แรงเท่าเดิม ทั้งในเรื่องการงานและการเมือง มันก็ขาดความกระตือรือร้นในระดับหนึ่ง ซึ่งอันนี้ก็ถือว่า ‘ไม่ลงตัว’ คือ อันนี้มันไม่ค่อยดี

⦁ แล้วในแง่การใช้ชีวิตตอนนี้ มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง?

ตอนนี้ผมใช้เวลาในการเสพคอนเทนต์มากกว่าเมื่อก่อน ใช้เวลาดูซีรีส์เกาหลีในชีวิตทุกวันมากกว่าเมื่อก่อน จะใช้เวลาในการดูซีรีส์สั้น ซึ่งมันเกี่ยวกับการเมืองในเน็ตฟลิกซ์อะไรแบบนี้ ผมจะเอ็นจอยนั่งดู แล้วก็ใช้เวลาตรงนี้ โดยที่ไม่ได้รู้สึกว่า มันเสียเวลา รู้สึกว่ามันเป็นการใช้เวลาที่มีความสุขดี

เมื่อก่อนวันไหนที่ไม่ทำงานจะรู้สึกผิด รู้สึกว่าตัวเองต้องโปรดักซ์ทีฟตลอดเวลา อยู่บ้านไม่ได้ ต้องออกไปทำงาน แล้วเมื่อก่อนจะชอบล้อเลียนคนที่ชอบใช้ชีวิตแบบ ‘สโลว์ไลฟ์’ ปั่นจักรยาน ปลูกผัก ซึ่งนี่คือ วาทกรรมของผมเมื่อก่อน ชอบว่าคนอื่นที่ไม่ไปทำงาน

คราวนี้ พอผมเป็นอยู่อย่างที่เป็นในปัจจุบันนี้ แล้วมันก็ไม่เกี่ยวกับการที่ไม่มี วอยซ์ (ทีวี) นะ มันเหมือนกับว่า วันนี้มีความรู้สึกว่า เออ เมื่อก่อนที่ไปล้อเลียนคนอื่น ซึ่งเขาอยู่บ้านปลูกผักและมีความสุขดี ในวันนี้ผมนั่งอยู่บ้านดูซีรีส์ แล้วก็มีความสุขได้โดยที่ไม่ได้รู้สึกผิดอะไร

⦁ คิดว่าทำไมพออายุมากขึ้นแล้ว การใช้ชีวิตมันถึงเริ่มช้าลง?

มันไม่ใช่แบบที่ อับราฮัม มาสโลว์ เขาเป็นนักจิตวิทยา ที่พูดถึง Hierarchy of Needs หรือลำดับชั้นของความต้องการ เช่น ต้องการมีความมั่นคงในการใช้ชีวิต มั่นคงในการเงินทอง เกียรติยศ ซึ่งสำหรับผมไม่ต้องการเรื่องพวกนี้

มันไม่ใช่สภาวะเรื่องที่ชีวิตมันมั่นคงแล้วหรือไม่ การที่ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์แล้ว ไม่ได้รู้สึกผิด มันมีเหตุผลเดียวคือ มันเป็นเรื่องของ ‘อายุ’ มันมาตามอายุ ไม่ได้มาเพราะว่ามีเงินมีทองในวันนี้เยอะขึ้นกว่าเมื่อก่อน ไม่ใช่

จริงๆ คิดว่า เมื่อก่อนเงินเก็บผมเยอะกว่าตอนนี้ซะอีก เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่ประเด็นเรื่องความมั่นคงทางการเงิน

⦁ แล้วมองตัวเองตอนนี้ในวัย 48 ปี เป็นอย่างไรบ้าง?

ผมยังไม่แก่นะ คืออายุ 48 ปี เนี่ยมันไม่แก่ เพราะจะต้องอยู่จนถึงอายุประมาณ 80 ปี เพราะว่าสุขภาพแข็งแรงมาก ไม่เคยเป็นอะไรเลย โควิดก็ไม่เป็น สุขภาพดีมากจนคิดว่าอยู่ได้อีก 30-40 ปี ฉะนั้น เมื่อไฟของผมอ่อนลง ถ้าไม่ขยันทำงานเท่าเมื่อก่อน อีกสักพักมันจะเป็นปัญหา เพราะจะอยู่เฉยๆ แล้วก็ทำยูทูบ ใช้เงินไปเรื่อยๆ แบบนี้ คิดว่า ‘มันไม่ยั่งยืน’

คำตอบตอนนี้ คือ ‘แฮปปี้’ แต่ถามว่ามัน ‘ยั่งยืน’ ไหม? ผมคิดว่า มันไม่ยั่งยืน

⦁ เรียกว่าช่วงนี้เป็นการแผ่วเพื่อพัก แล้วค่อยปลุกไฟขึ้นมาใหม่ หรือไม่?

ช่วงนี้ขอดูมินิซีรีส์ ขอสโลว์ไลฟ์ก่อน (หัวเราะ) เราเอ็นจอยในสิ่งที่เราเคยว่าคนอื่น งานการไม่ออกไปทำ อันนี้มันเป็นเรื่องอินเนอร์เลย แล้วคิดว่า มันเป็นครั้งแรกที่ผมเข้าใจคนที่อยู่บ้าน แล้วไม่ออกไปทำงานเป็นครั้งแรก ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ดี ที่ทำให้ผมเข้าใจผู้คน เพราะเมื่อก่อนไม่เข้าใจเรื่องนี้

ไม่ได้สนับสนุนไลฟ์สไตล์นี้กับทุกคน แต่บังเอิญมันมาถึงจุดนี้เอง แล้วก็อายุ 48 ปี ไฟมันน้อยลง ฉะนั้น เราก็เลยสโลว์ไลฟ์ แล้วเราก็ไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่แย่ ไม่ดี สิ่งที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้มันไม่ได้เว้ย (หัวเราะ)

ถ้าเป็นแต่ก่อนคงต้องไปหางานบริษัทใด บริษัทหนึ่ง ไปตอกบัตรแล้ว เพียงแต่ว่า คุณมาเจอผมในช่วงเบรก

⦁ คิดว่าเราจะปรับตัวเข้ากับโลกที่มันเปลี่ยนแปลง ได้อย่างไร?

การเมืองซึ่งจะเป็นระบบเทคโนโลยี ซึ่งอาจมีมันสมองส่วนกลางที่คอยบริหารสังคม แล้วเสร็จแล้วเราที่อยู่ตามครัวเรือนก็จะได้ปัจจัยมา มันจะกลายเป็นสังคมนิยมที่เป็นเผด็จการเทคโนโลยี เราจะมีอาหารการกิน มีออกซิเจนให้สูด

ผมจินตนาการว่ามันอาจจะเป็นอย่างนั้นได้ในเวลาอีก 500 ปี ซึ่งน่าตื่นเต้นแล้วเราคงจะไม่ได้เห็น พอไปถึงจุดนั้นแล้ว ความรู้สึกที่เรามีกับการที่ไม่ได้ทำงานแบบ Busy อาจจะไม่ต้องรู้สึกอย่างนั้นก็ได้ (หัวเราะ) พยายามมองในแง่ดีว่า ชีวิตสโลว์ไลฟ์มันอาจจะเป็น Really long term trend เทรนด์ระยะยาวของมนุษย์

⦁ พอมาถึงจุดนี้แล้ว เข้าใจโลกแง่ไหนมากขึ้นเป็นพิเศษไหม?

ผมค่อนข้างเป็นคนหัวก้าวหน้ามาก แต่เมื่อช่วง 10 ปีมานี้ แต่พยายามดึงตนเองกลับ แล้วก็สร้างความหัวโบราณให้กับตนเอง โดยความที่ผมเชื่อว่า ไอ้ปลื้มอย่างที่เป็นตอนทำงานในสมัยที่เรียนจบใหม่ๆ มันเป็นปลื้มที่ถูกบ่มเพาะจากการศึกษาในต่างประเทศ

เลยพยายามรีแบรนด์ตัวเองเป็น ‘มนุษย์โบราณ’ พยายามเสนอมุมมองที่วิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายก้าวหน้า ฝ่าย Progressive ซึ่งเป็นการทดลองทัศนคติของตนเอง สิ่งที่สำคัญ คือ มันเป็นการ Experimental

มันก็เป็นช่วงที่ดูอินฟลูเอนเซอร์อย่าง Jordan B. Peterson เยอะ ซึ่งเขาก็เป็นผู้นำทางความคิด นักจิตวิทยา ที่คอยให้กำลังใจผู้ชาย คล้ายกับยังรักระบอบ Patriarchy หรือโลกที่ชายเป็นใหญ่อยู่

ในระยะนั้นก็พยายามบริโภคข้อมูลข่าวสารของฝั่ง Conservative มากขึ้น ทั้งในประเทศ รวมถึงยุโรปและสหรัฐอเมริกา ก็ดูหมดตั้งแต่ Ben Shapiro พอดแคสต์อันดับที่ 1 ของสหรัฐ ซึ่งมีอิทธิพลสูงในการสร้างคนที่จะเลือกคนอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ผมก็ตามพวกนี้หมด

สิ่งที่ค้นพบ คือว่าเมื่อเวลาผ่านไปหลายเรื่องที่เคยพยายามจะขวาง หรือไม่เห็นด้วย แม้กระทั่งประเด็นที่ไปวิพากษ์วิจารณ์ เกรต้า ธันเบิร์ก ในเรื่องสิ่งแวดล้อม มันเป็นความพยายามในการรีแบรนด์ ที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง

ผมพยายามที่จะไปขวางโลก แล้วก็ไปฝืนความรู้สึกนึกคิดที่แท้จริง ซึ่งมันไม่ใช่ตัวตนของผม

⦁ แล้วตัวตนที่แท้จริง เป็นคนอย่างไร?

คนจำนวนมากไม่ค่อยเข้าใจ ที่ผมพยายามที่จะหลอกตนเอง หรือโน้มน้าวตนเองให้เชื่อว่าเป็นเหมือนคนหัวโบราณ หรืออนุรักษนิยม เหมือนกับว่า ผมน่าจะเป็นคนแบบ Jordan B. Peterson Ben Shapiro หรือแม้กระทั่ง วลาดิมีร์ ปูติน

แล้วเมื่อเวลาผ่านไป จนมาถึงเมื่อสักปีที่แล้ว เพิ่งเข้าใจว่าตัวผม ‘ไม่ว่ะ ไม่ใช่ ผมไม่ได้เป็นคนนั้น’ คือหมายความว่า การที่พยายามวิจารณ์เกรต้า หรือทำเป็นเหมือนขวางโลก รำคาญ จริงๆ แล้วผมเป็นคนที่ถ้าเห็นขยะวางอยู่บนพื้น หรือคุณทิ้งขยะไว้ในห้องนี้ ต่อให้ไม่มีใครอยู่ ก็เก็บทิ้ง รีไซเคิลขยะตลอด ผมมีพฤติกรรมซึ่งรักษาธรรมชาติมาก

เอาไปเอามา ผมรู้ตัวว่าทัศนคติที่แท้จริงของผมมันก้าวหน้า เอาจริงแล้วมัน Progressive ไปเกินกว่าที่สังคมเป็นอยู่ทุกวันนี้เยอะ แม้กระทั่งส้ม ผมหลุดเลยไปกว่าที่เขาอยู่กัน และหลุดมาตั้งนานแล้ว

แต่พยายามดึงตัวเองกลับมาให้เป็น Conservative เหมือนกับอยู่ในฝั่งขวา โดยที่ผมเชื่อว่า นั่นคือส่วนที่น่าแสวงหาความน่าภาคภูมิใจ เป็นให้ได้ เป็นคนขวางโลกอย่างนั้นให้ได้ ทั้งที่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ผม

⦁ แล้วถ้าคนเขาถามว่า ขวางโลกทำไมล่ะจะตอบว่าอย่างไร?

พยายามจะเป็นไง มันเป็นเหมือนด้านมืด ซึ่งคิดว่าเรื่องนี้อย่าไปทำตามเหอะ รณรงค์ให้ขับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ไม่เอา ไปขับรถสปอร์ต เติมน้ำมันเบนซินกันเถอะ ซึ่งเอาจริงแล้ว มันไม่ใช่ด้านที่ดึงตัวตนจริงๆ ของผมออกมา

พอเวลาผ่านไปหลังจากที่ได้ทดสอบนั้น พยายามที่จะอินการบริโภคข่าวของฝ่ายขวาของรัสเซีย ยุโรป และสหรัฐ โอ้โห้! ผมบริโภคเยอะมาก และพยายามจะอิน แต่พออินไปอินมา ก็รู้สึกว่ามันไม่ไหว มัน Toxic มันเป็นพิษ

⦁ หลังจาก ‘ขวางโลก’ ไปแล้ว ได้เรียนรู้อะไรบ้าง?

ไอ้ความที่แรงๆ ของผม ตั้งแต่วาทกรรมการเมืองสมัยที่เข้าวงการใหม่ๆ มันเป็นมาตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่เพราะการเรียนหนังสือ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะเรียนประเทศไหน แล้วความ Progressive (ก้าวหน้า) นี้ มันอยู่ในชีวิตจิตใจ ต่อให้พยายามล้างมันออกไปยังไง ก็ล้างไม่ได้

ผมจำได้ว่า มีประสบการณ์ครั้งหนึ่ง ตอนที่เป็นทหารอยู่ แล้วก็มีเจ้าหน้าที่ชั้นประทวนซึ่งเขาจัดโต๊ะ เสิร์ฟน้ำ และทำความสะอาด ซึ่งเราเป็นทหารชั้นสัญญาบัตร พอเห็นเขาจัดนู้นจัดนี่ ผมก็ลุกขึ้นไปช่วย ซึ่งก็มีเพื่อนคนหนึ่งมาบอกผมว่า ปลื้มมันไม่ใช่หน้าที่ ผมรู้ แต่ไม่ชอบให้คนอื่นมารับใช้

มันรู้สึกว่า มันไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องมารับใช้ผม สิ่งนี้มันไม่ได้มีใครสอน แต่มันมีมาตั้งแต่เกิด

⦁ เคยถามตัวเองไหมว่า ความหัวก้าวหน้านี้มันมาได้อย่างไร?

เคยมานั่งถามตัวเองว่า มันมีมาตั้งแต่เกิด มันอยู่ในดีเอ็นเอ มันอยู่ในสายเลือด มาจากการเลี้ยงดู หรือการเรียนหนังสือ ซึ่งตกตะกอนคิดว่า ไม่มีทางมาจากการเรียนหนังสือ ไม่ใช่แน่ แล้วมันจะมาจากการเลี้ยงดู หรือมาจากในดีเอ็นเอ? แต่บอกเลยว่า…มันอยู่ใน ‘ดีเอ็นเอ’

ความต้องการที่อยากให้คนเท่าเทียมกัน ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ สิ่งที่ผมพูดมาตั้งแต่ช่วงเริ่มเข้าวงการ มันอยู่ในดีเอ็นเอ แต่มันมาอย่างไรไม่รู้นะ อันนี้มันเป็นคำถามที่น่าสนใจที่ต้องคิดต่อ

แต่ว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นทัศนคติเรื่องการเมืองการปกครอง มันมีมาตั้งแต่ในสายเลือด มันคือเรื่องจริง และมันเป็นสิ่งที่ค้นพบในวัยนี้

⦁ หลังจากที่เรียนรู้มันแล้ว อยากบอกอะไรกับตัวเองไหม?

หลังจากที่ผมกวนประสาทเรื่อง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม อะไรต่างๆ ก็ขวางหมดอะ เพราะพยายามจะเป็นแนว Ben Shapiro หรือ Jordan B. Peterson ซึ่งมัน ‘Stupid’

ผมคิดว่า คุณเป็นสิ่งที่คุณเป็น แล้วก็พยายาม Embrace สิ่งนั้น คุณจะต้องหาด้านที่ดีๆ ของคุณออกมาให้มันน่าภูมิใจ

⦁ กลายเป็นว่าตอนนี้ยอมรับว่า เป็นหัวก้าวหน้าเต็มตัวเลยไหม?

ช่วงที่ผมพยายามรีแบรนด์ตนเองให้เป็น Conservative ที่มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง และทำให้ค้นพบว่า จริงๆ แล้วตัวเรานี่ล่ะ Progressive to the core โดยไม่เกี่ยวกับเรื่องนโยบายรัฐนะ

คำว่า Progressive นี้ไม่ใช่เรื่องรัฐสวัสดิการที่ดูแลสาธารณสุขของประชาชนอย่างไรบ้าง มันไม่ใช่นะ พูดถึงเรื่องที่ ‘ไม่มีใครต้องรับใช้ใคร’ ผมพูดถึงเรื่อง ‘ความเสมอภาค’ อย่างแท้จริง ไม่มีใครสูงหรือต่ำกว่าใคร

เราค้นพบตัวเองว่า เราจะเป็นตัวร้ายหรือ? มันไม่ใช่!

⦁ แล้วคิดว่าทำไมกระแสอนุรักษนิยม มาแรงขึ้นในช่วงหลังมานี้?

ระยะหลังโลกเรามันมีปัญหา เพราะการศึกษาส่วนใหญ่สอนให้เด็กโตขึ้นมาเป็นพลเมืองที่ดี ไม่เหยียด ไม่อะไร ปรากฏว่าพอมันมีการพร่ำสอนกันแบบนี้เยอะๆ สอนให้รักษ์โลก ปลูกต้นไม้ ไม่เหยียดคนอื่น ไม่บูลลี่กัน เอาไปเอามา เด็กทั่วโลกโตขึ้นมาแล้วมันต่อต้าน

ปรากฏว่า เด็กรุ่นใหม่มันเป็น Conservative (อนุรักษนิยม) เช่น เยอรมันเทคะแนนไปเลือกพรรคฝ่ายขวา Afd ซึ่งปฏิกิริยาที่เด็กโตขึ้นมา แล้วเป็นอนุรักษนิยมกันมากขึ้น ทั้งในเยอรมัน หรือสหรัฐ เขาเลือกพรรคฝ่ายขวา เพราะว่าในสังคมมักจะสั่งสอนให้เป็น Liberal (เสรีนิยม) หรือ Progressive แล้วเด็กมันต้าน

มันกลายเป็นว่า เรามีด้านมืด ที่อยากให้เราขัดขวางนโยบายนี้ แต่ว่าอีกด้านหนึ่งพอคิดได้ ก็รู้สึกว่า เฮ้ย! มันดีแล้วเว้ย ไม่ต้องไปขวางโลกเพื่อกวนประสาทอะไรอย่างนี้ คือ บางเรื่องก็ไม่ต้องกวน แล้วมันก็ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเรา

⦁ คนชอบก็เยอะ คนไม่ชอบก็มี รับมือกับมันอย่างไร?

บังเอิญว่าไม่ได้ดูคอมเมนต์ เพราะฉะนั้นเวลาที่ทำคอนเทนต์ก็ทำไปเลย โดยที่แค่พูดจากสิ่งที่อยู่ในสมองในเวลานั้น เวลาที่อยากจะพูดกวนประสาท ณ เวลานั้น

ถ้ามันอยู่ในหัวผม ก็จะพูดกวนประสาทออกไปโดยที่ไม่ได้ดูว่าฟีดแบ๊กเป็นอย่างไร มันก็เลยไม่มีอะไรยาก เพราะการสร้างเนื้อหาของผม มันเป็นวิธีที่เรียกว่า ‘ถ่ายทอดสดสมองของผม’

ฉะนั้น คนที่ชอบหรือไม่ชอบผม ไม่เคยรู้ ไม่ใช่ไม่สนใจนะ ไม่ใช่ว่าเป็นคนที่ไม่แคร์ เพียงแต่ว่า ไม่เคยไปอ่านคอมเมนต์ หรือดูฟีดแบ๊ก แต่ถ้าได้ยิน หรือมีคนมาบอกเราก็แคร์

สุดท้ายแล้วการเป็น ‘ตัวร้าย’ มันเป็นความพยายามที่งี่เง่า เป็นตัวตนปกติของเราเถอะ ถ้าเราน่ารักก็น่ารักไป อย่าไปกวนประสาทมาก