หน้าแรก ประชาชื่น กรมคุมประพฤติ...

กรมคุมประพฤติ ยุคใหม่ ลุคใหม่  ก้าวต่อไปในปีที่ 34  พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล ‘มุ่งฟื้นฟูแก้ไข ไม่ใช่แค่คำสวยหรู’

15.03.25 | 12:53 น.
กรมคุมประพฤติ ยุคใหม่ ลุคใหม่  ก้าวต่อไปในปีที่ 34  พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล ‘มุ่งฟื้นฟูแก้ไข ไม่ใช่แค่คำสวยหรู’

 

‘ปดทองหลังพระ’

ไม่ใช่คำเปรียบเปรยที่เกินจริง เมื่อเอ่ยถึง ‘กรมคุมประพฤติ’ หนึ่งในหน่วยงานสำคัญของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดในชุมชน โดยมาตรการทางเลือกแทนการจำคุกคุมขัง ทั้งยังเสริมสร้าง สนับสนุนและประสานงานให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม โดยมุ่งหวังให้ผู้ที่เคยพลั้งพลาดกระทำผิดกลับเนื้อ กลับตัว กลับใจเป็นคนดี และไม่กระทำผิดซ้ำ 

ห่างไกลจากภาพของความหวือหวา ขึ้นหน้า 1 

หาใช่ตำบลกระสุนตก ที่สื่อมวลชนแห่เฝ้าจ่อไมค์รอยิงคำถามหน้าประตูแบบรายวัน 

Advertisement

ทว่า พันธกิจและภารกิจบนหน้าตักนั้นสำคัญยิ่ง 

ในห้วงเวลากว่า 3 ทศวรรษนับแต่การสถาปนากรมคุมประพฤติ (Department of Probation) เมื่อวันที่ 15 มีนาคม พุทธศักราช 2535 โดยยกฐานะขึ้นจาก ‘สำนักงานคุมประพฤติกลาง’ ที่มีพัฒนาการสืบเนื่องยาวนาน 

คืนคนดีสู่สังคมมาแล้วมากมายท่ามกลางความท้าทายแห่งยุคสมัยที่ไม่เพียงการก้าวให้ทัน หากแต่ต้องล้ำหน้า เพื่อนำพาผลสัมฤทธิ์ที่มุ่งหวัง 

กรมคุมประพฤติ ครบรอบ 33 ปีเต็มในวันนี้ พร้อมก้าวสู่ปีที่ 34 ภายใต้การกุมบังเหียนของ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมลซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดี เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2567 หลังเข้ารับหน้าที่รักษาราชการแทนอธิบดีกรมคุมประพฤติตั้งแต่เดือนตุลาคมปีเดียวกัน 

แน่นอนว่า หาใช่บุคคลหน้าใหม่ในวงการ หากแต่นั่งเก้าอี้สำคัญมาแล้วหลายตัว ต้องใช้พื้นที่หลายหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์หากจะเล่าโปรไฟล์ได้ครบถ้วนทั้งบุ๋นและบู๊ ไม่ว่าจะเป็น ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์, อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ จนถึงรองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นต้น 

ตัดภาพข้ามช็อตมายังเก้าอี้ตัวปัจจุบันในฐานะอธิบดีกรมคุมประพฤติ ด้วยวัยเพียง 50 กลางๆ 

พร้อมนำประสบการณ์หลายทศวรรษบนเส้นทางเพื่อความยุติธรรม มาปรับใช้อย่างเต็มความสามารถ

ยืนยันไม่ว่าเก้าอี้ตัวไหนก็ใช้ทักษะนักบริหารเหมือนๆกัน นั่นคือ การเป็นผู้นำ ทำงานเป็นทีม ดูแลทุกข์สุข สร้างขวัญกำลังใจบุคลากรซึ่งสำคัญที่สุด สิ่งที่ต่างออกไปคือภารกิจของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งส่วนตัวชอบงาน ‘เบื้องหลัง’ มากกว่ารับสปอตไลต์ ด้วยเหตุนี้ เก้าอี้อธิบดีกรมคุมประพฤติ จึงนั่งสบาย อัตราการเต้นของหัวใจเป็นปกติ ค่าความดันโลหิตอยู่ในระดับดีมาก 

“ชีวิตผ่านงานมาเยอะมาก ทำให้รู้สึกว่า งานอะไรก็ได้ ถ้าสามารถบรรลุ เห็นความสำเร็จ เห็นรอยยิ้มของผู้คน ไม่ใช่รอยยิ้มของตัวเอง นี่แหละคือความสุข เมื่อมาอยู่กรมคุมประพฤติก็อิ่มใจ พร้อมทำงานในหน้าที่ให้เห็นผลสัมฤทธิ์เกิดขึ้นและจับต้องได้ งานลักษณะนี้เกื้อหนุนให้สังคม ให้ประเทศยืนได้ เราเป็นคนง่ายๆ ไม่เกี่ยงงาน อะไรที่ผู้บังคับบัญชาสั่ง และถูกกฎหมาย ผมทำหมด ตามกรอบอำนาจหน้าที่ ทำจนสุด เมื่อใช้ผมแล้ว ผมไม่มีเลิก” พ.ต.ต.สุริยาเปิดใจ

ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ซึ่งกำลังปฏิบัติงานอย่างแข็งขันใน ศูนย์ควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว ที่กรมคุมประพฤติทุ่มทุนสร้างใหม่สวยกริบ ล้ำสมัย 

437,399 คือจำนวนคดีของผู้ที่อยู่ในความดูแลของกรมคุมประพฤติ ณ วันนี้ 

ขณะที่จำนวนการติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว หรือที่มักเรียกติดปากกันว่า ‘กำไลอีเอ็ม’ ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2566-28 กุมภาพันธ์ 2568 อยู่ที่ 32,108 ราย

คดีส่วนใหญ่กว่า 70-80% คือคดียาเสพติด ที่เหลือคือเมาแล้วขับ ทำร้ายร่างกาย คดีความรุนแรงทางเพศ เป็นต้น 

แต่ละย่างก้าวบนเส้นทางของกระบวนการแก้ไข ฟื้นฟูพฤตินิสัย ไม่ง่ายเหมือนจับวาง แต่ไม่ยากเกินความมุ่งมั่นตั้งใจของบุคลากรกรมคุมประพฤติ และอาสาสมัครคุมประพฤติทั่วประเทศ 

ก้าวต่อไปของกรมคุมประพฤติ จะเป็นเช่นไรในขวบปีที่ 34 ซึ่งหากเปรียบกับชีวิตมนุษย์ นับว่าเข้าสู่วัยที่เปี่ยมล้นด้วยพลังงานและความสร้างสรรค์สิ่งใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง 

บรรทัดต่อจากนี้ คือ ปากคำ ถ้อยความ วิสัยทัศน์ ของอธิบดีคนปัจจุบันที่พร้อมนำพากรมคุมประพฤติสู่ผลสัมฤทธิ์ในโลกยุคใหม่ ทั้งเทคโนโลยี และแนวคิดอันเป็นสากล 

‘เป็นธรรม เสมอภาค เท่าเทียม
ไม่เลือกปฏิบัติ’
ประกาศชัดนโยบายสิทธิมนุษยชน 68

ตามความเข้าใจของประชาชน อาจมองว่ากรมคุมประพฤติน่าจะเป็นหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายและไปกระทบสิทธิผู้ถูกคุมประพฤติ แต่เรามองเห็นความสำคัญว่าบุคคลควรมีสิทธิเท่าเทียมกัน จึงประกาศเจตนารมณ์ในการใช้หลักสิทธิมนุษยชนมาใช้ดำเนินการ

กล่าวคือ ธรรมชาติของกรมคุมประพฤติ เราจะกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ถูกคุมประพฤติ เช่น จำกัดการออกนอกพื้นที่ การไม่ไปสมาคมกับบุคคลบางกลุ่มบางพวก ลักษณะแบบนี้มันทำให้รู้สึกว่าเป็นการจำกัดสิทธิ แต่ในปัจจุบันเราให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน จึงมองว่า เงื่อนไขบางเรื่องที่ไม่จำเป็น สามารถผ่อนปรนได้ หากมีข้อมูลมากพอ ว่าผู้ถูกคุมประพฤติไม่ได้มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม เราก็จะไม่ได้มีข้อบังคับของการออกนอกพื้นที่ เราใช้ข้อเท็จจริงเป็นเคสบายเคส 

ทุ่มพัฒนาเทคโนโลยี
รายงานตัวทางไกล ไม่ต้องลางาน
ไม่มีค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ เมื่อดูสถิติข้อมูลของผู้ถูกคุมประพฤติที่ทำผิดเงื่อนไขเยอะๆ ประเด็นสำคัญคือการไม่มารายงานตัว ไม่มาตามนัด และไม่มารับทราบเงื่อนไขตั้งแต่ครั้งแรก พบว่าเขามีข้อจำกัดเรื่องการลางาน ไม่อยากให้เจ้าของกิจกรรมทราบว่าถูกคุมประพฤติอยู่ เพราะเสี่ยงถูกไล่ออก ที่สำคัญคือ ระยะทางไกล ไม่มีค่าใช้จ่าย จึงไม่ได้มารายงานตัว ซึ่งทำให้เสียสิทธิมาก ศาลอาจพิจารณาเพิ่มโทษ พ้นคุมประพฤติ ให้ไปรับโทษในเรือนจำ 

เราจึงพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมา โดยการรับการรายงานตัวทางไกล ผู้ที่ถูกคุมประพฤติ จะมีพนักงานคุมประพฤติคอยดูแล สื่อสาร หากมีข้อจำกัด ไม่สะดวกเดินทาง ก็ให้หารือพนักงานคุมประพฤติ ซึ่งจะให้คำแนะนำว่าจะไปตรงไหนที่ใกล้ เพราะเกือบทุกชุมชนมีอาสาสมัครคุมประพฤติซึ่งสามารถติดต่อกับส่วนกลางได้ จะทำให้ไม่เสียสิทธิ

3 ภารกิจหลัก คืนคนคุณภาพ
ที่ ‘ไม่ใช่ 1+1 เป็น 2’

ภารกิจหลักแรก คือการคุมประพฤติตามเงื่อนไขที่ศาลสั่งว่า ต้องไปรายงานตัวกับพนักงานคุมประพฤติกี่ครั้ง หรือแม้กระทั่งเงื่อนไขห้ามไปสมาคมกับคนบางกลุ่มบางพวก หรือห้ามไปใกล้ชิดคู่กรณี ห้ามยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เราก็มีหน้าที่แบบที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า เฝ้ามอง ตักเตือน และให้คำแนะนำ 

ภารกิจที่ 2 คือ การสืบเสาะและพินิจ กล่าวคือ ในกลุ่มของผู้ถูกคุมประพฤติ หรือจำเลย ศาลมองว่าคนกลุ่มนี้ ไม่ใช่อาชญากรโดยสันดาน เขาอาจเป็นคนที่เพิ่งกระทำผิดครั้งแรก ควรให้โอกาสไปใช้ชีวิตปกติ ให้กลับตัวเป็นคนดี ศาลก็สั่งการให้พนักงานไปสืบเสาะ สอดส่องพินิจดูว่าบุคคลคนนี้ ประวัติเป็นอย่างไร ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ประวัติเป็นอย่างไร ครอบครัว สภาพความเป็นอยู่ เป็นอย่างไร สามารถกลับตนเป็นคนดีได้ไหม 

เมื่อเราไปดูแล้ว ก็ทำรายงานถึงศาล ศาลก็จะพิจารณาว่า ควรลงโทษจำคุกหรือคุมประพฤติแล้วกลับสู่สังคม 

ส่วนภารกิจที่ 3 คือเรื่องของการแก้ไขฟื้นฟู ตรงนี้คนไม่ค่อยรู้ นึกว่าเราแค่คุมอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วบทบาทตรงนี้สำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นผู้เสพยาเสพติด ที่ถูกดำเนินคดีอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ศาลสั่งว่าคนนี้นอกจากคุมประพฤติแล้วควร พัฒนาพฤตินิสัย มีกระบวนการฟื้นฟูซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้ทักษะความรู้ ความเชี่ยวชาญทางจิตวิทยา สาธารณสุข การมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชน เรามีโปรแกรมต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเท่านั้น แต่รวมถึงเมาสุราแล้วขับรถ ความผิดทางเพศ และการใช้ความรุนแรง คนกลุ่มนี้ต้องเข้าสู่โปรแกรมฟื้นฟูทั้งหมด 

นอกจากนี้ ยังรับผิดชอบเรื่องการให้ทุนสงเคราะห์ด้วย การแก้ไขคนสักคนหนึ่งให้กลับมาเป็นคนคุณภาพของสังคม ไม่ใช่ 1+1 เป็น 2 แม้ปัญหาเดียวกันคนเดียวกัน แต่การแก้ไขปัญหาก็ไม่เหมือนกัน

เปิดเคสใจฟู เลิกยา หาทุน
หนุนอาชีพเลี้ยงครอบครัว

บางเรื่องเป็นปัญหาพื้นฐานเลย ไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ทำให้เขาไม่มีตัวตน ไม่สามารถไปสมัครงานได้ แม้เป็นคนดี และผ่านการฝึกอบรมของเรา แต่ไม่มีที่ไหนรับเข้าทำงาน ปัญหาพื้นฐานง่ายๆ กรมคุมประพฤติก็ช่วยตรงนี้ รวมไปจนถึงการศึกษาและทุนประกอบอาชีพ

บางคนก่อนเขาติดยา เขามีอาชีพ เช่น ขายอาหารตามสั่ง ทำอู่ซ่อมรถ หรืออะไรก็ตาม แล้วช่วงหนึ่งของชีวิต เขาไปใช้ยาเสพติด ชีวิตล้มเหลว ธุรกิจล่มจม เมื่อเราฟื้นฟูให้เลิกยาเสพติดได้แล้ว ก็ต้องหาทุนสนับสนุนต่อยอดให้ประกอบอาชีพ หากเรารักษาให้หายอย่างเดียว แต่ไม่สามารถทำให้เขายืนอยู่ได้ หารายได้เลี้ยงชีพตัวเองได้ ก็ไม่บรรลุวัตถุประสงค์

อย่างขายก๋วยเตี๋ยว กรมคุมประพฤติ ก็ไปสนับสนุนเงินทุน แต่ไม่ใช่อยู่ดีๆ ให้ เพราะงบไม่ได้มากพอ เราต้องสกรีนให้แน่ชัด ว่าเขาไปสุดทางได้ แต่ละเคส เราทำอย่างประณีต มีทั้ง กทม. ต่างจังหวัด เคสเหล่านี้คือความภูมิใจ เพราะเราทำตั้งแต่ต้นทางจนปลายทาง

 

ทุ่มเท ‘นอกรูทีน’ ความท้าทายนอกกำแพง
ผนึกภาคี โดดเดี่ยวไม่ได้ ต้องใกล้ชิดชุมชน

ความท้าทายคือ เรามุ่งหวังให้ได้คนดีกลับคืนสู่สังคม ความยากคือจะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้ใช้ชีวิตอยู่กับสังคมได้โดยสังคมมีความปลอดภัย ทุกวันนี้ เนื่องจากเราหวังสูง หวังให้คนเหล่านี้กลับไปสู่สังคมแล้วสังคมไม่เกิดความเดือดร้อน มันเหมือนเกินอำนาจภาระหน้าที่ของกรมคุมประพฤติ เนื่องจากเราอยู่ในขั้นตอนช่วงตรงกลางระหว่างคุมประพฤติ และเขายังใช้ชีวิตในสังคม 

แม้ชื่อกรมคุมประพฤติ แต่เราไม่สามารถดูแลได้ 24 ชม. ดังนั้น ตอนที่เขาอยู่ในชุมชน จะต้องมีกลไกการทำงานร่วมกันกับภาคประชาชนในพื้นที่และหน่วยงานหลัก อย่าง ตำรวจ สาธาณสุข ฝ่ายปกครอง ต้องทำงานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความยากอยู่ตรงนี้ แต่ก็พยายามทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายให้ได้ประสิทธิภาพที่สุด 

ปัจจุบัน รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องคุมประพฤติในภารกิจ 3 ประการมากขึ้นเรื่อยๆ และพยายามเพิ่มงบประมาณให้อย่างต่อเนื่อง 

ผมให้นโยบายกับผู้ใต้บังคับบัญชาว่า เราต้องทำงานภายใต้วัตถุประสงค์เป้าหมายให้เกิดผลสัมฤทธิ์ให้ได้ เราไม่คิดแค่ว่า ทำงานเสร็จ มันจะต่างตรงที่ว่า ทำงานเสร็จคือแค่สืบเสาะความประพฤติ ดูประวัติ และเสนอศาล แต่ผมต้องการให้เราหวังผลสัมฤทธิ์ คือแก้ไขในรายบุคคลให้ได้

เพราะฉะนั้นมันก็อาจต้องทำอะไรที่นอกเหนือจากงานรูทีนปกติ ซึ่งระหว่างคุมประพฤติ เราอาจเห็นว่าคนนี้มีภาวะทางจิต ซึ่งจะปล่อยทิ้งก็ได้ แค่รายงานศาลก็คือจบ แต่หากเรามุ่งทำงานที่ให้ผลสัมฤทธิ์ อยากทำให้สังคมปลอดภัยจริง เราต้องมีงานเพิ่ม โดยความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่กรมประพฤติเองคือต้องประสานหน่วยในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสุข เจ้าหน้าที่ตำรวจ และฝ่ายปกครอง หาพื้นที่รองรับให้ไปบำบัดอาการทางจิต เมื่อเราให้เขากลับไปอยู่กับชุมชน เราจะทำงานโดดเดี่ยวไม่ได้

นี่คือความยาก และท้าทาย ต้องใช้ทั้งเวลา จิตวิทยา งบประมาณ การทุ่มเท หากอยู่ในรั้วรอบขอบชิด อย่างในเรือนจำ ก็เป็นไปตามกฎระเบียบ แต่คนที่อยู่ในการคุมประพฤติ ยังใช้ชีวิตภายนอกปกติ เพราะฉะนั้นการพูดคุย ชักชวน สร้างโปรแกรมต่างๆ มันค่อนข้างมีความซับซ้อน และเฉพาะตัว

น้อมนำหลักการ จิตอาสาพระราชทาน
ทำความดีด้วยหัวใจ ตั้งเป้าบริจาคโลหิต 1.3 ล้านซีซี 

สำหรับงานบริการสาธารณะตามที่ศาลสั่ง ในอดีตใช้วิธีการนัดกันมา เช่น หน่วยงานไหนร้องขอให้ไปทำความสะอาด เราก็พาไป แต่ปัจจุบัน ผมได้น้อมนำหลักการของโครงการจิตอาสาพระราชทาน ซึ่งมุ่งเน้นการทำความดีด้วยหัวใจ มาประยุกต์ใช้ เนื่องจากเป้าหมายของการบริการสาธาณะ คือมุ่งหวังให้มีสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม และตระหนักถึงการทำความดี ซึ่งในวันที่ 15 มีนาคมคือวันสถาปนากรมคุมประพฤติ และ 16 มีนาคม คือวันอาสาสมัครคุมประพฤติด้วย 

ดังนั้น ตลอดเดือนมีนาคมนี้ กรมคุมประพฤติจึงทำโครงการจิตอาสาร่วมกันทั่วประเทศ ทั้ง 109 สาขา ระหว่างผู้ถูกคุมประพฤติ อาสาสมัคร และภาคประชาชน โดยมีการบริจาคโลหิตด้วย ตั้งเป้า 1 ล้าน 3 แสนซีซี

 

ขอทำ ‘เกินหน้าที่’
ถอดบทเรียนอดีต ฉายวิสัยทัศน์สู่อนาคต

ก้าวต่อไป กรมคุมประพฤติจะมุ่งสร้างผลสัมฤทธิ์โดยไม่หวังแค่ให้งานเสร็จ อาจเกินกรอบภาระหน้าที่เราบ้างในบางเรื่อง แต่จะไม่นิ่งดูดาย เราจะมุ่งฟื้นฟูแก้ไขจริงๆ ไม่ใช่แค่คำสวยหรู เช่นกรณีผู้ป่วยทางจิต อย่างที่กล่าวไปข้างต้น 

นอกจากนี้ คดีอุกฉกรรจ์ทั้งหมด ผมจะให้ถอดบทเรียน เช่น ฆ่าบิดามารดา จะเอาข้อเท็จจริง พฤติการณ์แห่งคดีว่าเป็นอย่างไร ปูมหลัง ประวัติชีวิต เป็นอย่างไร เคยถูกคุมประพฤติหรือไม่ ถ้าเคย พลาดอย่างไร ทำไมเราแก้ไขฟื้นฟูเขาไม่สำเร็จ เพื่อนำมาเป็นบทเรียนของรุ่นต่อๆ ไป 

แอพพ์ใหม่กำลังมา
หมดปัญหา ไร้ข้ออ้าง ‘ลืมนัด’

ส่วนในอนาคต ตอนนี้เรากำลังพัฒนาแอพพลิเคชั่น ให้ผู้ถูกคุมประพฤติ พนักงานคุมประพฤติ และอาสาสมัครคุมประพฤติ ที่ต้องทำงานร่วมกันในชุมชนดาวน์โหลด เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการรับข้อมูลข่าวสารที่ตรงกัน เช่น ตารางนัดหมาย หลายคนติดต่อกับเราไม่ได้ ไม่มารายงานตัว อ้างว่าลืมนัด มาวันผิด จำวันผิด ถ้าเรามีแอพพ์นี้จะคอยแจ้งเตือนไปยังสมาร์ทโฟน แอพพ์นี้จะรวมการรายงานตัวทางไกลเอาไว้ด้วย ไม่ต้องเข้าไปที่สำนักงานหรือศูนย์คุมประพฤติในชุมชน เขาสามารถพูดคุยกับเราได้ตลอด นอกจากนี้ ยังสามารถใช้กับงานบริการสังคมด้วย เช่น คุณอาจไปช่วยงานบุญที่วัดไหนก็ได้ แล้วบอกพิกัด ภาพถ่าย วิดีโอ ใส่เป็นเครดิต 

เราทำเดโมใกล้เสร็จแล้ว อีก 3-4 เดือนข้างหน้าจะได้เห็นแอพพ์นี้ (ยิ้ม)

พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร-เรื่อง
ชวลิต ปานยงค์-ภาพ