บทสนทนาจาก ‘โคลน’
สำรวจรากเหง้าอีสาน
การเดินทาง สู่ความร่วมสมัย

เสียงคลาริเน็ตกังวานก้อง ประสานกับเสียงแคน
ลอยแผ่วมาตามสายลมเย็นย่ำบนถนนพระอาทิตย์
ดึงดูดให้เข้ามาสัมผัส กับ ISAAN LIFE AND SOUL นิทรรศการเดี่ยวโดย จรณ์ รัตน์จรูญ
เปิดตัวอย่างน่าจดจำไปเมื่อสุดสัปดาห์แรกของเดือน ณ ‘หอศิลป์ ณ บ้านเจ้าพระยา’ อันโอ่อ่าใจกลางกรุงฯ
เชื้อเชิญผู้คนที่เดินผ่าน ทั้งวัยรุ่น นักท่องเที่ยวฝรั่ง ให้แวะเวียนเข้ามาร่วมม่วนจอยกับทำนองคุ้นหู ดูคล้ายเพลงไทยเดิม แต่ไม่ใช่เสียทีเดียว
ท่ามกลางแสงนีออน ในค่ำคืนของเมืองที่ไม่เคยหลับใหล
ที่แห่งนี้ ‘จรณ์’ ไม่เพียงจัดแสดงผลงานปริญญาโท หากแต่สร้าง ‘บทสนทนา’ ว่าด้วยอัตลักษณ์ของคนอีสานในกระแสสังคมร่วมสมัย ผ่านมิติของศิลปะ ดนตรี และการแสดงสด โดยมี พรรณชญานิษฐ์ วัชรรัตน์ เป็น
ภัณฑารักษ์ เพิ่มกิมมิกให้งานยิ่งทวีความน่าสนใจ
ด้วยการให้แสง ชักชวนหมอแคน ขอแรงคนอีสาน มาร่วมแสดงสดเพื่อเป็นการเปิดนิทรรศการเมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา
ทุกชิ้นงานล้วนสื่อสารอารมณ์ ท่อนไม้ที่จัดวาง ดนตรี อาหาร ตลอดจนทุกท่วงทำนองของการเคลื่อนไหว มีความหมายเชื่อมโยง ราวกับเป็นบทกวีที่ร้อยเรียงด้วยภาพและเสียง
คลี่คลายให้เห็นร่องรอยความทรงจำของ ‘แผ่นดินที่ยังคงหายใจ’ และไม่หยุดขยับแข้งขา เขยิบเข้าใกล้ความเป็นศูนย์กลาง
สุ้มเสียงแห่งลุ่มน้ำโขง
ส่วนผสม ศิลปะร่วมสมัย
จัดออเดิร์ฟด้วยโชว์จาก Unich Clarinet Quartet วงดนตรีคลาสสิกร่วมสมัย ที่ให้กลิ่นอายผสมผสานระหว่าง ‘คลาริเน็ต+แคน’
ก่อนไส้กรอกอีสานตัดเป็นต่อนๆ เสิร์ฟพร้อมผักแนมแกล้มเครื่องดื่มฉ่ำๆ ระหว่างเดินชมผลงานศิลปินลูกข้าวเหนียว
ดิลก อุ่มอาสา หนึ่งในนักดนตรีรุ่นใหม่ กล่าวถึง ‘เพลงโขงแฟนตาซี’ บทประพันธ์สำหรับคลาริเน็ตควอเท็ต ด้วยเทคนิคร่วมสมัย โดยใส่อัตลักษณ์ดนตรีอีสานเข้าไป
ซึ่งได้รับทุนจากกองทุนส่งเสริมศิลปร่วมสมัย ในปี 2568 สนับสนุนให้ประพันธ์เพลงนี้ขึ้นในฐานะ ‘ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย’ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งชิ้นงานจากความภาคภูมิใจ ที่ได้ช่วยเติมเต็มนิเวศทางศิลปะ และยกระดับอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ในไทย
ดิลกเผยว่า เนื้อหาของเพลงนี้สะท้อนถึงสุ้มเสียงในลุ่มน้ำโขง
“เพลงนี้เล่าเรื่องเกี่ยวกับเสียงในลุ่มน้ำ ของแม่น้ำโขงในเพลงประกอบไปด้วยเพลงเต้ย และจะมีเสียงที่ไม่ใช่ดนตรี คือเสียงของ ‘สะนู’ เป็นว่าว ที่คนในภาคอีสานจะนิยมเล่นกันในช่วงเดือนที่มีลมแรงมากๆ” เจตดิลก แง้มดีเทลที่ตั้งใจใส่ลงไป
เมื่อได้รับการติดต่อจากทางผู้จัด ก็ตัดสินใจได้ทันที
“รู้สึกว่าเพลงนี้น่าจะสามารถเล่าเรื่องอะไรบางอย่างได้ ปกติแล้วเพลงล่องเรือ จะไม่มีแคนอยู่ด้วย แต่ได้พี่ชายที่รู้จักมาช่วยเล่นแคนให้ น่าจะช่วยส่งเสริมเพลงนี้ให้ดีขึ้น”
หลังกล่าวจบ ไม่รีรอบรรเลงเพลงประสานต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ ทัศนียภาพทางเสียง ที่ให้ความกลมกล่อมระหว่างสำเนียงเครื่องเป่าลมไม้สากล อย่าง ‘คลาริเน็ต’ และเครื่องเป่าพื้นบ้านจากไม้ไผ่อย่าง ‘แคน’ ที่ล้วนให้กำเนิดเสียงโดยการเป่าลมผ่านช่องแคบๆ ไม่ต่างกัน
ปฏิสัมพันธ์
ไทบ้าน กับความเป็นสากล
ภายในห้องจัดแสดงชั้นสอง แวดล้อมด้วยภาพของทุ่งนากว้างไกล ปลายน้ำโขง
แววตาของผู้คน และวัตถุที่บรรจุเรื่องราวนับร้อยพัน ถูกถ่ายทอดผ่านทีแปรงอย่างบรรจง
เป็นภาพวาดสีน้ำมันบนเฟรมผ้าใบหลายขนาด ทั้งเล็ก กลาง และใหญ่แบบตะโกน
หลายชิ้นไม่มีชื่อ (Untitled) อีกหลายชิ้นก็ชื่อเรียกต่างกันออกไป แต่ล้วนสะท้อนปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเด็กเลี้ยงหอย, เกิบ, ต้นบักโก ที่สะท้อนถึงลักษณะเฉพาะของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยได้เป็นอย่างดี



หลายชิ้น ยั่วล้อไปกับผลงานในตำนาน อย่าง ‘The Thinker’ หรือคนครุ่นคิด ผลงานชิ้นเอกโดย โอกุสต์
รอแด็ง ประติมากรชาวฝรั่งเศส แต่เป็นเด็กนั่งคิด
ซึ่งหากมองลึกลงไปถึงดีเทลแต่ละชิ้นจะเห็นเท็กซ์เจอร์คล้าย ‘โคลน’ อย่างมาก
ทำเอาผู้ชมหลายคนอดนึกไม่ได้ หรือนี่คือผลงานดินเหนียวจากทุ่งกุลาร้องไห้?
เป็นความตั้งใจของ ‘จรณ์’ ที่อยากพาสำรวจความสัมพันธ์หลายแง่มุม
ระหว่างคนอีสานกับธรรมชาติ ระหว่างคนที่ไม่ใช่อีสานกับคนอีสาน ในฐานะที่เกิดและเติบโตมากับดิน
เขาจบด้านครุศาสตร์ ศิลปศึกษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ก่อนเข้ามาต่อ ป.โท คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร
นอกจากภาพวาดที่เล่าเรื่อง ยังสะท้อนผ่านภาพเคลื่อนไหว ‘เพอร์ฟอร์มานซ์อาร์ต’ ที่ชวนคนอีสานมาจับดิน ปั้น ป้ายทั่วเรือนร่าง บางช่วงจังหวะคว้ามากำเป็นก้อน ก่อน ‘ส่งต่อ’ ให้กับคนรุ่นใหม่ที่ยืนมุง ซึ่งรับไว้ในสองมืออย่างไม่เคอะเขินหรือกลัวเปื้อนแต่อย่างใด
รวมไปถึงเสียงดนตรี จากหมอแคน ‘พ่อทองสุข’ และยายอ้อม อดีตนางเอกหมอลำ จากมหาสารคาม ผู้ที่ยึดดนตรีพื้นบ้านหาเลี้ยงชีพ
ขับกล่อมกลอนลำอย่างม่วนซื่นระหว่างเดินดูภาพตามอัธยาศัย ทำเอาผู้ชมจากหลายวัย หลากเชื้อชาติ พลอยขยับร่างกายด้วยความเพลิดเพลิน
บางท่านจากบ้านมาทำงานในเมืองใหญ่ ปรี่เข้าไปพูดคุยทักทายด้วยความดีใจ เสมือนได้กลับบ้านไปเจอญาติผู้ใหญ่
เป็นการให้ความสำคัญกับคนที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจ
เป็นภาพที่ชวนให้เห็นถึง ปฏิสัมพันธ์ ระหว่างคนอีสานกับคนทั่วไปได้ทันทีโดยแทบไม่ต้องตีความ ซึ่งศิลปินเลือกที่จะจัดวางใหม่ด้วยจุดเชื่อมบางอย่าง รวมถึงบางภาพที่มีความเป็น ‘สากล’
ชวนให้นึกถึงคำที่ สนอง คลังพระศรี ดอกเตอร์คนแรกของไทยในด้าน ‘แคน’ เคยกล่าวถึงเครื่องดนตรีชนิดนี้ด้วยว่า มี ‘ช่วงเสียง’ ละม้ายคล้ายเครื่องดนตรีสากล
ในสายตาของ ‘จรณ์’ ภาคอีสานของไทย เป็นภูมิภาคที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์
อย่างไรก็ดี ภาพจำของอีสานที่ถูกสร้างขึ้นซ้ำๆ ผ่านสื่อและสังคม มักเป็นไปในทิศทางที่จำกัด เหมารวม และล้าหลัง
ไม่สะท้อนความเป็นจริงของภูมิภาคที่มีชีวิตชีวาและมีพลวัต
การสร้าง ‘ภาพจำอีสาน’ ใหม่ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ศิลปินพยายามพรีเซ็นต์
สำหรับ คิวเรเตอร์ มองว่าการสื่อสารด้วยภาพเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะบอกเล่าความเป็นอีสานได้ครบทุกมิติ จึงตั้งใจเพิ่มสุนทรียะทางเสียง และรส ให้เป็นมวลอารมณ์เดียวกัน
‘โคลน’ สื่อสัญญะ
ลดอัตตา ปรับตัว กลมกลืน
นิทรรศการ ‘ISAAN LIFE AND SOUL’ จึงไม่ต่างจากการลัดเลาะคันนา พาสำรวจและตั้งคำถามถึงสถานะของคนอีสานในสังคมสมัยใหม่ ถ่ายทอดผ่านเลนส์จากประสบการณ์ชีวิต ความเชื่อ และความรู้สึกของว่าที่อาจารย์ศิลปะ ที่เกิดในลุ่มน้ำนี้
ที่อยากท้าทายภาพจำเดิมๆ
แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัว และความพยายามทลายเส้นแบ่ง
“ในขณะเดียวกัน ก็ตั้งคำถามถึงสถานะของคนอีสานที่ถูกมองข้ามจากความเป็นรัฐส่วนกลาง และกระตุ้นให้ผู้ชมได้ย้อนกลับมาสำรวจตนเอง ถึงที่มา และตัวตนที่ถูกประกอบสร้างขึ้น เพื่อให้ตระหนักและเห็นคุณค่าในความเป็นถิ่นที่ และรากเหง้าทางวัฒนธรรมของตัวเอง” จรณ์เผย
เขาเลือกใช้ ‘โคลน’ แทนสัญญะสำคัญที่แสดงออกในผลงานชุดนี้
โคลนในที่นี้ สะท้อนถึงความผูกพันระหว่างวิถีชีวิตและธรรมชาติ
“การชโลมร่างกายด้วยดินโคลนเปรียบเสมือนการลดอัตตาความเป็นตัวตน เพื่อให้กลมกลืนไปกับธรรมชาติ และเห็นถึงการปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของความเป็นอีสาน
หากแต่ในอีกนัย ความกลมกลืนและการปรับตัวที่เป็นนิสัยโดยธรรมชาติ ก็กลายเป็นถูกทำให้เลือนหายไปจากในอีกมุมสายตาหนึ่งจากส่วนกลางเช่นกัน”
ผลงานได้ทั้งเชื้อเชิญและกระตุ้นให้ผู้ชม ได้หวนกลับมาสำรวจตนเอง
ได้เห็นความผูกพันที่ลึกซึ้งระหว่าง ‘คนอีสานกับธรรมชาติ’ อันเป็นรากฐานสำคัญของวิถีชีวิต ที่ดำรงอยู่ด้วยการพึ่งพาอาศัย ผูกพันกับผืนดินเสมอมา
‘จรณ์’ ยังแสดงความขอบคุณทุกท่าน ผู้อยู่เบื้องหลัง รวมถึงอาจารย์สมศักดิ์เชาวน์ธาดาพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ และ ผศ.ดร.วิชญ มุกดามณี คณบดีคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ ม.ศิลปากร ที่ให้เกียรติเป็นประธานเปิดนิทรรศการในครั้งนี้
หนึ่งในผู้เข้าชมอย่าง ปกรณ์ กล่อมเกลี้ยง ภัณฑารักษ์อิสระ อดีตครูศิลปะที่จบจากรั้วเดียวกัน ประทับใจในนิทรรศการนี้อย่างยิ่ง
โดยได้เขียนรีวิวด้วยว่า
“นี่คงเป็นงานศิลปะงานแรกที่ผมไม่รู้จักชื่อศิลปิน เนื่องจากมาดูงาน อ.เสาวภา วิเชียร์เขตต์ ชั้นล่าง ก็เดินขึ้นชั้นบนมาดูงานของเขา
ศิลปินรู้จักผม เรียก ‘พี่แกะ’ เต็มปากเต็มคำ พอคุยถึงรู้ว่า น้องเรียน ป.ตรี ที่โคราช เป็นลูกศิษย์ อ.โจม มั่นพลศรี เคยมาฟังผมนำชมงานศิลปะ ตอนที่มาดูงานที่ 333 แกลเลอรี่ หลังจากนั้นก็มาเรียนต่อ ป.โท เป็นลูกศิษย์ อ.ม้อ, อ.วิน ปัจจุบันจึงเป็นอาจารย์พิเศษที่คณะจิตรกรรม”
“งานของเขาทำเรื่องของคนอีสาน ทั้งแง่ปรัชญา วิธีคิด ความเชื่อ เป็นคนอีสานที่คลุกดินโคลน
ผมชื่นชมด้วยความยินดีไปหลายประโยค แต่นี่คือการแสดงงานครั้งแรก เพิ่งเริ่มต้น ผลงานถูกจับจองไปเยอะแล้ว (น่าดีใจอีก)
บนห้องแสดงงานวันเปิด มีหมอแคนมาจากมหาสารคาม มันส์มาก ผมนี่แทบถอดเสื้อดิ้นกระจาย”
เป็นคำรีวิวที่กินใจ ทั้งยังสะท้อนถึงความสัมฤทธิ์ในสิ่งที่ศิลปินพยายามสื่อสาร
อยากชวนให้ได้มาสัมผัส การเดินทางของ ‘อีสาน’ ในพื้นที่ร่วมสมัย ร่วมค้นหาความหมายของรากเหง้าและตัวตนที่ดำรงอยู่เหนือเส้นแบ่งของพื้นที่และวัฒนธรรม เพื่อเข้าใจภูมิภาคนี้ในมุมมองใหม่ ได้ตั้งแต่วันนี้-30 มีนาคมนี้ (10.00-18.00 น.) ที่ PTT Art Gallery ห้องจัดแสดงชั้น 2 หอศิลป์ ณ บ้านเจ้าพระยา
อธิษฐาน จันทร์กลม

