หน้าแรก ประชาชื่น ‘เปลี่ยนอีสาน...

‘เปลี่ยนอีสานให้เป็นไทย’ ประวิทย์ สายสงวนวงศ์ ค้นลึกสำนึกที่ราบสูง ทำไมถึงอินการเมือง?

23.03.25 | 11:47 น.

‘เปลี่ยนอีสานให้เป็นไทย’
ประวิทย์ สายสงวนวงศ์ ค้นลึกสำนึกที่ราบสูง
ทำไมถึงอินการเมือง?


เรียกได้ว่าฟังจบแล้วร้องอ๋อ! ทันที

ท่ามกลางบรรยากาศศึกซักฟอกที่หลายคนเตรียมจ้องจอ รอฟัง ‘อภิปรายไม่ไว้วางใจ’

มีหนังสือเล่มใหม่ที่ทำให้เก็ตในอินเนอร์ของนักการเมืองบางภาค ว่าอะไรคือแรงไดรฟ์ให้อภิปรายได้เลิศ ได้ถึงแก่นของปัญหา

Advertisement

การตื่นตัวทางการเมือง ไดนามิกการลุกขึ้นสู้ของผู้คนบน ‘ที่ราบสูงของไทย’ ไม่ได้ผุดขึ้นลอยๆ ในช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 หรือเป็นผลผลิตจากพลังทางความคิดที่ไหลเทมาจาก ส.ส.อีสานในตำนาน อย่าง ‘ทองอินทร์ ภูริพัฒน์, ถวิล อุดล, จำลอง ดาวเรือง, ครูเตียง ศิริขันธ์ หรือเทพ โชตินุชิต’ เท่านั้น

ทว่า เป็นปรากฏการณ์จากส่วนผสมของคนหลายกลุ่มก้อน ตั้งแต่ปัญญาชน คนรุ่นใหม่

หรือแม้แต่ ‘ชาวบ้าน’ ที่ล้วนได้รับผลพวงโดยตรงจาก ‘การดำเนินนโยบายของรัฐ’

“คนเหล่านี้จึงเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นอย่างเต็มที่ ก่อนหน้านี้เขาก็พยายามแสดงออก แต่อาจจะยังไม่ได้รับการยอมรับมากมาย พอมีสภา ปัญหามันเลยถูกหยิบยกขึ้นมา… อภิปรายจนกระทั่งพระยาพหลฯ เป๋ไปพอสมควร”

อ.ประวิทย์ สายสงวนวงศ์ จากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.บูรพา ผู้เชี่ยวชาญด้านภาพสะท้อนความสัมพันธ์เชิงอำนาจ

นั่งแชร์แรงดลใจ กลางห้องประชุมหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล คณะอักษรศาสตร์ รั้วศิลปากร ถึงที่มาของการย่อยวิทยานิพนธ์ ป.โท ‘พัฒนาการของการตื่นตัวทางการเมืองของชาวอีสาน พ.ศ.2433-2489’ ให้กลายเป็นพ็อคเก็ตบุ๊ก ออกสู่สายตาคนหมู่มาก

เปลี่ยนอีสานให้เป็น ‘ไทย’ : อุดมการณ์รัฐชาติกับสำนึกการเมืองของคนที่ราบสูง ตีพิมพ์สดๆ จากแท่นสำนักพิมพ์มติชน เมื่อต้นเดือนนี้ พร้อมแล้วที่จะออกเดินทางกระจายความรับรู้สู่นอกรั้วสถาบันการศึกษา พาสำรวจและสืบสาวการตื่นตัวทางการเมืองของชาวอีสานในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน

ขยายพรมแดนความใส่ใจ ด้วยหลักฐานที่หลากหลายและมั่นใจว่าหลายคนไม่เคยรู้มาก่อน สะท้อนปัญหาที่คนในภูมิภาคนี้ต้องประสบพบเจอ จากโครงสร้างอำนาจที่กดทับมายาวนาน

จากการบูรณาการอำนาจอย่าง ‘ไม่ทั่วถึง’ ไม่ถ้วนหน้า

เป็นการสั่งสมประสบการณ์ ที่เปลี่ยนความทุกข์ยากให้เป็นแรงผลักดัน แสดงออกผ่านมูฟเมนต์แตกต่างกันไป แต่คอนเฟิร์มได้อย่างหนึ่งว่าพลังความแอ๊กทีฟนี้ อยู่ในสายเลือดคนลุ่มน้ำโขงเรื่อยมา นับตั้งแต่ทศวรรษ 2430

“เป็นงานที่มาเติมตรงกลาง เพราะมีตรงนี้ ทำให้เกิดบทบาทของ ส.ส.อีสาน ที่เป็นดาวสภา อีกส่วนคือการใช้เอกสารที่สะท้อนความคิดของชาวบ้าน ทั้งบทความจากหนังสือพิมพ์ คนที่เขียนสะท้อนปัญหาหลายอย่างมาก

อ้างกระทั่งเจ้าเมืองไม่สนใจ รวมถึงกลอนลำ ที่สะท้อนความโดดเด่น ตั้งคำถามว่าเรียนพละทำไม เอาเวลาไปทำนาไม่ดีกว่าเหรอ เป็นการทำงานที่สะท้อนมุมมองครบ ทั้งการตีความ และการใช้หลักฐาน”

ผศ.ดร.วรพร ภู่พงศ์พันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์อีสาน จากรั้วอักษรศาสตร์ ในฐานะที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ รีวิวความโดดเด่นและแตกต่างจากงานทั่วไป

เมื่อกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงโหมกระหน่ำ เมื่อรัฐพยายามดึงอีสานให้เป็นส่วนหนึ่งของชาติไทย กลุ่มอำนาจท้องถิ่น พ่อค้าคหบดีและชาวบ้าน ปรับตัวอย่างไร? ทำไมคนอีสานถึงอินการเมืองนัก? หาคำตอบได้จากบรรทัดต่อไปนี้

(จากซ้าย) อ.ดร.ยิ่งยศ บุญจันทร์ ผู้ดำเนินรายการ, อ.ประวิทย์ สายสงวนวงศ์ และ ผศ.ดร.วรพร ภู่พงศ์พันธุ์

⦁ ทำไมถึงสนใจในประเด็นการเคลื่อนไหวของคนอีสาน?

ส่วนตัวมีคำที่ประทับใจคือ “เจ๊กปนลาว” ซึ่งทางบ้านก็มีเชื้อสายจีนทางพ่อ และอีสานทางแม่ จึงอยากทำความรู้จักมากขึ้น ซึ่งทั้งเจ๊กและลาว มีความเป็นนักสู้

ในช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จะเห็นความเด่นชัด โดยเฉพาะนักการเมืองอีสาน เช่น ครูเตียง ศิริขันธ์, ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ เราเห็นการเคลื่อนไหวที่ทรงพลังและเด็ดเดี่ยว ที่สำคัญคือพยายามสะท้อนให้เห็นปัญหาความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นจริงในสังคม ในอาณาบริเวณที่ราบสูง เมื่อศึกษาก็นำสู่การตั้งคำถาม ถึงการปรับตัวของกลุ่มคนอีสานในช่วงที่กำลังถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทย (สมบูรณาญาสิทธิราชย์)

⦁ รัฐส่วนกลางให้ความสนใจพื้นที่นี้ตอนไหน?

ประเด็นอีสาน พูดง่ายๆ คือประดิษฐกรรมในยุคหลัง คือภาคตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อวัดจากศูนย์กลาง แต่ถามว่าแล้วก่อนหน้านั้นเราจะนิยามบริเวณนี้ว่าอย่างไร? ผมจึงใช้คำว่า “พื้นที่อีสาน” ที่ยังไม่ได้มีลักษณะเป็นภาคอย่างชัดเจน แต่เป็นที่ราบ อาจกินอาณาบริเวณตั้งแต่โคราชถึงฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง

ซึ่งก่อนที่จะถูกแบ่งเป็นภูมิภาค อีสานไม่ได้มีชื่อเรียกอย่างชัดเจน อาจจะเรียกด้วยชาติพันธุ์ เช่น เขมรป่าดง หรืออีสานใต้ในปัจจุบัน พูดภาษาเขมร ส่วนพื้นที่อื่นก็เป็น “ลาว” ไม่ได้มีชื่อเรียกอย่างชัดเจน แต่อยู่ในพื้นที่ใกล้ชิด เริ่มเด่นชัดตั้งแต่ “สมัยธนบุรี” ที่เริ่มเห็นสงครามครั้งสำคัญ สมเด็จพระเจ้าตากสินฯไปปราบปราม แล้วอัญเชิญพระแก้วมรกตมาอยู่วัดอรุณราชวราราม คือจุดเริ่มต้นที่เห็น

บริเวณพื้นที่อีสานในสมัยนั้นมีการเคลื่อนย้ายของคนหลายระลอก โดยเฉพาะเมื่อเกิดปัญหาจากความขัดแย้งของศูนย์กลางอำนาจ เช่น กรณีพุทธศตวรรษปลาย 23-24 ที่มีความขัดแย้ง อพยพมาจากทางเวียงจันทน์ เข้ามาในพื้นที่นี้ เป็นจุดที่ดึงให้อำนาจของสยามเข้าไป พยายามขยายอิทธิพลและทำสงคราม โดยอ้างสิทธิเหนือพื้นที่

จากที่แต่ก่อนไม่ได้มีความพยายามรวบอำนาจทั้งอาณาบริเวณ แต่พอหลังจากสมัยธนบุรีขึ้นมากลายเป็นว่าเวียงจันทน์ จำปาสัก ตกอยู่ภายในอิทธิพลของ ‘สยาม’ อย่างชัดเจน ฉะนั้น พื้นที่บริเวณที่ราบสูงโคราช ซึ่งอยู่ระหว่างสยามและล้านช้างกลายเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การอ้างสิทธิของสยามมากขึ้น

ด้วยความที่ต่างฝ่ายต่างขยายอำนาจออกไป แต่สยามแผ่ออกไปไม่ได้มากนัก ทำให้ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 สยามใช้พื้นที่นี้เป็นเหมือนรัฐกันชน กันการขยายอิทธิพลจากข้างนอก เพราะช่วงนั้นต้นรัตนโกสินทร์เริ่มซับซ้อน ไม่ได้มีแค่ล้านช้าง เริ่มมีญวน ทำให้ซีกตะวันออกของปริมณฑลอำนาจลุ่มน้ำเจ้าพระยาเริ่มมีความล่อแหลม จึงเกิดการขยายอำนาจผ่านการสร้างเมือง เมืองในพื้นที่อีสานจึงผุดขึ้นมาเต็มไปหมด

จากกลุ่มท้องถิ่นค่อยๆ ขยับขยาย สร้างเมือง ทะเลาะกันบ้าง ไม่ถูกใจกันก็ไปสร้างเมืองใหม่ ขยายเขตอิทธิพลในการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ส่วยสาอากร ทรัพยากรธรรมชาติ สินค้า ของป่า รวมถึงในแง่คุมกำลัง

อย่างไรก็ตาม การมีเมืองเยอะๆ แต่ละเมืองก็คือเขตเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจท้องถิ่น ทำให้เห็นว่าในพื้นที่เหล่านี้สยามอาจไม่ได้มีอำนาจขนาดนั้น กลายเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยอิทธิพลของกลุ่มอำนาจท้องถิ่น

จุดเปลี่ยนที่เริ่มเห็นคือ ในช่วงกบฏเจ้าอนุวงศ์ (สงครามระหว่างล้านช้างกับสยาม) ที่ตีแผ่สภาพการเมืองแบบนี้ได้ชัดมาก ว่าระบบกลไกการปกครอง สายบังคับบัญชาต่างๆ ที่สยามวางเอาไว้ มันใช้ไม่ได้ ถ้าจำไม่ผิดประมาณ 5-6 เดือน กว่าจะรู้เรื่อง เจ้าอนุวงศ์มาถึงสระบุรี แวะซื้อกะหรี่ปั๊บก็เข้าถึงกรุงเทพฯแล้ว (หัวเราะ) แล้ว

ถ้าลองมาคิดดูในยุคนั้นมันเป็นไปได้ไงที่กรมการเมืองทั้งหลายไม่มีการเฉลียวใจว่า ฮึ้ย มันแปลกๆ จะบอกว่าถูกหลอกอย่างเดียวให้ไปเข้าร่วม เกณฑ์ทัพมา ใครจะเชื่อ? สะท้อนว่าโครงสร้างการบังคับบัญชาเช่นนี้มีปัญหา รวมถึงยังมีความขัดแย้งของเจ้าเมืองท้องถิ่น เช่น เจ้าเมืองโคราช เป็นการดึงให้ศูนย์อำนาจอื่นเข้ามา คือ ล้านช้างเข้ามา จะเห็นว่าปัญหาใหญ่พอสมควร ดูสถานการณ์ในตอนนั้น เหตุผลที่ท่านตัดสินใจเด็ดขาดในการปราบปรามจนกระทั่งเผาเวียงจันทน์

ในละคร “คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์” ถ้านอกจากเรื่องความเจ้าชู้ของพระนครบาลที่ตามผู้หญิงต้อยๆ เราจะเห็นบริบทอื่น เช่น ฝรั่ง ที่เข้ามาค้าน้ำตาล ซึ่งเข้ามาเป็นตัวละครสำคัญ สยามเริ่มมีตัวแปรอื่น มีการอธิบายด้วยว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่สยามต้อง “ตั้งรับ” หลายด้าน การที่แต่ละเมืองตีกันแล้วดึงอำนาจอื่นเข้ามา เป็นที่มาให้ต้องจัดการอย่างเด็ดขาด เป็นตัวแปรสำคัญในการพยายามกระชับอำนาจบริเวณนี้ให้เข้มข้นขึ้น การตั้งเมืองในสมัย ร.3 มีกว่า 40 เมือง เรียงไปตามการขยายอิทธิพลของญวน รวมถึงส่วนกลางของ กทม.ที่ไปดูแลเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่โดยตรง

วิธีการเปลี่ยน ลดอำนาจท้องถิ่นที่ไปเข้าร่วมกับฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ เราเห็นการจัดการมากขึ้น สำรวจประชากร พวกบัญชีเลขไพร่ ที่เริ่มเข้มข้นขึ้น เห็นความพยายามกระชับอำนาจที่เข้มข้นกว่ายุคก่อน ที่เปลี่ยนราชการจะมาที ก็กลายเป็นมีข้อกำหนด บทลงโทษผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม แต่ระบบราชการยังไม่ได้ถูกพัฒนาให้มีศักยภาพมากพอโดยไม่ต้องพึ่งกลุ่มอำนาจท้องถิ่นได้

ยังไม่สามารถทำให้อำนาจส่วนกลางแผ่ขยายจนกระทั่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างอย่างในช่วง 2430 เป็นต้นมา

⦁ แล้วอะไรเป็นจุดเร่งเร้าให้รัฐสยามส่วนกลางเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากขึ้น ช่วงรอยต่อนั้นเกิดอะไร?

การเกิดขึ้นของรัฐสมัยใหม่จะเห็นหลักๆ 2 ประเด็น ทั้ง 1.ระบอบศักดินา ไพร่ ที่ค้ำจุนโครงสร้างรัฐจารีตเริ่มเสื่อมลง อีกส่วนที่เร่งเร้าคือ 2.ตะวันตก ที่จะกระทบกับภาคอีสานมาก คือการขยายของฝรั่งเศส ที่เป็นรอยต่อ จึงต้องสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และมีความเชื่อมโยงในหลายมิติ

ในเล่มนี้จึงใช้คำว่า “การบูรณาการรัฐ” ที่ผมมองว่ามี 3 ประเด็นคือ 1.การบูรณาการเชิงอำนาจ 2.เชิงพื้นที่ และ 3.เชิงความคิด

ในเชิงอำนาจ บูรณาการ ด้วยการเข้าไปยุ่งกับพื้นที่ต่างๆ เหล่านั้นตั้งแต่ช่วง 2430 สิ่งที่เห็นคือการจัดระเบียบ ยุบเมืองนั้นนี้ สมัยรัชกาลที่ 5 มีการยกเลิกการสร้างเมืองใหม่และตั้งเป็นมณฑล เปลี่ยนชื่อไปมาจากมณฑลลาว ลาวกาว ลาวพวน กลายเป็นมณฑลอีสาน มณฑลอุดร มณฑลนครราชสีมา เห็นการจัดการพื้นที่เหล่านี้มากขึ้น

จากที่เดิมพื้นที่นี้เป็นของท้องถิ่น ส่วนกลางก็ส่งคนมาปกครอง เช่น ส่งคนมาตรวจราชการ สะท้อนความเอาจริงเอาจังในการจัดระเบียบแบบแผนให้เป็นอันเดียวกันกับส่วนกลางก่อนนำมาสู่การสร้างระบบมณฑลเทศาภิบาล, พ.ร.บ.ที่พูดถึงการปกครองส่วนพื้นที่ก็ตามมา มีการสังคายนาพื้นที่เพื่อปูทางไปสู่ระบบราชการด้วยการสร้าง “พื้นที่ส่วนราชการ” ขึ้นมาควบคู่

จึงต้องมีศาลากลาง ที่ว่าการอำเภอ โรงทหาร เพื่อรองรับการใช้อำนาจเหล่านี้ โดยเฉพาะส่วนที่ใกล้ชิดกับประชาชน คือที่ว่าการอำเภอ ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาเฉยๆ มีหน้าที่ทำทะเบียน หนังสือส่วนราชการ ยืนยันตัวบุคคล เสียภาษี ขออนุญาต เป็นพื้นที่ทำให้รัฐขยายอิทธิพลอำนาจไปสู่ระดับประชาชนทั่วไป

ส่วน “ระบบแผนที่” เป็นการบูรณาการเชิงพื้นที่กายภาพ ย้อนกลับไปสมัยสยามมีศึกกับเจ้าอนุวงศ์ ปราบฝั่งเวียงจันทน์ หนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญช่วงนั้นคือ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ เป็นผู้มีอิทธิพลสำคัญ นำมาสู่การเชื่อมโยงพื้นที่ผ่าน “คมนาคม” เช่น รถไฟ รวมถึงการสื่อสาร ไปรษณีย์ โทรเลข เพื่อการราชการ ให้สามารถสั่งการได้ทันที สามารถปราบปรามความไม่สงบได้อย่างรวดเร็ว โดยในเรื่องการคมนาคมยังส่งผลต่อเศรษฐกิจที่ไหลเวียน เชื่อมโยงคนไปสู่ส่วนกลางมากขึ้น

ส่วน 3.การบูรณาการในเชิงความคิด สร้างชุดความคิดที่เชื่อมโยงเป็นบรรทัดฐาน ที่ต้องผ่านระบบการศึกษาที่เชื่อมโยงกับ “อุดมการณ์ของรัฐ” ยึดโยงกับชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จัดการจากส่วนกลาง แผ่ขยายเข้าไป รวมถึงประเพณีบางอย่างดั้งเดิมก็ถูกลดทอนลง เช่น การสถาปนาสมณศักดิ์ของคนอีสานที่ไปทับซ้อนกับส่วนกลาง จึงทำให้บางธรรมเนียมถูกลดทอนลง

⦁ การดำเนินการของรัฐส่วนกลาง ส่งผลกับคนในพื้นที่อีสานอย่างไรบ้าง?

คำถามนี้เป็นที่มาของการศึกษาเรื่องนี้ด้วย คือการเปลี่ยนแปลงของคนอีสานเมื่อส่วนกลางเข้ามามากขึ้น เขาต้องปรับตัว เผชิญกับอะไรบ้าง ซึ่งยังเป็นส่วนสัมพันธ์กับสำนึกคิดและการเคลื่อนไหวทางการเมือง

ผมมอง 3 ประเด็นการเข้าถึงโอกาสและการปรับตัวทาง 1.เศรษฐกิจ 2.ทางการศึกษา และ 3.การปรับตัวเข้าสู่ระบบราชการ

ในเชิงเศรษฐกิจ เวลาเราพูดถึงการมาของรถไฟ ไม่ได้เปลี่ยนไปอย่างผิดหูผิดตาเหมือนภูมิภาคอื่น มีข้อจำกัดเยอะเหมือนกัน กลุ่มที่มีส่วนร่วมคือกลุ่มอำนาจท้องถิ่น ตอนหลังคือพ่อค้าคนกลาง อาจจะเป็นกลุ่มคนจีน นายฮ้อย ทำให้สัตว์เศรษฐกิจอย่างหมู โค กระบือ เป็นที่ต้องการของส่วนกลาง คนเหล่านี้เป็นตัวกลางที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ ไหลเวียนสู่ปลายทางกรุงเทพฯ

ขณะที่พื้นที่ชนบทอาจจะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงขนาดนั้น เว้นแต่อยู่บริเวณชุมทางสำคัญ หรือกลุ่มคนจีนที่เข้าไปลงทุน เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างเมืองกับชนบท สั่งสมฐานะขึ้นมาได้ แต่ในส่วนความเป็นอยู่ของชาวบ้านไม่ได้เห็นประโยชน์ที่ได้รับอย่างชัดเจน

กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กลายเป็นแขนขาของรัฐ สิ่งที่เปลี่ยนไปในชนบทคือความต้องการตัวเงินมากขึ้น จากการเก็บภาษีเป็นตัวเงิน ทำให้เขาต้องดิ้นรนมากขึ้น การจะค้าขายโค กระบือ ก็จะต้องไปแจ้งเสียภาษี

ส่วนประเด็นผลกระทบทาง ‘การศึกษา’ จะเห็นเช่นกันว่า การเรียนการสอนจากส่วนกลางกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ ก่อนหน้านี้จะรับราชการสืบกันมาจากท้องถิ่นก็เปลี่ยนเป็นต้องผ่านระบบการศึกษา พ่อค้าบางท่านสั่งตำรามาให้ลูกเรียนจึงปรับตัวได้ ขณะที่ลูกชาวบ้านทั่วไปเข้าไม่ถึง

ซึ่งหนึ่งในคนที่พูดถึงปัญหานี้คือ ครูอ่ำ บุญไทย เป็นปัญญาชนอีสานที่เก่งมาก ในงานของท่านพูดถึงการศึกษาที่มีปัญหานี้ เพราะว่า ‘รัฐไม่ได้ปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับวิถีของชาวบ้าน’ คนเลยบอกจะไปเรียนทำไมเก็บเงินเพิ่ม ทำไมไม่สอนปั้นหม้อ สอนกสิกรรม นักเรียนจะได้ไปช่วยงานที่บ้านได้ ให้ไปเรียนคณิต เรียนพลเมือง มันไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของพวกเขา เราเห็นการตั้งคำถามเหล่านี้ ซึ่งการจะเข้าถึงระบบการศึกษาได้ต้องมีฐานะ รวมถึงระบบราชการเช่นกัน จึงจะได้รับการยอมรับ เป็นการตัดวงจรการสืบทอดอำนาจด้วยสายเลือดแบบเดิม ถือเป็นการจำกัดคนพอสมควร

ที่น่าสนใจคือ เกิดคนอีกกลุ่มขึ้นมาที่พยายามเปลี่ยนแปลง เคลื่อนไหวเป็น “พลังทางสังคมใหม่” ส่วนใหญ่เป็นคนจากระบบราชการ รุ่นที่ 2 ของการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้ดีเพราะเข้าเฝ้าเข้าหา หรือมีความใกล้ชิดกับเจ้านาย แต่เป็นคนที่ต้องผ่านการพิสูจน์ตัวเองด้วยระบบการสอบ ทัศนคติของเขาจึงไม่เหมือนกัน เป็นคนหนุ่ม ส่วนมากมีพื้นฐานเป็นครู เช่น ครูเตียง ศิริขันธ์ และครูอ่ำ บางคนสายปกครอง เช่น ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ที่เห็นปัญหาในระบบราชการเต็มไปหมด ไม่ได้ให้โอกาสในการแสดงความคิดเห็น คนเหล่านี้เป็นพลังสำคัญในการเคลื่อนไหว แสดงความรู้สึกนึกคิดทางการเมือง ในฐานะที่ภาคอีสานก็เป็นส่วนหนึ่งของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพื่อมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา นำเสนอปัญหาอีสานให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

⦁ เรียกว่าการเปลี่ยนอีสานเป็นไทยก่อให้เกิดการปรับตัวเข้าสู่ระบบ เกิดกลุ่มพลังทางสังคมใหม่ ที่ปัญญาชนอีสานกลายมาเป็นกลุ่มคนที่เคลื่อนไหวทางความคิด แล้วยังเห็นคนกลุ่มอื่นๆ ที่เป็นผลจากการดำเนินการของรัฐอีกไหม?

นอกจากปัญญาชนกลุ่มนี้ ในแง่การตื่นตัวทางการเมืองยังแบ่งเป็น 2 กลุ่มกว้างๆ คือ 1.พลังทางสังคมใหม่ จริงๆ ก็คือคนรุ่นใหม่ที่กระตือรือร้นในการเปลี่ยนแปลงสังคม ยังรวมถึงนักหนังสือพิมพ์ ทนายความ ที่เป็นตัวกลางระหว่างข้างบนและข้างล่าง ซึ่งเห็นและเข้าใจถึงปัญหาที่เป็นอยู่ โดดเด่นมากในยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง จะเริ่มเห็นการสะท้อนปัญหาท้องถิ่นผ่าน ‘นามปากกา’ ในหนังสือพิมพ์ ตั้งคำถามว่ารัฐบาลทำแบบนี้ ใช้เงินแบบนี้ถูกต้องหรือไม่

อีกกลุ่ม 2.ชาวบ้าน คาบเกี่ยวกับช่วงที่นำไปสู่เหตุการณ์อภิวัฒน์สยาม 2475 เช่น กบฏผู้มีบุญ ยังมีหลักฐานจากจดหมายร้องเรียน ที่ชี้ให้เห็นผลกระทบจากการปรับตัวของชาวบ้าน เช่น เรื่องการเก็บภาษีที่สร้างความลำบาก โดนเจ้าหน้าที่รัฐเอาเปรียบ ข่มเหง ยึดของ จับไปติดคุกทั้งที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ มีการร้องเรียนต่างๆ เกิดขึ้น

รวมถึง หมอลำโสภา พลตรี ที่น่าสนใจ การเคลื่อนไหวของท่านไม่ใช่แค่เรื่องปากท้อง แต่เป็นการเกรงกลัวว่าอิทธิพลข้างนอกจะมากระทบกับท้องถิ่น ร้องเรียนหลายฉบับ พูดวนเวียนประเด็นเหล่านี้ เช่น ทำไม่ต้องส่งลูกหลานไปเรียน เรียนลูกเสือทำไม ลูกฉันก็เป็นคน ไม่ใช่เสือ, ทำไมต้องออกอากรค่านา มาเก็บอะไรเราปลูกของเรา หักร้างถางพงเอง ตัดไม้มาปลูกบ้านเอง รัฐมีหน้าที่อะไรมาเก็บภาษี ทั้งที่เป็นผลจากหยาดเหงื่อแรงงานของชาวบ้านเอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านไม่ได้มาช่วยสักหน่อย จะมาเก็บอากรได้อย่างไร

เราจะเห็นไอเดียเหล่านี้ที่สะท้อนออกมาก่อนนำไปสู่การเคลื่อนไหวในแง่ขบวนการผู้มีบุญ เห็นการพยายามใช้ช่องทางที่เขาพอจะทำได้ในการขับเคลื่อนให้ได้มากที่สุด แน่นอนว่าข้อเรียกร้องอาจจะเป็นไปไม่ได้ นำไปสู่การเคลื่อนไหวที่เริ่มต่อต้านอำนาจรัฐมากขึ้น
ซึ่งข้างหน้าจดหมายร้องเรียนจะมีเอกสารสรุปความ ที่สะท้อนทัศนคติของเจ้าหน้าที่ส่วนกลางด้วย “เขียนอะไรมาก็ไม่รู้ มีแต่เรื่องศาสนาและศีลธรรม เจือปนจนไม่รู้ความประสงค์” เมื่อชาวบ้านเขียนร้องเรียนแล้วไม่ได้ผล จึงนำมาสู่การรวมตัวเรียกร้องส่วนกลางมากขึ้น

⦁ น่าสนใจว่าอะไรที่ทำให้ ส.ส.อีสาน ในระยะหลังมีความโดดเด่นในสภา อภิปรายในประเด็นที่แหลมคมอย่างมาก ส่วนตัวมองว่าอะไรเป็นปัจจัย?

เป็นสิ่งที่ตั้งเป็นข้อสังเกตด้วยว่า เป็นผลที่สืบเนื่องมาก่อนหน้านี้ ครูเตียง ศิริขันธ์ แสดงออกตั้งแต่การเข้าสภา ซึ่งคล้ายกับครูอ่ำ ที่เป็นคนเรียนเก่ง เห็นความแตกต่างระหว่างบ้านเกิดกับอีสาน ทั้ง 2 คนมีจุดร่วมคือเป็นคนที่ “ชอบอ่านหนังสือ” รักหนังสือยิ่งกว่าเมีย ราวกับติดฝิ่น จึงได้รับอิทธิพลแนวคิดต่างประเทศมามองการเมืองด้วยเช่นกัน ทำให้ปัญหาชาวบ้านถูกสะท้อนออกมาอย่างแหลมคม เห็นความเหลื่อมล้ำต่ำสูง เมื่อได้เข้าสู่สภา การปิดกั้นการแสดงออกจึงถูกเปิดในวงกว้าง

ใจความสำคัญของการอภิวัฒน์ 2475 คือการให้พลเรือนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น คนเหล่านี้จึงเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นอย่างเต็มที่ ก่อนหน้านี้เขาก็พยายามแสดงออก แต่อาจจะยังไม่ได้รับการยอมรับมากมาย พอมีสภา ปัญหามันเลยถูกหยิบยกขึ้นมา ตอนนั้นยังไม่มีฝ่ายค้าน แต่กลายเป็นเหมือนฝ่ายค้านอภิปรายจนกระทั่งพระยาพหลฯ เป๋ไปพอสมควร

⦁ หลังผลงานถูกตีพิมพ์?

ดีใจที่ผลงานถูกตีพิมพ์ อาจจะยังมีบางข้อจำกัด แต่สุดท้ายแล้วเป็นหนังสือที่จะได้เข้าถึงคนจำนวนมากขึ้น ได้เล่าเรื่องที่เราอยากเล่า ผ่านตัวอักษร ปัจจุบันผมเริ่มสนใจภาคตะวันออก และตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความเชื่อมโยงกับอีสาน ที่เห็นว่าพระสายธรรมยุตในภาคตะวันออกมีเยอะเหมือนกัน เป็นประเด็นที่น่าสนใจ

หวังว่างานชิ้นนี้จะช่วยขยายความรู้ ที่ไปเติมเต็มช่องว่าง กระตุ้นให้เกิดการถกเถียง ก็นับว่าเป็นความสำเร็จของงานชิ้นนี้แล้ว

อธิษฐาน จันทร์กลม