เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงอย่างว่องไว ถ้าเด็กไทยตามไม่ทัน แล้วประเทศไทยในวันข้างหน้าจะเป็นเช่นไร?
The Catalyst of Change: สร้างการเปลี่ยนแปลง คือแนวคิดในการฉลองครบรอบ สถาบันอุทยานการเรียนรู้ หรือ TK Park ที่มอบคุณค่าแห่งการเรียนรู้แด่สังคมไทยมานานถึง 2 ทศวรรษ
ฉลองครบรอบ 20 ปี ใน พ.ศ.2568 นี้ โดยยังมุ่งเป้าการเปลี่ยนแปลงใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ เปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้ และเปลี่ยนสังคม เพื่อผลักดันประเทศให้เปลี่ยนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน
ล่าสุด เพิ่งโชว์ผลงานและความสำเร็จ รวมถึงวิสัยทัศน์ในทศวรรษต่อไป ผ่านนิทรรศการ The Catalyst of Change: สร้างการเปลี่ยนแปลง และกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจมากมาย ณ TK Park ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์
พร้อมด้วยปาฐกถาพิเศษ ‘เปลี่ยนโลกการเรียนรู้ของไทยให้ทันโลก’ โดยมีวิทยากรผู้คร่ำหวอดในวงการศึกษาและการพัฒนาหลากมิติ ได้แก่ ดร.สิริกร มณีรินทร์ ผู้ก่อตั้งและอดีตประธานกรรมการบริหารสถาบันอุทยานการเรียนรู้แห่งชาติ และ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

20 ปี TK Park ‘ห้องสมุดมีชีวิต’ สร้างความเปลี่ยนแปลงสำคัญ หนุนเรียนรู้แข็งแกร่ง

เปิดฉากด้วยมุมมองของ ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) สบร. หรือ OKMD ที่เผยว่า TK Park ไม่ใช่แค่ห้องสมุดธรรมดา หากแต่เป็น ‘ห้องสมุดมีชีวิต’ ที่สร้างแรงบันดาลใจและระบบนิเวศการเรียนรู้ที่แข็งแกร่งในประเทศไทย ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาเป็นพื้นที่ที่ส่งเสริมให้การอ่านและการเรียนรู้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย สร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงความรู้ และเป็นต้นแบบแหล่งเรียนรู้ที่ทันสมัย มีหนังสือ สื่อ และกิจกรรมที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ของคนทุกกลุ่มทุกวัยได้อย่างไม่มีขีดจำกัด
นอกจากนี้ ยังเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงสำคัญในหลายมิติ ทั้งการเป็นต้นแบบพื้นที่การเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่ทันสมัยและมีชีวิตชีวา สร้างแรงบันดาลใจให้ห้องสมุดทั่วประเทศ พัฒนาช่องทางและนวัตกรรมที่เข้าถึงง่าย เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงความรู้ได้อย่างเท่าเทียม พร้อมพัฒนาชุมชนให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่ยั่งยืน และสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ที่เข้มแข็ง
นอกจากนี้ ยังผลักดันการอ่านให้เป็นวาระสำคัญจนก่อให้เกิดนโยบายส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ช่วยสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่แข็งแกร่งและพาประเทศไทยก้าวสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในระดับโลก
สู่ทศวรรษที่ 3 ส่งเสริม‘เรียนรู้ตลอดชีวิต’ รองรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ เพิ่มเครือข่ายครอบคลุมทุกภูมิภาค

ขณะที่ วัฒนชัย วินิจจะกูล ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ ย้ำถึงทิศทางการดำเนินงานในการก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 ว่า จะมุ่งผลักดันให้ TK Park มีบทบาทในการสร้างเสริมระบบนิเวศการเรียนรู้ให้มีความครอบคลุมทุกความต้องการของผู้รักการแสวงหาความรู้ และจะเป็นผู้เล่นสำคัญในกระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และนำประเทศไทยให้ก้าวเข้าสู่ ‘สังคมแห่งการเรียนรู้’ อย่างเต็มรูปแบบ
มุ่งลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแหล่งความรู้ โดยการเร่งพัฒนาและเพิ่มเครือข่ายการเรียนรู้ให้ครอบคลุมทั่วถึงทุกภูมิภาค ทั้งในรูปแบบอุทยานการเรียนรู้ระดับเมือง หรือจังหวัด และห้องสมุดดิจิทัลภายใต้ชื่อ TK Read ซึ่งสามารถยืม-คืนหนังสืออีบุ๊กได้เหมือนกับการยืม-คืนหนังสือเล่มจากห้องสมุดทั่วไป โดยปัจจุบัน TK Park มีเครือข่ายอุทยานการเรียนรู้ 27 แห่งใน 24 จังหวัดทั่วประเทศ และตั้งเป้าขยายเพิ่มอีก 3 แห่งภายในปี 2569
นอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายห้องสมุดมีชีวิตในระดับชุมชน และเครือข่ายขนาดเล็กที่ร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ อีกกว่า 300 แห่ง เพื่อเพิ่มโอกาสการเรียนรู้ในทุกพื้นที่ พร้อม TK Park สาขาทรู ดิจิทัล พาร์ค ใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งได้ปรับเวลาให้บริการเป็นทุกวันไม่มีวันหยุด เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ในย่านดังกล่าว
ย้อนคำสำคัญจากไอเดีย‘ทักษิณ’ สู่ประตูบานแรก ปลดล็อก‘วันเวลาราชการ’เปิดยันเสาร์-อาทิตย์

จากนั้นมาย้อนเวลากลับสู่ประตูบานแรกของ Tk Park ซึ่งถูกเปิดขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน โดย ดร.สิริกร มณีรินทร์ ผู้ก่อตั้งและอดีตประธานกรรมการบริหารสถาบันอุทยานการเรียนรู้แห่งชาติ เล่าว่า ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ.2547 ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นผู้นำยุทธศาสตร์ยกระดับความสามารถการแข่งขัน นำพาคนไทยสู่ช่องทางของการเรียนรู้เข้ามา ทางคณะทำงานจึงจัดตั้งอุทยานการเรียนรู้ขึ้น โดยเป็นหน่วยงานสำคัญของ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสและพัฒนาความรู้ ความสามารถ เพื่อสร้างสรรค์ พัฒนาคุณภาพ พัฒนาความคิดของประชาชน และประเทศชาติ
“คุณทักษิณพูดกับดิฉันว่า…ไปทำห้องสมุดมีชีวิต…เป็นเพียงข้อความสั้นๆ แต่สามารถนำไปสู่ประตูแห่งการเรียนรู้ ในวันที่ 24 มกราคม 2548 เราทีมงานคณะทำงานเล็กๆ ก็ช่วยกันเปิดประตูห้องสมุดมีชีวิตขึ้นมาจนเป็นผลสำเร็จ
ตอนนั้นไม่มีใครรู้เลยว่า ห้องสมุดมีชีวิตคืออะไร แต่อยู่บนชั้น 6 ของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ในตอนนั้นมีสภาพเสื่อมโทรม โบราณ แต่เราก็ได้ศึกษาหาข้อมูลความรู้ตลอด พยายามตกผลึกจนเจอพื้นที่เล็กๆ ขอเจรจาพิเศษกับทางศูนย์การค้าฯ เพื่อจัดทำพื้นที่จัดนิทรรศการ ชั้นวางหนังสือ รวมพื้นที่ประมาณ 1,000 ตารางเมตร ก็ได้พื้นที่แห่งนี้” ดร.สิริกรย้อนที่มา
จากนั้นอธิบายเพิ่มเติมว่า ความเป็นพื้นที่มีชีวิตต้องประกอบไปด้วยหนังสือ และข้อมูลที่ทันสมัย เพราะคำว่าห้องสมุดไม่ได้มีแต่เฉพาะหนังสือ แต่ต้องมีข้อมูล มีสื่อที่ทันสมัย มัลติมีเดียหลากหลายรูปแบบ เป็นการให้ความสำคัญกับสื่อในรูปแบบสมัยใหม่ อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของห้องสมุดมีชีวิตก็คือ ‘ลานสานฝัน’ ซึ่งเป็นการจุดประกายการเรียนรู้และจินตนาการของคนทุกกลุ่ม
“เราไม่อยากเห็นส่วนราชการที่จะออกไปสร้างไกลๆ จะออกไปทีก็ต้องต่อรถ เดินทางยากลำบาก คีย์เวิร์ดคือ ต้องมองผู้ใช้บริการ ต้องสะดวก เข้าถึงง่ายและปลอดภัย ทำให้คนอยากไป เราปลดล็อกการบริการ การยืม คืนหนังสือให้ง่ายขึ้น ไม่ต้องใช้บรรณารักษ์ เรานำหนังสือมาแสดงต่างๆ เราบอกผู้สนใจตลอดว่าเดือนนี้มีหนังสืออะไร ในเหตุการณ์ช่วงเวลานั้น เพื่อให้ได้เรียนรู้จริงๆ และเราไม่ได้เปิดเวลาราชการเท่านั้น เพราะให้บริการเสาร์-อาทิตย์ด้วย”
ยกเคส ฝรั่งเศส สิงคโปร์ เกาหลี ‘อ่าน คือ วาระชาติ’ ห้องสมุดต้องจุดประกายจินตนาการ
นอกจากนี้ ดร.สิริกรยังเผยถึงการศึกษาข้อมูลในช่วงนั้นว่าหนังสืออะไรที่เด็กๆ อยากอ่าน ทั้งเด็ก ‘เรียนเก่ง’ และ ‘เรียนไม่เก่ง’
“แม้เราไม่ได้มีหนังสือทุกเล่มในโลก แต่เรามีหนังสือที่เด็กต้องการ เราระดมความคิด อะไรที่มันจะมีชีวิต ทำให้เป็นคอนเทนต์ เราใช้กิจกรรม Book Music เพราะดนตรีอยู่ในหัวใจมนุษย์ทุกคน เป็นจินตนาการที่ไร้ขอบเขต ทำให้การอ่านหนังสือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น และออกแบบได้
สำหรับคำว่าการเรียนรู้ตลอดชีวิต เชื่อว่าตอนนี้เป็นคำสำคัญของทุกหน่วยงาน แต่เราทำตั้งแต่วันแรกที่เปิดประตูอุทยานการเรียนรู้ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กค้นพบตนเองตั้งแต่อายุยังน้อย การเรียนรู้กับสิ่งที่ชอบจะนำไปสู่การเรียนที่ดี ห้องสมุดมีชีวิตจะเป็นพื้นที่จุดประกายความอยากรู้อยากเห็น ถ้าอยากรู้เพิ่มก็สามารถค้นคว้าเพิ่มเติมต่อได้”
ถามว่า โมเดลห้องสมุดมีชีวิตแห่งใดที่ถูกนำมาใช้จนประสบความสำเร็จ
ดร.สิริกรให้คำตอบว่า ศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติจอร์จ ปงปิดู กรุงปารีส (Centre national d’art et de culture Georges-Pompidou หรือ Le Centre Pompidou) ซึ่งตั้งชื่อตาม Georges Pompidou ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ที่เป็นผู้คิดคอนเซ็ปต์นี้ เพื่อให้ฝรั่งเศสเป็นเจ้าแห่งอารยธรรมตะวันตก
“ดิฉันเรียนหนังสือที่ฝรั่งเศส ถ้าไม่มีห้องสมุดนี้ก็คงไม่ได้จบปริญญาเอก เป็นที่ที่ดิฉันไปทำวิทยานิพนธ์แล้วไม่หลับ เมื่อเปิดประตูเข้าไป จอร์จ ปงปิดู เป็นห้องสมุดที่ทันสมัย วันนี้ดิฉันยังกลับไปดูว่าห้องสมุดยังเหมือนเดิมไหม พบว่าคอนเซ็ปต์เขาก็ยังเหมือนเดิม เขาสามารถปูพรมทั่วปารีสได้ สิ่งที่ทำเปิดหนังสือคู่กับดนตรี ภาพยนตร์ และกิจกรรม มีพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัย มีลานกิจกรรม ศูนย์วิจัยด้านเสียงและดนตรี เข้าถึงได้ฟรี มีหนังสือหลากหลายเพื่อการให้ศึกษาตลอดชีวิต เรียนรู้การก้าวข้ามปัญหา หรืออุปสรรคในชีวิต นี่คือหลักการจัดตั้งของห้องสมุดของเขา
แต่หากจะดูเรื่องความก้าวหน้าของการแข่งขันให้ดูสิงคโปร์ วันนี้เขาประกาศเลยว่า มีผู้ยืมหนังสือกว่า 37.9 ล้านชื่อเรื่อง มีสมาชิกห้องสมุดกว่า 4 ล้านคน เมื่อเทียบกับประชากรสิงคโปร์ 5.9 ล้านคน สามารถเข้าถึงคน 8 ใน 10 ได้ เขาทำทุกอย่างเพื่อความสะดวกของประชากร
ส่วนเกาหลีใต้ ฮัน คัง คือผู้พิชิตรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม โดยเธอเป็นนักเขียนชาวเกาหลีใต้คนแรกที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ
รัฐบาลเกาหลีใต้ทำเรื่องการอ่านมาต่อเนื่องถึง 20 ปี เขาประกาศนโยบายเรื่องการอ่านเสมอ เพราะการอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะกระตุ้นความฝัน จินตนาการ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงรากฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การตื่นตัว และมีชีวิต”
กลับมายัง TK Park ดร.สิริกรมองว่า วันนี้ยังคงคำนึงถึง 2 สิ่งที่คู่ขนานกันคือ ‘จิตวิญญาณของห้องสมุดและคอนเทนต์’ ปรับตัวสู่โลกดิจิทัล ขยายการรักการอ่านและการเรียนรู้ทั่วประเทศ
“เด็กไทยต้องเข้าถึงการเรียนได้ทุกพื้นที่ TK Park จึงกระจายไปทุกพื้นที่ในประเทศไทย เพื่อพิสูจน์แล้วว่าเป็นพื้นที่ซึ่งเป็นที่ต้องการของประชาชน” ดร.สิริกรปิดท้าย
เกินครึ่งประเทศ เด็กอ่านออก แต่จับใจความไม่ได้ การศึกษาไทยไร้ข่าวดี ตกต่ำ 20 ปีรวด

จากนั้นมาลงลึกถึงการศึกษาไทยแบบจัดเต็มกับ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ที่กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า ประเทศไทยไม่ได้มีข่าวดีเรื่องการศึกษามานาน และการศึกษาของเด็กไทยเราตกต่ำลงต่อเนื่อง 20 ปี สิ่งที่น่าตกใจคือ เด็กไทยที่อยู่ในการเรียนรู้ ใช้งานไม่ได้ หมายถึง เด็กที่อ่านหนังสือออก แต่ไม่สามารถจับใจความได้ มีสัดส่วนเกินครึ่งหนึ่งของประเทศไทยทั้งหมด นี่คือภาพน่าตกใจของเด็กไทย
นอกจากนี้ เด็กไทยยังขาด ‘ความคิดเชิงวิพากษ์’ ในข้อสอบ PISA ได้มีโจทย์ถามว่า ถ้ามีคนส่ง SMS เข้ามาในโทรศัพท์ด้วยข้อความว่า ‘ถ้าได้โทรศัพท์มือถืออีกเครื่องจะเอาไหม?’ เด็กไทยรีบคลิกเข้าไปรับทันที นี่คือสิ่งที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง ไม่แปลกใจว่าทำไมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ถึงระบาดมากในประเทศไทย
ไม่เพียงเท่านั้น เด็กไทยยังขาด ‘ความคิดสร้างสรรค์’ การสอบ PISA รอบปี 2022 เด็กไทยอยู่อันดับที่ 54 จาก 64 ประเทศ เมื่อวัดจากระดับความคิดสร้างสรรค์
“ถามว่าทำไมถึงออกมาไม่ค่อยดีนัก สมมุติว่าลองจินตนาการถึงวิชาศิลปะ หากวาดภาพ จะวาดภาพอะไร? เด็กไทยจะวาดภูเขา พระอาทิตย์ และบ้านที่อยู่ตรงกลาง ซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก เด็กไทยติดมาจากสิ่งที่ผู้ใหญ่อยากให้เด็กเป็น แต่สิ่งที่ขาดไปคือความคิดสร้างสรรค์” ดร.สมเกียรติเปิดข้อมูลชวนตะลึง
ฟันธง‘ต้องลงทุนครั้งใหญ่’ เปิดเช็กลิสต์ 6 ด้าน ยกระดับเด็กไทย อยู่รอดในโลกอนาคต
จากนั้นปิดท้ายด้วยทางออกของปัญหาที่ ดร.สมเกียรติฟันธงว่า ประเทศไทยต้อง ‘ลงทุนครั้งใหญ่’ ในการสร้างการเรียนรู้ ให้เด็กไทยอยู่ได้ในโลกอนาคต
“เด็กไทยเมื่อเติบโตขึ้นจะอยู่ยากมากขึ้น จากสารพัดเรื่อง เทคโนโลยีป่วนโลก เรื่องโลกร้อน เรื่องแก๊งมิจฉาชีพ เราจะอยู่กันอย่างไรถ้าระดับการเรียนรู้ของเด็กไทยยังอยู่ในระดับนี้ ผมคิดว่าเราต้องลงทุนครั้งใหญ่

1.ต้องลงทุนกับเด็กแรกเกิด ซึ่งเป็นวัยที่สำคัญที่สุด หากพ่อ-แม่ขาดสารอาหาร เด็กจะไม่สามารถพัฒนาสมอง และจะมีปัญหาในการเรียนรู้ตลอดไปเลย เพราะฉะนั้น การมีสวัสดิการช่วยเหลือเด็กเล็กจะทำให้เด็กสามารถรับสารอาหารดีขึ้น พบแพทย์บ่อยขึ้น แม่ให้นมลูกมากยิ่งขึ้น และเด็กจะมีศักยภาพมากขึ้น เพราะแม่มีศักยภาพทางการเงินมากยิ่งขึ้น
2.การลงทุนในคน เป็นสิ่งที่มีผลตอบแทนสูงมาก ยิ่งลงทุนในเด็กเล็กมากเท่าไหร่ ผลตอบแทนการลงทุนจะสูงมากขึ้นเท่านั้น ลงทุนสร้างพื้นฐานของเด็กให้ดี และมีเวลาเก็บเกี่ยวทักษะยาวๆ ไปตลอดชีวิต ผลตอบแทนการลงทุนก็จะสูงขึ้น
3.การลงทุนกับการศึกษาในระบบ ยังมีเด็กนักเรียนตั้งแต่ชั้น ป.1-ม.6 ตกหล่นระหว่างทาง ในการศึกษาขั้นพื้นฐานมีรายชื่อเด็กนักเรียนตกระบบอยู่ประมาณ 1 ล้านคน เป็นการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญอย่างยิ่ง
4.การสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ถ้าเด็กเกิดวันนี้ ต้องอยู่ถึงศตวรรษที่ 22 ได้ ถ้าทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ยังมีไม่พอ แล้วจะอยู่ในศตวรรษต่อๆ ไปอย่างไร กล่าวคือ ทักษะศตวรรษที่ 21 มีองค์ประกอบสำคัญ 3 อย่าง คือ 1.ทัศนคติ 2.ทักษะ 3.ความรู้

การศึกษาไทยเน้นความรู้มากที่สุด และเป็นความรู้แบบข้อเท็จจริงให้จดจำ เช่น คนไทยมาจากเขาอัลไต จะถูกหรือผิดขึ้นอยู่กับการศึกษาค้นคว้าอย่างถูกวิธี เพราะฉะนั้น การจดความรู้แบบนิ่งๆ จะล้าสมัยไปเยอะ จึงต้องทำตัวเองให้ใฝ่รู้ อดทน และรับผิดชอบ
5.การประยุกต์ใช้ AI จะสามารถยกระดับคนไทยให้ทำเรื่องที่ทำไม่ได้ ให้ทำได้ จะเป็นเครื่องมือของครูอีกรูปแบบหนึ่งเพื่อช่วยเสริมทักษะให้แก่นักเรียน

6.การก้าวข้ามพ้นรั้วโรงเรียนมาสู่โลกของการเรียนรู้ และนั่นคือคอนเซ็ปต์ของ TK Park ซึ่งสร้างอุทยานการเรียนรู้ สร้างแหล่งมั่วสุมทางปัญญาที่จะมีขึ้นกว่า 30 แห่ง
“ผมยังคิดว่าอุทยานการเรียนรู้ TK Park ยังมีน้อยไปสำหรับประเทศไทย ต้องอาศัยความร่วมมือกับองค์กรท้องถิ่น ตลอดจนของรัฐบาล และชักชวนเอกชนมาร่วมลงทุนด้วย” ดร.สมเกียรติปิดท้าย เน้นย้ำชัดเจนว่า
การลงทุนเพื่อการเรียนรู้ของเด็กไทย ไม่มีคำว่าขาดทุน
ชญานินทร์ ภูษาทอง

