หน้าแรก ประชาชื่น รักษาให้ได้ซึ...

รักษาให้ได้ซึ่ง ‘สแตนดาร์ด’ ศ.ดร.อมร พิมานมาศ ตรวจสเปกเสาและคาน จากพระราม 2 ถึงตึกถล่ม ถึงเวลา ‘ขึ้นทะเบียนผู้รับเหมาช่วง’

6.04.25 | 11:29 น.

รักษาให้ได้ซึ่ง ‘สแตนดาร์ด’
ศ.ดร.อมร พิมานมาศ
ตรวจสเปกเสาและคาน จากพระราม 2 ถึงตึกถล่ม
ถึงเวลา ‘ขึ้นทะเบียนผู้รับเหมาช่วง’

เพียงแค่ 2 สัปดาห์ถัดมา ประชาชนต้องผวาอีกครั้ง

หลังเกิดเหตุ ‘คานถล่ม’ ก่อนเข้าด่านทางด่วนพระราม 2 ระหว่างการก่อสร้าง

แม้หนนี้จะเกิดด้วยปรากฏการณ์ธรรมชาติ แผ่นดินไหวในเมียนมาสะเทือน ‘มหานคร’ ครั้งใหญ่ครั้งแรกในชีวิต

นำมาซึ่งความสูญเสียครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์จากเหตุการณ์ ‘อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน’ ถล่ม ผู้ว่าฯชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ตั้งวอร์รูมระดมสมอง ขอแรงวิศวกรอาสามาช่วยเช็กสภาพอาคารที่มีรอยร้าว

Advertisement

หนึ่งในเรี่ยวแรงสำคัญ ศ.ดร.อมร พิมานมาศ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา ม.เกษตร ในฐานะนายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และนักวิจัย สกสว. ซึ่งเป็นผู้เสนอวิธีจำแนกความเสี่ยงจากรูปแบบรอยร้าว ก็ได้แทคทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญช่วยเช็กตึกสูง เรียกความเชื่อมั่นให้ผู้อยู่อาศัย

ทว่างานของ ‘การตั้งรับ’ ยังไม่จบเพียงเท่านี้

“มันคือสัญญาณเตือนล่วงหน้า ปัจจุบันยังไม่มีเทคโนโลยีไหนแจ้งเตือนแผ่นดินไหวได้”

ศ.ดร.อมรมองว่าตอนนี้บ้าน 1-2 ชั้นสบายใจได้ แต่อาคาร 10 ชั้นขึ้นไปหากสร้างก่อนปี 2550 ควรประเมินและเสริมความแข็งแรงให้อาคารเก่าเหมือนที่ญี่ปุ่นทำ แต่อย่างน้อยเราก็มีกฎที่ให้รับแรงลม ต้านแผ่นดินไหวได้ระดับหนึ่ง

จากเหตุครั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์ภาพและคลิป เห็นข้อสังเกตให้เกิดการพังทลายใน 3 จุดคือ 1.เสาชะลูดชั้นล่างหักกลางเสา 2.รอยต่อระหว่างพื้นไร้คานกับเสาชั้นบนเฉือนขาดในแนวดิ่ง และ 3.การพังที่เกิดจากปล่องลิฟต์ ทำให้ถล่มมาเป็นทอดๆ (Pancake collapse)

แม้ยังสรุปไม่ได้ถึงสาเหตุ แต่ตามกฎกระทรวงแผ่นดินไหว ปี 2550 และ 2564 ‘ไม่ควรถล่มแบบนี้’ ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ

‘สเปกวัสดุ’ อาจจะเป็นตัวตอบคำถาม คุณภาพทั้งคอนกรีตและเหล็กเส้น เป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยที่ตัดทิ้งไม่ได้ เหนียวพอรองรับการโยกตัวหรือไม่ แล้วโครงการใหญ่ที่ใช้งบจากภาษีประชาชนยังมีที่ไหนเสี่ยงอีกไหม

“เพราะแผ่นดินไหวแรงจริง แต่ยังไม่ใช่ตัวที่แรงที่สุด ซึ่งไม่รู้ว่าจะเกิดเมื่อไหร่ ต้องเตรียมพร้อมตึกที่วันข้างหน้าอาจมีปัญหา” เป็นข้อห่วงกังวลจากวิศวกรโยธา จุฬาฯ เกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง

ก่อนเกิดเหตุน่าสลดเพียง 2 วัน (26 มี.ค.) ศ.ดร.อมรได้เจาะลึกถึงอุบัติภัยที่เกิดจากโครงสร้าง โดยเฉพาะเสาและคาน ในเสวนาวิชาการ i-Forum ‘พระราม 2 อุบัติเหตุซ้ำซาก: สาเหตุและทางแก้’ หวังให้นักศึกษารุ่นใหม่คำนึงถึงความปลอดภัยทุกขั้นตอน ลดการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นซ้ำรอย พร้อมเตรียมจัดเวทีครั้งที่ 6 สร้างความรับรู้เรื่อง ‘แผ่นดินไหว ภัยพิบัติที่ใกล้ตัว’ ในวันที่ 9 เมษายนนี้ เวลา 14.00-16.00 น. ณ ห้อง 0313 ชั้น 3 อาคารชูชาติ กำภู คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตร

ขนลุก! ที่แทบจะทุกประโยคราวกับเดจาวู มีหลายจุดให้เทียบเคียง พยากรณ์ทางวิศวกรรม แม้จะถอดบทเรียนคนละเหตุการณ์ก็ตาม พร้อม 7 มาตรการที่ครอบคลุมในเชิงป้องกันและลงโทษ ซึ่งเคยเสนอไปแล้วก่อนหน้านี้

⦁ จากเหตุการณ์ก่อสร้างพระราม 2 ถล่ม มองเห็นอะไร?

จากข้อมูลพบว่า ‘ดินไม่ได้ยุบ’ สันนิษฐานว่า ‘เสาเหล็ก’ อาจจะเป็นจำเลยที่หนึ่ง หรือไม่ก็ Trust เหล็ก, แบบหล่อพัง ถ้าก่อสร้างตามมาตรฐานวิศวกรรมมันไม่ควรพังลงมา ชัดว่าต้องมีอะไรบางอย่างผิดปกติ เริ่มมีข้อมูลปล่อยออกมาเรื่อยๆ คือมันมีภาพกล้องวงจรปิด หลังจากเกิดเหตุหลายครั้งทำให้มีการบังคับติดกล้อง CCTV เพื่อที่จะดูกิจกรรม ภาพจากกล้องชี้ให้เห็น ‘คนงาน’ ที่ขึ้นไปทำงานข้างบน มีการ ‘ปั๊มคอนกรีต’ ส่งเป็นท่อ 2 จุด ตำแหน่งที่ปั๊มใกล้กับตรงกลาง พยายามมองเจาะลงไปว่า Trust พังหรือเปล่า หรือจะเป็นที่ ‘เสาเหล็กพัง’ ‘แบบหล่อข้างบนแตก’ ทำให้ปูนไหลออกมา ต้องพิสูจน์ต่อไป

ในฐานะนายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ ดูจากลักษณะการก่อสร้างตรงนี้ไม่อยากคอมเมนต์ เพราะเสี่ยงถูกฟ้องร้องได้ แต่ก็เห็น ‘รูปแบบการก่อสร้างอะไรบางอย่างเกิดขึ้น’ เอาเป็นว่าเสาทั้ง 4 ต้น ต้นกลางและริมนั้นไปหมด จึงรองรับอะไรข้างบนไม่ได้ ตั้งแต่ Trust ลงมา

⦁ ควรจะมีมาตรการที่จำเป็นเร่งด่วน เพื่อแก้ไขต้นตอ?

พอเกิดเหตุหลายครั้งผมจึงพยายามทำเป็นมาตรการเสนอแนะ 7 ข้อไปยื่น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำอีก เพราะปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก แต่เกิดขึ้นซ้ำอย่างมีรูปแบบเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเรื่องสะพาน บางทีรื้อถอนอาคารแล้วของตกลงมาบนถนนพระราม 4 สะท้อนว่าการก่อสร้างในที่สาธารณะยังไม่ปลอดภัยนัก สิ่งแรกที่ภาครัฐควรทำคือ

1.ทบทวนทุกโครงการว่ามีมาตรฐานทางวิศวกรรมหรือไม่

2.ออกกฎหมาย ‘การก่อสร้างควบคุม’ หมายความว่าไม่ปล่อยสะเปะสะปะให้ใครมาทำก็ได้ ตอนนี้เรามี ‘วิศวกรรมควบคุม’ ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.วิศวกร แต่หลายๆ ครั้งที่ผ่านมาเราพบว่า ‘ผู้ปฏิบัติงานไม่มีความรู้เพียงพอ’ หรือผ่านการอบรม ดังนั้น หากมีกฎหมาย ‘ก่อสร้างควบคุมสำหรับการก่อสร้างขนาดใหญ่ในพื้นที่เสี่ยงสาธารณะ’ รวมถึงควบคุมบุคลากรตั้งแต่ตัววิศวกร แรงงาน ช่างฝีมือ จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้

3.ให้มีระบบ ‘ขึ้นทะเบียนผู้รับเหมาช่วง’ กล่าวคือ การประมูลงานบ้านเราจะเป็นระบบที่ผู้รับเหมาใหญ่ประมูลมา บางครั้งก็ทำเอง บางครั้งก็จ้างซับคอนแทรกต์

จริงๆ แล้วการจ้างช่วงนั้นหากจ้างผู้เชี่ยวชาญ ไม่มีปัญหา แต่มีงานบางอย่างที่อันตราย เช่น การเดิน Launcher การรื้อถอน ยกอาคาร บ้านเรายังไม่มีระบบลงทะเบียนผู้รับเหมาช่วงตรงนี้ ทำให้เวลาผู้รับเหมาใหญ่ไปซับคอนแทรกต์ ไม่รู้ว่าไปจ้างใครมา ถ้าเน้นราคาถูกก็อาจจะไม่ได้คุณภาพ แต่ว่ามันเป็นกิจกรรมที่อันตรายในเชิงวิศวกรรม

4.ออกกฎหมายกำหนดมาตรการ ‘เครื่องจักร’ พวกโครงสร้าง เหล็กเลื่อนต่างๆ ต้องมีการขึ้นทะเบียน และมีการส่งรายงานการตรวจสอบ

5.ในการประมูล ภาครัฐควรกำหนดงบประมาณแยกด้าน ‘ความปลอดภัย’ (Safety) อย่างชัดเจน ทางสมาคมเราเห็นว่าควรจะมีบัดเจ็ตแยกเป็นรายการออกมา ปัจจุบันเหมือนกับมันแฝงอยู่ ผู้รับเหมาก็ต้องเจียดเงินเอาไปทำเรื่องของเซฟตี้ ถ้าเป็นโครงการในที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่เยอะควรจะมีเซฟตี้ ไอเท็มออกมาเพื่อความแฟร์ เราคิดว่าเป็นภาระหน้าที่ของรัฐในการที่ทำโครงการขนาดใหญ่ต้องรักษาความปลอดภัย มันไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่มันคือต้นทุนที่ต้องมี ผมว่าจำเป็น

6.มีคนกลางร่วมตรวจสอบการก่อสร้าง

คือระบบบ้านเรามีคนทำ คนตรวจ แต่มันควรจะต้องมีระบบแบบ ‘ออดิเตอร์’ เป็นคนกลางที่มองจากสายตาคนนอกเข้ามาดูเป็นระยะๆ ซึ่งไม่ควรจะต้องรับผิด แต่ว่าให้ข้อเสนอแนะ คอมเมนต์ได้
รวมทั้งการติดตั้ง ‘กล้องวงจรปิด’ ควรจะบังคับใช้ทุกโครงการ และเปิดเผยเป็นสาธารณะ คล้ายๆ กับถ่ายถอดสดให้คนมาดูได้ จะได้ตรวจติดตามได้ว่าตอนนั้นมีคนทำงานไหม? หรือบางทีเอาโดรนไปวิ่งดูว่าโครงสร้างเหล็กประกอบถูกต้องหรือเปล่า บางทีมีวิศวกรเยอะ หลังๆ การใช้เทคนิคโซเชียลจะช่วยในการระบุปัญหาที่เราอาจจะมองไม่เห็นได้
สุดท้าย 7.ลงโทษผู้รับเหมาที่ทำผิดอย่างจริงจัง ไม่ลูบหน้าปะจมูก

⦁ คิดว่ามาตรการนี้บังคับใช้ได้เร็วแค่ไหน ควรจะทุกโครงการ ไม่ว่าขนาดเล็กหรือใหญ่เลยไหม?

ควรจะเน้นที่อยู่ใกล้ประชาชนใช้สอย ใกล้ที่สาธารณะ โครงการขนาดใหญ่ ผมว่าเริ่มจากตรงนั้นก่อน เพราะบางมาตรการอาศัยการออกกฎหมาย บางมาตรการทำได้เลยโดยใช้เทคนิค ‘การบริหารจัดการ’ ลองทบทวนดูสิว่าแต่ละโครงการตอนนี้จะสร้างซับคอนแทรกต์คือใครบ้างให้ ‘คนกลางร่วมตรวจสอบมาตรฐาน’
คือเราจะออกกฎหมายในเรื่องไหนก็ทำ Implement ในเรื่องการบริหารจัดการก่อน เนื่องจากโครงการของรัฐ รัฐเป็นเจ้าของ เป็นคนออกเงิน ย่อมมีสิทธิที่จะควบคุมได้ว่าควรจะต้องมีกิจกรรมอะไรบ้างที่จะทำให้เกิดความปลอดภัยต่อประชาชน

⦁ ในมุมของคนทั่วไป ถ้าเรามีความจำเป็นในการสัญจรไปยังถนนที่สร้างใหม่ หรือสิ่งปลูกสร้างที่มีการซ่อมแซม ถือว่าปลอดภัยหรือไม่?

ผมจะได้ยินคำถามแบบนี้เยอะมาก ตอนนี้ถ้าตรงจุดนั้นไม่มีกิจกรรมการก่อสร้าง ก็ปลอดภัย แต่มันจะไม่ปลอดภัยถ้ามีการก่อสร้างและเป็นการก่อสร้างแบบเดิม แบบที่เรายังไม่รู้สาเหตุ ผมจึงบอกว่าต้องทบทวนกลับไปสู่มาตรการที่ 1 รัฐต้องไปหาสาเหตุให้ได้ว่า ‘ที่ถล่มเป็นเพราะอะไร’ แล้วจะแก้ไขอย่างไร จึงจะให้ดำเนินการก่อสร้างต่อได้ ถ้าแค่ตรวจสอบว่าโครงสร้างเสาตอม่อที่ตั้งอยู่ไม่ได้รับผลกระทบ สร้างต่อได้ อันนี้ไม่ถูก ดังนั้น ส่วนสำคัญคือ ถ้าคุณจะก่อสร้างโดยทำโครงเสาเหล็กแล้วเทคอนกรีต คุณรู้หรือยังว่าครั้งที่แล้วพังเพราะอะไร แล้วจะมีวิธีป้องกันได้อย่างไร?

ทีนี้ก็ต้องสังเกตอะไรเพื่อความปลอดภัยของตัวเรา ผมบอกเลยว่าเป็นไปไม่ได้ ขับผ่านก้อนปูนตกมา มองไม่เห็นหรอกว่าเมื่อไหร่ บางที่เป็น 10 ตัน ก็ตายได้เหมือนกัน ดังนั้น ไม่ใช่หน้าที่ของประชาชน เป็นหน้าที่ของคนที่ทำงานตรงนั้น เป็นหน้าที่ของรัฐในฐานะผู้กำกับ ที่จะต้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ต้องรักษามาตรฐานทางวิศวกรรมเอาไว้ การที่เกิดเหตุนั้นเพราะมีความบกพร่องเกิดขึ้น ทุกอย่างอยู่ที่คนทำ ตราบใดที่ไม่ใช่เรื่องฟ้าดิน หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มนุษย์ย่อมแก้ปัญหาได้ อยู่ที่ว่าเอาจริงหรือเปล่า

มันเกิดหลายครั้งมากจนกระทั่งปล่อยให้เกิดอีกครั้งไม่ได้แล้ว ถึงจุดนั้นต้องรับผิดชอบอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานตรงนี้ทุกคน

⦁ ส่วนตัวมีข้อแนะนำอย่างไรสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องในการหาสาเหตุ?

ต้องตรวจสอบโดยคนที่เป็นกลางและมีความรู้ เพราะเป็นงานวิศวกรรม ถ้าเทปูนบ้าน 2 ชั้น ไม่มีปัญหา เพราะระบบไม่ซับซ้อน น้ำหนักไม่เยอะ แต่เราอาจจะไม่ทราบว่าช่วงที่จะก่อสร้างถัดไป น้ำหนักมากกว่านี้อีก หัวใจหลักคือ ‘ต้องปลอดภัยไว้ก่อน’ ดังนั้น ต้องเป็นหน้าที่คนกลางที่เป็นคนกลางจริงๆ ‘ไม่ใช่คนกลางที่สั่งได้’ อันนี้เป็นหัวใจเหมือนกัน ต้องประกอบขึ้นจากหลายภาคส่วน ภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์ สาขาโยธา มหาวิทยาลัยหลักๆ สมาคมต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโครงสร้างต่างๆ เรียกว่าเป็นบอร์ด (Panel) ที่เข้ามาวิเคราะห์สาเหตุและนำเสนอ ‘มาตรการในการก่อสร้าง’ ครั้งต่อไป

ถ้าเกิดคุณบอกว่าเป็นคนกลาง แต่แค่องค์กรเดียว อาจจะทำให้สังคมคลางแคลงใจว่าเป็นกลางจริงหรือไม่ ก็ต้องฝากประเด็นนี้ถึงภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผมพูดด้วยความหวังดี ไม่ได้ตำหนิ ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำอีก

⦁ สงสัยในเรื่องการซับคอนแทรกต์ รับเหมาช่วง ในปัจจุบันภาครัฐ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องทราบได้หรือไม่ว่าผู้รับเหมาที่ประมูลเขาไปจ้างใครต่อ แล้วคุณสมบัติเหมาะสม?

เอาตรงๆ แล้วใช้งบประมาณของภาครัฐต้องสอดคล้องกับ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งก็เขียนไว้เหมือนกันว่าการซับคอนแทรกต์สามารถทำได้ ต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าของงาน โดยหลักการเรื่องนี้ต้องไปขออนุญาตจากรัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

แต่ผมเสนอดีกว่านั้นคือ ‘ขึ้นทะเบียน’ เป็นระบบ Vendor List เลยว่าเวลาเราจะจ้างใครก็ให้คนนั้นมาขึ้นทะเบียน โดยจะต้องผ่านการประเมินตั้งแต่แรก แปลว่าคุณต้องมี ‘คุณสมบัติ’ ซึ่งคุณสมบัติคือมีประสบการณ์ไหม มีบุคลากรอย่างไร มีวิศวกรกี่คน มีช่างเทคนิคกี่คน มีอุปกรณ์ มีแรงงานอะไรบ้าง ดีแคลร์มาให้หมด ถ้าสอดคล้องกับลิสต์ที่กำหนดรัฐก็จะไม่ต้องใช้ดุลพินิจแล้ว เพราะถ้าผู้รับเหมาใหญ่ไปจ้างคนเหล่านี้ก็ถือว่าโอเคเลย

แต่มันจะมี ‘ซับคอนแทรกต์’ อีกแบบ คือจ้างหมดเลย รับมาแล้วตัวเองก็หักเข้า 10-20% ที่เหลือก็จ้างต่อไปเรื่อยๆ อย่างนี้ไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการจ้างซับคอนแทรกต์ที่เป็นการจ้างผู้เชี่ยวชาญ แต่เพื่อที่จะกินหัวคิว อันนี้แหละที่ผมบอกว่าสุดท้ายจะเป็นเรื่องอันตราย จะต้องมีการกำกับควบคุมเรื่องแบบนี้ให้ดีๆ
เพราะอย่าลืมว่าตามระบบแล้ว ผู้รับเหมารายใหญ่ (Main Contractor) เขาขึ้นทะเบียนกับภาครัฐ แต่พอได้งานปุ๊บเขาไปจ้างต่อ รัฐจะสูญเสียการควบคุมได้ว่า คุณไปจ้างใครมาทำงาน? แล้วเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญจริงหรือไม่ นี่คือประเด็น

⦁ แล้วใครควรเป็นผู้นำในการตรวจสอบเรื่องนี้?

เอาง่ายๆ เวลาเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า ‘ภัยพิบัติสาธารณะ’ ซึ่งมันกระทบกับคนเยอะ กระทบกับความเชื่อมั่นทั้งหมด สิ่งที่รัฐควรทำคือ ‘ต้องเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา’ โดยอาจจะตั้งคล้ายๆ กับกลุ่มคนเป็น Panel ที่จะต้องประกอบด้วย ภาควิชาการและวิชาชีพ

คือคณะวิศวกรรมศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่มีการเรียนการสอนด้านโครงสร้าง และส่วนภาควิชาชีพ เรามีสมาคมวิชาชีพมากมาย เราต้องเอามาให้ครบ เพราะว่าความเห็นของแต่ละคนอาจจะไม่ตรงกัน

ส่วนที่ 3 คือ ผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ มีมากมายระดับที่เป็นศาสตราจารย์ ระดับวุฒิวิศวกร เราตั้งเขาเข้ามาได้ ทั้งหมดนี้ควรที่จะมาประกอบกันเป็นองค์คณะ เพื่อหาสาเหตุ มันจะทำให้เกิดภาพของความเชื่อมั่นได้ ไม่ควรใช้องค์กรใดองค์กรหนึ่ง มันอันตรายเกินไปที่จะวิเคราะห์ปัญหานี้ แต่ถ้าเกิดว่าวิเคราะห์ไม่ถูกจุด แล้วมีการทำ มันจะอันตรายมากขึ้น

⦁ เพื่อพัฒนาการก่อสร้างบ้านเรา โครงสร้างที่ใหญ่กว่านี้ มีบทเรียน หรือข้อแนะนำอย่างไร?

จริงๆ บทเรียนเรามีเยอะแล้ว ถล่มหลายครั้งแล้ว ไม่ต้องถอด เอาบทเรียนทั้งมีไปแอ๊กชั่น รัฐนั่นแหละที่จะต้องเป็นจุดตั้งต้น เพราะคุณเป็นเจ้าของงาน คุณคือผู้กำกับทุกอย่าง คือคนเดียวที่สั่งผู้รับเหมาได้ ผมจึงออกบทความว่า ถึงเวลาที่ต้องปฏิบัติอย่างแท้จริงแล้ว

⦁ มีอะไรที่อยากฝากกับนักศึกษาวิศวกรรรมศาสตร์?

ผมอยากฝากในฐานะที่อีกบทบาทเป็นอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มีนักศึกษามาเรียนกับเราเยอะแล้วได้เห็นการถล่มหลายครั้ง บางครั้งก็ทำแบบนี้ ก็ทำให้เด็กรู้สึกว่า เอ๊ะ! พูดตรงๆ ทำไมวงการวิศวกรรมบ้านเรามันห่วยจัง? ผมว่าหลายๆ คนตั้งข้อสงสัย เป็นภาพจำที่ไม่ดี หากสื่อนอกเอาไปลงข่าวจะทำให้เราสูญเสียความเชื่อมั่นอย่างมาก

ในฐานะที่เราเป็นนักศึกษา ต้องรักษาให้ได้ซึ่ง ‘สแตนดาร์ดทางวิศวกรรม’ ทุกอย่างมีมาตรฐานหมด ประกอบด้วย คน อุปกรณ์ วัสดุ และเครื่องจักร ถ้ามันมีการย่อหย่อน หรือรักษามาตรฐานตรงนี้ไว้ไม่ได้จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้

ก็ต้องบอกว่าการรักษามาตรฐานก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป ผมไม่ขอพูดถึงเบื้องหลังเรื่องการอยากประหยัดต้นทุน เรื่องของความประมาทเลินเล่อ ซึ่งก็เป็นหลายๆ ปัจจัยที่อาจเกิดขึ้นได้ ปัจจัยหนึ่งคือ ‘ความไม่รู้’ คือการขาดบุคคลที่มีความสามารถในการปฏิบัติงาน หรือแม้กระทั่งควบคุมงาน เราได้ยินมาว่าวิศวกรรุ่นหลังๆ คุณภาพด้อยลง อันนี้ก็เป็นเรื่องจริง จะสังเกตว่าเรามีช่างเทคนิคที่เก่งๆ หลายคน แต่ตอนนี้แทบไม่มีแล้ว เพราะทุกคนเป็นวิศวกรหมด มีการยกระดับเลิกอาชีวะ มาเรียนวิศวะ เราก็เลยได้วิศวะเต็มไปหมด ปัญหาคือ เราจึงต้องมองคุณภาพของคนที่จะเข้ามาทำงานตรงนี้ด้วย เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมอาจารย์ต่างๆ ถึงพยายามกวดขันให้การเรียนการสอนเข้มข้น เพราะเห็นแล้วว่าคนตายได้เป็นสิบ หรืออาจจะเป็นร้อย เขาบอกว่าแพทย์ทำให้คนตายได้ทีละคนถ้ารักษาผิด แต่วิศวะอาจตายได้ทีละหลายสิบคน

เป็นบทเรียนให้นักศึกษาได้ตระหนักว่า เมื่อคุณจบไปทำงานแล้ว ชีวิตหลายคนอยู่ในกำมือของคุณเหมือนกัน รวมถึงชีวิตคุณด้วย ที่อาจจะยืนอยู่บนคานแล้วตกลงมาวันนั้นก็ได้ ดังนั้น ต้องไม่ประมาท และรักษาสแตนดาร์ดจริงๆ ไว้ให้ได้

⦁ ในเรื่องคุณภาพด้านวิศวกรรม เราควรจะพัฒนาตรงจุดไหนให้ดีขึ้น?

คือระบบการเรียนวิศวะบ้านเราส่วนใหญ่เน้นเรียนในห้องเรียน หลังๆ เรื่องของการที่ไปฝึกปฏิบัติแทบจะไม่มีเลย ถ้าสังเกตอย่างแพทย์ เรียน 3 ปี พอปี 4-6 ไปร่วมตรวจกับอาจารย์ เขาก็จะได้การถ่ายทอดความรู้จากประสบการณ์จริง ผมว่ามันเป็นการเน้นเชิงวิชาการ มากกว่าในทางปฏิบัติ หลักสูตรทุกอย่างแบบเดียวกันหมด เรียนคอนกรีตเสริมเหล็กคล้ายๆ กันหมด ปรากฏว่าพอเวลาทำงานจริงคนละเรื่องเลย โอ้โฮ โครงสร้างมีสารพัดรูปแบบ ผมอยากจะให้เรื่องของการฝึกงานเป็นส่วนหนึ่ง ขยายระยะฝึกให้มีความเข้มข้นขึ้น เพื่อให้เขาได้มีประสบการณ์อย่างจริงจังในการที่จะไปทำงานส่วนนี้

⦁ มีอะไรอยากฝากถึงประชาชน ภาครัฐ วิศวกร และส่วนที่เกี่ยวข้อง?

ความปลอดภัยเริ่มต้นจากต้นทาง คนทำ และคนที่กำกับ ถ้าตรงนั้นรักษาไม่ได้คือเสร็จ อุปกรณ์เครื่องจักรถ้าไม่ดูแลรักษา เอาเครื่องไม้เครื่องมือที่ไม่มีคุณภาพ นอตยึดไม่ครบ อย่างนี้เป็นต้น

ผมเห็นมาหลายเหตุการณ์แล้ว เครนถล่ม ผมไปเจอนอตหลุดตัวเดียว ชิ้นส่วนที่ตกลงมา เพราะสะลิงขาดเส้นเดียว หล่นลงมาหมด หรืออย่างเคสพระราม 2 ผลสรุปจากกรมทางหลวงออกมาแล้วว่านอตหลุดตัวเดียว

คือระหว่างการก่อสร้างนอตทุกตัวต้องเช็ก ถ้า 1 ตัวพัง โครงสร้างพังทั้งหมดได้ เพราะโครงสร้างระหว่างการก่อสร้างไม่ได้เผื่ออะไรเยอะ Factor of Safety ต่ำ เกิดการพังทลายแบบที่เรียกว่า ‘โดมิโนเอฟเฟ็กต์’ ถ้ามีจุดตั้งต้น ปึ้ง! เมื่อไหร่ มันจะลามไปหมด ด้วยน้ำหนักมหาศาลของตัวตึกเอง มันพังง่ายกว่าที่เราคิด ต้องเช็กให้รอบคอบ อย่าลืมใส่นอตแม้แต่ตัวเดียว

⦁ เคสพระราม 2 ก็ต้องรอจนกระทั่งก่อสร้างแล้วเสร็จค่อยเป็นคดี หรือว่าเป็นเลย?

มีคนตายก็เป็นคดีทันทีแล้ว คดีอาญาด้วย ตอนนี้อยู่ระหว่างการตั้งคดี การก่อสร้างเป็นสัญญา ถ้าพิสูจน์ว่าก่อสร้างต่อไปได้โดยจะไม่เกิดอุบัติเหตุ เจ้าของโครงการไปขอสร้างได้ แต่เหตุที่เกิดขึ้นมีคนตายและตำรวจก็ต้องตั้งคดีขึ้นมา เพราะเป็นคดีความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 227 ที่ว่าผู้ใดเป็นผู้ประกอบวิชาชีพตรงนี้และก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่น จะต้องโทษ ซึ่งเป็นปีกว่าจะส่งฟ้องได้ ต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลอีกมากในแต่ละส่วน

⦁ สาเหตุเกิดจากอะไร คนทั่วไปจะทราบได้เมื่อไหร่ หรือต้องผ่านการพิสูจน์ทางคดีก่อน?

ตอนนี้มีหลายส่วน มีส่วนที่การวิเคราะห์สาเหตุเพื่อนำไปสู่ข้อสรุปเพื่อก่อสร้างต่อ เจ้าของโครงการเป็นผู้ดำเนินการ ต่อมาเป็นเรื่องของการรวบรวมสาเหตุเพื่อไปสู่การฟ้องคดีอาญา เมื่อถึงจุดนั้นตำรวจก็อาจจะเอาข้อมูลจากที่เจ้าของโครงการทำไว้มาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสิน

ยังมีอีกส่วนคือ สภาวิศวกร ที่ก็ต้องรวบรวมเหมือนกัน เพราะเดี๋ยวจะต้องมีการเรียกวิศวกรไปสอบจรรยาบรรณ สรุปคือจะมีการวิเคราะห์สาเหตุจากหลายๆ องค์กรที่จะมีผลในแต่ละรูปแบบไม่เหมือนกัน เช่น ผลในทางคดีอาญา ผลของสัญญาในการก่อสร้างต่อ พักใช้/เพิกถอนใบอนุญาต เป็นต้น

ซึ่งสาเหตุต่างๆ เหล่านี้เอาตรงๆ ตอบไม่ได้ว่าจะออกแบบไหน แต่โดยหลักวิศวกรรมแล้วมีหนึ่งเดียว สาเหตุที่ไม่หนีจากจุดนี้ไปเท่าไหร่ เราเห็นประสบการณ์ที่ผ่านมา ใช่แค่รอบนี้รอบเดียว ผมเป็นคนไปตรวจโครงสร้างตั้งแต่ปี 2557 ก่อสร้างหอพักคลองหกถล่ม มีคนตาย 11 คน ตรวจเลยมาหลายสิบโครงการมาก ทำให้เราเข้าใจและเห็นภาพว่าระบบการก่อสร้างบ้านเราเป็นอย่างไร จึงออกมาเป็น 7 ข้อเสนอนั้น

⦁ มองเคสถล่ม จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเห็นว่าก่อสร้างบ้าน ส่วนมากผิดพลาดจุดไหน?

ผมคิดว่าหลายๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมาสะท้อนว่าบางทีเราเอาคนที่ไม่มีความรู้มาทำงาน วิศวกรคุมงาน ก็เป็นปัญหาหนึ่งเหมือนกัน นอกจากเรื่องความรู้แล้ว บางครั้งไม่มาตรวจ ลงนามเป็นผู้คุมงาน แต่เวลาทำจริงไม่มาทำ ความหละหลวม คือปัญหาแรก

อีกปัญหาหนึ่ง บางทีวิศวกรก็มองยาก ไม่เห็นภาพว่าทำออกมาแล้ว ตกหรือขาดอะไร อาจเพราะไม่มีประสบการณ์ เรื่องนั่งร้าน จริงๆ ไม่มีการสอนในห้องเรียน เพราะต้องเรียนหลายวิชามากกว่าจะเรียนจบออกมาได้ทุลักทุเลกันเต็มที่ โครงสร้างนั่งร้านโครงสร้างชั่วคราว ไม่มีสอน แต่ว่าเหตุถล่มส่วนใหญ่เกิดจากจุดพวกนี้ทั้งนั้น ในระหว่างการเทคอนกรีต เพราะว่าในระหว่างเทคอนกรีต รับน้ำหนักตัวเองไม่ได้ มันเป็นน้ำหนักที่ต้องมีโครงสร้างรองรับมันไว้

ผมไม่อยากพูดถึงความเห็นแก่ตัว ประหยัดต้นทุน มีคนมาตรวจไม่พอ หรือแม้กระทั่งปัญหาที่คนพูดถึง คือเรื่องคอร์รัปชั่นต่างๆ นานา หากเกิดสิ่งเหล่านี้ มาตรฐานทางวิศวกรรมหลุดหมด

เมื่อไหร่มันหลุด ก็จะถล่มแบบนี้

⦁ เรื่องกล้องวงจรปิดมีในทางปฏิบัติแล้วหรือไม่ มีช่องทางไหนให้ประชาชนช่วยกันเช็กความผิด แจ้งเรื่องเดือดร้อนจากการก่อสร้างได้?

การติดกล้องไม่ได้เป็นข้อบังคับ แต่เป็นในลักษณะขอให้ปฏิบัติ ตามหน่วยงานที่เป็นเจ้าของโครงการ จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา กล้องวงจรปิด ไม่ใช่ว่ามีปิดจริงๆ มันควรจะเป็นกล้องวงจรเปิด คนจะได้ไปคอมเมนต์ได้ เหมือนเวลารถทำผิดกฎจราจร คนก็จะได้ระมัดระวังมากขึ้น ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดี ก็เห็นได้ว่าผู้ร้ายคนนี้วิ่งไปตรงนั้น ใช้กล้องวงจรปิดติดตามตัวได้

เป็นหลักการเดียวกันว่า เมื่อไหร่ที่กิจกรรมก่อสร้างที่เป็นอันตราย หากเปิดเผยต่อสาธารณะ ก็จะกล้ากระทำผิดน้อยลง เป็นมาตรการอื่นที่ช่วยเสริมๆ เรามีวิศวกรเก่งๆ เยอะ บางทีว่างๆ นั่งดูรูปภาพว่าตรงนั้น มีปัญหา นอตยึดไม่ครบ ก็ช่วยส่งเสียงไปได้ แก้ไขทันที

มันควรจะต้องเป็นลักษณะ นักสืบโซเชียล ต้องเปิดมันออกมาให้ได้

อธิษฐาน จันทร์กลม