ประวัติศาสตร์ไทย
หลายชาติพันธุ์ชนเผ่า
สุจิตต์ วงษ์เทศ
ชาวสยามประกอบด้วยชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมของอุษาคเนย์ภาคพื้นทวีป ในพิธีกรรมขอขมาเจ้าแม่แห่งน้ำบริเวณแม่น้ำโขงเมื่อนานมาแล้ว (ภาพจาก A Pictorial Journey on the Old Mekong Cambodia, Laos and Yunnan. Louis Delaporte, and Francis Garnier. White Lotus, 1998.)
ประวัติศาสตร์ไทยหลายชาติพันธุ์ชนเผ่า หมายถึงความเป็นมาของประเทศไทยที่ประกอบด้วยดินแดน และผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมือง
ดินแดน มีความหมาย ดังนี้
1. ดินแดนประเทศไทยมีเส้นกั้นอาณาเขต ซึ่งถูกกำหนดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ แล้วเป็นที่รับรู้ทั่วไปทางสากล
2. สมัยดั้งเดิมหลายพันปีมาแล้ว ดินแดนประเทศไทยไม่มีเส้นกั้นอาณาเขต จึงเป็นส่วนหนึ่งที่แยกไม่ได้จากภูมิภาคอุษาคเนย์ (หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ซึ่งพื้นที่ทิศเหนือมีกว้างขวางถึงทางใต้ของจีน บริเวณแม่น้ำแยงซี (ปัจจุบันเป็นมณฑลยูนนาน, กวางสี, กวางตุ้ง ฯลฯ)
3. ดินแดนหรือพื้นที่ของประเทศไทยปัจจุบัน เป็นผลจากพัฒนาการของบ้านเล็กเมืองน้อย และรัฐเล็กรัฐน้อยจำนวนหนึ่งเมื่อหลายพันปีมาแล้ว ที่รวมกันบ้าง แยกกันบ้าง ที่เป็นเครือญาติกันบ้างและไม่เป็นบ้าง เป็นมิตรบ้าง ศัตรูบ้าง ฯลฯ ในที่สุดส่วนที่รวมกันได้เจริญเติบโตเป็นประเทศชาติ ถูกเรียกทั่วไปว่าสยาม แต่ปัจจุบันเรียกประเทศไทย
ผู้คนชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมือง มีความหมาย ดังนี้
1. คนในประเทศไทยมีหลายชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมือง (นับไม่ถ้วน) ทั้งเป็นไทยและ “ไม่ไทย” ล้วนเคลื่อนไหวไปมาทิศทางต่างๆ บริเวณทางใต้ของจีนถึงฝั่งทะเลและหมู่เกาะอุษาคเนย์ สมัยแรกตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนกลุ่มใครกลุ่มมัน สมัยหลังปนกันบ้าง แยกกันบ้าง
2. ไม่มีเชื้อชาติ (สายเลือดบริสุทธิ์) และไม่มีประเทศชาติ มีแต่ “พวกใครพวกมัน” และ “บ้านใครบ้านมัน” (คำว่าบ้านตรงกับปัจจุบันว่าชุมชน) ไม่มีถิ่นกำเนิดอัลไต–น่านเจ้า และไม่ถูกรุกรานจากจีน จึงไม่มีอพยพยกโขยงถอนรากถอนโคน
3. คนไทย (ไม่มีเชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์) เป็นผลจากการประสมกลมกลืนของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ที่ได้ประโยชน์เมื่ออยู่ในภาษาและวัฒนธรรมไทย ซึ่งมีต้นตอหรือรากเหง้าจากภาษาและวัฒนธรรมไท–ไต บริเวณโซเมีย
ไท–ไต คือใคร? มาจากไหน?
ไท–ไต มีความหมายดังนี้
1. ไท–ไต ไม่ใช่คนไทย (เหมือนคนไทยปัจจุบัน) แต่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการเป็นบรรพชนคนไทย
2. ไท–ไต ไม่ใช่ชื่อเชื้อชาติ เนื่องจาก “เชื้อชาติ” ไม่มีจริงในโลก
3. ไท–ไต เป็นชื่อทางวัฒนธรรม ถูกใช้ 2 ความหมาย คือ คนและภาษา ซึ่งอาจแยกกันเคลื่อนไหวก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องไปด้วยกันทุกครั้ง ดังนี้
คน ไท–ไต เคลื่อนไหวบนโซเมียเมื่อหลายพันปีมาแล้ว โดยปะปนกับชนเผ่าพื้นเมืองชาติพันธุ์ต่างๆ ซึ่งจีนเรียกรวมๆ ว่าเยว่ (คนป่าเถื่อน) หรือไป่เยว่ (คนป่าเถื่อนร้อยจำพวก)
ภาษา ไท–ไต อยู่ในตระกูลภาษาไท–กะได ซึ่งมีโครงสร้างภาษาที่ง่ายต่อการสื่อสารและมีความเป็นมาเก่าสุดบริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของโซเมีย ราว 3,000 ปีมาแล้ว [โดยเทียบกับอายุเครื่องมือเครื่องใช้ในแหล่งของคนพูดไท–ไต ซึ่งเป็นโลหะผสมเรียกสำริด คือ กลองทอง (สำริด) หรือมโหระทึก พบที่มณฑลกวางสีทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน ต่อเนื่องทางเหนือของเวียดนาม]
ไท–ไต เป็นภาษากลางทางการค้าดินแดนภายในภาคพื้นทวีป ที่กระตุ้นให้มีชาวสยาม (ซึ่งเป็นบรรพชนคนไทยต่อไปข้างหน้า)
ไม่มีคนไทย ทางตอนใต้ของจีน เนื่องเพราะคนไทยเริ่มแรกพบในลุ่มน้ำเจ้าพระยา
1. คนพูดภาษาตระกูลไท–กะได หรือไท–ไต มีไม่น้อยทางตอนใต้ของจีน แต่ไม่ใช่คนไทย (ตามความหมายเดียวกับคนไทยปัจจุบันในประเทศไทย) เพราะเขาเรียกตนเองตามชื่อชนเผ่าชาติพันธุ์ของตน (โดยไม่เรียก “คนไทย”) ได้แก่
ไตลื้อ–ชาวลื้อ (สิบสองพันนา), ไตอาหม–ชาวอัสสัม (ในอินเดีย), ไตมาว–ชาวลุ่มน้ำมาว (ในพม่า), ไทจ้วง–ชาวจ้วง (ในกวางสี), ไทเวียงจันท์–ชาวเวียงจันท์ (ในลาว), ไทบ้าน–ชาวบ้าน (ทั่วไป)
2. ไท หรือ ไต (ทางตอนใต้ของจีน) มี “วีรบุรุษ” หรือผู้นำของตนเอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับ “วีรบุรุษ” ใประวัติศาสตร์ ไทย เขาจึงไม่รู้จักพ่อขุนรามคำแหง, พระเจ้าอู่ทอง, พระนเรศวร, พระเจ้าตาก ฯลฯ เนื่องจากไม่ใช่ “วีรบุรุษ” ของเขา เพราะเขา “ไม่ไทย” คือไม่ใช่คนไทยเหมือนประชาชนในประเทศไทย
3. ไท–ไต ทางตอนใต้ของจีน (เรียกตนเองตามชื่อชนเผ่าชาติพันธุ์ของตน ซึ่ง “ไม่ไทย”) แต่ถูกประชาชนลุ่มน้ำเจ้าพระยาเรียกด้วยชื่อตามคุ้นเคย ดังนี้
สมัยอยุธยา บอกว่าไท–ไต มี 2 กลุ่ม โดยไม่บอกเหตุผลว่าทำไมเรียกอย่างนั้น? และไม่บอกตำแหน่งว่าอยู่ที่ไหน? (เอกสารลาลูแบร์) ได้แก่ (1.) สยามใหญ่ หรือไทยใหญ่ และ (2.) สยามน้อย หรือไทยน้อย
แต่หลักฐานพบว่าไท–ไต ทุกกลุ่มไม่เรียกตนเองว่าไทย (ไม่ว่าไทยใหญ่หรือไทยน้อย)
สมัยรัตนโกสินทร์ แบ่งไท–ไตเป็น 2 กลุ่ม ด้วยชื่อเรียกต่างกัน ดังนี้ (1.) กลุ่มลุ่มน้ำสาละวิน (ในพม่า) เรียกไทยใหญ่ หรือเงี้ยว หรือลาวพุงดำ (เพราะมีประเพณีทำลายสักตั้งแต่เอวลงไป) และ (2.) กลุ่มลุ่มน้ำโขง (ในลาว–อีสาน) เรียกไทยน้อย หรือลาว หรือลาวพุงขาว (เพราะไม่มีประเพณีทำลายสักอย่างลาวพุงดำ)
4. ไท, ไต แปลเหมือนกันว่าคนหรือชาว ซึ่งไม่หมายถึงคนไทยอย่างเดียวกับคนในประเทศไทยทุกวันนี้ ทั้งนี้ มีเหตุจากฮั่นเรียกกลุ่ม “ไม่ฮั่น” ทางใต้ของจีน (บริเวณโซเมีย)ว่า ฮวน, หมาน, เยว่ หมายถึงเหี้ย, ป่าเถื่อน, ผีป่า ฯลฯ ดังนั้น พวก “ไม่ฮั่น” ตอบโต้พวกฮั่นว่ากูเป็นไท–ไตหมายถึง กูเป็นคน ไม่ใช่เหี้ย ไม่ป่าเถื่อน ไม่ใช่ผี [มีข้อมูลอีกมากในหนังสือ ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ พิมพ์ครั้งแรก โดยโครงการตำราฯ พ.ศ. 2519]
ชาวสยาม
ชาวสยามมีพัฒนาการหลายพันปีมาแล้ว กระทั่งสมัยเริ่มแรกการค้าระยะไกลทางทะเลกับอินเดีย ทำให้ชาวสยามได้ประโยชน์จากการค้า จึงเติบโตแผ่ขยายทั่วโซเมีย แล้วมีพลังแข็งแรงสร้างบ้านแปลงเมืองสำเร็จ
ความเป็นมาของชาวสยามมีดังนี้ (1.) คนหลายชนเผ่าชาติพันธุ์ (ไม่จำกัด) จากภายในและภายนอกภูมิภาคอุษาคเนย์ (2.) เคลื่อนไหวบนเส้นทางการค้าดินแดนภายในภาคพื้นทวีป บริเวณโซเมีย คือเส้นทางตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ และ (3.) พูดหลายภาษา เพราะมาจากหลายชนเผ่าชาติพันธุ์ จึงพูดไท–ไต เป็นภาษากลางเพื่อสื่อสารต่างชนเผ่าชาติพันธุ์และทางการค้า
โซเมียตอนบนเป็นพื้นที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีถลุงทองแดง และหล่อหลอมโลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุกเพื่อทำเครื่องมือเครื่องใช้ เรียกสำริด ขณะเดียวกันทางโซเมียตอนกลางมีความก้าวหน้าการถลุงเหล็กและต้มเกลือสินเธาว์ ซึ่งกระตุ้นการแลกเปลี่ยนซื้อขายอย่างกว้างขวางตามเส้นทางการค้าดินแดนภายใน ส่งผลให้ภาษาและวัฒนธรรมไท–ไต เคลื่อนไหวบนเส้นทางการค้าดินแดนภายใน (ภาษาเคลื่อนไหวได้ ไกลๆ โดยคนไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวตามไปด้วย) ลงลุ่มน้ำเจ้าพระยาและคาบสมุทร
รัฐสยาม
ชาวสยามพร้อมภาษาไท–ไต ตั้งแต่มีการค้าระยะไกลทางทะเลสมัยเริ่มแรก มีการขยายตัวตามเส้นทางการค้าจากดินแดนภายในลงไปยังลุ่มน้ำเจ้าพระยา แล้วมีมากขึ้นเมื่อหลัง พ.ศ. 1000 (นักโบราณคดีไทยเรียกสมัย “ทวารวดี”) จากนั้นชาวสยามรวมตัวเป็นบ้านเมือง แล้วเติบโตระดับรัฐ ซึ่งเท่าที่พบมี 2 แห่ง อยู่ลุ่มน้ำมูล และลุ่มน้ำท่าจีน ดังนี้
1. สยามที่เป็นบ้านเมืองแข็งแรงใหญ่โตและเก่าสุด (เท่าที่พบหลักฐานขณะนี้) คือกลุ่มที่ถูกเขมรเรียก “เสียมกุก” ตรงกับ “สยามกก” หมายถึงสยามดั้งเดิม (กก แปลว่า ตั้งต้นลำดับแรก จึงไม่ใช่แม่น้ำกก จ. เชียงราย) ซึ่งเป็นเครือญาติใกล้ชิดกษัตริย์เมืองพระนคร (นครวัด) ที่โตนเลสาบ กัมพูชา พบหลักฐานเป็นภาพสลักบนผนังระเบียงปราสาทนครวัด (มากกว่า 900 ปีมาแล้ว) เรือน พ.ศ. 1650
ศูนย์กลางอำนาจอยู่เมืองเสมา (ศรีจนาศะ อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา) ลำตะคอง ลุ่มน้ำมูล [เมืองเสมามีพัฒนาการจากชุมชนของคนดั้งเดิม (ก่อนประวัติศาสตร์) 3,000 ปีมาแล้ว บนเส้นทางค้าทองแดง (สุวรรณภูมิ) กับอินเดีย จากนั้นรับวัฒนธรรมและเทคโนโลยีก้าวหน้าจากอินเดีย (วัฒนธรรมทวารวดี) ประชาชนพูดภาษาตระกูลมอญ–เขมร และมลายู ฯลฯ]
โดยมีเครือข่ายทางเหนือถึงเวียงจันท์ ลุ่มน้ำโขง (ลาว) และทางตะวันตกถึงเมืองศรีเทพ (เพชรบูรณ์) กับเมืองละโว้ (ลพบุรี) ลุ่มน้ำป่าสัก–ลพบุรี ดังนั้นเมืองศรีเทพกับเมืองละโว้ นอกจากมีประชาชนเป็น “ขอม” ยังมีบางส่วนเป็น “สยาม”
2. สยามอีกกลุ่มหนึ่งมีบ้านเมืองสืบเนื่องจากรัฐค้าทองแดง คือกลุ่มที่เอกสารจีน เรือน พ.ศ. 1800 เรียก “เสียน” หรือ “เสียม” เป็นภาษาจีนที่กลายคำจากภาษาไท–ไตว่าสยาม ซึ่งมีศูนย์กลางอำนาจอยู่เมืองสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) ลุ่มน้ำท่าจีน–แม่กลอง มีเครือญาติถึงเมืองเพชรบุรี ลุ่มน้ำเพชร เมืองสุโขทัย ลุ่มน้ำยม–น่าน ฯลฯ ส่วนเครือญาติและเครือข่ายทางภาษาและวัฒนธรรมเชื่อมโยงขึ้นไปทางเหนือถึงลุ่มน้ำสาละวิน–แม่สาย–แม่กก–แม่อิง
เมืองสุพรรณภูมิมีพัฒนาการจากชุมชนของคนดั้งเดิม (ก่อนประวัติศาสตร์) 3,000 ปีมาแล้ว เป็นเมืองศูนย์กลางการค้าทองแดงกับอินเดีย (สุวรรณภูมิ) รับวัฒนธรรมและ เทคโนโลยีก้าวหน้าจากอินเดีย (วัฒนธรรมทวารวดี) ประชาชนพูดภาษาตระกูลมอญ–เขมรและมลายู ฯลฯ โดยอาจมีชุมชนชาวอินเดียอยู่ด้วย
ชาวสยามในรัฐพูดเขมร
ชาวสยามไปทุกหัวระแหง ทำมาหากินเพื่อยังชีพ แล้วทำมาค้าขายเพื่อกำไร จึงมีชาวสยามจำนวนหนึ่งตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนเป็นประชาชนของรัฐใหญ่พูดภาษาเขมร ได้แก่ เมืองพระนคร (นครวัด), เมืองพระนครหลวง (นครธม), เมืองละโว้ (ลพบุรี) เป็นหลักฐานว่าชาวสยามใกล้ชิด “ขอม”
ชาวสยามในนครวัด พบหลักฐานเป็นภาพสลักที่ปราสาทนครวัด พ.ศ. 1650 รูปขบวนแห่เกียรติยศของ “เสียมกุก” (หมายถึงชาวสยามดั้งเดิมเริ่มแรก) ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับกษัตริย์กัมพูชา
ชาวสยามในนครธม พบหลักฐานในบันทึกจีน–โจวต้ากวาน พ.ศ. 1839 ระบุว่า ในเมืองพระนครหลวง หรือนครธม มีบ้านเรือนชาวสยามชำนาญปลูกหม่อน, เลี้ยงไหม, และรับจ้างปะชุนผ้าขาดให้ใช้งานได้
ชาวสยามในละโว้ พบหลักฐานในบันทึกจีน-“หยวนสื่อ” (พงศาวดารราชวงศ์หยวน ฉบับหอหลวง) เรียกละโว้ว่า “หลัวหู” แล้วบอกว่าราษฎรชาวสยาม (เสียน) พึ่งพาอาศัยในเมืองละโว้ ซึ่งมีภูเขาและที่ราบกว้างใหญ่ ดังนี้
“ภูเขาหินสีขาวสูงชัน—-แผ่นดินหลัวหูเป็นที่ราบกว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารนานาชนิด ซึ่งราษฎรชาวเสียนได้พึ่งพาอาศัย—-”
[รายงานการวิจัย การแปลและศึกษาเอกสารจีนโบราณเกี่ยวกับไทยในบริบทของเส้นทางสายไหม โดย ศุภการ สิริไพศาล และ พิภู บุษบก ด้วยทุนอุดหนุนจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2561 หน้า 64 ในงานวิจัยไม่ระบุปีที่บันทึก รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล (อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง) ตรวจสอบพบหลักฐานพบว่าบันทึกนี้เป็นของ “หวังต้าหยวน” (เมืองหนานฉาง มณฑลเจียงซี) เมื่อ พ.ศ. 1892 (ปีสุดท้ายสมัยรัฐอโยธยา)]
ชาวสยามเหล่านี้มีข้อมูลสนับสนุนหลายอย่างว่าเกี่ยวดองกับชาวสยามลุ่มน้ำมูล (หรือปริมณฑล) ซึ่งมีศูนย์กลางอำนาจอยู่เมืองเสมา (อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา)
ชาวสยามเรียกตนเองว่าไทย
ชาวสยามเรียกตนเองว่าไทย และเรียกประเทศ(อยุธยา)ว่าเมืองไทย [ลาลูแบร์]
ไทย เป็นชื่อทางวัฒนธรรม (ไม่ใช่ชื่อเชื้อชาติ) มาจากคำว่า “ไท” ที่ถูกแปลงเป็นภาษาบาลีว่า “เทยฺย” เมื่อเขียนเป็นภาษาไทยต้องมี ย พ่วงท้าย (เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ตามภาษาบาลี) เป็น “ไทย” แต่สมัยแรกๆ ยังไม่ตายตัวจึงพบว่าใช้ปนกันทั้ง “ไท” และ “ไทย”
[ศิลาจารึกหลักที่ 74 วัดช้างค้ำ (ต. เวียง อ. เมืองฯ จ. น่าน) พ.ศ. 2091 ในหนังสือประชุมศิลาจารึก ภาคที่ 3 สำนักนายกรัฐมนตรี พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2508 หน้า 202]
คำว่า “ไท” มีต้นตออยู่บริเวณลุ่มน้ำแดง (เวียดนาม) จากนั้นแผ่ไปลุ่มน้ำโขง เช่น ผู้ไท หรือไทดำ ฯลฯ แล้วลงลุ่มน้ำเจ้าพระยา แปลว่าชาว หรือคน เช่น ไทบ้าน หมายถึง ชาวบ้าน หรือคนบ้าน, ไทเวียงจันท์ หมายถึง ชาวเวียงจันท์ หรือคนเวียงจันท์, ไทพวน หมายถึงชาวพวน หรือคนพวน เป็นต้น
ภาษาบาลีเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา ที่ชนชั้นนำ อโยธยารับจากมอญเมื่อเรือน พ.ศ. 1700 (แล้วนับถือสืบเนื่องถึงปัจจุบัน) เริ่มแปลงคำว่า “ไท” ผ่านภาษาบาลี เป็น “ไทย” แต่พบหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรในอยุธยาเรือน พ.ศ. 2000
[มีข้อมูลอีกมากในหนังสือ ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ พิมพ์ครั้งแรก โดยโครงการตำราฯ พ.ศ. 2519]
คนไทย เป็นชื่อทางวัฒนธรรม (ไม่ใช่ชื่อเชื้อชาติ) หมายถึงคนในภาษาและวัฒนธรรมไทย เรียกตนเองว่าไทย มาจากชาวสยามซึ่งเป็นลูกผสมหลายชาติพันธุ์และหลายชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิม “ร้อยพ่อพันแม่” เช่น ลาว, มอญ, เขมร, ม้ง, เมี่ยน, พม่า, ทิเบต, ชวา, มลายู, เวียดนาม, จีน, อินเดีย, อิหร่าน ฯลฯ เริ่มแรกมีในอโยธยาเรือน พ.ศ. 1700
ภาษาไทย มาจากภาษาสยาม ซึ่งเป็นลูกผสมของภาษาหลายตระกูล โดยมีแกนกลางเป็นไท–กะได หรือไท–ไต แล้วผสมภาษานานาชาติบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา เช่น ตระกูลมอญ–เขมร, ชวา–มลายู, พม่า–ทิเบต, ม้ง–เมี่ยน, รวมทั้งจีน, อินเดีย, อิหร่าน ฯลฯ
วัฒนธรรมไทย มาจากวัฒนธรรมสยาม ซึ่งเป็นลูกผสมของหลายวัฒนธรรมลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เช่นเดียวกับภาษาไทย) โดยมีแกนกลางเป็นวัฒนธรรมไท–ไต
ประวัติศาสตร์ไทย มาจากประวัติศาสตร์สยาม ประกอบด้วยผู้คนหลายชนเผ่าชาติพันธุ์ที่ผสมกลมกลืนอยู่ปะปนกัน แล้วสมมุติชื่อใหม่ว่าไทย

