‘อโยธยา’ คำเดียวเถียงกัน 59 ปี
วันนี้เจอจารึกใหม่
อ่านก่อนตัดสินใจ เชื่อ-ไม่เชื่อ มีจริง ไม่มโน
กลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงในแวดวงประวัติศาสตร์ อีกทั้งประชาชนคนไทยที่สนใจในประเด็นของ
‘อโยธยา’ เมื่อมีการพบจารึกฐานพระพุทธรูปสุโขทัยที่ปรากฏคำว่า ‘ศรีอโยธยา’ ณ วัดอินทารามวรวิหาร บางยี่เรือ กรุงเทพฯ หมาดๆ ในช่วงก่อนสงกรานต์
นับเป็นมงคลสู่ศักราชใหม่ในการถกเถียงอีกรอบ รอบแล้ว รอบเล่า นับแต่ ศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เมื่อครั้งยังเป็นอาจารย์คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ตีพิมพ์บทความ ‘กรุงอโยธยาในประวัติศาสตร์’ ในวารสารระดับตำนาน อย่าง ‘สังคมศาสตร์ปริทัศน์’ ฉบับพิเศษ ว่าด้วยประวัติศาสตร์ พ.ศ.2509
เป็นที่ฮือฮา กล่าวขวัญ ทอล์กออฟเดอะทาวน์ในหมู่ชาวสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์
มีทั้งเสียงเชียร์ เห็นด้วย ช่วยหนุน
มีทั้งเสียงค้าน ต่อต้าน ส่ายหน้าเซย์โน
กระทั่งเสียงอึกๆ อักๆ ยังลังเล ขอสังเกตการณ์หลักฐานเพิ่มเติมว่า อโยธยา คือเมืองที่มีจริงก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยา ใน พ.ศ.1893 หรือไม่?
ตัดภาพมาในวันนี้ เมื่อพบถ้อยคำสำคัญแบบเต็มตา จะนำพาสู่สิ่งใดต่อไป?
คำสำคัญ บนจารึกฐานพระพุทธรูปสุโขทัย
ในแผ่นดิน ‘เจ้าสามพระยา’
ก่อนอื่นมาเช็กโลเกชั่น และความเป็นมาเป็นไปของจารึกใหม่ที่ว่านี้ ซึ่งมี 2 คำสำคัญคือ ศรีอโยธยา และ บรมราชาธิบดีศรีบรมจักรพรรดิราช
ย้อนไปเมื่อ 8 เมษายน รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เจ้าของผลงาน ‘อโยธยา ก่อนสุโขทัย ต้นกำเนิดอยุธยา’
เดินทางมาสำรวจและถ่ายภาพพระพุทธรูปรวมถึงจารึก หลังได้ทราบข่าวจากพระภิกษุของวัดแห่งหนึ่ง ว่ามีผู้สังเกตเห็นตัวอักษรบริเวณฐานพระพุทธรูปซึ่งหล่อด้วยโลหะ อันเนื่องมาจากวัสดุ ‘รัก’ หลุดล่อน เผยให้เห็นข้อความต่างๆ

ตนขออนุญาตทางวัดในการบันทึกภาพและข้อมูล เพื่อศึกษาต่อไป เนื่องจากจารึกดังกล่าว ไม่เคยปรากฏในทะเบียนจารึกของหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร รวมถึงการตีพิมพ์เผยแพร่ใดๆ มาก่อน สำหรับเก๋งจีนดังกล่าว ตนเข้าใจว่าสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อครั้ง พระยาศรีสหเทพ บูรณะวัดแห่งนี้
“พระพุทธรูปองค์นี้ ประดิษฐานในเก๋งจีนซึ่งเป็นศาลารายในวัดอินทารามฯ เดิมบริเวณฐานพอกด้วยรัก หุ้มทอง ต่อมา รักกะเทาะ จึงพบจารึกอักษรไทย ภาษาไทย มี 3 บรรทัด เนื้อหาเท่าที่อ่านได้ในขณะนี้ มีคำสำคัญว่า ศรีอโยธยาและ บรมราชาธิบดีศรีบรมจักรพรรดิราช ซึ่งหมายถึง สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 หรือเจ้าสามพระยา กษัตริย์อยุธยา นอกจากนี้ ยังปรากฏนาม เจ้านครยศ ซึ่งก็คือ พระยาศรียศราช เมืองศรีสัชนาลัย อีกด้วย
ความสำคัญ คือ พระพุทธรูปองค์นี้ เป็นพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย หล่อด้วยโลหะ คือ กลุ่มภาคกลางตอนบน เมื่อปรากฏคำว่า ศรีอโยธยา จึงเป็นหลักฐานที่สะท้อนถึงความตกค้างของชื่อเมืองอโยธยาที่เรียกมาแต่เดิมในความทรงจำ” รศ.ดร.รุ่งโรจน์เกริ่นปูมหลัง


คำต่อคำ บรรทัดต่อบรรทัด
จดจารเรื่องอะไร?
จากนั้น อาจารย์ประวัติศาสตร์ท่านนี้ แปะมือ ชนหมัด แทคทีมกับ ผศ.ธนโชติ เกียรติณภัทร อาจารย์ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ ม.รามคำแหง
อ่านและปริวรรต โดยพบว่า ข้อความบรรทัดแรกในจารึก ระบุจุลศักราช 793 ตรงกับพุทธศักราช 1974 ในรัชกาลเจ้าสามพระยา สอดคล้องกับพระนามที่ปรากฏในจารึกว่า ‘บรมราชาธิบดีศรีบรมจักรพรรดิราช’
สำหรับรายละเอียดคำอ่านอย่างไม่เป็นทางการของจารึกที่สะกดตามอักขรวิธีเดิม และคำปริวรรตเป็นภาษาปัจจุบัน มีดังนี้
ฐานด้านกระดานด้านหน้า
บรรทัดที่ 1 สกราชได้ ๗๙๓ กุรนกัสตรเดิอนสิบออกใหมแปดคำวนนพุทธไทภาสากตสทงาขาพระเจ้าพระองคนีชีเจานคอรยศเปนขาพระบาททาวศริปศราช..นคอรผูเปนเจาทรง
(ศักราชได้ 793 กุนนักษัตร เดือนสิบออกใหม่แปดค่ำ วันพุธ ไทภาษา กดสะง้า ข้าพระเจ้าพระองค์นี้ชื่อเจ้านครยศเป็นข้าพระบาทท้าวศริปศราช..นครผู้เป็นเจ้าทรง)
บรรทัดที่ 2 ทศธรรมเมิอปางพระบาทเสดจไปในศริอโยธยาถวายบงัคมแดสํเดจบรมราชาธิบดีศรีบรมจกรพรรดิราชวนันนักลอยสํเดจบรมราชาธิบดิศริบรมจกรพรรดิราชพระราชโองการให้พยร
(ทศธรรมเมื่อปางพระบาทเสด็จไปในศรีอโยธยาถวายบังคมแด่สมเด็จบรมราชาธิบดีศรีบรมจักรพรรดิราชวันนั้นกลอยสมเด็จบรมราชาธิบดีศรีบรมจักรพรรดิราชพระราชโองการให้เพียร)
บรรทัดที่ 3 ปรากติชิฃุนนคอรยศดวยสุพรรณกบัดวยไดเกลิงราชทองอีกทองตรากอรสรรพรางวนนทงัหลายอิกเงนทองนิจายเปนพระพุทธประติมาพระองคนิแลกลอย ฃ
(ปรากฎชื่อขุนนครยศด้วยสุพรรณกับด้วยได้เกลิงราชทองอีกทองตรากรสรรพรางวัลทั้งหลายอีกเงินทองนี้จ่ายเป็นพระพุทธปฏิมาพระองคนี้แลกลอย ข)
บรรทัดที่ 4..เริอนนิงค่านาแล(เรือนหนึ่งค่านาแล)
ฐานด้านกระดานด้านพระหัตถ์ขวา
บรรทัดที่ 1 อนนิ้งโสดพฃุนศรินคอรยสขพพฺรแดเจา
(อันหนึ่งโสด พ่อขุนศรีนครยศขอพระพรแด่เจ้า)
บรรทัดที่ 2 อนัมาสบประเวณีธรรมไทพระจงทนพระพุ
(อันมาสบประเวณีธรรมไทยพระจงทันพระพุ)
บรรทัดที่ 3 ทธ เจาพระองคนีสถยรตเทาพระสาสนา
(ทธ เจ้าพระองค์นี้เสถียรต่อเท่าพระศาสนา)
“คำจารึกตำแหน่งแรกอยู่ที่บริเวณฐานด้านหน้ามีข้อความ 4 บรรทัด อักษรไทยภาษาไทย เริ่มต้นกล่าวถึง จุลศักราช 793 ปีกุน เดือน 10 ขึ้น 8 ค่ำ วันพุธ เจ้านครยศเสด็จลงมาที่ศรีอโยธยา สมเด็จพระบรมราชาศรีมหาจักรพรรดิ (เจ้าสามพระยา) พระราชทานสุพรรณบัตรมีนามว่าขุนศรีนครยศ ขุนศรีนครยศจึงสร้างพระพุทธรูปองค์นี้และได้อุทิศข้าพระพุทธรูปและเงินถวาย
ตำแหน่งที่สองอยู่ที่บริเวณฐานด้านข้างขวาของพระพุทธรูปมีข้อความขนาดยาว มี 4 บรรทัด อักษรไทยภาษาไทย กล่าวถึง การอุทิศกุศลผลบุญถวายสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา)” รศ.ดร.รุ่งโรจน์อธิบาย
‘กดสะง้าเดือนสิบออกใหม่’
คือวันไหนเมื่อ 594 ปีก่อน
สำหรับวันเดือนปีจารึก ดร.ตรงใจ หุตางกูร นักวิชาการกลุ่มงานวิจัยและพัฒนา ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
(องค์การมหาชน) คำนวณลึก ก่อนเปิดเผยว่า จารึกนี้มีวันเดือนปีครบถ้วนสมบูรณ์พร้อมวัน ‘หนไท’ ทำให้สามารถตรวจสอบความเที่ยงตรงได้ โดยตนตั้งวันเถลิงศกของปีนี้ จากนั้นจึงเทียบวันเดือนปีของจารึก กับวันเดือนปีตามสุริยคติของระบบปฏิทินจูเลียนก่อน ได้ตรงกับวันพุธที่ 15 สิงหาคม ค.ศ.1431 และแปลงเป็นระบบปฏิทิน
เกรกอเรียนแบบสืบย้อน (proleptic) ได้ตรงกับ วันพุธที่ 24 สิงหาคม ค.ศ.1431 ซึ่งตรงกับ พ.ศ.1974 ไทยสากล อันเป็นปฏิทินที่เราใช้กันทุกวันนี้ จากนั้น จึงใช้วันหนไท ที่ตรงกับวันเถลิงศกตั้งต้น นั่นคือ ‘วันรวงไค้’ แล้วจึงนับมาจนถึงวันที่ระบุ ก็ได้ตรงกับ ‘วันกดสะง้า’ พอดี เบื้องต้น เชื่อว่าวันเดือนปีนี้ถูกต้องตามจันทรคติ และหนไท
ทำไมยิ่งเชื่อ จารึกวัดอินฯ
ตอกย้ำ ‘อโยธยา’ มีจริง ไม่มโน ยกกรณี จีน-พม่า เทียบ
เมื่อถามว่า เหตุใดจึงมองว่า จารึกนี้ยิ่งตอกย้ำการมีอยู่ของอโยธยา ขณะที่นักวิชาการบางส่วนวิเคราะห์ในทางตรงกันข้าม ว่าจารึกนี้ชี้ให้เห็นว่า อโยธยา กับ อยุธยา คือ ‘คำเดียวกัน เมืองเดียวกัน’
รศ.ดร.รุ่งโรจน์ให้คำตอบว่า แม้คำว่า ‘ศรีอโยธยา’ ในจารึกนี้ จะหมายถึงกรุงศรีอยุธยาอย่างแน่นอน แต่สะท้อนถึงความทรงจำในชื่อเมืองเดิมก่อน พ.ศ.1893 เนื่องจากจารึกนี้ ไม่ใช่จารึกของราชสำนักส่วนกลาง แต่เป็นของมูลนาย หรือชนชั้นนำของ ‘ศรีสัชนาลัย’ ในสมัยอยุธยาตอนต้น เพราะฉะนั้น เป็นไปได้หรือไม่ว่า ยังคงติดกับ ‘ชื่อเก่า’ ของกรุงศรีอยุธยา นั่นคือ ‘อโยธยา’
“อโยธยา เป็นชื่อเก่า ก่อน พ.ศ.1893 ต่อมา เมื่อย้ายราชสำนักมาอยู่ที่หนองโสน ก็เปลี่ยนชื่อเป็นอยุธยา แต่คนแถบข้างนอก ยังเรียกชื่อเดิมตกค้างอยู่ ไม่ต้องยกตัวอย่างไกลมาก
เนื่องจากกรณีเช่นนี้ เอกสารทางล้านนา เชียงใหม่ที่เขียนขึ้นในช่วงหลัง ก็ยังเรียกอยุธยา ว่า อโยธยา ส่วนพม่า สมัยมังระ ยกทัพมาตีอยุธยา แผ่นดินพระเจ้าเอกทัศน์
ก็ยังเรียกโยเดีย คือ อโยธยา อยู่เลย
แต่ถ้าเป็นเอกสารที่ออกจากราชสำนักอยุธยาเอง ก็เรียกอยุธยาหมดแล้ว เช่น ในพระอัยการต่างๆ” รศ.ดร.รุ่งโรจน์ไขปม

ศรีอโยธยา ในจารึกอื่น
‘เดี๋ยวอโยธยา เดี๋ยวอยุธยา’ ที่มาคือ ‘ย้ายเมือง’?
รศ.ดร.รุ่งโรจน์กล่าวด้วยว่า คำว่า ‘ศรีอโยธยา’ ยังปรากฏในจารึกอื่นๆ ในอยุธยา เช่น ‘จารึกลานทอง วัดส่องคบ’ จังหวัดชัยนาท ยุคต้นกรุงศรีอยุธยา เขียนด้วยอักษรขอม ภาษาไทย สะท้อนว่า เป็นชื่อที่ขุนนางในหัวเมืองยังคงเรียกอยู่
“เอาง่ายๆ กรุงเทพฯ คือ กรุงรัตนโกสินทร์ สุนทรภู่ ยังเรียกว่าอยุธยาอยู่เลย ส่วนการบอกว่า คำว่า อโยธยา กับอยุธยาคือคำเดียวกันนั้น นั่นคือ กวีโวหาร แต่ปัญหาคือ ทำไมบางครั้งเรียกอโยธยา บางครั้งเรียกอยุธยา เป็นเพราะย้ายเมืองใช่หรือไม่?
“ผมไม่เถียง ว่าคำว่าอโยธยา ในจารึกสมัยอยุธยา ไม่ว่าจะเป็นจารึกวัดส่องคบ รวมถึงจารึกที่ฐานพระพุทธรูปสุโขทัยที่วัดอินทารามซึ่งพบใหม่นี้ หมายถึง กรุงศรีอยุธยา แต่ผมมองว่า มันสะท้อนถึงการเคยมีอยู่จริงของอโยธยาที่มีมาก่อนอยุธยา ไม่ใช่แค่เมืองในตำนาน ไม่ได้มโน” รศ.ดร.รุ่งโรจน์ทิ้งท้ายแบบสับ
ส่วนความคืบหน้าจะเป็นอย่างไร ไม่ตามไม่ได้อโยธยา เคยมีจริง หรือแค่จ้อจี้ ไม่ว่าอีกกี่ปี ก็ยังรอคำตอบ
พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร

วัดอินทาราม เตรียมบูรณะ
โชว์ข้อมูลเผยแพร่ความรู้
เจอจารึกปั๊บ แอ๊กชั่นปุ๊บ สำหรับวัดอินทารามฯ จุดเกิดเหตุ
เอนก สีหามาตย์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ในฐานะประธานบูรณะพระพุทธรูป 32 องค์ ในพระอุโบสถเก่าวัดอินทารามวรวิหาร มูลนิธิสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เผยว่า ทางวัดเองก็คิดว่าจะต้องดูแลบูรณะพระพุทธรูปองค์นี้ให้ดี เพราะมีความสำคัญ และเพื่อความปลอดภัย อาจต้องมีการซ่อมฐานในส่วนที่บูรณะขึ้นในสมัยหลัง ไม่ใช่ฐานสมัยสุโขทัย ส่วนเศียรพระพุทธรูป ชนกับเพดานเก๋งจีนที่ประดิษฐานอยู่ จึงจะมีการตัดฐานใหม่เพื่อลดความสูงลงมา ไม่ให้เปลวรัศมีชนเพดาน
“จารึกนี้เป็นหลักฐานใหม่ที่สนับสนุนหลักฐานเก่าในสมัยเจ้าสามพระยาซึ่งมีความสัมพันธ์กับสุโขทัยที่ลดอำนาจลง โดยอยุธยาเข้าครอบครองใช้พื้นที่เป็นส่วนหนึ่งของอยุธยาไป” อดีตอธิบดีกรมศิลป์กล่าว พร้อมอธิบายที่มาของพระพุทธรูปสุโขทัย ว่าเหตุใดจึงพบในวัดย่านฝั่งธนบุรี ว่า สุโขทัย ศรีสัชนาลัยเป็นเมืองสำคัญ มีพระพุทธรูปโลหะเป็นพันๆ องค์ เวลาเมืองร้าง ก็ถูกเคลื่อนย้ายมาอยู่วัดในกรุงเทพฯ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 เป็นต้นมา ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่างๆ เป็นจำนวนมาก กระทั่งสมัยรัชกาลที่ 4 ก็เสด็จสุโขทัย และรัชกาลที่ 6 เมื่อครั้งยังดำรงพระอิสริยยศเป็นสยามมกุฎราชกุมาร ก็ทรงสำรวจสุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชรเช่นกัน
ด้าน พระใบฎีกาอโนชาสิษฐ์ กิตติพโล เลขานุการเจ้าอาวาส วัดอินทารามวรวิหาร ระบุว่า การค้นพบดังกล่าว ทางวัดถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ พระพุทธรูปองค์นี้อยู่กับวัดมานานแล้ว เมื่อมีการพบจารึกนี้ อาตมาได้นำเรียนพระเดชพระคุณ พระวชิรวิมล เจ้าอาวาส ซึ่งท่านย้ำว่า ต้องบูรณะให้ดี เพราะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่วัด โดยจะขอให้กรมศิลปากรเข้าสำรวจตรวจสอบต่อไป ว่ามีจุดที่เสื่อมสภาพชำรุดทรุดโทรมหรือไม่
“ฐานชุกชีใหม่ตามที่คุณโยมเอนกกล่าวถึงนั้น เกิดขึ้นจากการบูรณะครั้งก่อน เมื่อราว 40-50 ปีที่แล้ว โดยใช้รูปแบบฐานผ้าทิพย์ศิลปะรัตนโกสินทร์ ซึ่งไม่สอดคล้องกับพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย อาตมาก็ได้ปรึกษากับคุณโยมเอนก ว่าหากจะย้อนกลับไปทำฐานชุกชีใหม่ในรูปแบบที่สอดคล้องกับศิลปะสุโขทัยได้หรือไม่ นอกจากนี้ พระเกตุมาลาในส่วนของเปลวรัศมี ไปจิ้มกับขื่อของเก๋งจีน เกรงว่าหากเกิดแผ่นดินไหวอีกครั้ง อาจหักเสียหายได้” ใบฎีกาอโนชาสิษฐ์กล่าว
ใบฎีกาอโนชาสิษฐ์กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ทางวัดอยู่ระหว่างการบูรณะโบราณสถานต่างๆ ครั้งใหญ่ด้วย โดยทางวัดมีแผนบูรณะอาคารเก๋งจีนซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปอยู่แล้ว ตั้งแต่ก่อนพบจารึก โดยเก๋งดังกล่าว สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยพระยาศรีสหเทพ (ทองเพ็ง) โดยทางวัดจะหารือกับพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากรต่อไป
“อาตมาเรียนท่านหลวงพ่อเจ้าอาวาสแล้วว่า เก๋งจีนควรมีการบูรณะ และติดกระจกให้สวยงาม ญาติโยมสามารถกราบสักการะพระพุทธรูปจากด้านนอกได้ และมีประวัติเรื่องราวเกี่ยวกับจารึกบนฐานพระที่พบใหม่นี้ จัดแสดงไว้ด้วย” พระใบฎีกาอโนชาสิษฐ์กล่าว

