หน้าแรก ประชาชื่น ‘ปล่อยปูม้า’ ...

‘ปล่อยปูม้า’ ต่อลมหายใจ ภารกิจกู้อ่าวไทย ฟื้นวงจรอาหาร สร้างประมงยั่งยืน

18.04.25 | 12:09 น.

‘ปล่อยปูม้า’ ต่อลมหายใจ
ภารกิจกู้อ่าวไทย
ฟื้นวงจรอาหาร สร้างประมงยั่งยืน

‘เมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ ไข่แดง แหล่งธรรมะ’

คงเป็นจังหวัดไหนไปไม่ได้นอกจาก ‘สุราษฎร์ธานี’ เมืองเก่าแก่ทางภาคใต้ตอนบน ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ

ซึ่งหากลัดเลาะรอบเกาะส่องในมุมเศรษฐกิจ จะพบว่าเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ส่งออกอาหารทะเลอันดับต้นๆ ของไทย ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง สร้างรายได้จากอาหารทะเลในแหล่งน้ำบ้านเกิด

ด้วยมีต้นทุนจากความหลากหลายทางระบบนิเวศ ตั้งแต่ป่า เขา แม่น้ำ ชายฝั่งทะเล และเกาะชื่อดังต่างๆ ที่สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ได้อย่างมากมายมหาศาล ทว่า ยิ่งอาหารทะเลเป็นที่ต้องการ ดีมานด์ในการส่งออกสูงมากขึ้นเท่าไหร่ ทรัพยากรธรรมชาติก็อาจถูกทำลายได้รวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น

Advertisement

แล้วเราจะสร้างความมั่นคงทางอาหารทะเลไทยได้อย่างไร ?

เมื่อมนุษย์ยังต้องพึ่งพาธรรมชาติ ‘ระบบนิเวศ’ จึงจำเป็นอย่างมากที่ต้องรักษา ถึงเวลาฟื้นฟูซ่อมแซมท้องทะเลอ่าวไทยที่ไม่ต่างจาก ‘แหล่งอาหาร’ ให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม

หนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในเรื่องนี้

ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมอาหารพร้อมรับประทาน ลุยเดินหน้าภารกิจขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหาร ผ่านโครงการ “ปูม้ายั่งยืน คู่ทะเลไทย” ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 13

ผนึกกำลังร่วมกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี, กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 3 (สุราษฎร์ธานี), บริษัท วิยะเครป โปรดักส์ จำกัด, กลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ปูม้า (ธนาคารปู), ชาวประมงพื้นบ้าน ตลอดจนชาวบ้านพุมเรียง

พร้อมใจร่วมกันฟื้นระบบนิเวศ ปล่อยปูม้ากว่า 200,000 ตัว ออกจากเกาะเสร็จ ในอำเภอไชยา สู่ท้องทะเลอ่าวไทย เมื่อไม่นานมานี้

(จากซ้าย) วิเศษ วิศิษฏ์วิญญู และ ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล

เซฟโซนลูกปูม้า
ทะเลสุราษฎร์ฯ เหมาะอนุบาลสัตว์น้ำ

“เกาะเสร็จ มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติมาก มีทั้ง ‘หญ้าทะเล’ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของลูกพันธุ์ปูม้า ระดับความเค็มของน้ำทะเล รวมถึงสภาพภูมิศาสตร์โดยรอบ เหมาะต่อการอนุบาลสัตว์น้ำทะเล

โดยเฉพาะเป็นแหล่งอาศัยและหลบภัยของลูกปูม้า ได้เป็นอย่างดี”

เสียงของพ่อเมือง ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เล่าถึงความร่วมมืออันดีระหว่างทางจังหวัด กับบริษัท ซีพีแรม จำกัด เพื่อให้เกิดการฟื้นคืนทรัพยากรปูม้า ให้กลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม และยั่งยืน

โดยครั้งนี้ได้ร่วมกันปล่อยปูม้าที่เติบโตอยู่ในระยะ Young Crab ซึ่งถือว่าเป็นระยะที่มีความเหมาะสมมากที่สุด เพราะลูกพันธุ์ปูม้าจะเริ่มแข็งแรง และสามารถอยู่รอดได้ถึง 90-100%

ซึ่งดำเนินงานผ่านความร่วมมือทางวิชาการกับกรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 3 (สุราษฎร์ธานี) ในการจัดการเพาะพันธุ์ อนุบาล และการพัฒนาการประมงปูม้าในทะเลไทย

เมื่อบูรณาการความร่วมมือ ได้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาช่วยดูแล จึงทำให้โครงการนี้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังสร้างความสมดุลระบบนิเวศทางท้องทะเลได้เป็นอย่างดี

กิจกรรมปล่อยลูกปูม้า สร้างสมดุลระบบนิเวศอย่างสมบูรณ์ทางทะเล

เศรษฐกิจดี ทะเลฟื้น
รายได้สะพัด ส่งออกนับหมื่นตัน

ตลอดระยะเวลา 13 ปีที่ผ่านมา ซีพีแรมเข้ามาปล่อยปูในทุกปีๆ

ความพิเศษของครั้งนี้ คือปล่อยปูจำนวนเยอะที่สุด กว่า 200,000 ตัว!

ด้วยความที่คนในจังหวัดประกอบอาชีพประมงมากกว่า 70% และบริเวณนี้ไม่ต่างจากบ้านของสัตว์ทะเล

ผลลัพธ์พลอยได้ คือการที่พี่น้องชาวประมงในชุมชนสามารถเก็บ ‘ปูม้า’ ส่งให้บริษัทในพื้นที่ เฉลี่ยประมาณ 8,000-10,000 ตัน นับเป็นมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในพื้นที่ถึงราว 600 ล้านบาทต่อปี

“ต้องยอมรับว่าหลังจากที่ซีพีแรมลงมาช่วย ความสมบูรณ์ของท้องทะเลมีมากขึ้น และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ก็ดีขึ้นมาก

“นอกจากจะเพิ่มความมั่นคงทรัพยากรทางธรรมชาติแล้ว ยังสร้างรายได้ให้กับชุมชน และเป็นการเสริมสร้างอาชีพ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล นโยบายของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่พยายามดูแลพี่น้องประชาชน

“ขอบคุณซีพีแรมเป็นอย่างมากที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนสุราษฎร์ฯ เปรียบเสมือนการทำ CSR ในพื้นที่ไปด้วย และพี่น้องประชาชนก็ได้ผลตอบรับที่ดี จากการสนับสนุนในครั้งนี้” ธีรุตม์เผยปิดท้าย

ปูม้าที่เติบโตอยู่ในระยะ Young Crab

3 ประโยชน์พลอยได้
13 ปีปล่อยลูกพันธุ์ 1.6 ล้านตัว

ในด้านผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ของประเทศ

วิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด มองการดำเนินโครงการตลอด 13 ปีที่ผ่านมา

ช่วยเพิ่มปริมาณปูม้าในทะเลไทย โดยสามารถปล่อยลูกพันธุ์ปูม้ากลับคืนสู่ระบบนิเวศ ได้มากถึง 1.6 ล้านตัว

สอดคล้องกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ขององค์กรอย่างต่อเนื่อง ตามแนวทาง Food 3S ได้แก่ ความปลอดภัยทางอาหาร (Food Safety), ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และความยั่งยืนทางอาหาร (Food Sustainability) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ

เริ่มตั้งแต่ชาวประมง, บริษัท วิยะเครป โปรดักส์ จำกัด (ผู้ส่งมอบวัตถุดิบเนื้อปู), บริษัท ซีพีแรม จำกัด (ผู้ผลิตอาหาร), ผู้บริโภค และกรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 3 (สุราษฎร์ธานี) เป็นผู้สนับสนุนความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อเพิ่มจำนวนปูม้าในทะเลไทย ให้เกิดความสมดุลและยั่งยืนต่อไปในอนาคต

กิจกรรมเก็บขยะพื้นที่บริเวณ เกาะเสร็จ

“โครงการนี้ถือกำเนิดจากแนวคิดที่ต้องการเพิ่มปริมาณปูม้าในท้องทะเลไทย ให้มีความสมดุล รักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้ให้คงความอุดมสมบูรณ์ และสมดุลระบบนิเวศในท้องทะเลไทย” กรรมการผู้จัดการแห่งซีพีแรม แง้มความคาดหวังระยะยาว

ทั้งยังเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า โครงการ ‘ปูม้ายั่งยืน คู่ทะเลไทย’ นอกจากจะต่อลมหายใจให้ปูม้าในท้องทะเลอ่าวไทยแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสังคมด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปในตัว

ด้วยความคำนึงถึงการส่งมอบคุณค่ารอบด้านให้กับสังคม ตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญา ‘3 ประโยชน์’ ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่มุ่งสร้างสรรค์ประโยชน์แก่ประเทศชาติ ประชาชน และองค์กร

“สำหรับโครงการ ‘ปูม้ายั่งยืน คู่ทะเลไทย’ ในแต่ละปีที่ผ่านมา เราปล่อยปูม้าปีละ 100,000 ตัว แต่ในครั้งนี้เราปล่อย 200,000 ตัว และมีความตั้งใจจะปล่อยเช่นนี้ตลอดไป

“เราสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนต่อผู้บริโภค เวลาเราตัดไม้ในป่า นำมาใช้งาน เราก็ต้องไปปลูกป่าทดแทน เช่นเดียวกันเวลาเรานำปูม้ามาประกอบอาหาร เราก็ต้องไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ เราพบว่าปูม้าสามารถเพาะพันธุ์ได้ แต่เพาะเลี้ยงเองไม่ได้

“เขาสามารถเติบโตเองได้ในท้องทะเล เราต้องการสร้างห่วงโซ่อุปทานของอาหาร ทำให้ผู้บริโภคปลอดภัย และชาวประมงในพื้นที่มีกิน มีใช้ มีความมั่นคงในอาชีพประมง

“เนื่องจากสัตว์ทะเลเหล่านี้ เมื่อเราจับขายก็มีแต่น้อยลงไป ถ้าเรามีระยะเวลาให้เขาเพาะพันธุ์ มีการแพร่ขยายของปูม้ามากขึ้น ก็จะช่วยสร้างสมดุลระบบนิเวศให้สมบูรณ์ได้” วิเศษเผยถึงเหตุผลของการแอ๊กชั่นในรอบนี้

ส่งต่อปูม้าเพื่อขยายพันธุ์ต่อในท้องทะเล

จับมือตัวจริง
ขยายเผ่าพันธุ์ เพิ่มประชากรในอ่าวไทย

ทำไมถึงต้องเป็น สุราษฎร์ธานี ?

วิเศษเผยถึงสาเหตุของการเลือกจังหวัดนี้ด้วยว่า เพราะเป็นพื้นที่ที่มีความแข็งแกร่ง มีศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 3 (สุราษฎร์ธานี) ที่เชี่ยวชาญและเก่งด้านปูม้าอย่างมาก

ก่อเกิดเป็นความร่วมแรงร่วมใจกัน ทำเพื่อทะเลไทย

“ย้อนไปตอนริเริ่มโครงการ ก็คิดกันว่าเราจะปล่อยปูม้าสู่ท้องทะเลปีละเท่าไหร่กันดี ก็ต้องดูศักยภาพที่เราเพาะพันธุ์ปูม้าได้มากที่สุด ณ เวลานั้นของศูนย์วิจัยฯ เขต 3 ซึ่งให้เขาทำเต็มที่ 100,000 ตัว วันนี้ศักยภาพดีขึ้นเรื่อยๆ เราก็ปล่อยมากขึ้น ตราบใดที่มองเห็นว่ายังมีโอกาสปล่อยมากขึ้น เราก็จะปล่อยมากขึ้น”

ส่วนเรื่องการขยายพันธุ์ของปูม้าในท้องทะเลนั้น กรรมการผู้จัดการซีพีแรมบอกว่า ถ้าตัวไหนโตแล้วไม่ได้ขยายพันธุ์ ตัวนั้นก็จะเป็นอาหาร แต่ถ้าปูม้าตัวนั้นเป็นตัวขยายพันธุ์ จะสามารถออกลูกได้เป็นล้านตัว ซึ่งก็จะสร้างความอุดมสมบูรณ์ในกับระบบนิเวศท้องทะเลมากขึ้น

“เกิดตัวใหม่ขึ้น ก็ขยายพันธุ์มากขึ้น ก็อุดมสมบูรณ์มากขึ้น” เป็นภาพที่วาดหวังว่าอยากเห็น

ข้าวกล่องซีพีแรม เมนูข้าวผัดปู

อ่าวพุมเรียง หล่อเลี้ยงชาวบ้าน
กว่าจะมาเป็น ‘ข้าวผัดปู’ เนื้อหวานฉ่ำ

“สินค้าอาหารที่เราใช้วัตถุดิบจากปู เด่นดังที่สุดคือ ‘ข้าวผัดปู’ ก็มาจากบริเวณพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ความโดดเด่นของปูม้าที่นี้ คือเนื้อหวานฉ่ำ อร่อยกว่าในพื้นที่อื่น ส่วนอาหารทะเลอื่นๆ ก็จะมีกุ้งทะเลต่างๆ ที่นำมาเป็นวัตถุดิบ” เอ็มดีแห่งซีพีแรมเผย

ไม่แปลกใจเลย ที่เนื้อสัมผัสมีความหวานเด้งสุดสุด

สอดรับกับชีวิตของ จรินทร์ เฉยเชยชม ชาวประมงในพื้นที่ บอกเลยว่าทุกวันนี้อยู่ดีกินดีขึ้นมาก วัดได้จากปริมาณของ ‘เรือ’ อุปกรณ์ทำมาหากิน ที่เพิ่มขึ้นตามรายได้

มองว่าบริเวณอ่าวพุมเรียงแห่งนี้ สามารถหล่อเลี้ยงชาวบ้านบริเวณโดยรอบได้

อาหารสำเร็จรูปซีพีแรม จำหน่ายในเซเว่นอีเลฟเว่น

“ดีใจที่ชุมชนบ้านพุมเรียงของเรา มีผู้เข้ามาซัพพอร์ตมากขึ้น เมื่อก่อนเรามีเรือจับสัตว์ทะเลแค่ 10 ลำ ตอนนี้เรามีเป็น 100 ลำ และทรัพยากรก็เพิ่มมากขึ้น คนไหนที่ตกงานมาก็สามารถมาออกทะเลได้”

ในสายตาของชาวประมงผู้นี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ความยั่งยืน’ เพราะเมื่อปูเพิ่มขึ้น คนจับก็มากขึ้นไปด้วย

“สิ่งที่ผมต้องการก็คือ อยากให้ทำไปเรื่อยๆ เพราะทรัพยากรไม่รอฤดูกาล อย่าทำปีต่อปี ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ต้องพยายามผลักดันหลักสูตรท้องถิ่นให้เด็กๆ ได้เรียนรู้การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน การต่อยอดกับเด็ก ต้องทำอย่างไร

เพื่อให้เด็กรู้ว่า อ่าวพุมเรียงมีประโยชน์อย่างไรต่อชุมชน เลี้ยงปู่ ย่า ตา ยายของเรามาตั้งแต่เด็กๆ”

คือเสียงรีเควสจากชาวตังเกในพื้นที่ ไม่อยากให้หยุดสานต่อความสำเร็จจากภารกิจนี้

ด้วยเห็นผลลัพธ์เป็นที่ประจักษ์ เพราะใส่ใจธรรมชาติจึงได้รับกลับคืน