‘แม่รักหนูนะ’คาถาสยบแมว10ทิศ
สพญ.วิภาวดี ปฐมรพีพงศ์
ผู้ชุบชีวิต‘แมวส้มสตง’จนสตรอง
‘แมวส้มเก้าชีวิต’ รอดหวิดอย่างปาฏิหาริย์
จากเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ มูลค่า 2,100 ล้านบาท ที่กำลังก่อสร้าง กลับถล่มลงมาด้วยเงื่อนงำปริศนา ทั้งที่อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว ประเทศเมียนมา ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร?
ไม่มีใครทราบแน่ขัดว่า ‘น้องแมวส้ม’ นอนจมใต้เศษซากเหล็กและปูนมาตั้งแต่วันแรกที่ตึกถล่มหรือไม่ ทว่า สุนัข K9 หรือ ‘นารี’ ได้พบลูกแมวตัวนี้ที่ส่งเสียงร้องออกมาจากรอยต่อโซนเอ-บี ในคืนวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา
‘ทุกชีวิตย่อมมีค่า’ เมื่อค้นพบสัญญาณชีพ ทีมสัตวแพทย์อาสาก็พุ่งเข้ามาดูแลอย่างเต็มที่
ลูกแมว 3 ตัวที่รอดชีวิตก่อนหน้านี้ ได้ย้ายเข้าไปอยู่บ้านอุ่นรักหลังใหม่ ถูกผู้ใหญ่ใจดีขออุปการะเลี้ยงดูไปแล้วเรียบร้อย

เหลือเพียงเจ้า ‘แมวส้ม’ ที่ถูกค้นพบล่าสุดในสภาพหิวโซ ผอมแห้งเห็นกระดูก จนถูกส่งให้มารักษาภายใต้การดูแลของ สพญ.วิภาวดี ปฐมรพีพงศ์ หรือแม่หมอวิภา แห่งวิภาวดีสัตวแพทย์ เจ้าของคลินิกรักษาสัตว์ชื่อดังย่านประชานิเวศน์ กรุงเทพฯ
“คืนวันที่ 6 เมษายน ก็มีน้องๆ มาบอกว่ามีแมวจากกู้ภัยมาส่ง น้องตัวผอมมาก เป็นน้องแมวตัวเมียสีส้ม อายุประมาณ 2 เดือน ร้องจนเสียงแหบเลย ต้องให้น้ำเกลือและกลูโคส” แม่หมอวิภา ผู้อยู่ในเหตุการณ์คืนนั้นเล่า
หลังจากหารือกันแล้วว่าจะเอาอย่างไรกันต่อ? ก็ได้ข้อสรุปว่า จะพาน้องแมวส้มมาเข้าโครงการ ‘แมวรอรัก’ ที่ทุ่มเททำหน้าที่นี้มานานกว่า 25 ปี โดยระหว่างนั้นก็จะโฟกัสรักษาโรค แล้วจึงคัดสรรบ้านที่ดีสุดให้น้องด้วยตัวเอง
หลังจากข่าวทุกสำนักได้เผยแพร่ออกไป ทำให้น้องแมวส้มเฉิดฉายกลายเป็นไวรัลในออนไลน์ชั่วข้ามคืน
ด้วยความขี้อ้อน จนเหล่าพ่อแม่แมวคอยเฝ้าไลฟ์อัพเดตอาการ พร้อมกับช่วยตั้งชื่อให้น้องกันครึกโครม ไม่ว่าจะเป็นน้องริกเตอร์ เอิร์ธเควก เนตรนารี นีรา ปูน บุญรอด ส้มรอด สตง.
สุดท้าย แม่หมอวิภาเคาะชื่อที่ว่า ‘น้องสตง’ ออกเสียง สะ-ตง อันมาจากความแข็งแกร่งหรือสตรอง (Strong) ‘ก็เด็กมันแกร่ง มันแข็ง’ จนผ่านเหตุการณ์รุนแรงขนาดนั้นมาได้
ก่อนเปิดใจอีกว่า มีแต่คนเชียร์ให้เลี้ยงสตง เพราะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ได้

“เราบอกตั้งแต่วันแรกแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม จะไม่เลี้ยงสตง ถึงเขาจะดังแค่ไหน หรือ ดังไปต่างประเทศ ก็ไม่เลี้ยง เพราะเรายึดมั่นในสัจจะวาจา ที่เคยบอกว่าเราจะหาบ้านใหม่ที่ดีที่สุดให้น้อง” แม่หมอยื่นยันอย่างหนักแน่น
ถ้อยคำนั้นดังกังวานในหัวใจ ฉายให้เห็นอุดมการณ์ของหัวหอกผู้รันโครงการ ‘แมวรอรัก’ ด้วยสปิริตเต็มร้อย อยากเห็นสัตว์จรได้เจอบ้านใหม่ อันเป็นบ้านถาวรหลังสุดท้าย ที่จะเปลี่ยนโลกทั้งใบของหมาแมวจรทั้งหลายให้อบอุ่น ไปด้วย ‘รัก’
นับจากนี้ คือ บทสนทนาอันลึกซึ้ง ที่จะพาขุดลึกลงไปในเบื้องลึกหัวใจของ ‘แม่หมอวิภา’ จนบางเรื่องที่ถ่ายทอดออกมา ก็ทำให้กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ เพราะมันคือเบื้องหลังแพชชั่นและตัวตน กว่าจะมาเป็น ‘แม่แมวทุกสถาบัน’ ที่เราเห็นอย่างในทุกวันนี้

⦁ จุดเริ่มต้นของความรักสัตว์เกิดขึ้นตอนไหน สัตว์ตัวแรกที่มีโอกาสได้เลี้ยง คือตัวอะไร?
ตอนเด็กสัตว์เลี้ยงที่เรามีคือ แมว เป็ด และควายเผือก พ่อกับแม่อยากให้เราเลี้ยงควายเผือกเพราะอยากให้มีความรับผิดชอบ ที่บ้านมีพี่น้อง 4 คน ก็จะแบ่งหน้าที่กันว่า พี่คนโตรับผิดชอบควายดำ พี่คนรองทำแบบนี้ และเราเป็นลูกคนที่ 3 ก็มีหน้าที่ดูแลควายเผือก ความรักสัตว์ของเรามันเลยมีมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ก่อนเข้าโรงเรียน
‘ควายเผือก’ เขามีความผิดปกติของยีนส์ ตัว-สีชมพู ขน-สีขาว ตา-สีฟ้า หายาก และเป็นสัตว์ที่รู้ภาษามาก เวลาเลี้ยงเขาจะพาเราไป ไม่ใช่เราพาเขาไปนะ (ยิ้ม) เรามีหน้าที่แค่อยู่บนหลังเขา นอนหลับบนหลังได้เลย เพราะเขาจะเดินอย่างนุ่มนวลพาเรากลับบ้าน แบบไม่ทำให้เราตก ถือว่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่เราผูกพันมากที่สุด…

⦁ การได้เลี้ยงควายเผือกตัวนั้น มันเปลี่ยนชีวิตเราไปอย่างไร?
พอช่วงมัธยม เราไปเรียนที่โรงเรียนประจำจังหวัดสุรินทร์ พอได้กลับบ้าน เราก็ถามว่าทำไมไม่เห็นเผือก (ควายเผือก) เลย เผือกไปไหน? พ่อบอกว่าเราต้องขายเผือก เพราะว่ามันแก่แล้วก็ป่วยด้วย ไม่มีใครรักษาเผือกได้ เหมือนขายไปโรงฆ่าสัตว์ เพราะต่างจังหวัดเขาเลี้ยงสัตว์ไว้ใช้งาน วันหนึ่งที่มันป่วย ไม่ไหวแล้ว ก็ต้องขายทิ้งไป
มันทำให้เราเสียใจ จุดนี้ทำให้เราอยากเป็นสัตวแพทย์ และอยากรักษาสัตว์ เพราะต่างจังหวัดไม่มีสัตวแพทย์ที่คอยดูแลพวกสัตว์ที่ป่วย แพชชั่นของเรามันเลยมาจาก ‘เผือก’ เราตั้งใจแค่ว่า ถ้ามีโอกาสกลับไปตอนนั้น เราอาจจะได้ช่วยชีวิตสัตว์ตัวอื่นที่เขาไม่มีหมอรักษาก็ได้ (สะอื้นไห้)

⦁ หลังจากนั้นมันทำให้ภาพชัดขึ้นเลยไหมว่า ต้องทุ่มเทเพื่อเรียนสัตวแพทย์ให้ได้?
เราเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียน เรียนเก่งที่สุดในชั้น แต่ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่าเรียนไปแล้วจะทำอะไร แต่เผือกทำให้เราอยากเป็นสัตวแพทย์ เราแค่รู้สึกว่าอย่างอื่นคนเป็นได้เยอะแล้ว อย่างเวลาคนป่วยก็ไปหาหมอคนได้ แต่สัตว์มันไม่สามารถบอกได้ว่า เขาเจ็บป่วย เราเลยรู้สึกว่าต้องตั้งใจเรียนและสอบสัตวแพทย์ให้ได้
เราเป็นเด็กที่ชอบอ่านหนังสือมาก วางแผนตีตารางอ่านหนังสือตั้งแต่ 2 ทุ่ม ถึงเที่ยงคืนทุกวัน พอตอน ม.5 จะมีสอบ Pre-Entrance มันก็เป็นช่วงที่เรารู้แล้วว่า ตัวเองอยากจะทำอะไร ก็ลองสอบ จนสุดท้ายได้เข้าคณะสัตวแพทย์ ม.ขอนแก่น
⦁ จุดไหนที่ทำให้หันมาเริ่มต้นสนใจทำงานอาสา?
พอเข้าไปเรียนมหา’ลัย ในคณะเขาก็จะรับนักศึกษาปี 2 ไปทำกิจกรรม เราก็เข้าไปอยู่ทุกชมรม จนเรียนจบเลย เช่น ชุมนุมป้องกันและต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) ทั้งไปออกค่ายต่างจังหวัด ไปทุกปี สุดท้ายก็กลายมาเป็นรุ่นพี่ที่ทำค่ายให้กับน้องๆ

⦁ พอเรียนจบ ได้ทำงานเต็มตัว มันเป็นเหมือนที่วาดฝันไว้ไหม?
ช่วงกำลังเรียนจบ หมอการุณ ชัยวงศ์โรจน์ ประกาศไปทางรุ่นพี่เราว่า อยากเปิดคลินิกนะ มาช่วยหน่อย ซึ่งตอนนั้นก็เป็นการตั้งร้าน Pet Shop ที่ไม่มีอะไรเลย จนเรามาเซตติ้งให้เขาทุกอย่าง เริ่มตั้งแต่ศูนย์ เหมือนกับต้องเซตว่าการจะทำคลินิกเล็กๆ ต้องมีอะไรบ้าง ก็เข้ามาทำระบบให้เหมือนกับร้านตัวเอง ซึ่งก็คือที่นี่เลย (ร้านเดิมก่อนมาเป็นวิภาวดีสัตวแพทย์ในปัจจุบัน) มันเป็นแพชชั่นที่เราอยากจะรักษาสัตว์ป่วย
⦁ ความยากของการทำงานตอนนั้นคืออะไร?
ภายใต้การทำงานของนายจ้าง-ลูกจ้าง มันจะมีบางอย่างที่เราไม่สามารถทำได้ เช่น เราไม่สามารถรักษาฟรีได้ ไม่สามารถลดค่ารักษาให้แมวบางตัวที่มันน่าสงสารได้ เพราะด้วยมุมของหัวหน้า ที่เขาเป็นเจ้าของกิจการต้องมองในมุมต้นทุน ซึ่งเขาก็ไม่ผิด แต่เรายังมีไฟก็อยากทำนู่นนี่
สุดท้ายก็เลยบอกเจ้านายตรงๆ ว่าเราคิดกันคนละอย่างกัน ซึ่งเขาก็ โอเค ‘ถ้าเอ็งจะลาออก พี่ก็ทำอะไรไม่เป็นแล้ว เอ็งเซ้งไปเลย’ ก็คือซื้อกิจการต่อจากเขา เปลี่ยนชื่อผู้เช่า โอนทุกอย่างมาเป็นของเรา เจ้านายเมตตามาก เขาให้เราเซ้งหมดเลย

⦁ คิดว่าตอนนั้นเจ้านายเห็นอะไรในตัวเรา?
เราเริ่มกันมาตั้งแต่ศูนย์ ไม่เคยทำอะไรให้เขารู้สึกไม่ดี เรื่องเงินเราก็ไม่แตะ ไม่เคยมีปัญหา เขาก็น่าจะเห็นแพชชั่นการทำงานของเราว่า ‘เออ เอ็งเป็นคนดี เอ็งเอาไปเลย’ เขาพูดคำนี้เลย เราเลยเป็นเจ้าของหลังจากที่เป็นลูกจ้างเขามา 8 ปี
⦁ พอเป็นเจ้าของกิจการแล้ว การทำงานเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง?
เราสามารถวางแผนทำนู่นนี่ได้ตามที่เราอยากทำ จนรู้สึกว่า หูย! เสียดายจังเลย เราน่าจะคิดได้ตั้งนานแล้วที่จะทำแบบนี้ คือพอเราเป็นเจ้าของกิจการ ทำให้เราได้ทำโปรเจ็กต์หลายอย่างที่อยากจะทำ
⦁ แล้วจุดไหนที่ทำให้อินกับการช่วยแมวจร?
มันเริ่มต้นมาจากที่เราได้เลี้ยงแมวตัวแรก เดิมเขาชื่อ ‘มิวมิว’ เพื่อนมาบอกเราว่ามีแมวที่กำลังจะถูกทิ้ง เจ้าของเขาจะไปเมืองนอก เอาไปด้วยไม่ได้ เธอจะรับเลี้ยงไหม ตอนนั้นเราก็โตแล้ว มีงานมีเงินเดือน ก็ค่อนข้างพร้อม ก็เลยบอกว่า เออได้สิ แต่พอเอามาแล้วมันไม่ใช่คำว่า เอาไปต่างประเทศด้วยไม่ได้ มันเป็นแมวที่เจ้าของไม่อยากจะรักษา เรียกได้ว่าเป็นแมวเปอร์เซียที่ขี้เหล่ที่สุด เป็นทุกโรคที่จะเป็นได้ เขาเป็นเชื้อรา หวัด มีขี้ตา เป็นขี้เรื้อน ท้องเสีย ถ่ายเหลว และขนกะหร็อมกะแหร็ม
พอเห็น ‘ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราเลี้ยงเอง’ คือเรารู้แล้วว่าเจ้าของเขาแค่ไม่อยากรักษา เพราะต้องใช้เงินเยอะ คือสภาพมันพร้อมจะเสียชีวิตแล้ว ตอนที่เห็นต้องหันไปมองหน้ากับผู้ช่วย พูดได้คำเดียวว่า ‘โห! น่าสงสารจังเลยลูก’

⦁ ผ่านช่วงยากลำบากนั้นมาได้อย่างไร?
เราคุยกับเขาว่า แม่จะตั้งชื่อให้หนูใหม่นะ ให้ชื่อว่า ‘ทอมแคท (Tom Cat)’ ซึ่งแปลว่า แมวตัวผู้ที่หล่อที่สุด เสร็จแล้วก็บอกเขาว่า ‘ถ้าหนูอยากมีชีวิตอยู่ อยากรอด หนูต้องหายนะ’ จนมีคำพูดที่ติดปากจนถึงทุกวันนี้ ที่คนมักจะได้ยินกันที่ว่า ‘แม่รักหนูนะ’ มันเป็นคำที่พูดกับเขาเป็นคนแรก (น้ำตาคลออีกครั้ง)
มันเหมือนเป็นคำที่สะกดจิตแมวทุกตัว ให้เขารับรู้ความรักของเรา แล้วก็จะสอนแฟนเพจทุกคน ไม่ว่าจะเจอแมวดื้อ ดุ ไม่เชื่อฟัง ซนมากๆ ถ้าเราต้องการให้เขารู้ว่าเรารักเขา ก็ให้มองตา แล้วก็ลูบ บอกกับเขาว่า ‘แม่รักหนูนะ’ แมวจะรับรู้ด้วยน้ำเสียง คำพูด และการกระทำของเรา
⦁ กลายเป็นว่าการรับเลี้ยงแมวครั้งนั้น ก็เปลี่ยนชีวิตเราไปด้วยเหมือนกัน?
เราเป็นมนุษย์แมว อยู่แล้ว ยิ่งพอได้เลี้ยงทอมแคท มันเลยเป็นแพชชั่นอยากจะช่วยแมวที่ถูกทิ้ง เจ้าของไม่สนใจ ถูกทารุณกรรม ให้ได้รับความรักจากคนอื่น ส่งต่อไปยังบ้านใหม่ถาวร ด้วยสุขภาพร่างกายและจิตที่ดี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
แล้วจะชอบใช้คำทิ้งท้ายในทุกโพสต์สำหรับ ‘แมวรอรัก’ ว่า การช่วยชีวิตหมาแมวจรหนึ่งตัวให้มีชีวิตอยู่ต่อ หาบ้านถาวรให้ คุณเปลี่ยนแปลงโลกไม่ได้หรอก แต่โลกของแมวหมาตัวนั้นมันเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเพราะคุณ แล้วชีวิตเราในฐานะคนที่เลี้ยงก็เปลี่ยนแปลงได้ด้วยความรัก

⦁ โครงการ ‘สัตวแพทย์อาสาทำดี’ จึงเกิดขึ้นมาเพื่อการนี้?
งานสัตวแพทย์อาสาทำดีครั้งแรก เริ่มจากเรามีรุ่นพี่ที่สนิทกัน สพญ.อารยาพร มคธเพศ หรือ อาจารย์หมอกระจิบ เราเคยฝึกงานกับแก ซึ่งเรารักกันมาก พร้อมจะไปด้วยกันทุกงานไม่ว่าจะขึ้นเขาหรือลงทะเล เขามาถามเราว่าจะไปด้วยกันไหม มีฝรั่งขอความช่วยเหลืออยากให้ไปทำหมัน ฉีดวัคซีนให้สัตว์จรจัดที่อยู่บนเกาะกูด จ.ตราด
เราก็ทำเหมือนทำค่ายเลย คือเงินที่เราหามาได้จากการระดมทุนบัญชีสัตวแพทย์อาสาทำดี ก็ใช้กับโครงการทั้งหมด ไม่ได้เอาเงินตรงนั้นมาเบิกเป็นค่ารถ ค่าอาหารเลย ทุกคนออกเงินของตัวเองในส่วนนี้ทั้งหมด พอเริ่มครั้งที่หนึ่งแล้ว ก็เกิดครั้งที่ 2-5 ต่อมา
⦁ ในภารกิจค้นหาผู้สูญหายตึก สตง.ถล่ม ทีมสัตวแพทย์อาสาได้ยื่นมือเข้าไปช่วยอย่างไรบ้าง?
เรามีหน้าที่ปฐมพยาบาล ดูแลสุนัข K9 ที่ออกไปปฏิบัติการ ไม่ให้เกิดภาวะฮีตสโตรก ทำแผล ตรวจหู-ตา วัดอุณหภูมิ วัดไข้ ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นการปฏิบัติงานที่ซับซ้อน หรือใช้เครื่องมือมากมาย แต่จะวุ่นตรงที่เราไม่เคยรับมือกับเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน หน่วยงานเกี่ยวกับสัตวแพทย์เขาจึงมาขอใช้ช่องทางของ สัตวแพทย์อาสาทำดี ในการขอความช่วยเหลือ หรือกระจายข่าว เราซึ่งเป็นหัวหน้าทีมอยู่แล้ว ก็เลยได้เข้าไปช่วยในภารกิจ

⦁โมเมนต์เจอแมวที่รอดชีวิต?
ปกติแล้วหลังจากเลิกงาน เราก็จะไปช่วยให้กำลังใจน้อง ไปส่งเวชภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งวันนั้นเป็นคืนวันที่ 6 เมษายน ก็มีน้องๆ มาบอกว่ามีแมวจากกู้ภัยมาส่ง เขาก็ตรวจร่างกายปฐมพยาบาลเบื้องต้นไว้หมดแล้ว แต่น้องตัวผอมมาก เป็นตัวเมีย สีส้ม ร้องจนเสียงแหบเลย ต้องให้น้ำเกลือไปเบื้องต้น
แล้วเราก็ถามว่า จะเอาอย่างไรต่อ? เพราะต้องถามขั้นตอนทำงานให้จนจบ เขาก็บอกว่ามีสัตวแพทย์จากโรงพยาบาลหนึ่ง จะช่วยในเรื่องของการรักษาพยาบาล แต่ว่าการหาบ้านให้น้องอาจจะยาก เราเลยบอกว่า มีโครงการแมวรอรักอยู่แล้ว ก็ขอรับแมวส้มตัวนี้มาตรวจโรค ถ้าป่วยก็จะรักษาให้หมดเลย แล้วจะคัดบ้านที่ดีสุดให้น้องเอง
⦁ กลายเป็นว่าแมวส้มตัวนั้น ทำให้ดังเปรี้ยงขึ้นมาในโลกออนไลน์เลยไหม?
ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าแมวส้มตัวนี้จะไวรัล เพราะเราคิดในมุมของเราว่า อยากหาบ้านให้ มันเป็นขั้นตอนการทำงานของเราอยู่แล้ว เราแค่ช่วยประกาศให้ทุกคนว่า เห้ย! มันมีแมวนะ เดี๋ยวเราดูแล ถ้าใครอยากได้ก็เข้ามาสัมภาษณ์ตามขั้นตอนของเรา ซึ่งทำกันมานานแล้ว
⦁ วันแรกที่พากลับมาดูแล น้องมีอาการอย่างไรบ้าง?
ตอนที่เราเอาน้องกลับมาดูแลที่คลินิก ก็เอาน้ำ-อาหารให้เขากิน จะมีเสียงกิน ง้ามๆๆๆๆ ตลอด เหมือนเขาหิวมาก แต่หลังจากนั้นเขาก็ไม่มีเสียงแบบนี้อีกเลย มันเหมือนเขาได้จนอิ่ม
⦁ ชาวเน็ตช่วยกันเสนอชื่อเข้ามาเยอะมาก ทำไมถึงเคาะชื่อนี้?
ทุกคนก็จะช่วยตั้งชื่อเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น ‘บุญรอด’ หรือ ‘โชคดี’ ต่างๆ มันมีเยอะมาก แต่ว่าในใจของเราก็คิดว่า หึ้ม! จะตั้งว่า สตง. ไม่ได้! แต่เราเห็นว่าเด็กมันแกร่งว่ะ มันแข็งอะ แต่ว่าภาษาไทยมันรวมกันหลายอย่างไม่ได้ จะตั้งเป็น ‘เก่งกล้าแข็งแรง’ มันก็ไม่ได้ เพราะน้องเป็นผู้หญิง
เห้ย! คำว่า ‘สตรอง’ (Strong) มันบอกเรื่องราวได้ครบเลย แต่พอจะเรียกคำนี้มันก็ยาก คือใครที่ติดตามเพจจะรู้ว่า มักจะมีกิมมิคในการตั้งชื่อเสมอ เหมือนแม่ชื่อ ด๊ำดำ ลูกจะชื่อ ดู๊ดู ดี๊ดี จะเป็นครอบครัว ดำ ดู ดี อะไรอย่างนี้ แล้วพอได้คำว่า Strong มันเรียกยาก ก็เลยตัดตัว ‘r’ ออก กลายเป็นออกเสียงว่า (สะ-ตง) เหมือนภาษาฝรั่งเศสอะไรอย่างงี้ ชื่อเล่นก็เรียกเป็น ‘ต่งต๊ง’ (หัวเราะ)

⦁ รับมือกับดราม่าอย่างไร ที่คนบอกว่ามันคล้ายกับชื่อหน่วยงาน ‘สตง.’?
เราไม่ซีเรียสนะ เพราะทุกคนมีสิทธิคิด แล้วมันเป็นแค่ชื่อชั่วคราว ถ้าได้เจ้าของเมื่อไหร่ ก็ให้เขาไปเปลี่ยนเองตามใจเลย เราก็ไม่ได้สนใจเลยที่คนเขาบอกว่า อัปมงคล ตั้งมาได้อย่างไร เราจะไม่เปลี่ยน เพราะมันก็มีสตอรี่ของมัน แล้วเราก็ตั้งใจแล้วที่จะให้เป็นชื่อแรก
⦁ คิดว่าคนที่จะมารับเลี้ยงน้องๆ ควรต้องมีมายด์เซตอย่างไร?
สมัยนี้เขาไม่ได้เลี้ยงสัตว์เพื่อใช้ประโยชน์เหมือนสมัยก่อน เช่น เลี้ยงหมาไว้เฝ้าบ้าน เลี้ยงแมวไว้จับหนู แทบไม่มีแล้วนะ เขารับเพื่อเป็นสมาชิกในบ้าน แล้วก็รับเลี้ยงไปเป็น Pet Therapy หมายถึง สัตว์เลี้ยงมาช่วยบำบัดความหงา ความเศร้า หรือแม้กระทั่งคอยรับฟังความทุกข์ของเรา
มันทำให้เราเห็นว่า บางครั้งแม้แต่อาหาร หรือยา คนจะนึกถึงหมา แมว ก่อนที่จะนึกถึงตัวเองด้วยซ้ำ ยิ่งทำให้เรายิ่งต้องคัดเลือกคนที่จะมารับลูกเรา แม้ว่าทุกตัวมาจากข้างถนน ถูกทารุณมา ขี้เหล่ ติดโรคมา แต่สุดท้ายเราใช้มาตรฐานเดียวกันในการคัดคน เพื่อให้เป็นบ้านสุดท้ายของเขา ไม่ให้เขาถูกทิ้งหมาแมวจรอีก
⦁ เกณฑ์ในการคัดเลือก?
เรื่องที่อยู่อาศัย ต้องไม่ใช่ที่เช่า หมายถึงไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง โอเค เช่าคอนโดได้ แต่ก็ต้องดูว่าคอนโดระดับไหน ทำงานอะไร ครอบครัวมีกี่คน เคยเลี้ยงสัตว์ไหม ทัศนคติในการเลี้ยงดูเป็นอย่างไร
ไม่ใช้ว่าอยากได้ไปเลี้ยง ก็จะได้เลย ต่อให้อยากเลี้ยงแมวที่สวยมากกกก (ลากเสียง) คนที่รวยที่สุดก็ไม่ได้ มีเงินซื้อก็ไม่ได้ แต่ถ้าคุณสัมภาษณ์ผ่าน แมวสวยแค่ไหน เราก็ให้

⦁ เคยแอบคิดว่าอยากเก็บ ‘น้องสตง’ ไว้เลี้ยงเองบ้างไหม?
มันมีแต่คนเชียร์ให้เลี้ยงสตง เพราะมันดัง เป็นอินฟลูเอนเซอร์ได้ มันเรียกแขก แล้วมีแต่คนอยากเห็น แต่เราบอกตั้งแต่วันแรกแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม จะไม่เลี้ยงสตง ถึงเขาจะดังแค่ไหน หรือ ดังไปต่างประเทศ ก็ไม่เลี้ยง เพราะเรายึดมั่นในสัจจะวาจาที่เคยบอกว่า เราจะหาบ้านใหม่ที่ดีที่สุดให้น้อง
ถามว่า เลี้ยงสตงเพิ่มอีกตัวหนึ่งได้ไหม ‘เลี้ยงได้’ แต่ทำไมเราต้องเลี้ยง? ในเมื่อเราหาบ้านที่ดีกว่าให้น้องได้ ให้คนที่มีเงิน มีเวลา พร้อมกว่าเราได้ดูแล ถึงเราจะรักเขา แต่มันเป็นความรักจากการให้ มันคือสิ่งที่แฮปปี้ที่สุดแล้ว
⦁ แล้วการมีสัตว์เลี้ยง มีความหมายต่อตัวเราอย่างไร?
เราไม่ได้มีครอบครัว ไม่ได้แต่งงาน แต่เรามองเขาคือ ลูก เขาทำให้เรามีความสุขนะ เอาง่ายๆ มันเหมือนแบตเตอรี่ไว้คอยชาร์จให้เรามีความสุข และไปต่อได้
⦁ อยากบอกอะไรกับคนที่อยากจะเริ่มเลี้ยงสัตว์?
ถ้าคุณอยากเลี้ยงสัตว์ 1 ชีวิต คุณต้องคิดดีๆ ก่อนว่าพร้อมที่จะดูแลเขาไปตลอดชีวิตไหม? ถ้าคุณไม่พร้อม อย่าเลี้ยง และถ้าคุณไม่มีความเป็นมนุษย์ อย่าซื้อสัตว์มาเลี้ยง สัตว์มันมีชีวิต มีความรู้สึก เขามีเราเป็นเจ้าของ เขามีเราคนเดียวตลอดชีวิตแค่นั้น
⦁ คิดอย่างไรกับนโยบายของ กทม.ที่กำลังดูแลเรื่องสัตว์จร กันอย่างจริงจังมากขึ้น?
มันเหมือนกับความวูบวาบ เพราะว่ามันเป็นจิ๊กซอว์ทีละชิ้น ซึ่งมันเป็นไปตามนโยบายของผู้ว่าฯแต่ละยุค จริงๆ ตอนนี้ก็เป็นแนวโน้มที่ดี แต่อาจจะไม่ได้ต่อเนื่อง ถ้ามีการเปลี่ยนทีมผู้บริหารไป มันก็อาจจะไม่คอมพลีต แต่ว่าการเริ่มต้นย่อมดีเสมอ (ยิ้ม)
⦁ วางสเต็ปต่อไปของตัวเองไว้อย่างไร?
ทุกวันนี้เราอยากช่วยหมาแมว แต่เรามีกำลังไม่พอที่จะช่วยเหลือพวกเขาทุกตัวได้ มันเลยเหมือนกับว่า ‘สุข แต่ไม่สุด’ ในอนาคตก็มีโปรเจ็กต์ที่จะทำให้ชัดขึ้น แต่ก็ยังไม่รู้จะไปหาทุนที่ไหน เราก็อยากให้มีพันธมิตรเข้ามาร่วม โดยที่เราไม่ยุ่งเรื่องเงินเลยก็ได้ ซื้อยาให้เราหน่อย เราจะได้ช่วยรันโปรเจ็กต์ ไปช่วยสัตว์ให้ได้เยอะขึ้น
เราเรียกตัวเองว่า ‘แม่แมวทุกสถาบัน’ เราไม่กลัวแมวนะ เรารักแมวมาก จะพูดกับแมวว่า เธออย่ามาดื้อนะ ฉันรู้จักพฤติกรรมแมวทุกอย่าง ไม่ว่าจะดื้อจะซนจากไหน ฉันเจอแมวมาเยอะแล้ว ทุกรุ่น ทุกเพศ ทุกวัยฉันดีลได้ มันเหมือนจิ๊กโก๋เนอะ (หัวเราะ)

ทุกวันนี้สิ่งที่ทำคือการทำสนองนีด (ความต้องการ) ตัวเอง พอมีคนเอาแมวมาให้เราช่วย ได้พาน้องไปส่งบ้านใหม่ เรากลับได้สัมผัสถึงความสุขตรงนั้น มันดีพมาก มันมีความสุข
ภูษิต ภูมีคำ – เรื่อง
วรพงษ์ เจริญผล – ภาพ

