
21 เมษา ‘สถาปนากรุงเทพฯ’
จากแรกตั้ง ไม่ถึง 2 แสน
สู่ประชากร 5.4 ล้าน
เขมร ลาว มอญ (ยัง) ร่วมสร้าง
21 เมษายน พุทธศักราช 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จักรี ทรงสถาปนา ‘กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์’ ขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งสยามประเทศ
ในยุคแรกตั้งมีประชากรไม่ถึง 2 แสนคน
เขมร ลาว มอญ และกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ถูกเกณฑ์มาร่วมก่อร่างสร้างเมือง
กำแพง คูคลอง บ้านช่อง มาจากแรงงานของผู้คนหลากหลาย
243 ปีต่อมา เมื่อพุทธศักราช 2568 ประชากรกรุงเทพฯมีถึง 5.4 ล้านคน
แรงงานข้ามชาติยังคงเป็นส่วนสำคัญยิ่งของโครงสร้างพื้นฐาน ถนนหนทาง รถไฟฟ้า ตึกรามบ้านช่อง และอาคารสูงเสียดฟ้าในมหานครแห่งนี้
รวมถึงตึก สตง. ที่ถล่มลงมาทับร่างจนแหลกแหลว
ในไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ ตั้งแต่อดีตกาลสู่ยุคร่วมสมัย ล้วนประกอบสร้างขึ้นจากหยาดเหงื่อ ทุกข์สุข รอยยิ้มและคราบน้ำตาของผู้คนหลากหลาย ทั้งชาติพันธุ์และชนชั้น
จากยุคกฎหมายตราสามดวง สู่รัฐธรรมนูญ 2560
จาก พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 ที่ผู้บริหาร กทม.ในยุค ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผลักดันแก้ไขหลังใช้มายาวนานถึง 40 ปีเต็ม จนเข้าข่ายล้าหลังจากบริบทสังคมปัจจุบัน

หลังตั้งกรุงเทพฯ 73 ปี
ประชากรทั่วสยาม ‘ไม่เกิน 5 ล้าน’
ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 2 ศตวรรษก่อน ยังไม่มีบันทึกชัดเจนว่าคนกรุงเทพฯมีจำนวนเท่าไหร่
ทว่า สามารถคำนวณจากตัวเลขประมาณการของ เซอร์ จอห์น เบาว์ริ่ง ขุนนางชาวอังกฤษ ที่เข้ามายังบางกอกในสมัยรัชกาลที่ 4 หลังตั้งกรุงเทพฯ 73 ปี ว่า จำนวนประชากรทั่วทั้งพระราชอาณาจักรสยามมีไม่เกิน 5 ล้านคน เป็นประชากรของกรุงเทพฯไม่เกิน 3 แสนคน โดยการอ้างอิง แล้วคำนวณจากข้อมูลที่มีผู้บันทึกไว้ก่อนหน้าอย่าง ลาลูแบร์ และสังฆราชปัลเลอกัวซ์
จากตัวเลขข้างต้น สุจิตต์ วงษ์เทศ เจ้าของผลงานพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก อย่าง ‘กรุงเทพฯ มาจากไหน’ วิเคราะห์แล้วสันนิษฐานว่า ยุคต้นกรุงเทพฯย่อมต้องมีประชากรน้อยกว่านั้น โดยน่าจะมีเพียง 1-2 แสนคน เนื่องจากหลังสร้างกรุงแล้วจึงมีการกวาดต้อนเชลยศึกและเกณฑ์ไพร่พลเข้ามาคราวละมากๆ เช่น สมัยรัชกาลที่ 1 เกณฑ์คนจากเขมร ลาว สมัยรัชกาลที่ 2 มีมอญเข้ามาสวามิภักดิ์ สมัยรัชกาลที่ 3 กวาดต้อนลาวเข้ามาเพิ่มอีก
ทั้งหมดนี้ยังไม่นับรวมกลุ่มชาวจีนที่ทยอยเดินทางเข้ามาในบางกอกอยู่เรื่อยๆ
กลุ่มคนเหล่านี้ได้ตั้งรกรากอยู่อาศัย กลายเป็น ‘คนกรุงเทพฯ’ และ ‘คนไทย’ ในเวลาต่อมาสืบถึงทุกวันนี้

กรุงเทพฯ ‘ร้อยพ่อพันแม่’
ชนชั้นไหนก็ไม่มี ‘ไทยแท้100%’
สำหรับคนกรุงเทพฯซึ่งมีที่มาหลากหลาย
รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้แปล ‘ก่อร่างเป็นบางกอก’ จาก ‘Siamese Melting Pot’ ผลงาน Edward Van Roy เคยกล่าวไว้ในครั้งเปิดตัวหนังสือดังกล่าวตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ.2565 ว่า กรุงเทพฯไม่ต่างจากที่อื่นในโลก โดยเฉพาะการเป็นเมืองใหญ่ที่เกิดจากคนนอก จากคนร้อยพ่อพันแม่ ไม่มีใครอ้างความเป็นเจ้าของกรุงเทพฯได้
นักมานุษยวิทยาท่านนี้ยังฉายภาพเน้นย้ำว่า กรุงเทพฯมีความซับซ้อนมาก ชี้ให้เห็นความรุ่มรวยของศิลปวัฒนธรรม ผู้คนในสังคมบางกอก ไม่ใช่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งกลุ่มเดียว หนังสือเล่มนี้ในแต่ละบทมีการแบ่งกลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีที่มาหลากหลาย
“คนจีน แขก มอญ ลาว ไม่ได้มีความเป็นหนึ่งเดียวเหมือนกัน เขาเองก็มีที่มา มีประวัติศาสตร์หลากหลาย มีความขัดแย้งในกลุ่มตัวเอง และถูกเหมารวมมากเกินไปด้วยซ้ำ เช่น แขกมักกะสัน อพยพมาจากอินโดนีเซีย คนที่ถูกเรียกว่าแขกมีที่มาหลากหลาย แต่ปัจจุบันความเป็นกลุ่มคนแยกย่อยได้สลายหายไป แขกที่เรารู้จักน้อยมากคือแขกจาม จะมีใครกี่คนที่รู้ว่ามีแขกจามที่อพยพจากอยุธยามาอยู่กรุงธนบุรีเต็มไปหมด เพราะจามคือกองกำลังสำคัญในการรบทางเรือ คือกองอาสาจาม ซึ่งตั้งชุมชนอยู่ในบริเวณที่เป็นกองทัพเรือ นี่คือความสัมพันธ์ของประวัติศาสตร์กับปัจจุบัน วันนี้ลูกหลานส่วนหนึ่งก็ยังอยู่ แต่สิ่งที่หายไปคืออำนาจทางการเมือง เพราะระบบการบริหารเปลี่ยนไป” รศ.ดร.ยุกติกล่าว
รศ.ดร.ยุกติย้ำด้วยว่า ทุกชนชั้นของคนกรุงเทพฯไม่ได้มีความเป็นไทยบริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่มีการผสมผสานตั้งแต่ชนชั้นบนสุดจนถึงรากหญ้า
“ต้องเข้าใจหลักคิดของชนชั้นนำสมัยโบราณที่ต้องสร้างโครงข่ายทางการเมืองกับกลุ่มต่างๆ เขาไม่เคยยึดติดว่าความเป็นผู้นำต้องมีชาติพันธุ์บริสุทธิ์ ไม่ได้คิดว่าต้องแต่งงานกับคนไทยเท่านั้น วิธีการสร้างเครือข่ายการเมืองคือการแต่งงาน ผู้หญิงจากชาติพันธุ์จะถูกส่งกันไปมาเป็นสื่อกลางในการสร้างสายสัมพันธ์ทางอำนาจ ดังนั้น เมื่อผู้มีอำนาจจากเวียดนามมาอยู่ในไทย มีลูกสาว น้องสาว ก็มาเกี่ยวดองกับชนชั้นนำสยาม หรือเจ้าลาว เจ้านครเวียงจันทน์ ตั้งแต่กรุงธนบุรี ทุกพระองค์เคยประทับในกรุงเทพฯมาแล้วทั้งนั้น มอญก็มีอำนาจในราชสำนักสยามเช่นกัน” รศ.ดร.ยุกติอธิบาย

หลอมรวมเลือดเนื้อ เป็นชาติเชื้อ (รัฐ) ไทย
อีกประเด็นน่าสนใจคือ กระบวนการหลอมรวมของผู้คนถูกว่ารัฐไทยจัดการกลุ่มต่างๆ ในแบบต่างๆ กัน แต่ไม่ได้เป็นกระบวนการที่นุ่มนวล
รศ.ดร.ยุกติชวนให้คิดว่ามีใครสงสัยหรือไม่ว่า เกิดอะไรขึ้นในกรุงเทพฯบ้าง มีการจัดการในเชิงอำนาจหลายอย่าง สมัยก่อนวิธีที่รัฐปกครองชุมชนชาติพันธุ์ คือตั้งคนของพวกเขาเองให้เป็นหัวหน้าติดต่อกับชนชั้นนำ คนเหล่านั้นก็ถูกรวบอำนาจ ตัดอำนาจ สร้างระบบบริหารใหม่ ถ้าขัดขืนความรุนแรงก็เกิด ผู้นำชุมชนชาวจีนถูกสังหารไปเท่าไหร่ ต่อให้ไม่เป็นอั้งยี่ก็ตาม หรือกรณีของชาวลาว ซึ่งเป็นกำลังการผลิตหลักของสยาม คนลาวถูกกวาดต้อนมาจากทางเหนือ อีสาน และในลาวเอง
“นอกจากเป็นการกวาดต้อนคนมาเป็นกำลังการผลิตให้ตัวเองในกรุงเทพฯแล้ว ในขณะเดียวกันก็เป็นการลดกำลังของอีกฝ่ายด้วย ลาวถูกกระทำย่ำยี ถูกย้ายไปตามอำเภอใจ พอถึงช่วงเปลี่ยนแปลง ฝรั่งเข้ามา ความเป็นลาวถูกทำให้หายไปอย่างรวดเร็ว เพราะกลัวสิทธิสภาพนอกอาณาเขต นี่คือกระบวนการเปลี่ยนให้ทุกคนกลายเป็นไทย ซึ่งเกิดขึ้นในภาคใต้ด้วย” รศ.ดร.ยุกติอธิบาย
นอกจากนี้ ยังมองความสำเร็จของรัฐไทยในกระบวนการดังกล่าวว่ามีทั้งส่วนที่สำเร็จและไม่สำเร็จ ส่วนที่สำเร็จคือ คนที่อยู่มา 2-3 เจเนอเรชั่นไม่เชื่อว่าตัวเองไม่ใช่คนไทย รัฐไทยสามารถทำให้คนหลงลืมอดีตของตัวเอง หรือพยายามไม่อยากเชื่อมโยงตัวเองกับความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในอดีต ส่วนที่ไม่สำเร็จคือ การที่ยังมีการสืบทอดชุมชนโบราณจำนวนมาก ซึ่งจะเห็นได้จากศาสนสถานต่างๆ ที่ยังทำหน้าที่ของตัวเองอยู่
“บางคนอาจไม่รู้ว่าโบสถ์คริสต์ข้างบ้านอยู่มาก่อนตั้งกรุงเทพฯ เช่น โบสถ์เก่าย่านสามเสนของชาวโปรตุเกส ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา หรือมอญ ก็อยู่ใจกลางพระนครมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ วัดมอญที่สำคัญที่สุดคือวัดชนะสงคราม ซึ่งวังหน้าทรงรื้อฟื้นขึ้นมา ดังนั้น ความหลากหลายยังอยู่” อาจารย์มานุษยวิทยากล่าว

สำนึกชาติพันธุ์ ‘ไม่อยากโรแมนติก’
จีนเคยถูกปราบ ลาวเคยถูกกด
สำหรับประเด็นสำนึกของความเป็นชาติพันธุ์
รศ.ดร.ยุกติย้ำว่า ‘ไม่อยากมองเป็นเรื่องโรแมนติกอย่างเดียว’ แต่ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ การรื้อฟื้นอัตลักษณ์ทั้งจีน มอญ มุสลิม และอื่นๆ ขึ้นอยู่กับว่ารัฐอนุญาตให้ทำได้เมื่อใด ขึ้นอยู่กับจังหวะ โอกาส และการผ่อนปรนของรัฐ
“ช่วงที่รัฐพยายามทำให้คนกลืนกลายไปหมด จีนโดนหนักสุด คนจีนรู้สึกว่าไม่ได้เป็นคนที่นี่อยู่เสมอ แต่มีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ เมื่อถึงยุคที่รัฐปราบกดไม่ให้มีโรงเรียนจีน คนจีนต้องเงียบ ต้องอยู่ภายใต้การกลืนกลาย เรามองไม่เห็นความเป็นลาวในกรุงเทพฯ วังเจ้าลาวถูกกลบด้วยสถานที่อื่น อยู่ใต้สะพานพระราม 8 ความเป็นลาวในกรุงเทพฯถูกกดมากที่สุด ถ้าจะหาอะไรไม่เจอที่สุด คือความเป็นลาว” รศ.ดร.ยุกติกล่าว พร้อมทิ้งท้ายในวันนั้นว่า สิ่งสำคัญคือความเชื่อมโยงของตัวเองกับคนกลุ่มต่างๆ ในภูมิภาค ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย
“มีคนมากมายช่วยสร้างกรุงเทพฯ พวกเขามาจากลาว กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย รวมถึงพม่า ซึ่งเข้ามาหลายระลอก โดยเฉพาะคนมอญและคนทวาย” รศ.ดร.ยุกติกล่าว พร้อมทิ้งท้ายใจความสำคัญว่า
กรุงเทพฯจึงเป็นเมืองที่คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สร้างขึ้นมา ไม่ได้มีใครเป็นเจ้าของพื้นที่แห่งนี้ บรรพบุรุษของเราคือคนร้อยพ่อพันแม่ เราเป็นสาแหรกความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงคนเต็มไปหมด มันเป็นรากฝอยที่เชื่อมโยงถึงกัน
คลิก ‘ทะเบียนราษฎร’ 68
เปิดบันทึก ‘เซอร์ จอห์น เบาว์ริ่ง’ ยุค ร.4
เซอร์ จอห์น เบาว์ริ่ง ทูตอังกฤษที่เข้ามาในสยามในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บันทึกจำนวนประชากรสยามไว้ โดยย้อนกล่าวถึงข้อมูลของ สังฆราช ปัลเลอกัวซ์ บาทหลวงคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส ที่เดินทางมายังสยามใน พ.ศ.2373 สมัยรัชกาลที่ 3 และลาลูแบร์ ทูตฝรั่งเศส ยุคสมเด็จพระนารายณ์แห่งกรุงศรีอยุธยา
ความตอนหนึ่ง ดังนี้
“บาทหลวงปัลเลอกัวซ์กล่าวถึงการสำรวจสำมะโนประชากรของทางการว่า ชาวสยามมิได้จำแนกประชากรที่เป็นชายชรา หรือสตรี หรือเด็ก ออกจากกันแต่อย่างใด สำหรับคำถามทั้งหมดที่ถามถึงจำนวนราษฎร คำตอบที่ได้คือ ชายจำนวนมาก ท่านได้ประมาณการว่าจำนวนโดยทั่วไปมี 5 เท่าของจำนวนที่ได้มีการบันทึกไว้ลาลูแบร์กล่าวว่า ในสมัยของท่านนั้น ประชากรของสยามคะเนได้ว่ามีอยู่ราว 1,900,000 คน แต่ท่านคิดว่าคงต้องลดยอดดังกล่าวลงบ้าง เพราะได้มาจากการตอบคำถามแบบขอไปทีและการพูดไม่จริงอันเป็นอุปนิสัยของคนตะวันออก”
สำหรับข้อมูลสถิติประชากรทางการราษฎร (รายเดือน) จาก สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง โดยข้อมูลเดือนมีนาคม 2568 ประชากรในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สัญชาติไทย 5,343,905 คน แบ่งเป็น ชาย 2,482,251 คน และหญิง 2,861,654 คน
นอกจากนี้ ยังมีประชากรที่ยังไม่ได้สัญชาติไทยอีก จำนวน 102,361 คน แบ่งเป็น ชาย 56,751 คน และหญิง 45,610 คน
รวมจำนวนประชากรในพื้นที่ กทม.ทั้งสัญชาติไทยและไม่ได้รับสัญชาติ จำนวน 5,446,266 คน แบ่งเป็น ชาย 2,539,002 คน และหญิง 2,907,264 คน
(ข้อมูล ณ วันที่ 19 เมษายน 2568)
