หน้าแรก ประชาชื่น สัตว์โลกย่อมบ...

สัตว์โลกย่อมบรรเทาด้วยธรรมทาน พระราชโพธิวิเทศวัชรมุนี ‘รมณียสถาน’ ต่อลมหายใจ ‘จิตคิดให้มันเบา จิตคิดเอามันหนัก’

27.04.25 | 11:39 น.

สัตว์โลกย่อมบรรเทาด้วยธรรมทาน
พระราชโพธิวิเทศวัชรมุนี
‘รมณียสถาน’ ต่อลมหายใจ
‘จิตคิดให้มันเบา จิตคิดเอามันหนัก’

“เราสร้างโรงพยาบาล เพื่อบูชาพระพุทธเจ้า

แต่เราเกิดไม่ทัน…เมื่อดูแลพระพุทธเจ้าไม่ได้ ขอดูแลคนที่มากราบไหว้พระพุทธเจ้าก็ยังดี”

“เราจึงสร้างโรงพยาบาลเพื่อขอบคุณคนอินเดีย ที่รักษาผืนแผ่นดินนี้ไว้ให้”

“ยังจิตของเราให้มีความสุข ยังใจของเราให้เกิดปีติ”

Advertisement

ถ้อยคำปรารภของ พระราชโพธิวิเทศวัชรมุนี เจ้าอาวาสวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เลขานุการพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล ณ สังเวชนียสถาน อาณาบริเวณที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จสู่ปรินิพพาน

ไม่เพียงสะท้อนปณิธานอันแรงกล้า ‘ต่อลมหายใจให้พุทธศาสนา’ ธำรงพระธรรมคำสอน สร้างศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธ นอกราชอาณาจักรไทย

หากแต่ยังต่อเวลาให้อีกหลายชีวิต เป็นที่พึ่งพิงให้แก่ผู้ทุกข์ยาก ผ่านการพัฒนา ‘โรงพยาบาล’ ให้คนทั้งชาวไทยและอินเดียได้รักษาอาการป่วยไข้ เข้าอิงอาศัยร่มเงา

นับเป็นพระผู้ให้ บนผืนแผ่นที่รายล้อมไปด้วยพลังศรัทธา

พระราชโพธิวิเทศวัชรมุนี มีอีกบทบาทในทางสังฆาวาส เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ และประธานสงฆ์วัดป่ากุสินาราบรมธาตุราชสักการ อินเดีย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯสถาปนาสมณศักดิ์ และพระราชทานตั้งสมณศักดิ์พัดยศให้ท่านเจ้าคุณ ‘พระวิเทศวชิรญาณ วิ.’ (สมพงศ์ ญาณธีโร, ดร.) เป็นพระราชาคณะชั้นราช ฝ่ายวิปัสสนาธุระ เมื่อไม่นานมานี้

ด้วยศาสนกิจหลัก คือการเผยแผ่พระธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้แผ่ขยายไปทั่วแดนพุทธภูมิ สถานที่แห่งนี้จึงไม่เพียงอยู่ท่ามใต้ร่มกาสาวพัสตร์ พรั่งพร้อมไปด้วยศาสนสถานสำคัญๆ ตามแบบฉบับอย่าง พระอุโบสถ มหาเจดีย์ แต่ยังแวดล้อมไปด้วยองค์ประกอบอื่นๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเกื้อกูล ค้ำจุนกัน

ระหว่าง ‘ศาสนาและสามัญชน’

เพราะมีตั้งแต่โรงเรียน สถานพยาบาล ธรรรมศาลาที่พักผู้แสวงบุญ หรือแม้แต่ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์ เพื่อดูแลชาวพุทธไทยและจากนานาชาติ ญาติธรรม สายบุญที่ตั้งใจเดินทางมาเยือนเพื่อร่วมแสวงบุญและปฏิบัติธรรม

14 ไร่เศษ คือความกว้างใหญ่ของพื้นที่ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองกุสินารา รัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย อันสะท้อนถึงศรัทธาอย่างแรงกล้าของเหล่าพุทธบริษัท ทั้งชาวไทย อินเดีย และอีกหลายที่มา ต่างร่วมใจกันลงขัน อุปถัมภ์ก่อสร้างวัดแห่งนี้ พร้อมกับแรงสนับสนุนโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี กระทั่งลงเสาเข็ม ถือกำเนิดขึ้นในปี 2537

มาจนถึงวันนี้ ยังคงโอบรับพลังศรัทธาที่ไหลรินมาดั่งสายธาร ไม่รู้วันสิ้นสุด

ท่ามกลางพุทธศาสนิกชนจากหลากหลายชาติ นับหมื่นชีวิต เดินทางมาร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ เป็นภาพที่ไม่ต่างจากเมื่อ 2,000 กว่าปีก่อน ที่ล่วงมา

⦁ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ มีความเป็นมาอย่างไร? เหตุใดจึงก่อสร้างขึ้นที่สาธารณรัฐอินเดีย?

วัดแห่งนี้อยู่ใกล้กับสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพานของพระศาสดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากที่สุด ซึ่งตั้งอยู่ระหว่าง ‘สาลวโนทยาน’ อันเป็นสถานที่ดับขันธปรินิพพาน กับ ‘มกุฏพันธนเจดีย์’ ซึ่งเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของพระพุทธเจ้า จึงนับเป็นวัดแรกในสถานที่ดับขันธปรินิพพานของพระศาสดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เป็นวัดที่ประชาชนชาวไทยพุทธสร้างขึ้นเพื่อบูชาพระศาสดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคราวที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงครองราชย์ครบ 50 ปี เจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ หรือ 72 พรรษา วัดแห่งนี้จึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อดูแลชาวพุทธไทยที่เดินทางมาแสวงบุญ เป็นวัดที่งดงามและสง่างามที่สุด เป็นรมณียสถานที่สุด เพราะทุกคนตั้งใจสร้างเพื่อบูชาพระศาสดาพระสัมมาสัมพุทธและร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงชนชาวไทย คือ ในหลวงรัชกาลที่ 9

เป็นศูนย์กลางที่มีความสำคัญ คือเป็นใจกลางของผู้มาแสวงบุญเพื่อการเรียนรู้ อีกทั้งสถานที่แห่งนี้ยังเป็น 1 ใน 4 สังเวชนียสถานที่ชาวพุทธทั้งหลายต้องเดินทางมาเยือน

⦁ ความเป็น ‘รมณียสถาน’ ของวัดแห่งนี้ในมุมมองของท่าน เกิดด้วยองค์ประกอบใด?

วัดแห่งนี้ที่ทุกคนได้เห็น เป็นวัดที่ตั้งใจสร้างและมีความสง่างาม เมื่อท่านได้มาเยือนจะมีความสุขและเกิดความปีติ ด้วยความเป็น ‘รมณียสถาน’ ของวัดนั้นเกิดท่ามกลางดง ‘ขอทาน’

วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์อยู่ได้อย่างไรท่ามกลางนานาศาสนา? ซึ่งมีทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์-ฮินดู

โดย พระพรหมวชิรโพธิวงศ์ หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ท่านบอกว่า การสร้างวัดให้ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ ต้องยกสถาบันหลักๆ มา 3 สถาบัน อันประกอบด้วย 1.แสดงความเป็นชาติ 2.แสดงความเป็นศาสนา 3.แสดงความเป็นสถาบัน

⦁ พระคุณเจ้าคิดเห็นอย่างไรที่คนอินเดียเรียกวัดแห่งนี้ว่า ‘มินิไทยแลนด์’?

คำว่า ‘มินิไทยแลนด์’ เป็นการแสดงความเป็นชาติของวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ว่าเป็นวัดที่ครบสมบูรณ์ที่สุด เพราะ ‘สถาปัตยกรรมนำศาสนา’ เป็นการนำสถาปัตยกรรมของไทยมาเชิดชูให้อยู่ท่ามกลางอินเดีย

ถามว่าอยู่อย่างไร ถึงอยู่ได้อย่างสง่างาม? สร้างวัดสร้างอย่างไรให้คนอินเดียรักวัดแห่งนี้ ให้เป็นเหมือนบ้านของเขา พระพรหมวชิรโพธิวงศ์ท่านบอกว่า อยู่ที่แห่งนี้อยู่ง่าย เราเป็นคนไทยต้องทำหน้าที่ ‘ให้’ เราต้องเป็น ‘พระเวสสันดร’

“จิตคิดให้ มันเบา จิตคิดเอา มันหนัก” เราทำหน้าที่ให้ นอกจากเราจะให้เครื่องอุปโภค-บริโภคแล้ว แจกวัว แจกแพะ หรือให้ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือเราให้อาชีพแก่พวกเขาด้วย ซึ่งก็มีคนอินเดียที่เข้ามาทำงานที่วัดประมาณ 50 คน

⦁ ‘การมอบอาชีพ’ เป็นการให้ที่มีความหมายต่อคนอินเดียอย่างมาก?

เพราะอาชีพเป็นสิ่งที่ยั่งยืนที่สุดของคน มนุษย์เลี้ยงชีวิตด้วยตนเอง หากเขาทำงานโรงแรม ก็ทำได้เป็นซีซั่น ทำงานทำพืชสวนไร่นา ก็ได้เป็นฤดูกาล แต่เมื่อเข้ามาทำงานที่วัด เขาได้ตลอดชีพ

สำคัญที่สุด คือให้การดูแลรักษาโรค เพราะที่วัดมี ‘สถานพยาบาลกุสินาราคลินิก’ เพื่อดูแลร่างกายและจิตใจ ซึ่งเปิดโรงพยาบาลรักษาฟรี ทุกวันขึ้น 15 ค่ำ ทุกวันพระ วันสำคัญทางศาสนา และวันเฉลิมพระชนมพรรษา

ดร. เอ. พี. เจ. อับดุล กลาม อดีตประธานาธิบดีอินเดีย ท่านเป็นชาวมุสลิม ท่านสงสัยว่าที่วัดแห่งนี้มีอะไรดีถึงทำให้คนหลากหลายชาติ หลากหลายศาสนาเดินทางมายังวัด เพราะเราเปิดรักษาโรคฟรีที่อินเดีย ท่านเข้ามาจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พร้อมกับเปล่งคำว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ (ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งที่ระลึก)

พระพรหมวชิรโพธิวงศ์ถามอดีตประธานาธิบดีอินเดียว่า ทำไมท่านถึงทำแบบนี้ เก่งจัง? ท่านตอบว่า ที่ทำเก่งเพราะดูพระราชาของเรา ในเวลาที่เข้าวัด ทรงปฏิบัติต่อพระสงฆ์อย่างไร แม้กระทั่งนักข่าวอินเดียซึ่งมาทำข่าวที่วัดเยอะมาก เกิดความสงสัยจึงเข้ามาสัมภาษณ์ วันนั้นประธานาธิบดีอินเดียจะไม่ให้สัมภาษณ์ แต่ก็ให้สัมภาษณ์ 1 คำถามว่า ท่านเป็นมุสลิม เข้ามาในวัดพุทธได้หรือ? ไม่ผิดขนบธรรมเนียมศาสนาหรือ ซึ่งท่านตอบได้อย่างสง่างามว่า

“พระพุทธเจ้าเป็นคนประเทศอินเดีย พระพุทธเจ้าผู้ทำคุณประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศอินเดีย เราในฐานะคนคนหนึ่งที่อยู่ในประเทศอินเดีย มากล่าวคำสรรเสริญท่านไม่ได้เชียวหรือ และทุกศาสนาก็สอนให้ทุกคนเป็นคนดี”

เป็นถ้อยคำกล่าวของอดีตประธานาธิบดีอินเดีย เมื่อคราวเดินทางมาเยี่ยมวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ฉะนั้น อาตมาจึงเห็นว่า แม้เราจะอยู่ท่ามกลางหลากหลายศาสนา เราจะอยู่กันอย่างไรให้มีความสุข นี่คือสถาบันชาติไทย ที่อยู่ท่ามกลางนานาอารยประเทศ ทำอย่างไรให้ชาติไทยสง่างาม

⦁ วัดแห่งนี้ แม้จะอยู่ไกลถึงอินเดีย แต่ก็มักเป็นจุดมุ่งหมายพุทธศาสนิกชน ทำอย่างไรให้ประชาชนเกิดความสนใจมากขนาดนี้?

วัดนี้เป็นวันที่ครบสมบูรณ์ที่สุด มีโรงทาน มีอุโบสถ มีโรงเรียนต้นกล้าพระพุทธศาสนา และสถานที่ดูงานของกรมศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เป็นสถานที่ดูงานของหน่วยงานต่างๆ อบรมหน่วยงานราชการที่มาบวช หรือมาอบรมที่นี่

สำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น อยู่ที่พระมหาธาตุเจดีย์ ซึ่งเป็นเจดีย์ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ อาจารย์วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ ออกแบบสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ โดยพระองค์ทรงวินิจฉัยแบบเอง ทรงแก้แบบเอง อีกทั้งพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 5,050,000 บาท ในการสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ทรงโปรดเกล้าฯให้ราชกุมารีอันเป็นที่รัก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯมาทรงวางศิลาฤกษ์ เมื่อ พ.ศ.2544 และเสด็จฯมาทรงยกฉัตรพระมหาธาตุเจดีย์ เมื่อปี พ.ศ.2548 พร้อมถวายพระบรมสารีริกธาตุ

พระองค์ท่านทรงเห็นความสำคัญว่า พระบรมสารีริกธาตุควรกลับคืนสู่มาตุภูมิ นอกจากนั้นยังได้พระราชทานเส้นพระเจ้าที่ทรงปลงก่อนออกผนวช และทรงโปรดเกล้าฯให้หล่อพระบรมรูปเท่าองค์จริง ประดิษฐานภายในวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ของไทย ที่แผ่ขยายมายังแดนพุทธภูมิประเทศอินเดีย

ฉะนั้น การสร้างวัดที่ครบสมบูรณ์ที่สุด คือการรวมชาติ ศาสนา สถาบัน มาไว้ที่ดินแดนพระพุทธภูมิ ประเทศอินเดีย ยังความชื่นใจให้เกิดขึ้นในเวลาที่ชาวพุทธไทยมายังสถานที่วัดแห่งนี้ เป็นพระบรมโพธิสมภารของคนไทยทุกคน

⦁ เหตุใดถึงสร้างโรงพยาบาลไว้ในวัด?

เป็นคำถามที่ชาวไทยพุทธตั้งคำถามเยอะมาก สำหรับการสร้างโรงพยาบาลในสถานที่ดับขันธปรินิพพานในดินแดนพระพุทธภูมิ การสร้างสถานพยาบาลกุสินาราคลินิกมีควบคู่กับการสร้างวัดทุกจุด ซึ่งจุดประสงค์หลักคือ การสร้างเพื่อมีไว้บูชา เพราะว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่พระพุทธเจ้าทรงพระประชวร ทรงเสด็จดับขันธปรินิพพานยังสถานที่แห่งนี้ ซึ่งไม่มีหมอมารักษาพระพุทธเจ้า

เราจึงสร้างโรงพยาบาลเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า เพราะมีความตั้งใจว่าถ้าเราเกิดทันพระพุทธเจ้า เราจะหาหมอดีๆ มาดูแลพระพุทธเจ้า หาโรงพยาบาลดีๆ มาดูแล แต่เราเกิดไม่ทัน เมื่อดูแลพระพุทธเจ้าไม่ได้ ก็ขอมาดูแลคนที่มากราบไหว้พระพุทธเจ้าก็ยังดี

⦁ หลายคนสงสัยว่าทำไมถึงไม่สร้างที่ประเทศไทย แล้วจากนี้จะมีการพัฒนาโรงพยาบาลไปในทิศทางไหน?

คนไทยก็มีคนเจ็บป่วยให้ช่วยเหลืออีกจำนวนมาก แต่ทำไมถึงสร้างที่ประเทศอินเดีย? อาตมาก็เลยบอกว่า เพราะต้องการขอบคุณคนอินเดียที่เขารักษาผืนแผ่นดินพระพุทธเจ้าไว้ให้เรา เราสร้างโรงพยาบาลเพื่อขอบคุณคนอินเดียที่รักษาผืนแผ่นดินนี้ไว้ให้ ยังจิตของเราให้มีความสุข ยังใจของเราให้เกิดปีติ เพราะเรามากราบพระพุทธเจ้าทุกครั้ง เรามีความสุขทุกครั้ง เรามีปีติทุกครั้ง ฉะนั้นต้องขอบคุณคนอินเดีย

สถานพยาบาลกุสินาราคลินิก หรือโรงพยาบาลพระพุทธเจ้า เปิดสร้างเมื่อปี พ.ศ.2542 ตรงกับวันที่ 12 สิงหาคม ตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สร้างเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่าน จนบัดนี้ปี พ.ศ.2568 หลายปีมาแล้ว ท่ามกลางโลกที่หมุนเวียนไป เกิดเหตุการณ์สำคัญมากมายหลายรูปแบบ ซึ่งโควิด-19 ร้ายแรงที่สุด สถานการณ์โควิด-19 ตอบโจทย์ได้เลยว่าสถานพยาบาลกุสินาราคลินิกไม่เพียงพอสำหรับผู้คนในที่แห่งนี้

พระพรหมวชิรโพธิวงศ์เห็นความสำคัญของการต่อลมหายใจให้คนอินเดีย เห็นความสำคัญของการต่อยอดพระพุทธศาสนาให้ครบ 5,000 ปี ท่านปรารภเหตุ ก็เลยดำริที่จะสร้างอาคารใหม่ เพื่อตอบรับการเข้ามารักษาและช่วยเหลือคนได้เป็นจำนวนมาก ด้วยการสร้างโรงพยาบาลพระพุทธเจ้า สร้างตึกอาคารขึ้นมาใหม่ 3 ชั้น เพื่อขยับขยาย เรามีพื้นที่ของคนที่มีจิตศรัทธาของชาวอินเดียส่วนหนึ่ง ของชาวญี่ปุ่นส่วนหนึ่งที่ทราบจุดประสงค์ของการเผยแผ่พระพุทธศาสนา มีหัวใจเดียวกัน โดยมอบที่ดินให้แก่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ จึงขยับขยายอาคารใหม่เพื่อรองรับผู้แสวงบุญ และดูแลคนอินเดียที่นี่

สถานพยาบาลกุสินาราคลินิกเป็นโรงพยาบาลบอดี้ แอนด์ มายด์ ที่เปิดรับรักษาทั้งกายและใจ โดยมี 2 แผนก คนไทยรักษาหมอไทย คนอินเดียรักษาหมออินเดีย ซึ่งทางกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ก็ได้ส่งแพทย์เวียนมาดูแลผู้แสวงบุญตลอด 6 เดือน ในส่วนของหมออินเดีย ทางวัดก็ได้รับการสนับสนุนจากชาวไทยพุทธทุกคน ที่ร่วมกันสละปัจจัยจ้างหมอ อาสาสมัครอินเดีย มารักษาคนอินเดีย

⦁ เรียกได้ว่าเป็นโรงพยาบาลที่เกิดจากแรงศรัทธาของผู้คนหลายเชื้อชาติ ในการระดมทุนสร้างขึ้น?

เป็นการระดมทุนสร้างโรงพยาบาล ในการทำงานเผยแผ่ศาสนาในดินแดนพุทธภูมิของพระสงฆ์ไทย ตั้งใจที่จะทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาเพื่อสังคม ด้วยความเมตตาที่มีอยู่ทุกมุมโลก ตั้งใจสร้างโรงพยาบาล จึงขอเจริญพรญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลายที่เหตุความสำคัญของการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เห็นความสำคัญของการต่อลมหายใจ ญาติโยมทั้งหลายร่วมกันสละปัจจัยเพื่อต่อยอดพระพุทธศาสนา จึงขอเชิญชวนประชาชนทุกคนมาร่วมกันสร้างโรงพยาบาลถวายเป็นพุทธบูชา แด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในคราวทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา

⦁ คิดค่ารักษาพยาบาลอย่างไร?

ค่ารักษาพยาบาล สถานพยาบาลกุสินาราคลินิก ต่อครั้งอยู่ที่ 12 รูปี หรือ 6 บาทไทย ซึ่งไม่ได้เป็นจำนวนที่เยอะ ไม่ได้เป็นค่าหมอ ไม่ใช่ค่ายา แต่เป็นการสอนให้คนอินเดียตั้งกองทุนเพื่อรักษาคนไข้ต่อไป ฉะนั้นเป็นการสนับสนุนให้คนอินเดีย ไว้รักษาคน

⦁ เป็นจำนวนเงินที่น้อยมาก ทำไมถึงไม่เปิดรักษาพยาบาลฟรีไปเลย?

เคยลองแล้ว แต่ไม่เป็นผลดี คนอินเดียไม่เห็นความสำคัญของความฟรี เลยเป็นที่มาของการตั้ง 12 รูปี หรือ 6 บาท ทำให้ญาติโยมทั้งหลายสามารถร่วมทำบุญได้ เพราะไม่ใช่เป็นจำนวนเงินที่มาก แต่ช่วยรักษาคนฟรีได้ 1 คน ต่อลมหายใจคนได้ 1 คน

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชศรัทธาในพระรัตนตรัย ทรงรับ สถานพยาบาลกุสินาราคลินิก วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ หรือโรงพยาบาลพระพุทธเจ้า ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งนับเป็นมิ่งมงคลอย่างสูงยิ่งในประเทศที่ผู้คนอยู่อย่างยากลำบาก โดยมีพสกนิกรชาวไทยเดินทางมายังประเทศอินเดียเป็นจำนวนมาก

ในหลวงทรงเห็นความสำคัญของพสกนิกรที่เดินทางมาแสวงบุญยังพุทธภูมิ

⦁ งานสมโภชและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุที่ผ่านมา มีความสำคัญอย่างไร?

งานสมโภชและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ประจำปี 2568 เป็นการจัดงานครั้งที่ 16 ด้วยปรารภเหตุของพระพรหมวชิรโพธิวงศ์ เมื่อเราอยู่เมืองกุสินารา สาธารณรัฐอินเดีย เป็นสถานที่ดับขันธปรินิพพาน เราจะทำอย่างไรให้คนได้รู้ว่าในวันที่องค์พระศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จดับขันธปรินิพพาน คนที่เมืองกุสินาราเขาอยู่กันอย่างไร และทำอย่างไร

เหมือนต้องการกล่าวเรื่องนี้ให้เกิดขึ้น ซึ่งก็ต้องนึกถึง ‘มหาปรินิพพานสูตร’ ที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า “ในการจัดพระบรมศพของเราให้จัดเยี่ยงพระมหากษัตริย์” จึงถือเอาวันนี้เป็น ‘วันเกิดวัด’ หรือวันปักหลักเสาเข็ม สร้างวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ คือวันที่ 23 และ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2537 ซึ่งเป็นวันมาฆบูชา ปรารภเหตุเรื่องนี้ในการทำบุญ อุทิศให้อดีตบูรพาจารย์ทั้งหลาย

ซึ่งได้ถือวันดังกล่าวเป็น วันสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ การจัดงานถูกจัดขึ้นแบบคนอินเดีย ที่เรียกว่า ‘พุทธมหรสพ’ แปลว่า การอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุให้ประชาชนทั้งหลายได้กราบสักการบูชา ตลอดเส้นทางจากสาลวโนทยาน (สถานที่ดับขันธปรินิพพาน) เข้าสู่มกุฏพันธนเจดีย์ (สถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ)

โดยการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ที่ตกทอดมานั้น ก็เพื่อให้ประชาชนทั้งหลายได้กราบสักการบูชา และปรารภเหตุว่าพระบรมสารีริกธาตุที่เป็นทรัพย์สมบัติของวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์นี้ ได้รับพระราชทานมาจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ฉะนั้น การที่ปวงชนชาวไทยพุทธทั้งหลายต่างเดินทางมากราบองค์พระศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมกันนั้นยังเป็นการได้มาบำเพ็ญบุญอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลอีกด้วย

⦁ การจัดงานในปีนี้ พิเศษกว่าทุกปีอย่างไร?

เป็นปีที่สำคัญที่สุดกว่าทุกปี เนื่องด้วยการจัดงานครั้งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ พระราชทานเครื่องสักการะ พานพุ่มสักการะ มาบูชาพระบรมสารีริกธาตุ พร้อมกันนั้น ในปีนี้ยังเป็นการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ หรือ 72 พรรษา และเป็นการเฉลิมฉลองน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับสถานพยาบาลกุสินาราคลินิกอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์

ในครั้งนี้เป็นการรวมตัวของชุมชนชาวอินเดีย หลายหลากศาสนา ต่างคนต่างมาสักการะ มาชมบรรยากาศมหรสพ จะเห็นได้ว่ามีคนไทยถึง 1,000 คน ที่ได้ร่วมใจกันมาในวันนี้ คนอินเดียเกือบ 10,000 คนที่มา เพราะเห็นความสำคัญของการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ และการอัญเชิญพระพุทธปรินิพพาน ในระหว่างเส้นทาง สาลวโนทยานสู่มกุฏพันธนเจดีย์ ซึ่งเต็มไปด้วยประชาชนทั้งชาวไทย ชาวอินเดีย และชาวต่างชาติ รวมทั้งมีเครื่องดอกไม้บูชา ของหอม เพื่อมาบูชาองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เหมือนกับในอดีต เมื่อราว 2,000 กว่าปีที่แล้ว เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ได้ว่า สิ่งที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ได้ทำ สามารถทำให้ประชาชนทั้งหลายได้หวนระลึกถึงการเสด็จดับขันธปรินิพพานของพระองค์

วัดแห่งนี้จึงไม่เพียงเป็น ‘รมณียสถาน’ ที่พึ่งทั้งทางกายและใจให้แก่เหล่ามนุษย์ แต่ยังประจักษ์ถึงพลังของพระธรรมคำสอน

โรงพยาบาลที่สร้าง พลังความเมตตาที่ค่อยๆ บ่มเพาะในใจ

จะถูกส่งต่อ จะเป็นความหวัง ที่ช่วยปกป้องและคุ้มครองสัตว์โลกให้บรรเทาทุกข์ได้ ด้วยใจที่กรุณาต่อกัน

ชญานินทร์ ภูษาทอง

ร่วมทำบุญบริจาคปัจจัยเพื่อสร้างโรงพยาบาลพระพุทธเจ้า วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ผ่านทางธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 082-0-99317-4 ชื่อบัญชี วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ และธนาคารทหารไทยธนชาต เลขที่บัญชี 078-2-14799-5 ชื่อบัญชี มูลนิธิวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์