หน้าแรก ประชาชื่น ระหัดวิดน้ำลำ...

ระหัดวิดน้ำลำตะคอง มรดกวัฒนธรรมที่มีศักยภาพสู่ระดับสากล

30.04.25 | 12:10 น.

ระหัดวิดน้ำลำตะคอง
มรดกวัฒนธรรมที่มีศักยภาพสู่ระดับสากล

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านของวิถีเกษตรกรรมและความโรยราของภูมิปัญญาพื้นถิ่น ณ ลุ่มน้ำลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา ยังสามารถพบร่องรอยการสืบทอดภูมิปัญญาการใช้กังหันทดน้ำแบบโบราณ ที่เรียกว่า “ระหัดวิดน้ำ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการทำนาทดน้ำของกลุ่มคนผู้พูดภาษาตระกูลไท-กะไดที่ดำรงอยู่ บนพื้นฐานเทคโนโลยีพื้นบ้านที่ดูเรียบง่ายแต่ลุ่มลึกด้วยความรู้เชิงนิเวศ และทรงพลังด้วยบทบาทในการหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตชาวนาบริเวณนี้มาอย่างยาวนาน มรดกภูมิปัญญานี้กำลังรอคอยการยืนยันคุณค่าในระดับสากลและการจัดการอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลง

รากฐานทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาการทำนาทดน้ำของกลุ่มชาติพันธุ์ไท-กะได

ระหัดวิดน้ำลำตะคองไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการทดน้ำจากลำน้ำขึ้นสู่พื้นที่สูงเท่านั้น แต่คือผลลัพธ์ของการวิวัฒน์ความรู้ในการสร้างบ้านแปงเมืองของกลุ่มชนผู้พูดภาษาตระกูลไท-กะได ซึ่งมีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่บริเวณตอนบนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนภาคพื้นทวีปและตอนใต้ของประเทศจีน วิถีชีวิตดั้งเดิมของกลุ่มชนเหล่านี้ถูกหล่อหลอมด้วยระบบสังคมเกษตรกรรมในบริเวณพื้นที่แอ่งระหว่างภูเขา มีการใช้ภูมิปัญญาการทำนาทดน้ำ ซึ่งต้องอาศัยความสามารถในการจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ภายใต้ข้อจำกัดทางกายภาพของพื้นที่ซึ่งมีระดับความสูง ความลาดเอียง ลำน้ำมีร่องลึก และตลิ่งสูงชัน ดังที่พบร่องรอยการใช้ระบบชลประทานเหมืองฝาย ระหัดวิดน้ำ และเครื่องมือทดน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งมีลักษณะเชื่อมโยงกันในบริเวณที่มีกลุ่มคนไทตั้งถิ่นฐานอยู่ ดังนั้น “ระหัดวิดน้ำลำตะคอง” จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะหลักฐานของมรดกวัฒนธรรมร่วม ที่บ่งชี้ความสัมพันธ์ทางมานุษยวิทยาวัฒนธรรม ระหว่างกลุ่มชาวไทยในประเทศไทยกับกลุ่มชนผู้พูดภาษาตระกูลไท-กะไดนอกประเทศ (ซึ่งตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ในเขตพื้นที่สูง-เขตภูเขา)

ชุมชนเกษตรกรรมในอำเภอปากช่อง สีคิ้ว และสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา มีชาวไทโคราช ไทยวน และไทลาว ตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่บริเวณลำตะคอง กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ล้วนเป็นสาขาย่อยของกลุ่มชนผู้พูดภาษาตระกูลไท-กะได และต่างสืบทอดองค์ความรู้การสร้างและใช้ระหัดวิดน้ำมายาวนาน จนไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่ามีต้นกำเนิดเมื่อใด เสียงบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ล้วนกล่าวในทางเดียวกันว่า “ไม่รู้ว่าเริ่มทำระหัดวิดน้ำมาตั้งแต่เมื่อไร ปู่ย่าตายายเขาทำสืบทอดต่อกันมานานแล้ว” แสดงให้เห็นถึงการสืบทอดองค์ความรู้ที่ฝังรากลึกในวิถีชีวิตของชุมชน

Advertisement

การทำงานของระหัดวิดน้ำ งานวิศวะ-สถาปัตยกรรมพื้นบ้านที่เปี่ยมด้วยภูมิปัญญา

ระหัดวิดน้ำลำตะคองเป็นเครื่องมือกึ่งอาคารทางชลประทาน ทำหน้าที่ดึงน้ำจากลำตะคองขึ้นสู่พื้นที่เพาะปลูกซึ่งอยู่สูงกว่า ทำงานโดยใช้พลังงานจลน์จากกระแสน้ำที่ถูกเร่งแรงดันด้วยการกั้นทำนบหรือฝาย ที่เรียกว่า “ลอ” ขวางลำน้ำ เพื่อให้น้ำบริเวณด้านหน้าลอยกระดับขึ้นสูงและมีแรงดันเพิ่มขึ้นเมื่อไหลบ่าผ่านช่องเปิดที่เรียกว่า “ปากลอ” ตามแรงโน้มถ่วงของโลก บริเวณปากลอนี้จะมีกงล้อของระหัดตั้งอยู่ โดยกระแสน้ำจะไหลปะทะและดันส่วนแผงไม้ไผ่ของกงล้อให้หมุนอย่างต่อเนื่อง กระบอกไม้ไผ่ที่ผูกไว้กับกงล้อจะช้อนตักน้ำขึ้นและเทลงสู่เครือข่ายรางน้ำ คูน้ำ หรือท่อส่งน้ำ เพื่อลำเลียงไปสู่พื้นที่การเกษตร

ความโดดเด่นเฉพาะถิ่น : “ลำตะคอง” แหล่งที่มีระหัดวิดน้ำจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย

ระหัดวิดน้ำในบริเวณลำตะคองมีรูปแบบเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เรียกว่า “ระหัดสี่เสา” จากลักษณะการใช้เสาไม้เนื้อแข็งจำนวน 4 ต้นเป็นโครงสร้างหลัก มี “กงล้อ” เป็นส่วนสำคัญ แกนเพลาของกงล้อที่เรียกว่าดุมจะวางพาดอยู่บนคาน โดยคานจะถูกยึดไว้กับเสาไม้อย่างมั่นคง ผลจากการสำรวจโดยนักวิชาการ ร่วมกับเครือข่ายประชาชน ระหว่างปี พ.ศ.2558-2561 สามารถจัดทำทะเบียนระหัดวิดน้ำในบริเวณลำตะคองได้มากถึง 187 หลัง และพบช่างตีระหัดที่มีความรู้และทักษะในการตีระหัดหลงเหลืออยู่ราว 25 คน โดยมีการสืบทอดอยู่ในกลุ่มเกษตรกรชาวไทโคราช ไทยวน และไทลาว ภายใต้แบบแผนทางเชิงช่างที่เป็นเอกภาพเดียวกัน สะท้อนให้เห็นร่องรอยของการถ่ายเททักษะเชิงช่างและการพึ่งพาอาศัยระหว่างกลุ่มคนซึ่งมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันในบริเวณนี้ ทั้งนี้ จากการสืบค้นข้อมูลระหัดวิดน้ำที่พบในประเทศไทย สามารถยืนยันได้ว่าลำตะคองเป็นลำน้ำเดียวที่พบระหัดวิดน้ำจำนวนมากถึงหลักร้อย มีความโดดเด่นระดับชาติในฐานะแหล่งที่มีระหัดวิดน้ำอยู่จำนวนมากที่สุดในประเทศไทย รวมถึงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังไม่ปรากฏข้อมูลของระหัดวิดน้ำในแหล่งน้ำอื่นๆ ที่มีจำนวนใกล้เคียงหรือมากกว่าที่พบในลำตะคอง เช่นกัน

“ระหัดวิดน้ำลำตะคอง” มีแนวปฏิบัติที่เข้าข่ายเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (Intangible Cultural Heritage) ตามอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ.2003 รวมถึงเป็นเทคโนโลยีการผลิตยุคโบราณที่เข้าข่ายเป็นมรดกทางอุตสาหกรรม (Industrial Heritage) ตามปฏิญญาไทเปเพื่อมรดกอุตสาหกรรมแห่งเอเชีย ภายใต้คณะกรรมการระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์มรดกอุตสาหกรรม (TICCIH) ซึ่งรับรองโดย UNESCO โดยในระดับท้องถิ่น ได้มีการขับเคลื่อนกระบวนการยืนยันคุณค่าระหัดวิดน้ำมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 จนกระทั่งในปี พ.ศ.2567 ได้มีการประกาศให้ระหัดวิดน้ำลำตะคองอยู่ใน “รายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา” ภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ.2559 อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีนโยบายและแนวปฏิบัติจากทางภาครัฐที่เป็นรูปธรรมในการขับเคลื่อนให้ภูมิปัญญาระหัดวิดน้ำได้รับการดูแลรักษาเอาไว้

สถานภาพปัจจุบันและภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่

แม้ว่าในปัจจุบันยังคงมีการใช้งานระหัดวิดน้ำอยู่ในบริเวณลำตะคอง แต่มีจำนวนลดลง จากปัจจัยกระแสการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงบริบททางการเกษตร รวมถึงอุทกภัยจากน้ำป่าไหลหลากที่ทำให้ระหัดวิดน้ำเสียหาย การลดจำนวนของช่างตีระหัด ข้อจำกัดในการเข้าถึงทรัพยากรและพื้นที่ และนโยบายพัฒนาที่ไม่เอื้อต่อการรักษาโครงสร้างพื้นถิ่น ที่ส่งผลให้การดูแลระหัดวิดน้ำในปัจจุบันมีอุปสรรคมากมายและกลายเป็นเรื่องยุ่งยาก รวมถึงเสี่ยงต่อการสูญหาย ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการสนับสนุนจากรัฐและท้องถิ่น

บทเรียนจากต่างประเทศ

เนื้อความในหนังสือ “Water History for Our Times” ของยูเนสโก ได้กล่าวถึงกังหันทดน้ำหรือระหัดวิดน้ำว่า เป็นอุปกรณ์ยกน้ำที่มีความซับซ้อนและถูกใช้งานในหลายภูมิภาค สมควรได้รับการยกย่องให้เป็นส่วนหนึ่งของ “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของโลก” เนื่องจากเป็นตัวแทนขององค์ความรู้ด้านการจัดการน้ำที่ยั่งยืนในอดีต รวมถึงเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่เปลี่ยนโฉมหน้าของอารยธรรมมนุษย์ในด้านการจัดการน้ำ เกษตรกรรม วิศวกรรม อุตสาหกรรม และวัฒนธรรม ส่งผลให้ในปัจจุบันมีหลายประเทศเล็งเห็นคุณค่าและต่อยอดสู่การสร้างคุณประโยชน์จากระหัดวิดน้ำ

ประเทศซีเรีย โนเรียแห่งเมืองฮามา (Norias of Hama) โนเรียเป็นชื่อท้องถิ่นของกังหันทดน้ำ ซึ่งมีการสืบทอดมายาวนานร่วม 500 ปี เคยเป็นที่รู้จักในฐานะสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์และความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมของเมืองฮามา สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากในช่วงก่อนสงครามกลางเมือง ส่งผลให้ในปี ค.ศ.1999 รัฐบาลซีเรียได้ยื่นคำร้องต่อยูเนสโก เพื่อขอให้โนเรียแห่งฮามาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก อย่างไรก็ตาม สถานการณ์สงครามกลางเมืองในประเทศซีเรีย ส่งผลให้กระบวนการดังกล่าวหยุดชะงัก โดยแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ในปี ค.ศ.2015 ระบุว่ามีโนเรียหลงเหลืออยู่ในภูมิภาคนี้จำนวน 17 หลัง และเลิกใช้งานด้านชลประทานแล้ว

ประเทศจีน ระหัดวิดน้ำ หรือ “ต้าสุ่ยเชอ” ถูกรื้อฟื้นขึ้นที่เมืองเก่าลี่เจียง มณฑลยูนนาน หลังจากที่เมืองเก่าลี่เจียงได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ.1977 โดยมีการสร้างระหัดวิดน้ำตามรูปแบบโบราณจำนวน 2 หลัง เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์บอกเล่าประวัติศาสตร์การชลประทานของเมือง และใช้เป็นองค์ประกอบเสริมสร้างภาพลักษณ์ของย่านเมืองเก่า ในขณะที่เมืองหลานโจว มณฑลกานซู่ ซึ่งเลิกใช้ระหัดวิดน้ำไปหลายทศวรรษแล้ว ได้มีการรื้อฟื้นระหัดวิดน้ำซึ่งเคยมีบทบาทสำคัญในการชลประทานและการพัฒนาทางสังคมของเมืองในอดีต เกิดเป็นโครงการ “สวนระหัดวิดน้ำหลานโจว (Lanzhou Waterwheel Garden)” ขึ้นในปี ค.ศ.1994 โดยสร้างระหัดวิดน้ำตามรูปแบบโบราณ จำนวน 12 หลัง ในบริเวณแม่น้ำเหลือง ซึ่งได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของเมือง และเป็นที่รับรู้ในฐานะตัวแทนของมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ระดับรัฐ ในขณะที่เมืองด่านไจ้ มณฑลกุ้ยโจว ได้สร้างระหัดวิดน้ำที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 26.08 เมตร จำนวน 1 หลัง เมื่อปี ค.ศ.2017 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาและการอนุรักษ์วัฒนธรรมของชนเผ่าเหมียว โดยเป็นส่วนหนึ่งของย่านท่องเที่ยวที่พัฒนาโดยกลุ่มบริษัทเอกชน และได้รับการบันทึกสถิติโลกกินเนสส์ (Guinness World Records) ในฐานะระหัดวิดน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ประเทศเยอรมนี ระบบจัดการน้ำอัปเปอร์ฮาร์ซ (Upper Harz Water Regale) ซึ่งเป็นร่องรอยเครือข่ายของเขื่อน อ่างเก็บน้ำ และระหัดวิดน้ำ ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เพื่อสนับสนุนการทำเหมืองในภูมิภาคอัปเปอร์ฮาร์ซ โดยได้เกิดโครงการบูรณะระหัดวิดน้ำขึ้นใหม่จำนวน 1 หลัง ที่เมืองเคลาสทัล เซลแลร์เฟลด์ เพื่อการอนุรักษ์ ปัจจุบันระบบจัดการน้ำอัปเปอร์ฮาร์ซได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก โดยมีระหัดวิดน้ำเป็นองค์ระกอบ

ประเทศฝรั่งเศส หุบเขาระหัดวิดน้ำ (Vallée des Rouets) ในเมืองเธียร์ มีประวัติศาสตร์การใช้พลังงานน้ำในการผลิตมีดและเครื่องมือมาตั้งแต่ยุคกลาง ปัจจุบันมีการอนุรักษ์ระหัดวิดน้ำและเปิดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ประเทศเวียดนาม ระหัดวิดน้ำแห่งหมู่บ้านนาควง (Water Wheels in Na Khuong) ชุมชนของชาวไทในจังหวัดไลเจา มีการใช้ระหัดวิดน้ำจำนวน 25-30 หลัง ทดน้ำเข้าสู่แปลงนา โดยได้รับการยกย่องว่าเป็นแหล่งที่มีระหัดวิดน้ำสวยงามอันดับต้นของประเทศ และมีการขยายผลสู่การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอย่างชัดเจน

หลายประเทศต่างอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากระหัดวิดน้ำในการส่งเสริมการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และการเรียนรู้เชิงวัฒนธรรม แสดงให้เห็นว่าระหัดวิดน้ำสามารถเป็นสินทรัพย์วัฒนธรรมระดับโลก

แนวทางผลักดันสู่ระดับสากล

หลักฐานความเก่าแก่ของการสืบทอดภูมิปัญญามาอย่างยาวนาน สถานภาพการใช้ระหัดวิดน้ำเพื่อการเกษตรซึ่งยังดำรงอยู่ที่ลำตะคอง และจำนวนของระหัดวิดน้ำที่หลงเหลือมากกว่าแหล่งอื่น เป็นจุดแข็งสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับระหัดวิดน้ำลำตะคองให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ (ICH) และผลักดันเข้าสู่บัญชีตัวแทนของ UNESCO โดยดำเนินการตามอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ.2003 หรือแนวทางของคณะกรรมการระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางอุตสาหกรรม (TICCIH)

รวมถึงสร้างโอกาสให้สามารถใช้ระหัดวิดน้ำเป็นต้นทุนของ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การทำงานช่างและงานฝีมือ ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น การเรียนรู้เชิงนิเวศ และยังสามารถขยายผลในประเด็นนวัตกรรมเชิงนิเวศ จากการใช้พลังงานจากธรรมชาติ 100% ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะ และมีส่วนช่วยบำบัดน้ำ ควบคู่กับการนำเสนอวัฒนธรรมการเกษตรดั้งเดิมที่สะท้อนวิถีชีวิตชุมชนที่พึ่งพิงลำน้ำและระบบชลประทานที่อิงกับกลไกทางธรรมชาติ ซึ่งเอื้อต่อการสร้างความร่วมมือขับเคลื่อนพื้นที่สู่ “แหล่งมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่มีชีวิตและชุมชนวิถีเกษตรกรรมยั่งยืน”

ข้อเสนอเพื่อดำเนินการ

ยืนยันคุณค่าในฐานะมรดกทางวัฒนธรรม เพื่อให้เกิดการตระหนักถึงคุณค่าและยอมรับอย่างกว้างขวาง ควรขับเคลื่อนให้เกิดการขึ้นทะเบียนระหัดวิดน้ำลำตะคองเป็น “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ” ในสาขาความรู้และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล หรือสาขางานช่างฝีมือดั้งเดิม ภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ.2559 และขึ้นทะเบียนในฐานะ “มรดกทางอุตสาหกรรม” ตามปฏิญญาไทเปฯ เพื่อให้เกิดกลไกการปกป้องคุ้มครอง และขยายผลไปสู่นโยบายการอนุรักษ์และบริหารจัดการอย่างเป็นรูปธรรม

สนับสนุนให้มีการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติช่างตีระหัดเป็น “ปราชญ์ชาวบ้าน-ปราชญ์ชุมชน” เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและขวัญกำลังใจแก่ผู้สืบทอดภูมิปัญญา และขับเคลื่อนกลไกในการถ่ายทอดความรู้

จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ระหัดวิดน้ำ บูรณาการภูมิปัญญาเข้ากับหลักสูตรการศึกษาและชุมชน ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่ให้ประชาชน นักเรียน และนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้และทดลองใช้จริง เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกรักษามรดกท้องถิ่น ตลอดจนพัฒนาเครือข่ายชุมชนในการพัฒนาฐานข้อมูลเกี่ยวกับระหัดวิดน้ำให้เป็นปัจจุบัน เพื่อใช้บริหารจัดการมรดกวัฒนธรรมโดยการมีส่วนร่วมจากชุมชนอย่างแท้จริง

การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมช่างฝีมือและส่งเสริมการฝึกอาชีพช่างตีระหัด เพื่อสนับสนุนให้มีการถ่ายทอดทักษะการสร้างและซ่อมแซมระหัดวิดน้ำแก่ผู้สนใจ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างช่างอาวุโส สถานศึกษา และภาคเอกชน หรืออาจส่งเสริมให้เกิดอาชีพทางเลือกโดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่มีพันธกิจด้านส่งเสริมการฝึกอาชีพซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่แหล่งมรดกฯ (เช่น วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครราชสีมา สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 5 และทัณฑสถานเกษตรอุตสาหกรรมเขาพริก) เพื่อให้มีช่างฝีมือและแรงงานที่เอื้อต่อการสืบทอด

วางแผนจัดการทรัพยากรท้องถิ่นร่วมกันในรูปแบบป่าชุมชน สำหรับจัดหาไม้ให้เพียงพอและทั่วถึง เพื่อให้มีองค์ประกอบด้านทรัพยากรสำหรับใช้ดูแลรักษาและสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมระหัดวิดน้ำต่อไป

บูรณาการทุนวัฒนธรรมเข้ากับการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจชุมชน เช่น จัดทำเส้นทางท่องเที่ยวที่เน้นการเรียนรู้เกี่ยวกับระหัดวิดน้ำและวิถีชีวิตชาวบ้านลุ่มน้ำลำตะคอง พัฒนาสินค้า ของที่ระลึก งานหัตถกรรม เสื้อผ้าที่ระลึกลวดลายระหัดวิดน้ำ และข้าวอินทรีย์จากนาระหัด เพื่อสร้างหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจร่วมกับประชาชนในท้องถิ่น

บูรณาการความเชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาเพื่อจัดการแบบองค์รวม สร้างความร่วมมือระหว่างนักวิชาการ นักปฏิบัติ นักวิชาชีพ หรือผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพและแก้ปัญหาอย่างรอบด้าน มุ่งคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการพัฒนากับความจำเป็นในการรักษาคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรม โดยดำเนินการอย่างระมัดระวังภายใต้ความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ชุมชน เครือข่ายเกษตรกรผู้ใช้น้ำ สถาบันทางสังคม ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา สถานศึกษา และหน่วยงานภาครัฐ

ระหัดวิดน้ำลำตะคองไม่ใช่เพียงเครื่องมือเกษตรกรรมดั้งเดิม แต่คือมรดกทางวัฒนธรรมที่มีศักยภาพสู่เวทีโลก ด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญา รวมถึงความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ การยกระดับระหัดวิดน้ำลำตะคองจึงไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์อดีต แต่คือการลงทุนเพื่ออนาคตของชุมชน ท้องถิ่น และประเทศไทย