จีน–ไทย หลายพันปี
ประวัติจีนกรุงสยาม
ความสัมพันธ์จีน–ไทยในประวัติศาสตร์ไทย (กระแสหลัก) ซึ่งแพร่หลายมากในสังคมไทยเกือบ 100 ปีมาแล้ว สรุปดังนี้
1. จีน–ไทย เริ่มแรกมีความสัมพันธ์ในสมัยสุโขทัยราชธานีแห่งแรกของ “คนไทย เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์”
2. พ่อขุนรามคำแหง เสด็จเมืองจีน 2 ครั้ง
3. จักรพรรดิจีนให้ช่างจีนแก่พ่อขุนรามคำแหงเพื่อทำเครื่องเคลือบสังคโลกที่สุโขทัย
แต่หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีเท่าที่พบขณะนี้ ไม่สนับสนุนประวัติศาสตร์ (กระแสหลัก) ดังนี้
1. สุโขทัยไม่ใช่ราชธานีแห่งแรกของ “คนไทย เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์” ซึ่งไม่มีในโลก
2. พ่อขุนรามคำแหง ไม่เคยเสด็จเมืองจีน ไม่ว่าครั้งเดียว หรือ 2 ครั้ง แต่เจ้านายเชื้อสาย “พระร่วง” สุโขทัยเสด็จเมืองจีน คือ เจ้านครอินทร์ แห่งรัฐสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี)
3. จักรพรรดิจีนไม่เคยพระราชทานช่างจีนแก่พ่อขุนรามคำแหง แต่จักรพรรดิจีนพระราชทานช่างจีนแก่เจ้านครอินทร์ จากนั้นเจ้านครอินทร์ให้ช่างจีนขึ้นไปทำเครื่องเคลือบที่สุโขทัยกับศรีสัชนาลัย เรียกสมัยหลังว่าเครื่องสังคโลก
ความสัมพันธ์จีน–ไทยในหนังสือประวัติจีนกรุงสยาม (เล่ม 1) ไม่พบเรื่องพ่อขุนรามคำแหงไปเมืองจีน แต่พบหลักฐานใหม่ซึ่งสำคัญมาก จะยกมาดังนี้
จีนถึงไทย 2,000 ปีแล้ว
จีนเป็นจักรวรรดิขนาดใหญ่ ถือเป็นตลาดสำคัญสำหรับผลิตผลจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเนิ่นนาน
หลักฐานทางโบราณคดีบ่งชี้ว่าชาวจีนค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับดินแดนในเขตประเทศไทยมานานกว่า 2,000 ปีแล้ว มีการค้นพบชิ้นส่วนเครื่องปั้นจีนสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (202 ปีก่อนคริสตกาล-9/341-552) ที่สุุราษฎร์ธานี
อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานว่าโบราณวัตถุุจีนที่พบในสยามสมัยนั้นขนส่งมาทางบกหรือทางทะเล
[ที่มา : หนังสือประวัติจีนกรุงสยาม เล่มที่ 1 หน้า 12]
ข้อมูลทางประวัติศาสตร์โบราณคดีสนับสนุนจีน–ไทย หลายพันปี ยังมีอีกมาก จะยกมาเท่าที่รวบรวมได้ เพื่อสนับสนุนหนังสือประวัติจีนกรุงสยาม ที่ควรซื้อไว้เป็นหลักฐานบ้านเมือง ดังต่อไปนี้
หนังสือชุด ประวัติจีนกรุงสยาม A History of the Thai-Chinese
เล่มที่ 1 สมัยกรุงศรีอยุธยาถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เล่มที่ 2 ยุคล่าอาณานิคม เล่มที่ 3 ยุค ก่อร่างสร้างประเทศไทย โดย เจฟฟรี ซุน และพิมพ์ประไพ พิศาลบุตร
แปลโดย พิมพ์ประไพ พิศาลบุตร, กิตติพัฒน์ มณีใหญ่, สมชาย จิว และนิรันดร นาคสุริยันต์
ชุดปกอ่อน เล่ม1-3 ราคา 1,139 บาท สั่งซื้อได้ที่: เว็บไซต์สำนักพิมพ์มติชน
หลักฐานจีน–ไทย หลายพันปี
คนหลายชาติพันธุ์ในจีนและในไทย เดินทางไปมาหาสู่กันและกันหลายพันปีมาแล้ว
คนไทยมีบรรพชนเป็นชาวสยาม ซึ่งเป็นลูกผสมของคนชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมหลายชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” หลายพันปีมาแล้ว
ภูมิรัฐศาสตร์จีนกับไทยมีพื้นที่ต่อเนื่องผืนเดียวกัน แต่ดินแดนจีนกว้างใหญ่ไพศาล มีแม่น้ำฮวงโห (อยู่ทางเหนือ) กับแม่น้ำแยงซี (อยู่ทางใต้) ส่วนไทยอยู่ใน “โซเมีย” ทางใต้แม่น้ำแยงซีในจีน แล้วทอดยาวถึงบริเวณแม่น้ำโขง, แม่น้ำสาละวิน, แม่น้ำเจ้าพระยา ในอุษาคเนย์
ทางตอนใต้ของจีนเป็นที่ราบในหุบเขาสูง เป็นถิ่นของคนชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” อยู่ปะปนกัน แต่ถูกจีนเรียกอย่างรวมๆ โดยไม่จำแนกว่า “เยว่” ประกอบด้วยคนหลายตระกูล ได้แก่ ทิเบต–พม่า, มอญ–เขมร, ม้ง–เมี่ยน, และไท–ไต (ซึ่งเป็นสายหนึ่งของบรรพชนไทย)
หลักฐานวิชาการทางประวัติศาสตร์โบราณคดี สนับสนุนความสัมพันธ์ไทย–จีน หลายพันปีมาแล้ว ได้แก่ ภาษาและวรรณกรรม, หม้อสามขา, กลองสำริด, โบราณวัตถุและเอกสารจีนราชวงศ์ฮั่น, ปฏิทิน, สิบสองนักษัตร, ขวัญ, แถน, พิธีกรรมหลังความ ตาย, นาทดน้ำ, ดีเอ็นเอ เป็นต้น
[1.] ภาษาและวรรณกรรม มีต้นตอหรือรากเหง้าราว 3,000 ปีมาแล้ว จากภาษาตระกูลไท–กะได หรือไท–ไต มีศูนย์กลางอยู่มณฑลกวางสี ภาคใต้ของจีน พรมแดนต่อเนื่องเวียดนามภาคเหนือ
ภาษาและวรรณกรรมในโลกเคลื่อนไหวไปตามเส้นทางการค้าโดยคนไม่จำเป็นต้องโยกย้าย หรืออพยพตามไปด้วย
ดังนั้นภาษาและวรรณกรรมไท–ไต จากกวางสี–เวียดนาม เคลื่อนที่ไปตามเส้นทางการค้าถึงลุ่มน้ำโขง, ลุ่มน้ำสาละวิน, ลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยคนจากกวางสี–เวียดนาม ไม่ต้องโยกย้ายหรืออพยพไปด้วยกัน
[2.] หม้อสามขา เครื่องเซ่นผีที่เป็นชนชั้นนำ ต้องฝังหม้อสามขาในหลุมศพรวมกับร่างคนตาย ราว 3,000 ปีมาแล้ว
ชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์รับหม้อสามขาจากจีน แล้วแพร่กระจายลงทางทิศใต้ไปตามเส้นทางคมนาคม ถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา และคาบสมุทรมลายู ดังนั้นเมื่อหัวหน้าเผ่าพันธุ์ตาย ก็เอาหม้อสามขาฝังรวมในหลุมฝังศพเพื่อใช้งานในโลกต่างมิติตามความเชื่อเรื่องขวัญทางศาสนาผี (เหมือนหม้อลายเขียนสีบ้านเชียง)
หม้อสามขา คือภาชนะดินเผามีสามขา อายุราว 3,000 ปีมาแล้ว เป็นเครื่องเซ่นผีใช้ฝังรวมกับศพที่แสดงฐานะทางสังคมระดับชนชั้นนำที่ตายแล้ว โดยมีต้นแบบอยู่ลุ่มน้ำฮวงโหในจีน ต่อมาแพร่หลายถึงดินแดนไทยโดยกลุ่มชาติพันธุ์ในโซเมีย
(ในภาพ) หม้อสามขาในวัฒนธรรมบ้านเก่า จากบ้านเก่า (จ. กาญจนบุรี) และหนองราชวัตร กับบ้านหัวอุด (จ. สุพรรณบุรี)
หม้อสามขาในไทย พบมากบริเวณลุ่มน้ำแม่กลองตอนบน–แคว ใหญ่, แควน้อย (กาญจนบุรี) จากนั้นกระจายถึงลุ่มน้ำท่าจีน (สุพรรณบุรี) และลุ่มน้ำน้อย (อ่างทอง)
หม้อสามขาเหล่านี้ไม่ได้นำลงมาจากลุ่มน้ำฮวงโหในจีน แต่ทำขึ้นในท้องถิ่นสำหรับฝังในหลุมศพเท่านั้น จึงไม่ได้ทำขึ้นใช้ในชีวิตประจำวัน
[3.] กลองสำริด เป็นต้นแบบของเครื่องมือประโคมในไทย ได้แก่ ฆ้อง เช่น ฆ้องหุ่ย, ฆ้องวง ฯลฯ แหล่งผลิตดั้งเดิมอยู่ในจีน บริเวณมณฑลยูนนาน และมณฑลกวางสีต่อเนื่องเวียดนาม
ทำด้วยสำริดซึ่งเป็นโลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุก ดังนั้นกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เรียกกลองทอง, กลองสำริด ส่วนจีนเรียก “ถงกู่” หมายถึงกลองทองแดง
ไทยทุกวันนี้เรียกกลองสำริดว่า “กลองมโหระทึก” จากความเข้าใจผิดว่าตรงกับ “หรทึก“ ในกฎมณเฑียรบาลสมัยอยุธยา แต่จริงๆ แล้ว “หรทึก” หมายถึงเครื่องประโคมในพิธีพราหมณ์จากอินเดีย ต่อมาราชสำนักอยุธยายกย่องเป็นเครื่องประโคมศักดิ์สิทธิ์ เรียก “หรทึก”
[4.] ขวัญ ความเชื่อทางศาสนาผีว่าขวัญหมายถึงพลังอำนาจเหนือธรรมชาติ มีในคน, สัตว์, พืช, สิ่ง ของ, อาคารสถานที่ [ขวัญต่างจากวิญญาณ ซึ่งทดแทนกันมิได้ แต่ปัจจุบันปนกันระหว่างขวัญทางศาสนาผี กับวิญญาณทางศาสนาพุทธ]
คำว่า “ขวัญ” รับจากจีนว่า เฮวิ๋น, หวั๋น (ดูในหนังสือของพระยาอนุมานฯ)
[5.] แถน หมายถึงผีฟ้า ได้จากคำจีนว่า เทียน หรือ เตียน แปลว่าฟ้า
แม่หญิงอยุธยา กลืนลูกจีนเป็นอยุธยา
หลักฐานทางโบราณคดีชี้ว่าชาวจีนตั้งบ้านเรือนอยู่ในกรุงศรีอยุธยามาแต่แรกสร้าง มีการค้นพบไหสมัยราชวงศ์หยวนในกรุวัดพระราม และยังพบเศษกระเบื้องจีนสมัยราชวงศ์หยวน ราชวงศ์หมิง และต้นราชวงศ์ชิง ในหลายพื้นที่ของกรุงศรีอยุธยา
พระพิมพ์จากกรุวัดราชบูรณะ พระนครศรีอยุธยา ภายในระบุชื่อจีน แซ่เก่อ ร่วมทำบุญ สมัยราชวงศ์หมิง
ที่กรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ พบพระพิมพ์เนื้อชินหลายองค์ ภายในระบุชื่อชาวจีนสมัยราชวงศ์หมิง เป็นผู้มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญสร้างวัด
ปกติชาวสำเภามิได้พาผู้หญิงติดเรือออกโพ้นทะเล ด้วยวัฒนธรรมจีนเน้นความกตัญญูกตเวที ภรรยามีหน้าที่ปรนนิบัติผู้เฒ่าในเรือน ดูแลสุสานบรรพชน ซึ่งเปรียบดุจผีเหย้าผีเรือนที่ปกป้องครอบครัวให้อยู่ดีมีสุข ฝ่ายชายมักออกเรือไปทำมาหากินตามลำพัง
ชุมชนจีนในกรุงศรีอยุธยาถือได้ว่าเป็นจีนลูกผสม มีบิดาเป็นจีนพ่อค้านักเดินเรือ ฝ่ายมารดาเป็นแม่หญิงท้องถิ่น
ล่วงมาถึงสมัยศตวรรษที่ 20 เมื่อสกินเนอร์สัมภาษณ์คนจีนในเมืองไทยยุคสงครามเย็น เขาพบว่าสำหรับครอบครัวจีนในสยามความเป็นจีนเลือนหายไปไม่กี่ชั่วคนเพราะอิทธิพลของฝ่ายหญิงผู้เป็นแม่เรือน กระทั่งชื่อแซ่ชื่อตระกูลก็ไม่ทราบ
[ที่มา : หนังสือประวัติจีนกรุงสยาม เล่มที่ 1 หน้า 24]
[6.] พิธีกรรมหลังความตาย ต้องจัดการซากศพ 2 ครั้ง เรียกฝังศพครั้งแรก และ ฝังศพครั้งที่ 2 เป็นพิธีกรรมตามความเชื่อขวัญ ทางศาสนาผี หลายพันปีมาแล้ว
พบเหมือนกันตั้งแต่แผ่นดินใหญ่ลุ่มน้ำฮวงโหและแยงซีในจีน, ภาคพื้นทวีปอุษาคเนย์ จนถึงคาบสมุทรและหมู่เกาะอุษาคเนย์ มากกว่า 2,500 ปีมาแล้ว เป็นหลักฐานสำคัญแสดงความสัมพันธ์จีน–ไทย หลายพันปีมาแล้ว
[7.] ราชวงศ์ฮั่น จีน–ไทย มีความสัมพันธ์เก่าแก่ตั้งแต่ราชวงศ์ฮั่น 2,200 ปี ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาเดียวกับการค้าระยะไกลทางทะเลสมัยเริ่มแรกกับอินเดีย ซึ่งมีสินค้าสำคัญคือทองแดง จึงถูกอินเดียเรียก “สุวรรณภูมิ”

เครื่องมือเครื่องใช้ในวัฒนธรรมฮั่น ทำด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง และทำจากวัสดุมีค่าสูง ถูกฝังรวมในหลุมฝังศพชนชั้นนำ ตามความเชื่อเรื่องขวัญทางศาสนาผี ราว 2,500 ปีมาแล้ว[ภาพเครื่องมือเครื่องใช้สำริด พบที่ม่อนวัดเกษมจิตตาราม บริเวณคลองโพ ต. ท่าเสา อ. เมืองฯ จ. อุตรดิตถ์ (ภาพถ่ายก่อน พ.ศ. 2557)]
เอกสารจีนที่แสดงประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์จีน–ไทย ได้แก่ “ประวัติศาสตร์ราชวงศ์ฮั่นฉบับหลวง” เขียนถึงประวัติศาสตร์ราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (ก่อน ค.ศ. 205-ค.ศ. 25/ก่อน พ.ศ. 748-568) แต่งโดยปันกู้ ซึ่งในบรรพ 28 ว่าด้วยภูมิศาสตร์ มีเนื้อหาระบุการเดินเรือผ่านไปยังดินแดนต่างๆ บริเวณอุษาคเนย์ รวมทั้งดินแดนบ้านเมืองในไทยสมัยโบราณ
[อาจารย์ประพฤทธิ์ ศุกลรัตนเมธี เสนอหลักฐานเอกสารทางประวัติศาสตร์ เพื่อเสวนาในหัวข้อ “ประวัติความสัมพันธ์ไทย–จีนในเอกสารจีน” เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ณ ห้อง 301 ตึกคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์]
[8.] ปฏิทินจากจีน ล้านนาได้ต้นแบบปฏิทินจาก “กานจือ” ของจีน ราว 2,000 ปีมาแล้ว เป็นปฏิทินลำดับปีและวัน แบบนับวนเป็นรอบๆ และรอบละ 60 เรียกว่า “แม่ปีลูกปี” (ที่ลำดับปี) หรือ “แม่มื้อลูกมื้อ” (ที่ลำดับวัน)
[9.] สิบสองนักษัตร ไทยรับจากจีน (ไม่อินเดีย) จีนเปลี่ยนปีนักษัตรตอนปีใหม่จีน (ตรุษจีน) ไทยเปลี่ยนปีนักษัตรตอนปีใหม่ไทย คือ เดือนอ้าย หรือเดือนที่ 1 หลังลอยกระทง ตรงกับปฏิทินสากลราวพฤศจิกายน–ธันวาคม
[แต่ถูกชนชั้นนำอำนาจรวมศูนย์ครอบงำว่าเปลี่ยนตอนสงกรานต์ ซึ่งไม่ใช่ เพราะสงกรานต์เป็นพิธีขึ้นปีใหม่ในศาสนาพราหมณ์–ฮินดู ที่ไทยรับจากอินเดีย ส่วนสิบสองนักษัตรไม่มีในอินเดีย เนื่องจากสิบสองนักษัตรเป็นสิ่งเนื่องในศาสนาผีที่ไทยรับจากจีน]
[10.] นาทดน้ำ มีคันนากักเก็บน้ำ เป็นเทคโนโลยีจากจีน มากกว่า 2,000 ปีมาแล้ว
จีนพบนาข้าวเก่าแก่ 6,000 ปีมาแล้ว ทางตะวันออกของจีน บริเวณพื้นที่ตอนล่างของดินดอนสามเหลี่ยม ปากแม่น้ำแยงซี มณฑลเจ้อเจียง
[11.] “ดีเอ็นเอ” ฮวงโห, แยงซี ความสัมพันธ์จีน–ไทย มีก่อน 1,700 ปีมาแล้ว หรือก่อน พ.ศ. 868 (สุวรรณภูมิ) พบดีเอ็นเอของคนในจีนบริเวณลุ่มน้ำฮวงโห ราว 1,700 ปีมาแล้ว ปนอยู่กับดีเอ็นเอของคนพื้นเมืองในไทยที่แม่ฮ่องสอน
ทั้งนี้จากการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ของกลุ่มตัวอย่างจากโลงผีแมน (อ. ปาง มะผ้า จ. แม่ฮ่องสอน) โดยนักพันธุศาสตร์ (มหาวิทยาลัยนเรศวร พิษณุโลก) ร่วมกับนักโบราณคดี (มหาวิทยาลัยศิลปากร กรุงเทพฯ) มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะเมื่อต้นปีที่แล้ว พ.ศ. 2567

