‘ระเบียบโลกพังทลาย’
ปีแห่งการลดทอนศักดิ์ศรี
สถานการณ์ละเมิดสิทธิ ที่หนักหน่วง
ฟังจบยอมรับเลยว่า “สาหัส”
สำหรับสถานการณ์รอบโลก ณ ปัจจุบัน ที่มากมายสารพัดรูปแบบ ทั้งซุ่มเงียบ เข้าห้ำหั่น กระทำซึ่งๆ หน้า
เป็นปีที่โลกต้องเผชิญกับ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งสงครามฉนวนกาซา รัฐประหารในเมียนมา การสังหารนักปกป้องสิทธิ การเซ็นเซอร์และเสรีภาพที่ถูกพรากไปในรัศมีเพื่อนบ้าน เป็นปีแห่งความเดือดดาลทางการเมือง และเกิดการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หนักสุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
หากแต่อีกด้าน ก็สะท้อนให้เห็นเงาของความร่วมมือบางอย่าง …
“ปี 2567 เป็นปีที่ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกเราทุกคน
ต้องเผชิญกับวิกฤตรอบด้าน ยังเกิดการพังทลายของระบบระหว่างประเทศ หลังจากที่เราออกแบบระเบียบโลกร่วมกัน หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อสร้างสันติสุข แต่จะเห็นว่ามันถูกทำลายลง”
พุทธณี กางกั้น ประธานกรรมการ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย รีแคปสถานการณ์สิทธิในชีวิตที่ถูกพรากไปในกาซา เมียนมา และชายแดนใต้
ในงานแถลง “เปิดตัวรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ประจำปี 2567/68” ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆ กับอีกหลายประเทศทั่วโลก เพื่อส่งเสียงรีพอร์ตสะท้อนความจริงที่ “มนุษย์กระทำกับมนุษย์”
จากการเฝ้ามองสถานการณ์ด้านสิทธิรอบโลก เห็นชัดว่าแม้แต่ องค์การสหประชาชาติ (UN) ยังถูกทำให้อ่อนแอ โดยเฉพาะในช่วง 100 วันของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ โดยมี 5 สถานการณ์หลัก ดังนี้
1.การใช้อาวุธเข้าห้ำหั่น แม้ประเด็นกาซาจะร้ายแรงในลักษณะ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”, ในรัสเซียยังพบการโจมตียูเครนอย่างต่อเนื่อง, ความขัดแย้งในซูดาน กระทบพลเรือนนับล้าน ทว่า รัฐบาลมหาอำนาจกลับส่งเสริมความขัดแย้งและกลไกช่วยเหลือระหว่างประเทศอ่อนแอลง กลไกการวีโต้ของ 5 ประเทศหลัก เป็นอุปสรรคในการสร้างสันติภาพ
2.ปราบปรามผู้เห็นต่าง หลายประเทศใช้กฎหมายไม่เป็นธรรม ลงโทษนักกิจกรรมอย่างสุดโต่ง มีผู้สื่อข่าวถูกสังหาร 124 คน ซึ่ง 2 ใน 3 รายงานข่าวในฉนวนกาซา รวมถึงมีกฎหมายควบคุมภาคประชาสังคมในกว่า 21 ประเทศ
3.ความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้เกิดภัยพิบัติ ที่ส่งผลให้เกิดการอพยพคนหลายล้าน ประเทศรายได้น้อยเผชิญหนี้สาธารณะ
4.การเลือกปฏิบัติ ผู้ลี้ภัย อพยพ ชนเผ่าพื้นเมือง ยังคงถูกผลักดัน เช่น ในปากีสถาน สหรัฐ ชนเผ่าพื้นเมืองถูกละเมิดสิทธิที่ดิน ผู้มีความหลากหลายทางเพศเผชิญกับการถูกกดขี่
5.เทคโนโลยีและสิทธิมนุษยชน ในหลายประเทศยังมีการใช้สปายแวร์โดยมิชอบ ยังไม่มีกฎหมายกำกับการละเมิด
พุทธณียังหยิบยกคำกล่าวของ แอกเนสคาลามาร์ด เลขาฯแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ว่า
“สิ่งที่สำคัญคือเราต้องรวมตัวอย่างเป็นระบบเพื่อต่อต้านการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม เพราะเป็นแนวทางเดียวที่มีอยู่ที่จะสามารถทำได้ เมื่อรัฐไม่สามารถปกป้องสิทธิมนุษยชนได้ จึงต้องร่วมกันยืนหยัดขึ้นมา”

ยังเพิกเฉยปม’เมียนมา’
แนะต่อกร เพื่อศักดิ์ศรีของทั้งภูมิภาค
ซูมไปที่เมียนมา 4 ปีหลังรัฐประหาร การละเมิดสิทธิยิ่งทวีความรุนแรง
แม้ “มิน อ่อง ลาย” ผู้นำกองทัพเมียนมา ติดชนักข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ แต่ช่วงครึ่งปีหลัง การโจมตีทางอากาศยังเพิ่มเท่าตัว
“นับเป็นวิกฤตมนุษยธรรมอย่างร้ายแรงที่สุดในภูมิภาคและในโลก โดยการใช้อาวุธร้ายแรงกับผู้พลัดถิ่น ชนกลุ่มน้อย การโจมตีมุ่งไปที่โครงสร้างพื้นฐาน โบสถ์ มัสยิด รพ. ‘กองทัพเมียนมา’ ยังก่ออาชญากรรมอย่างเป็นระบบ มีรายงานการสังหารหมู่ เผาทำลายหมู่บ้าน”
พุทธณียกกรณี “ชาวโรฮีนจา” ยังถูกผลักออกนอกประเทศ และควบคุมในค่ายอย่างไร้มนุษยธรรม ในขณะที่เชื้อเพลิงและอาวุธในการโจมตี ยังคงถูกจัดส่งอย่างซับซ้อนขึ้น เช่น ผ่านเวียดนาม จีน
“อย่างไรก็ตาม ยังพบว่าประเทศในภูมิภาคยังมีบทบาทที่น่ากังวลในการสร้างสันติภาพ เพิกเฉยต่ออาชญากรรมในเมียนมา ปล่อยให้การลอยนวลพ้นผิดยังฝังรากลึก”
“เราขอเรียกร้องให้ยืนหยัดสิทธิมนุษยชน เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทั้งภูมิภาค เรายังเชื่อว่าผู้คนที่ยืนหยัดทั่วโลก ยังมีพลังมากพอที่จะต่อกร”
ปธ.แอมเนสตี้ฯ ประเทศไทย ทิ้งท้ายด้วยความห่วงใยสถานการณ์ละเมิดสิทธิที่ลุกลามอย่างยิ่งในปีนี้
ส่งกลับผู้ลี้ภัย-ช่วยฟอกขาวอาชญากร?
ทำลายภาพพจน์ไทย
ในรายงานฉบับดังกล่าว แอมเนสตี้ฯได้รวบรวมเรื่องราวรอบโลกล่าสุด
บรรทัดนับจากนี้คือข้อสังเกตที่ถูกกางื้องหน้าสื่อมวลชนหลากหลายชาติ
บัญชา ลีลาเกื้อกูล ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ฯ ประเทศไทย มองเห็นแนวโน้มที่น่าห่วงของบ้านเรา
“การส่งกลับ 43 ผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์” เป็นไฮไลต์ที่สร้างคำวิจารณ์อย่างกว้างขวาง รวมถึงการต้อนรับ “มิน อ่อง ลาย” ทำให้ถูกมองว่าเป็นการฟอกขาว และทำลายภาพพจน์ของไทย ในฐานะสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC)
สำหรับ ไทยแลนด์ เป็นดินแดนที่ยังน่าห่วงใย แม้จะผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมเป็นประเทศที่ 38 แต่ยังพบการละเมิดสิทธิ LGBTQ+ ปิดกั้นเสรีภาพการแสดงออก การสังหารโดยมิชอบ ลอยนวลพ้นผิด การซ้อมทรมาน รวมถึงสิทธิของผู้ลี้ภัยและชนเผ่าพื้นเมือง
“เรากำลังเผชิญกับความท้ายในเรื่องการสอดแนม การใช้สปายแวร์ การสร้างภาพ ด้อยค่า รวมถึงใช้ปฏิบัติการ IO ในการคุกคาม” บัญชาเผย
ก่อนหยิบยกรายงานของผู้เชี่ยวชาญสหประชาชาติที่ชี้ว่า กอ.รมน.ยังพยายามสอดแนม ผู้รณรงค์ไม่ให้เกิดการอุ้มหาย
มีการออกหมายจับนักกิจกรรมอย่างกว้างขวาง ถูกดำเนินคดีถึง 1,960 คน ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา 33 คนยังถูกควบคุมตัวอยู่ และอีก 22 คนถูกรื้อคดีมาพิจารณาใหม่
ในปีนี้มีการใช้ ม.112 สูงถึง 30 คน นอกจากกรณีของ บัสบาส มงคล ที่ถูกจำคุกกว่า 54 ปี และอานนท์ นำภา กว่า 20 ปี ยังรวมถึงกรณีวันที่ 14 พ.ค.67 เนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง เสียชีวิตในเรือนจำ ด้วยวัย 28 หลังถูกคุมขังด้วยข้อหาคดี 112 และ 116
ล่าสุด “รอนิง ดอเลาะ” อาสาสมัครทำงานต่อต้านการซ้อมทรมานวัย 45 ปี ถูกยิงเสียชีวิตหน้าบ้านพักในปัตตานี
ส่วนการไม่สามารถนำคนผิด “กรณีตากใบ” มาลงโทษได้ จากปัญหาหมดอายุความ สะท้อนให้เห็นว่า พ.ร.บ.ไม่สอดคล้องกฎหมายสากล การเยียวยายังไม่ตอบโจทย์
ยังไม่นับ การส่งกลับชาวอุยกูร์ ที่ไม่ชัวร์ว่าประเทศต้นทางส่งกลับ จะรับรองกฎหมายระหว่างประเทศ เสี่ยงที่จะถูกทรมานต่อไป ในขณะที่ผู้ลี้ภัยซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่มีระบบรองรับสิทธิและสถานภาพอย่างมีมาตรฐาน
ในกรณี “สิทธิกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมือง” เกิดแนวโน้มใหม่ ภาคอุตสาหกรรมเริ่มขยับขยายตามเทรนด์เศรษฐกิจโลก เข้าไปทับซ้อนพื้นที่อยู่อาศัยมาก่อน พ.ร.บ.ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ กระทบชาวบ้าน ทั้งยังมีความพยายามเปลี่ยนชื่อกลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง ให้เหลือเพียง “กลุ่มชาติพันธุ์”
ยื่นรายงานสิทธิฯปีนี้
จี้รัฐบาลไทย เร่งฟื้นฟูวิกฤตรอบด้าน
ในช่วงท้าย แอมเนสตี้ฯได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลไทย ที่มีใจความสำคัญดังนี้
ขอให้ผ่านกฎหมายคุ้มครองสิทธิการไม่เลือกปฏิบัติทางเพศ และยกเลิก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี, ปฏิรูปนโยบายทางการศึกษา แก้ไข พ.ร.บ.ความเท่าเทียมทางเพศ, ยกเลิกข้อยกเว้นทางศาสนาและเหตุผลทางความมั่นคง
ในส่วน ‘เสรีภาพการแสดงออก’ คือ หยุดใช้กฎหมายปราบปรามผู้ชุมนุม รวมถึงการใช้ชุดกฎหมาย ม.112 ม.116 พ.ร.บ.ชุมนุม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ยกเลิกข้อหาทางการเมือง, สอบสวนการเสียชีวิตของ บุ้ง เนติพร, ปรับแนวทางประกันตัวใหม่ และหยุดคุกคามทางดิจิทัล, สอบสวนและห้ามการใช้สปายแวร์
พร้อมเสนอให้ร่างกฎหมายคุ้มครองสิทธินักปกป้องสิทธิ ต่อต้านการใช้กฎหมาย SLAPP รวมถึงข้อเสนอ “การสังหารโดยมิชอบ” ให้สอบสวนและเยียวยาทุกกรณี ยกเลิกอายุความคดีที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายนานาชาติ, รัฐบาลให้สัตยาบัน พิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (OPCAT) และจัดตั้งกลไกระดับชาติ
ในส่วนของ “ผู้ลี้ภัย” เปิดให้เข้าสู่กระบวนการอย่างเป็นธรรม ไม่ควบคุมตัวโดยพลการ สอบสวนกรณีส่งกลับชาวอุยกูร์ รวมถึงแก้กฎหมายคนเข้าเมือง เป็นต้น
ในส่วนของ “สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง” ขอให้ยุติร่างกฎหมาย สภาพภูมิอากาศที่อาจกระทบต่อวิถีชีวิต เปิดให้มีส่วนร่วม ทบทวนคดีที่เกิดจากนโยบายทวงคืนผืนป่า
“ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยฟื้นฟู คุ้มครองสิทธิ และรับฟังเสียงอันหลากหลายของประชาชนทุกกลุ่มทุกพื้นที่อย่างแท้จริง” บัญชาส่งเสียงเรียกร้องไปยังภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
ขังลืม-ส่งกลับ
เอเชียแปซิฟิก ‘ก้าว 2 ถอย 10’
“สถานการณ์ในเอเชียแปซิฟิก เรียกว่า ‘ก้าว 2 ถอย 10 เลยก็ว่าได้’ เนื่องจากยังคงมีข้อท้าทายใหม่และเก่า รวมถึงการละเมิดสิทธิยังมีเป็นจำนวนมาก”
ชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัยระดับภูมิภาคประจำประเทศไทย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เจาะลึกสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเอเชีย-แปซิฟิก โดยเฉพาะในลาว เวียดนาม และกัมพูชา
ขอเริ่มจาก “ข่าวดี” ที่ก้าวหน้า เช่น ไทยผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม ศาลสูงญี่ปุ่น ตัดสินว่า การห้ามเพศเดียวกันแต่งงานนั้น ถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรืออย่างเนปาล ที่สามารถเลือกคำนำหน้านามได้, ไต้หวัน รัฐบาลยอมรับให้ชนเผ่าพื้นเมืองใช้ชื่อดั้งเดิมได้ แทนที่จะต้องเปลี่ยนเป็นภาษาจีนกลาง
ทว่า “อัฟกานิสถาน” ยังมีสิ่งที่เรียกว่า “การประหัตประหารทางเพศ” ดำเนินคดีเพียงแค่แต่งตัวผิดกฎ หรือมีสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน โทษถึงขั้นประหาร “เกาหลีใต้” มีการใช้เทคโนโลยีดีปเฟค ตัดต่อรูปผู้หญิงเพื่อแบล๊กเมล์ส่วนอินโดนีเซีย, มาเลเซีย, มองโกเลีย และเวียดนาม แหล่งทุนไหลเข้าสวนทางกับการไล่รื้อกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่
“ภูมิภาคของเรามีจุดร่วมกันอย่างหนึ่ง คือ รัฐบาลจำนวนมากมีความเป็น ‘อำนาจนิยม’ จำกัดพื้นที่และสิทธิการแสดงออก ชุมนุม”
อย่างการออก พ.ร.บ.ความปลอดภัยในโลกออนไลน์ ของศรีลังกา แม้ชื่อจะดูดี แต่ใช้ควบคุมพลเมืองในโลกออนไลน์ หรือแม้แต่จีน ออกนโยบายตรวจจับการใช้คำสแลงวิจารณ์รัฐบาล ในขณะที่อินโดฯและไทยใช้สปายแวร์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมี “การกดปราบข้ามพรมแดน” สอดส่องให้หยุดวิพากษ์รัฐบาลจีน แม้นักกิจกรรมจะลี้ภัยอยู่ก็ตาม
พร้อมชี้สถานการณ์ที่น่าห่วง ปีนี้มีหลายประเทศที่ยังใช้ “มาตรการขังลืม” และส่งกลับผู้ลี้ภัย เช่น ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ไทย มาเลเซีย รวมถึงยังมี “สถานการณ์การค้ามนุษย์” ในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงอย่างหนักหน่วง
ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
หยุดร่วมมือละเมิดสิทธิ?
ส่องไปที่ “แนวโน้มภาพรวมของภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ลาว เวียดนาม กัมพูชา”
มีจุดร่วมที่น่าสนใจ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ล่าอาณานิคม เป็นประเทศที่กำลังเติบโตทางเศรษฐกิจ มีเงินหลั่งไหลจำนวนมาก แต่ยังขาดธรรมาภิบาล รัฐบาลยังอ่อนไหวต่อการวิพากษ์วิจารณ์โครงการลงทุนเหล่านี้
“อย่างกัมพูชา ในปีที่ผ่านมา มีนายกฯคนใหม่ ฮุน มาเนต ลูกชายของสมเด็จฯฮุน เซน โดยมี 3 ประเด็นที่น่าสนใจ”
1.ติดตามนักกิจกรรมที่วิพากษ์โครงการรัฐ
“ปีที่ผ่านมามี 94 คนถูกจับข้อหาวิพากษ์วิจารณ์โครงการในพื้นที่สามเหลี่ยมพัฒนาลาว กัมพูชา เวียดนาม มี 21 คนถูกตั้งข้อหายุยงปั่น 32 คนตั้งข้อหาวางแผนต่อต้านรัฐ ซึ่งโทษจำคุกสูงถึง 10 ปี กลุ่มเยาวชนที่เคลื่อนไหว เรื่องมลพิษในแม่น้ำ ถูกพิพากษาจำคุก 10 ปี” ชนาธิปเผย
ประเด็นที่ 2 การไล่รื้อที่ในพื้นที่เขตนครวัด มีการข่มขู่ ให้ยินยอมย้ายออกไป สถานที่ใหม่ไม่มีกระทั่งน้ำสะอาด ถนน สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน จนต้องไปกู้
ประเด็นที่ 3 การค้ามนุษย์และใช้แรงงาน ที่มีความเชื่อมโยงในภูมิภาคนี้ รัฐบาลเซ็นซิทีฟ มีนักข่าว “เมฆ ดารา” ถูกจับ ยุยุงปลุกปั่น แค่เพียงรายงานข่าวศูนย์หลอกลวงทางไซเบอร์ที่กัมพูชา
จากนั้นซูมไปที่ เวียดนาม ที่ปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนประธานาธิบดีถึง 4 คน มีการปิดกั้นใน 3 ประเด็นหลัก คือ
1.เสรีภาพในการแสดงออก ถูกจับดำเนินคดี ที่ใช้เยอะเป็นพิเศษ คือ 117 การโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านรัฐบาล (คล้าย ม.116) 2.สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง ชาวมองตานญาด 3.ยังคงใช้โทษประหารชีวิต
สุดท้าย ลาว เผชิญ 2 วิกฤตสำคัญ คือ 1.วิกฤตสิทธิมนุษยชน และ 2.วิกฤตเศรษฐกิจ
“สถานการณ์การค้ามนุษย์ในลาว ค่อนข้างร้ายแรง เพราะไม่ต่างจากกัมพูชา มีแหล่งสแกมอยู่ ซึ่งในแหล่งเหล่านี้มีการค้ามนุษย์ และกิจกรรมที่เกี่ยวการค้ามนุษย์ทางเพศ”
“จะเห็นได้ว่า รัฐบาลในภูมิภาคเรารวมใจกันละเมิดสิทธิมนุษยชน บ้างก็ทำเอง บ้างก็ร่วมมือกัน แอมเนสตี้ฯจึงเรียกร้องให้ยุติการร่วมมือละเมิด การกดปราบข้ามพรมแดน การร่วมมือกันในระดับภูมิภาค ควรจะมุ่งเน้น เสริมสร้างสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่มุ่งเน้นทำลาย”

คว้าโอกาสเป็นผู้นำ เคลียร์คำวิจารณ์
ยึด ‘สิทธิมนุษยชน’ เป็นกระดูกสันหลัง
ปิดจบได้ตรงจุด สำหรับเสวนาในหัวข้อ “ไทยในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน : ภารกิจสิทธิมนุษยชนบนเวทีโลกกับสัมพันธภาพระหว่างประเทศ” โดย กัณวีร์ สืบแสง ส.ส.พรรคเป็นธรรม และ อ.ชัญญา บุญญวรรณ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาร่วมพูดคุยถอดรหัสบทบาทของไทยบนเวทีโลก
กัณวีร์มองว่าเมื่อไทยยังมีการลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานในการเป็นมนุษย์ แล้วทำไมถึงไปยืนบอกว่า เราดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้
“มันไม่มีประสิทธิภาพ หากเราจะเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) แล้วไปยืนบอกความดีของเรา คุณต้องกล้าบอกว่าเรามีปัญหาอะไรบ้าง เพื่อใช้เวทีตรงนั้นปรึกษาหารือในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน UNHRC จึงจะสามารถมีบทบาทกว่านี้ได้”
ส.ส.กัณวีร์ไม่อยากให้หลอกตัวเอง และกล้าเรียกร้องความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศ
“ไทยน่าจะใช้โอกาสนี้ในการพูด เราสามารถใช้กรอบกฎหมายพหุภาคีให้เป็นประโยชน์ เพื่อให้ไทย ยกระดับมาตรฐานด้านสิทธิ สู่สากลให้ได้ ซึ่งจะทำให้ไทยแม้เป็นประเทศขนาดกลาง ก็สามารถยืนขึ้นมาเป็นผู้นำระหว่างประเทศได้” กัณวีร์ชี้
บอกตรงๆ ว่า ตอนนั้นสมัคร มี 6 เลือก 5
“ไม่ใช่เพราะเราสามารถทำงานด้านสิทธิมนุษยชนจนเขายอมรับ เขาคงจะมองว่าไทย ถ้าไม่ได้ในตอนนั้นก็ไม่รู้แข่งกับประเทศอะไร ด้วยเกณฑ์การโหวต ทำให้ได้เข้าไปเป็นสมาชิก UNHRC ‘มันเป็นวงรอบ’
ดังนั้นเราต้องใช้โอกาสนี้ในการเข้าไปปรับหลักเกณฑ์บางอย่าง เพราะบางประเทศที่ลิดรอนสิทธิความเป็นมนุษย์ ก็ยังสามารถเข้าไปเป็นสมาชิกได้ ถ้ามีตัวเลือกมากกว่านี้ เขาก็อาจไม่เลือกไทย ผมเชื่ออย่างนั้น”
กัณวีร์วาดหวังใช้โอกาสตรงนี้ผลักดันสแตนดาร์ดของ UNHRC
ถามถึงเรื่องที่ต้องแอ๊กชั่นเร่งด่วน สำหรับ ส.ส.ผู้นี้เห็นทั้งมิติผู้ลี้ภัย LGBTQ+ ปัญหาสามจังหวัด เหนืออื่นใดอยากให้คำนึงถึง “สิทธิมนุษยชน” เป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะเป็นกระดูกสันหลังของระบอบประชาธิปไตย
“ผมว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนต้องเข้าไปอยู่ในรัฐธรรมนูญ หากมีรีพอร์ตใดๆ เราจะได้ยึดตามกฎหมายสูงสุดของเราได้”
ในมุมของ อ.ชัญญา จากรั้วนิติ จุฬาฯ สิ่งที่อยากเห็นคือ เมื่อหมดวาระการเป็นสมาชิก UNHRC แล้ว ไทยจะสามารถเคลียร์คำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้จนหมดได้ พิสูจน์ว่าสิ่งที่เขาพูดไม่จริงอีกต่อไป
มองในแง่ดี คำวิจารณ์เหล่านี้อาจจะเป็นการช่วยชี้จุดให้เราปรับแก้ เปลี่ยนทัศนคติใหม่
“อาจจะต้องถอยมองกฎหมายทั้งระบบ เรามีช่องแบบ ‘แก้กฎหมายรายมาตรา’ แก้ไปแก้มา ติดกฎหมายใหญ่ เช่น พ.ร.บ. มีกฎหมายไหนที่ขัดกันอยู่บ้าง ก็ควรจะแก้ให้ลิงก์กัน”
“ประเทศอื่นเขายอมรับเราแล้วหรือยัง ความน่าเชื่อถือในเวทีนานาชาติดีขึ้นแล้วหรือยัง” อ.ชัญญาชี้
อธิษฐาน จันทร์กลม

