หน้าแรก ประชาชื่น เปิดปมคลั่ง ฟ...

เปิดปมคลั่ง ฟังเบื้องลึก ‘เขมร-ไทย’ (ทำไม) วิวาทะไม่รู้จบ?

5.05.25 | 12:31 น.

เปิดปมคลั่ง ฟังเบื้องลึก
‘เขมร-ไทย’
(ทำไม) วิวาทะไม่รู้จบ?

คณะทัวร์เตรียมแพคกระเป๋าขึ้นรถตั้งแต่โปสเตอร์ถูกเผยแพร่ สำหรับเสวนาที่มาพร้อมชื่อสุดปั่นอย่าง ‘โจรสยาม VS เคลมโบเดีย: ปัญหาทะเลาะกันที่ไม่มีวันรู้จบ’ อันเป็นส่วนหนึ่งของการบรรยายวิชา อศ. 454 สัมมนาหัวข้อเฉพาะด้านสังคมและวัฒนธรรม สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ก่อนวันงาน นักข่าวพุ่งถาม ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงกระแสวิพากษ์หนักหน่วง ได้คำตอบในหลักการ ‘ยืนหยัดอิสระทางวิชาการ’ และไม่เคยมีปัญหาด้านความเห็นต่าง

กระทั่งบ่ายวันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา ห้องอดุล วิเชียรเจริญ (ศศ. 201) รั้วแม่โดม ท่าพระจันทร์ แน่นขนัดด้วยทุกเจเนอเรชั่น ตั้งแต่เจน Z ย้อนไปถึงเบบี้บูมเมอร์ ทั้งแบบวอล์กอินและลงทะเบียนล่วงหน้ากว่า 100 ราย จนเก้าอี้ไม่พอ ต้องขอยืนฟัง

สุจิตต์ สะกิดไอโอ ‘คุณต้องอ่านหนังสือ’
ชี้เหตุ ‘ไทย-เขมร’ ทะเลาะไม่เลิก

Advertisement

เปิดเวทีด้วยองค์ปาฐกสายเรียกแขก แจกตั๋วทัวร์แน่น อย่าง สุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์ในเครือมติชน ผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม กล่าวปาฐกถาหัวข้อ ไทย-เขมร ทับซ้อน ความเป็นมา “คนละคนเดียวกัน” โดยมีการแจกคิวอาร์โค้ดให้ดาวน์โหลดเอกสารความยาว 41 หน้า ประกอบด้วยเนื้อหา ข้อมูล หลักฐานทางประวัติศาสตร์ และภาพประกอบแน่นเปรี๊ยะ

สุจิตต์เกริ่นว่า ตัวเองเป็นเสรีชน ไม่ใช่นักวิชาการ เห็นมีคนถามมาเยอะว่าเรียนจบอะไรมา ขอตอบว่า จบจากคณะโบราณคดี ม.ศิลปากร เมื่อ พ.ศ.2513 แต่จบแบบตกๆ หล่นๆ หลักสูตร 4 ปี ตนเรียน 7 ปีเพื่อความแน่น หลังเรียนจบทำงานสยามรัฐ เป็นนัก นสพ.เรื่อยมา

จากนั้นร่ายยาว ยกสัมพันธ์เขมร-ไทย ผ่านหลักฐานโบราณคดี ประวัติศาสตร์ ภาษาศาสตร์ สารพัดศาสตร์ ทว่า ใจความสำคัญคือมุมมองที่ว่า ประวัติศาสตร์สัมพันธ์ไทย-เขมร เป็นประวัติศาสตร์ ‘ตามอำเภอใจ’ คิดจะเขียนอะไรก็เขียน นึกจะด่าใครก็ด่าโดยไม่แยแสหลักฐานวิชาการประวัติศาสตร์-โบราณคดี หนักข้อกว่านั้นคือ สร้างหลักฐานขึ้นมาเองตามจินตนาการที่อยากให้เป็น

“ประวัติศาสตร์ไทยเป็นอย่างนี้เสมอ สร้างขึ้นมาเองเพราะอยากให้เป็นอย่างนั้น เช่น ปฐมกรรมพระยาละแวก ขอประทานโทษ ตามหลักฐานประวัติศาสตร์ พระนเรศวรตีเมืองละแวก แต่ไม่ได้ฆ่าพระยาละแวก เพราะพระยาละแวกหนีไปที่อื่นก่อนพระนเรศวรไปถึง นี่มาจากจดหมายเหตุสเปน ยิ่งไปกว่านั้นคือ พิธีปฐมกรรมไม่ใช่การตัดคอเอาเลือดล้างพระบาท แต่เป็นการบอกขนาด เพราะมีปฐมกรรม มีมัธยมกรรม มีอุดมกรรม คือ พิธีอย่างน้อย พิธีอย่างกลาง พิธีอย่างใหญ่ ไม่มีอะไรเกี่ยวกับการตัดคอ

นี่ไม่ใช่คำอธิบายของผม แต่เป็นคำอธิบายของเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ อยู่ในหนังสือสาส์นสมเด็จ เมื่อ 97 ปีมาแล้ว ไม่ใช่เมื่อวาน” สุจิตต์กล่าว

ก่อนย้ำอีกว่า ความสัมพันธ์ไทย-เขมร ตามหลักฐานประวัติศาสตร์ โบราณคดี มีเป็นจำนวนมาก ทั้งภาษาไทย ภาษาเขมร ภาษาฝรั่งเศส ภาษาอังกฤษ แต่คนไม่อ่าน เพราะไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น อยากให้เป็นตามใจตัวเอง

ข้อมูลไทย-เขมร เปิดเผยทั่วโลก ไม่ได้ปิดลับ สามารถไปซื้อหนังสือ หรืออ่านในห้องสมุดได้ ไม่เหมือนราชการไทย ปิดลับอย่างมาก

“ผู้มีอำนาจไม่อ่านหนังสือ ประเทศไทยเลยมีปัญหาอย่างนี้ คลั่งชาติเพื่อปกปิดจิตเดิมแท้ของตน วันนี้ผมจึงนำข้อมูลบางส่วนมาเล่าให้ฟัง ใครคิดต่างก็ได้ ไม่อั้น ผมอาจจำมาผิดก็ได้ อาจทำความเข้าใจพลาดก็ได้ แต่ท่านต้องมีสติด้วย ก่อนจะพิจารณามีผรุสวาทออกมา

ไทยมี พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร แต่ในความเป็นจริงกลับปิดกั้น รัฐบาลกล่อมเกลาและครอบงำด้วยประวัติศาสตร์แห่งชาติฉบับคลั่งเชื้อชาติไทย และปกปิดข้อมูลที่เป็นจริง

ผู้มีอำนาจต้องอ่านหนังสือ ถ้าไม่อ่านก็ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ ก็จะเอาอคติของตัวเองออกไปบังคับบัญชา นี่คือปัญหา” สุจิตต์ขยี้

ก่อนปิดท้ายว่า หนึ่งในทางออกของความขัดแย้งคือ ‘แก้ไขประวัติศาสตร์กระแสหลัก’

“ปัญหาเกิด เพราะประวัติศาสตร์เชื้อชาติ กับรัฐชาติที่มากับเจ้าอาณานิคม เดิมเราไม่มีเชื้อชาติ ตอนนี้ทั่วโลกก็ยกเลิกแล้ว ยกเว้นบางประเทศยังใช้เชื้อชาติหากิน สร้างสถานการณ์ เราต้องพูดกันตามหลักฐาน ทำอย่างไรจะเลิกทะเลาะกันสักที เลิกคงยาก แต่ต้องลดต้นตอของปัญหา คือประวัติศาสตร์กระแสหลัก ที่ทำได้ตอนนี้คือแก้ไขประวัติศาสตร์ไทย จะไปแก้ประวัติศาสตร์เขมรคงไม่ได้ ประวัติศาสตร์เขมรเองก็ชาตินิยมแบบเดียวกัน เพราะเรารับอิทธิพลจากเจ้าอาณานิคมมาเหมือนกัน” สุจิตต์ทิ้งท้าย

ธำรงศักดิ์เล่าลึก ศึก ‘ปราสาทพระวิหาร’ จุดโหมปมคลั่งชาติ ย้อนวาทะ ‘เสียดินแดน’ 14 หน

จากนั้นเข้าสู่ช่วงเสวนา โดย รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, ผศ.ดร.ธิบดี บัวคำศรี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ดร.ยิ่งยศ บุญจันทร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ดำเนินรายการโดย สฏฐภูมิ บุญมา

รศ.ดร.ธำรงศักดิ์เปิดด้วยมุมที่หลายคนคาดไม่ถึง โดยเชิญชวนผู้ที่นั่งอยู่ในตึกแห่งนี้ (อาคารคณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์) ที่มีสัญลักษณ์ชาตินิยมไทยอย่างลึกซึ้ง

“ถ้าเดินผ่านประตูท่าพระจันทร์ คุณจะเห็นจารึกพ่อขุนรามคำแหงที่ใหญ่ที่สุดในโลก บรรทัดแรกคือ ‘พ่อกูชื่อ ศรีอินทราทิตย์ แม่กูชื่อ นางเสือง พี่กูชื่อ บานเมือง ตูพี่น้องท้องเดียว 5 คน’ คำถามคือ บอกเราทำไม? นี่คือจุดของพลังชาตินิยมไทยที่ใช้เวลาถึง 50 ปี ซึ่งพัฒนาสูงสุดในปี 2505 ที่ตึกนี้สร้างขึ้น” รศ.ดร.ธำรงศักดิ์เรียกน้ำย่อย

จากนั้นเข้าสู่ประเด็นองค์ความรู้ด้านสัมพันธ์เพื่อนบ้าน ว่างานศึกษาทางวิชาการไปไกลมากแล้ว แต่ความรู้เหล่านี้ไม่ถูกนำลงสู่ด้านล่างเลย

“เมื่อเราไปดูคณะกรรมการผู้แต่งประวัติศาสตร์ เป็นนายพลเต็มไปหมด เราเลยเข้าใจ เพราะถูกเบรกโดยชุดความคิดคนเหล่านี้ ไม่ให้เข้าสู่ระดับในโรงเรียน กระบวนการสร้างสำนึกความเป็นไทยไม่สามารถผนวกเขมรเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความรู้สึกดีๆ ได้ เพราะแผนที่เขตแดน รัฐสมัยใหม่ต้องเริ่มที่เขตแดน” รศ.ดร.ธำรงศักดิ์อธิบาย

ก่อนฉายภาพชัดขึ้นอีกว่า เมื่อคุณได้เส้นเขตแดนมาแล้ว แต่คนในเขตแดนเป็นใคร หน้าก็เจ๊กปนลาว ปนเขมร สยามคือความหลากหลายของคน ภาคเหนือคือสุโขทัย กำแพงเพชร ตาก หากเลยขึ้นไปอีกเรียกพวกนี้ว่าลาว

ก่อนตัดภาพมายังไฮไลต์ อย่างกรณี ‘เขาพระวิหาร’ โดยชี้ว่า เคสนี้ทำให้เกิดความคลั่งไทยขึ้นมา

“ย้อนไปสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรี ให้กรมแผนที่ทหารออกแผนที่ 8 ครั้ง ให้ประมวลสรุปอย่างชัดเจน กรณีการเสียดินแดน 14 ครั้ง ขยายขึ้นมาเพราะประเด็นปราสาทเขาพระวิหาร เมื่อปี 2551 เพื่อโจมตีรัฐบาลของเครือข่ายนายทักษิณ ชินวัตร

ผู้บัญชาทหารบกในขณะนั้นขึ้นเวทีพูดว่า เราเสียดินแดนครั้งที่ 1-14 น้ำตาไหล แต่เอาความรู้จาก Google สิ่งที่ปรากฏใน Google ก็คือ IO ทำ

ในกระบวนการขับไล่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ในขณะนั้นมีกระบวนการผลิตชุดความรู้ใหม่ด้วยการเสียดินแดน 14 ครั้งขึ้นมา

กรณีปราสาทเขาพระวิหาร ทำไมกัมพูชาหยิบคดีไปขึ้นศาลโลก เพราะไทยไปยึดครอง และเป็นประเด็นชาตินิยมของกัมพูชาที่ดีที่สุด เพราะกัมพูชาพึ่งได้รับเอกราชเมื่อปี 2496 สิ่งซึ่งเป็นประเด็นของปราสาทเขาพระวิหารที่ไทยยึดไปจึงเป็นประเด็นรวมใจสร้างชาติของกัมพูชาที่ดีที่สุด

ประเด็นปราสาทเขาพระวิหารปลุกเร้าอารมณ์คนให้ต่อต้านรัฐบาลได้เร็วที่สุด หลังจากนั้นผลจะเป็นอย่างไรไม่สนใจ” รศ.ดร.ธำรงศักดิ์กล่าว

อีกประเด็นที่เน้นย้ำคือ วาทกรรม ‘เสียดินแดน’ กล่าวคือ พอเคลื่อนสู่รัฐประหารยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม มันผนวกไปด้วยวาทกรรมเสียดินแดน เป็นการผลิตขึ้นปี 2482 แผ่นแรกถูกบรรจุไปในโรงเรียน เราพูดแต่เสีย แต่เราไม่ได้พูดว่า ได้มาเมื่อไหร่?

“วาทกรรมเหล่านี้ทำให้การเกณฑ์ทหารเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ เพราะเพื่อความพร้อมในการปกป้องดินแดน เมื่อวาทกรรมเดินมาถึงจุดที่เกิดการอ่อนตัวของวาทกรรม เจนใหม่ ไม่แคร์ แต่เราต้องมีเส้นเขตแดน ไม่อย่างนั้นเราจะพิทักษ์ได้อย่างไร โดยครั้งที่ 14 เราเสียปราสาทเขาพระวิหาร เดี๋ยวนี้เราเสียเป็นจุดๆ ดินแดนมักมีปัญหาเรื่องแผนที่เป็นหลัก แล้วชี้ไปทั่ว เมื่อชาวบ้านไปอยู่ก็เกิดปะทะกัน

วาทกรรมเสียดินแดน 14 ครั้งถูกผลิตขึ้นมา ครูก็สั่งให้ไปหา Google ว่าเสียอย่างไร นักเรียนก็มีความรู้ว่าเสียดินแดน 14 ครั้งจาก Google รุ่นนี้ไม่รู้จักเลือดสุพรรณ ชาวบ้านบางระจัน” รศ.ดร.ธำรงศักดิ์เล่า ก่อนชี้เป้าทางออกว่า หากเราเปลี่ยนวาทกรรมใหม่ ว่าประเทศไทยเกิดจากการรวมเลือดเนื้อชาติต่างๆ เราจะเกิดการยอมรับความหลากหลายขึ้นทันที ความเกลียดชังจะลดลง

ศัตรู-ผู้ร้าย เจาะจุดขุ่นเคือง ‘กัมพูชา-ไทย’
มิตรภาพบนความขัดแย้ง

คิวต่อมาคือปากคำของ ดร.ยิ่งยศ บุญจันทร์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่เปิดมุมมองจากฝั่งกัมพูชากลับมาทางฝั่งไทย

“ภาพของไทยในสายตาเขมร ปฏิเสธไม่ว่าโดยสรุปแล้วมักจะมีภาพของความเป็นผู้ร้ายและศัตรูอยู่ ซึ่งภาพความเป็นผู้ร้ายและศัตรูมันมีที่มาที่ไป ผมขอย้อนกลับไปจุดที่จะเห็นได้ชัดอย่างมากคือ ตั้งแต่กัมพูชาได้รับเอกราชปี 1953 ซึ่งประเด็นนี้มันถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ในยุคสมัยหนึ่งของกัมพูชาหลังได้รับเอกราชมาว่า สังคมราษฎรนิยม

จากช่วงเวลานั้น ภาพลักษณ์ของความเป็นผู้ร้าย หรือศัตรูของไทย มันถูกตอกย้ำเป็นอย่างมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าถูกสร้างขึ้นมาในเฉพาะช่วงเวลานี้ ซึ่งถ้าเราย้อนไปดูตำนาน หรือนิทาน จะเห็นความรู้ต่อไทยในสายตาของชาวเขมรว่ามันมีร่องรอยอะไรบางอย่างมาตั้งแต่ยุคก่อนอาณานิคมเสียด้วยซ้ำ” ดร.ยิ่งยศเกริ่น

จากนั้นอธิบาย 3 ประเด็นใหญ่ ได้แก่ 1.มิตรภาพบนความขัดแย้ง ในการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับกัมพูชา 2.การสร้างภาพลักษณ์การเป็นศัตรูและผู้ร้ายในสายตาชาวเขมร 3.ปัจจัยที่การสร้างภาพลักษณ์เช่นนี้ถูกนำมาใช้

“จุดเริ่มต้นความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา หลังจากสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตได้ไม่นาน มันก็เริ่มปรากฏมากขึ้น เมื่อสมเด็จพระนโรดม สีหนุ เสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1956 แล้วต่อมาในปี 1958 ให้การรับรองสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่ในขณะนั้นฝ่ายไทยมองว่า สมเด็จพระนโรดม สีหนุ กำลังเปิดโอกาสให้จีน หรือคอมมิวนิสต์ ให้มาอยู่กลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยเหตุนี้นโยบายหลายๆ อย่างของไทยที่กระทำต่อกัมพูชา เช่น การให้การสนับสนุนขบวนการใต้ดิน ซึ่งขบวนการนั้นก็คือ ขบวนการเขมรอิสระเดิม ซึ่งในเวลาต่อมามันจะเปลี่ยนมาเป็นประมาณว่า ‘เขมรเสรี’

ขบวนการนี้มีความสำคัญ เนื่องจากทำหน้าที่ในการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ในขณะเดียวกันมันก็กลายเป็นการต่อต้านรัฐบาลกลางของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ไปในตัว

ประการต่อมาคือ นโยบายของไทยในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งมีข้อพิพาทกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ไม่ว่ามันจะถูกเอามาใช้เป็นเครื่องมือหรืออะไรก็ตาม แต่มันเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับดินแดน

รวมถึงประการที่ 3 ภายใต้การนำของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ รัฐบาลไทยมีท่าทีบางอย่าง เช่น มองว่าสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ดำเนินนโยบายเป็นกลางใช่ไหม แต่เอียงไปทางสังคมนิยม แต่รัฐบาลไทยมีร่องรอยและส่วนที่เรียกว่า ‘แผนการกรุงเทพฯ’ ซึ่งแผนการนี้มันเป็นลักษณะของแผนการที่อาจจะใช้คำว่าเปลี่ยนรัฐบาลของกัมพูชา” ดร.ยิ่งยศกล่าว ก่อนสรุปถึงภาพความทรงจำต่อไทยในสายตาชาวเขมร ว่าหากย้อนกลับไปในตำนานนิทานพระโค พระแก้ว นักตาคลังเมือง มันมีร่องรอยความไม่พอใจบางอย่างที่กล่าวถึงไทยในแง่ของกลุ่มชนที่รุกล้ำ ยึดครองดินแดนของกัมพูชาที่ปรากฏเป็นร่องรอย แต่สิ่งเหล่านี้มันถูกปรุงแต่ง โดยมีงานศึกษาบางชิ้นบอกว่า ในช่วงรัฐบาลของอาณานิคมมันมีความพยายามในการวางโครงเรื่องประวัติศาสตร์กัมพูชา แล้วให้ภาพของไทยในลักษณะของผู้ร้ายและศัตรู โดยถูกตอกย้ำมากขึ้นหลังจากกัมพูชาประกาศเอกราชในปี 1953

“สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้นำทางการเมืองของกัมพูชาในช่วงเวลานั้นมีการเลือกชุดความคิดบางอย่าง หยิบมาเล่าแบบตั้งใจเพียงมุมมอง เช่น ไทยรุกรานทำให้พระนครล่มสลาย แต่ในเอกสารพงศาวดารในบางครั้งกัมพูชาก็เป็นฝ่ายเริ่มยกทัพทำสงครามก่อน แต่มันกลับมีการเล่าเพียงว่าไทยรุกรานกัมพูชาตอนไหนบ้าง” ดร.ยิ่งยศกล่าว

เชื่อวาทะ ‘โจรสยาม VS เคลมโบเดีย’ ไม่ลุกลาม
แนะปล่อยวิพากษ์ สร้างประวัติศาสตร์ใหม่

ปิดเวทีด้วย ผศ.ดร.ธิบดี บัวคำศรี อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่อรรถาธิบายอย่างลึกล้ำสลับซับซ้อน รวมถึงการ ‘ไม่ซื้อ’ บางประเด็นของบางวิทยากรและองค์ปาฐก

ส่วนวาทะเสียดสี ‘เคลมโบเดีย’ ในโลกออนไลน์ อาจารย์อักษรศาสตร์ท่านนี้เสนอว่า เวลาเราบอกว่า ‘กัมพูชาเคลม หรือก๊อบปี้ของไทย’ มันจึงไม่ใช่แต่เพียงการกล่าวว่าก๊อบปี้ไทยเท่านั้น แต่เป็นการ ‘เคลม หรือก๊อบปี้ไทยซึ่งมีบุญคุณอันใหญ่หลวง

“ผมพูดเรื่องนี้เพื่อจะบอกว่า ประวัติศาสตร์นั้นสำคัญ สำคัญอันดับหนึ่งคือ เป็นวิชาทำมาหากินของผม สำคัญอันดับที่สอง คือมันทำให้เราเห็นถึงที่มาส่วนหนึ่งซึ่งยังมีเหตุผลอีกหลายอย่าง เราจะทำอย่างไรถ้าเห็นว่ามันเป็นปัญหา โดยส่วนตัวมองว่ามีปัญหา

อย่างหนึ่งที่ทำได้ ทำอย่างที่คุณสุจิตต์บอก คือ ‘ประวัติศาสตร์เครือญาติ’ แต่อย่าลืมว่า ‘พี่น้องมักจะทะเลาะกันฉิบหาย’ พี่น้องคือศัตรูที่เราเลือกไม่ได้ ผมไม่ใช่ไม่เห็นด้วย ไม่ขัดข้องและไม่เห็นดีเห็นงามด้วย แต่ไม่คิดว่าทำแค่นั้นพอ

แต่อย่างหนึ่งที่เราควรจะต้องทำ คือทำในสิ่งที่ ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เรียกว่า ‘ประวัติศาสตร์บาดแผล’ ผมคิดว่า เราควรจะพูดถึงเรื่องนี้เยอะๆ ไม่ควรกลบเกลื่อนด้วยเรื่องอื่นๆ ถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เราคงได้คุยกันหลังจากนี้ รวมถึงประเด็น เคลมโบเดีย” ผศ.ดร.ธิบดีนำเสนอ

สำหรับประเด็น ‘โจรสยามและเคลมโบเดีย’ นักวิชาการท่านนี้เชื่อว่า ‘จะไม่ลุกลาม ไม่กลายเป็นความขัดแย้ง’ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือ การตอบโต้ไป-มาผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เว้นแต่ว่าจะมีปัจจัยอื่นเข้ามาแทรก เข้ามาฉวย-ใช้ หรือกระตุ้น

“ก็ปล่อยให้วิพากษ์กันไป แต่ถ้าเรามองนอกเหนือจากการเถียงกันว่า ‘อันนั้นของฉัน อันนี้ของเธอ’ ผมยังเห็นว่าเราควรจะต้องกลับมาทบทวน ทำความเข้าใจ กลับมาเขียนและสร้างสิ่งที่เรียกว่าประวัติศาสตร์กันใหม่ ไม่ใช่เพื่อตอบคำถาม หรือลดความขัดแย้งลง แต่ทำเพื่อ ‘ชีวประวัติของชาติ’

ถ้าเราไปอ่านหนังสืองานศพ ทั้งที่ผู้วายชนม์ หรือคนอื่นเขียน เราจะเห็นความดีงามในชีวิตของเขาตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่มีอะไรด่างพร้อยเลย แต่ชาติไม่ใช่คน ชาติตายไม่ได้ ชาติมีชีวิตอันเป็นอมตะ ดังนั้น เราควรกลับมาทบทวนสิ่งที่มีการเขียนถึง ว่าเราอยากจะพูดถึงตัวเองอย่างไร อยากบอกกับคนอื่นว่าเราเป็นอย่างไร” ผศ.ดร.ธิบดีกล่าว ก่อนย้ำอีกรอบว่า เราควรกลับมาทบทวน เพื่อลุกขึ้นมาบอกว่า ‘เราคือใคร สัมพันธ์กับคนอื่นอย่างไร’ มีที่มาที่ไปอย่างไร เราควรจะต้องทำ แต่คงไม่ใช่การทำแบบที่ สพฐ.ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา แล้วแก้นู่นนี่นั่น

“ผมมองว่าไม่ใช่เรื่องของรัฐบาลหรือใคร แต่เป็นเรื่องที่เราควรจะคิดกัน” ผศ.ดร.ธิบดีทิ้งท้าย

เป็นอันครบจบเวทีร้อน ทว่า นำมาซึ่งกระแสร้อนฉ่ายิ่งกว่า หลังเสวนาจบ ชาวเน็ตไม่จบ ไปดีเบตเดือดๆ กันต่อในแพลตฟอร์มออนไลน์จนถึงในวินาทีนี้