หน้าแรก ประชาชื่น ผู้ป่วยจิตเวช...

ผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้าน/ไร้ที่พึ่ง ระเบิดเวลาของสังคมไทย

8.05.25 | 12:49 น.
ผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้าน/ไร้ที่พึ่ง ระเบิดเวลาของสังคมไทย

ผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้าน/ไร้ที่พึ่ง
ระเบิดเวลาของสังคมไทย

กลางกรุงเทพฯ ใต้สะพานลอย หน้าโรงพยาบาลจิตเวช หรือมุมมืดของสถานีรถไฟฟ้า หากลองหยุดสายตาให้ช้าลงอีกนิด เราอาจพบเห็นคนคนหนึ่งที่นั่งเหม่อ พูดคนเดียว หรือเดินวนไปมาอย่างไร้จุดหมาย

เขาอาจไม่ใช่ “คนบ้า” อย่างที่สังคมมักตัดสินในพริบตา หากแต่เป็นผู้ป่วยจิตเวชที่ไม่มีบ้านให้กลับ และอาจเป็นใครคนหนึ่งที่เราเคยรู้จัก

เรากำลังพูดถึงผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้าน/ไร้ที่พึ่ง-คนกลุ่มเล็กๆ ที่กำลังกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ของสังคมไทยโดยรวม

Advertisement

จาก ‘ไร้บ้านแล้วป่วย’ เป็น ‘ป่วยแล้วไร้บ้าน’

ข้อมูลจากการแจงนับและสำรวจคนไร้บ้านของ สสส. พม.และภาคีเครือข่าย เมื่อปี 2566 แม้จะสะท้อนให้เห็นว่าคนไร้บ้านในภาพรวมของประเทศไทยจะมีจำนวนที่มิได้เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับการแจงนับและสำรวจในครั้งก่อนๆ หากแต่สิ่งที่ดูจะน่าเป็นห่วงอย่างสำคัญ คือ สัดส่วนของผู้สูงอายุไร้บ้านที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20.1 และสัดส่วนคนไร้บ้านที่เจ็บป่วยทางจิตที่เห็นได้ชัดที่มีอยู่ราวร้อยละ 18 ต้องขอย้ำไว้ก่อนว่าคนไร้บ้านที่เจ็บป่วยทางจิตเกือบทั้งหมดมิได้มีพฤติกรรมรุนแรงหรือเป็นอันตรายต่อสังคม

ในอดีตที่ผ่านมา เรามักเข้าใจกันว่า “การเข้าสู่ภาวะไร้บ้านทำให้เกิดความเจ็บป่วยทางจิต” หากแต่ผลจากการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาควิชาการ ภาครัฐและภาคประชาสังคม ทำให้สมมุติฐานดังกล่าวเปลี่ยนไป จาก “ไร้บ้านแล้วป่วย” เป็น “ป่วยแล้วไร้บ้าน” กล่าวคือ ข้อมูลจากทางวิชาการและข้อมูลจากการทำงานเคสในปัจจุบัน ได้ชี้ให้เห็นว่า คนไร้บ้านที่เจ็บป่วยทางจิตส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยจิตเวชมาก่อนจะไร้บ้าน และด้วยหลายเหตุปัจจัยทำให้พวกเขาต้องหลุดออกมาจากบ้านหรือระบบการดูแลฟื้นฟู เข้าสู่ภาวะไร้บ้าน และเป็นคนไร้บ้านจิตเวช สอดคล้องกับเรื่องราวต่างๆ ที่ผู้เขียนเคยได้รับฟังจากหน่วยงานต่างๆ ที่หลายแห่งพบผู้ป่วยทางจิตที่หลุดหายออกจากบ้าน 

ดังนั้น คนไร้บ้านที่เจ็บป่วยทางจิต จึงมีที่มาจากทั้งครอบครัว ระบบการรักษาฟื้นฟู และจากบ้านที่พวกเขาอาจอยู่ตัวคนเดียว 

ในเงามืดของตัวเลข
ผู้ป่วยจิตเวชในระบบการดูแล

เมื่อเร็วๆ นี้ การนำเสนอผล “การศึกษาสถานการณ์และข้อจำกัดเชิงระบบในการดูแลคนไร้บ้าน/ไร้ที่พึ่งที่เป็นผู้ป่วยจิตเวช ในประเทศไทย” ที่ผู้เขียน ร่วมกับ นพ.ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย, นพ.ศุภเสก
วิโรจนาภา
และคณะ ได้ดำเนินการขึ้นภายใต้ทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ได้ชี้ให้เห็นข้อค้นพบที่สำคัญหลายประการ ได้แก่

ประการแรก ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา จำนวนผู้ป่วยจิตเวชไร้ที่พึ่ง (ผู้ป่วยที่ขาดการติดต่อกับครอบครัวเกิน 30 วัน) ในโรงพยาบาลสังกัดกรมสุขภาพจิตของรัฐ 10 แห่ง ได้เพิ่มขึ้นเท่าตัว จาก 526 รายในปี 2563 เป็น 1,059 รายในปี 2567 

ประการที่สอง ร้อยละ 70 ของผู้ป่วยจิตเวชไร้ที่พึ่งยังมีญาติหรือครอบครัว หากแต่ญาติหรือครอบครัวส่วนใหญ่ไม่สามารถดูแลได้ด้วยข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ภาระทางสังคมครอบครัว (หลายครอบครัวอยากดูแลแต่รับภาระไม่ไหวโดยเฉพาะคนหาเช้ากินค่ำ) หรือความกลัวต่อพฤติกรรมรุนแรง ส่งผลให้เกิดปัญหาผู้ป่วยค้างในโรงพยาบาลหรือถูกส่งต่อไปยังสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

ประการที่สาม ในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งของกระทรวง พม. (ซึ่งไม่ได้ออกแบบมาเพื่อฟื้นฟูผู้ป่วยจิตเวชโดยเฉพาะ) มีผู้รับบริการรวม 4,047 ราย กว่าร้อยละ 75 มีปัญหาทางสุขภาพจิต และร้อยละ 42 มีปัญหาทางกายร่วมด้วย และมีเพียงร้อยละ 5.78 เท่านั้นที่มีศักยภาพพร้อมคืนสู่สังคม ขณะที่อีกร้อยละ 33 ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดในระดับที่เรียกว่า “ไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระได้”

ครอบครัว ‘หมดแรง’ และชุมชนที่ ‘ไม่พร้อม’

ปัจจัยหนึ่งที่ซ้ำเติมปัญหาคือการที่ครอบครัวจำนวนมาก “หมดแรง” หรือ “หมดทางเลือก” ที่จะดูแลผู้ป่วยจิตเวชต่อเอง ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ครอบครัวผู้ป่วยจิตเวชที่หลุดหายออกจากบ้าน พบว่า หลายครอบครัวไม่สามารถรองรับการดูแลระยะยาวได้ ทั้งจากปัญหาเศรษฐกิจ ความรุนแรงในครอบครัว ไปจนถึงความไม่รู้ว่าควรดูแลอย่างไร

การไม่มีระบบสนับสนุนชุมชนหรือครอบครัวในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่ต้องการการดูแลฟื้นฟูในภาพรวมของประเทศ เช่น “Respite Care” หรือศูนย์ฟื้นฟูระยะสั้นให้ครอบครัวได้พักจากภาระการดูแล ทำให้ “ทางเลือก” เดียวที่เหลืออยู่ คือปล่อยให้ผู้ป่วยกลับไปอยู่ตามลำพัง หรือในบางกรณี ถึงขั้นนำไปปล่อยหน้าวัด หน้าสถานสงเคราะห์ หรือโรงพยาบาลจิตเวช ข้อมูลจากมูลนิธิต่างๆ และกระทรวง พม. ได้ชี้ให้เห็นสถานการณ์เหล่านี้เป็นประจำในเกือบทุกสัปดาห์

หน่วยงานต่างๆ ไม่ได้นิ่งเฉยต่อปัญหา

แม้ในช่วงที่ผ่านมา จะมีข้อวิจารณ์จำนวนมากต่อหน่วยงานและระบบในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้าน/ไร้ที่พึ่ง หากแต่ในช่วงที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก็ได้หาหนทางและพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะประคับประคองปัญหานี้เท่าที่จะทำได้ เช่น

โรงพยาบาลสุขภาพจิตของรัฐหลายแห่งก็ได้พยายามทำโครงการ ในการเตรียมความพร้อมเพื่อส่งผู้ป่วยในระยะฟื้นฟูกลับสู่ครอบครัวและชุมชน หรือการใช้ชีวิตอิสระ เช่น การทำ Social Ward หรือการเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษากับครอบครัวและชุมชน

สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งของ พม. ที่เป็นปลายทางสุดท้ายของผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้าน/ไร้ที่พึ่ง ก็ได้พยายามสร้างความร่วมมือกับโรงพยาบาลสุขภาพจิต ในการทำโปรแกรมฟื้นฟูร่วมกันและการ
เตรียมความพร้อมเพื่อส่งเคสกลับครอบครัวและชุมชน หรือการพัฒนาโครงการ “บ้านน้อยในนิคม” เพื่อดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่ไม่สามารถกลับคืนสู่ครอบครัวหรือชุมชนได้ ในทางเดียวกัน ภาคประชาสังคม เช่น มูลนิธิกระจกเงา ก็มีบทบาทสำคัญในการทำงานกับ “ผู้ป่วยข้างถนน” ติดตามผู้ป่วยจิตเวชที่หายออกจากบ้าน ประสานกลับสู่ครอบครัว และจัดพื้นที่ฟื้นฟูเฉพาะกิจ

อย่างไรก็ดี ความพยายามเหล่านี้ดูจะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ เมื่อเทียบกับขนาดของปัญหาที่ดูจะมีขนาดใหญ่และทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เกินกว่ากำลังและทรัพยากรของหน่วยงานเหล่านี้จะสามารถรับไหว ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ที่ทั้งโรงพยาบาลจิตเวชหลายแห่งต้องเผชิญภาวะเตียงเต็มเพราะผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่สามารถ Discharge ได้ ขาดครอบครัวรองรับ หรือไม่มีระบบรับกลับสู่ชุมชน ส่งผลให้เตียงว่างสำหรับผู้ป่วยรายใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งเองก็รับภาระเกินขีดความสามารถ ทั้งในแง่จำนวนและศักยภาพการฟื้นฟู

ระบบที่เป็นอยู่ จึงเสมือน “วังวนที่ไม่มีทางออก” – รักษาแล้วส่งกลับไม่ได้ ดูแลในชุมชนก็ไม่มีโครงสร้างรองรับ สุดท้ายผู้ป่วยจึงวนกลับมาที่โรงพยาบาลซ้ำไปซ้ำมา

แนวทางออก ไม่ใช่แค่ ‘มีระบบ’ แต่ต้อง ‘เข้าใจ’

ภาพของผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้าน/ไร้ที่พึ่งในพื้นที่สาธารณะ ดูเหมือนจะเป็นปลายทางของปัญหา และเป็นปัญหาที่หลายคนอยากเก็บซุกเข้าใต้พรม หรือกันออกไปจากสายตา หากแต่การ “กวาด” และ “ซุก” ของปัญหาดังกล่าวดูจะเป็นเพียงการแก้ไขชั่วคราวเท่านั้น 

ปัญหาดังกล่าวพร้อมที่จะปะทุได้เสมอ หากเราไม่สามารถไปแก้ที่ต้นทางหรือสาเหตุของปัญหา หรือการสร้างการป้องกันการ “ไร้ที่พึ่งของผู้ป่วยจิตเวช” ทั้งการให้ผู้เจ็บป่วยในระยะเริ่มต้นสามารถเข้าถึงการคัดกรองและวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว, การส่งเสริมระบบดูแลและคัดกรองในระยะเริ่มต้น โดยให้ครอบครัวและอาสาสมัครในชุมชนมีเครื่องมือสังเกตอาการเบื้องต้น พร้อมกลไกส่งต่อที่เร็วและปลอดภัย, การพัฒนาระบบฟื้นฟูหลังออกจากโรงพยาบาล เช่น การจัดตั้ง “บ้านพักชั่วคราว” หรือโครงการที่อยู่อาศัยในชุมชนที่มีบริการดูแลสุขภาพจิต, สนับสนุนครอบครัวให้ “พักหายใจ” ได้ ผ่านรูปแบบ Respite Care และกลุ่มสนับสนุนสำหรับผู้ดูแล, และการเพิ่มบุคลากรทางด้านจิตเวชในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตั้งแต่ระดับ อปท. จนถึงหน่วยงานสังกัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง

หากสังคมไทยยังไม่ยอมรับว่าสถานการณ์ดังกล่าวกำลังเป็น “ปัญหา” ระบบก็จะยังคงตามไม่ทันกับสถานการณ์ปัญหาที่ทวีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสุดท้าย ปัญหานั้นจะไม่ใช่แค่ของโรงพยาบาลหรือสถานคุ้มครอง แต่จะกลับมาตกอยู่ที่สังคมในวงกว้าง 

การมองปัญหาดังกล่าวนี้ จึงไม่สามารถมองที่ “ปลายทาง” (คนไร้บ้านจิตเวช) ได้อย่างเดียว แต่ควรมองที่ “ต้นทาง” และวันหนึ่ง เราหรือคนใกล้ตัวก็อาจเป็นผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้าน/ไร้ที่พึ่งได้เช่นกัน

อนรรฆ พิทักษ์ธานิน
สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย