ประชาชนประสานเสียงร้อง
‘เจรจาสันติภาพ’
เร่งคุยดับไฟใต้ ก่อนเข้าสู่ยุคมืด
เป็นภาพความสลดที่ไม่คาดว่าจะเกิด
เหตุความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หนนี้สั่นคลอนความเชื่อมั่นครั้งใหญ่
แม้สถานการณ์จะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างน่ากังวลอีกครั้งนับตั้งแต่ต้นปี ทว่า ในช่วงสองสัปดาห์มานี้ยิ่งเห็นได้ชัด ความรุนแรงยิ่งคุกรุ่น พุ่งทวี สร้างความกังวลให้หลายภาคส่วนนั่งไม่ติด ด้วยมีลักษณะที่ผิดแผกไปจากปกติอย่างน่าใจหาย
การพุ่งเป้ายิงไปที่พลเรือนทั่วไปที่ไม่มีส่วนกับความขัดแย้ง
การสังหารแม้กระทั่งกลุ่มเปราะบาง อย่างเด็ก คนชรา ผู้พิการ เป็นเรื่องใหญ่ส่อเค้าว่าจะเกิดความบานปลาย

ที่ อ.แว้ง จ.นราธิวาส เมื่อ 20 เม.ย.

ที่ จ.สงขลา เมื่อ 22 เม.ย.



ไล่เรียงไทม์ไลน์ตั้งแต่ 18 เม.ย. ‘อดีตอุสตาซ’ ครูสอนศาสนาอิสลาม ถูกยิงดับขณะกลับจากการละหมาด
ตามาด้วย ‘สามเณร’ (22 เม.ย.) มรณภาพหลังทนพิษบาดแผลไม่ไหว, ประกบยิง ลูกชายกับแม่ที่พิการทางสายตา ใน อ.จะแนะ ขณะกลับจากโรงพยาบาล กราดยิงผู้สูงอายุกับเด็กขณะนั่งดูทีวีในบ้านที่อำเภอตากใบ (2 พ.ค.) หรือแม้แต่เคสสลดเมื่อเร็วๆ นี้ พลเรือนชายชาวปัตตานี ถูกปลิดชีพอีกหนึ่งราย (4 พ.ค.)
ไม่ว่าจะด้วยความเจ็บแค้นในข้อครหา พยายามแบ่งแยกดินแดน
ไม่ว่าจะด้วยบาดแผลจากเหตุการณ์ตากใบ ที่หมดอายุความแต่ยังตามตัวคนผิดมารับโทษไม่ได้
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใด การก่อเหตุในลักษณะนี้บนพื้นที่หวงห้าม ที่ต้องคำสาปจากกฎหมายพิเศษเป็นเชื้อเดิม มีแต่จะยิ่งนำมาซึ่งความเศร้าโศก โหมไฟโกรธแค้นในใจผู้คน ทั้งในชุมชนชาวพุทธและมุสลิมในพื้นที่ ยังความรู้สึกไม่พอใจไปทั่วด้ามขวานทอง
สำหรับ กัณวีร์ สืบแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ‘เรียกร้องความรับผิดชอบ’ ก่อนเข้าสู่ยุคมืดของจังหวัดชายแดนใต้
เพราะมองว่า นี่ไม่ใช่การต่อสู้ที่จะนำมาซึ่งการเจรจาและสันติภาพ หากแต่กำลัง ‘ทำลายกระบวนการสร้างสันติภาพ’
เมื่อแผลยังห่างไกลจากคำว่า ‘สมาน’ สันติภาพยังไม่ใกล้เคียงว่าจะปรากฏ ทางออกเดียวคงไม่พ้น ‘เจรจา’
ก่อนความบาดหมางครั้งนี้จะยิ่งสร้างความเกลียดชังและเพิ่มพูนอคติที่มีต่อพี่น้องมลายูมุสลิม จนเกินขีดจำกัดรับมือ
เจรจาชะงัก เหตุทำไฟใต้ปะทุ?
คาใจทุ่มงบ 20 ปี ยังไม่รู้ใครตัวจริง
“เหตุผลที่ทำให้ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้ปะทุขึ้นในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งอาจมาจากการหยุดชะงักของกระบวนการเจรจาสันติภาพ ซึ่งพบว่าได้หยุดนิ่งมาเป็นเวลาเกือบ 1 ปีแล้ว”

ดร.ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) นั่งทบทวนถึงสาเหตุ ที่นำมาซึ่งจำนวนครั้งของความรุนแรงที่ถี่ขึ้นในช่วงเวลานี้
โดยเชื่อว่า การเจรจาสันติภาพที่ชะงักร่วม 1 ปี อาจส่งผลให้ไฟใต้ปะทุขึ้น และจากสถิติการพูดคุยก็สะท้อนว่าช่วยลดเหตุการณ์ความไม่สงบได้จริง
พร้อมมัดรวมข้อมูลจากศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) ที่ชี้ชัดว่า นับตั้งแต่มีการเริ่มต้นกระบวนการเจรจาสันติภาพในปี 2556 เป็นต้นมา
พบว่าสถิติเหตุการณ์ความไม่สงบได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
“นั่นเพราะกระบวนเจรจาสันติภาพ เป็นพื้นที่ให้คู่ขัดแย้งสามารถต่อรอง แลกเปลี่ยนข้อมูลและมีส่วนสร้างความไว้วางใจต่อกัน เพื่อระงับไม่ให้ความรุนแรงเกิดขึ้นได้”
ดร.ชญานิษฐ์มองการที่ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เคยให้สัมภาษณ์ว่า “เราจะไม่คุย ถ้าไม่ใช่ตัวจริง” จะเป็นการสร้างเงื่อนไขในการพูดคุยสันติภาพที่น่ากังวล เพราะถ้าไม่เริ่มต้นคุยแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นตัวจริงหรือไม่
“ในขณะเดียวกัน ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ที่มีการทุ่มงบประมาณจำนวนมากต่อความพยายามแก้ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทางการไทยยังไม่ทราบเลยหรือว่า ‘ใครเป็นตัวจริงหรือไม่เป็นตัวจริง’” นักวิชาการรัฐศาสตร์ตั้งข้อสงสัย

‘เร่งพูดคุยสันติภาพ’
ชาวมลายู-ไทยพุทธ ส่งเสียงเดียวกัน
ดร.ชญานิษฐ์มองว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น หากยังไม่เกิดกระบวนการพูดคุยกันอีก
อาจแปลความได้ว่าทั้งรัฐบาลไทยและขบวนการติดอาวุธ ไม่ได้มีเจตจำนงที่จะสร้างสันติภาพอย่างแท้จริง
“ผลคือความชอบธรรมของทั้งรัฐบาลและขบวนการจะลดลงเรื่อยๆ และทั้งสองฝ่ายก็จะไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างที่พยายามกล่าวอ้างมาโดยตลอด เพราะขณะนี้ประชาชนประสานเสียงต้องการให้เกิดการพูดคุย
ฉะนั้น การพูดคุยเร็วเท่าไหร่ยิ่งเป็นผลดีกับทุกฝ่ายมากขึ้นเท่านั้น”
นักวิชาการธรรมศาสตร์แนะทางออกที่จะเป็นผลดีกับทุกฝ่าย ซึ่งจะช่วยคลี่คลายความตึงเครียดในขณะนี้
ทั้งยังมองว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งเหตุการณ์ความรุนแรงต่อพลเรือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น ภาคประชาสังคมและประชาชนกลุ่มต่างๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งที่เป็นชาวมลายูและไทยพุทธ ต่างก็แสดงความต้องการไปในทิศทางเดียวกัน
คือเรียกร้องให้รัฐบาลและขบวนการ กลับสู่กระบวนการเจรจาสันติภาพโดยเร็ว
พร้อมอ้างอิงผลการสํารวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเครือข่ายวิชาการ PEACE SURVEY นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2559 จนถึง พ.ศ.2566 รวมทั้งสิ้น 7 ครั้ง โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นทั้งชาวมลายูและคนไทยพุทธ อายุ 18-70 ปี จำนวนรวมกว่า 10,581 คน ทั่วจังหวัดชายแดนภาคใต้
พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ในการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั้ง 7 ครั้ง สนับสนุนให้ใช้การพูดคุยสันติภาพเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาความรุนแรง
เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า ไม่เคยมีผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนครั้งใดเลยที่ได้รับคำตอบว่า สนับสนุนการพูดคุยสันติภาพน้อยกว่าร้อยละ 55
ยิ่งรุนแรง ยิ่งเสียความชอบธรรม
ห่วงกระแสเกลียดชังแบบเหมารวม
“ความไม่สงบจนเป็นผลให้มีผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจำนวนไม่น้อยนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้าอย่างยิ่ง”
แม้ว่าหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าอาจจะเป็นการกระทำจากขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี (BRN) แต่ล่าสุดขบวนการ BRN ก็ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อเหตุรุนแรง และยืนยันไม่มุ่งโจมตีพลเรือน”
แม้ว่าการปะทุขึ้นของความรุนแรงในปี 2547 จะสามารถทำความเข้าใจได้ว่าเป็นผลมาจากประวัติศาสตร์และความรู้สึกที่ได้รับการกดขี่หรือถูกกระทำ แต่ก็คงไม่มีเป้าหมายไหนจะสูงส่งพอที่จะอนุญาตให้คุณทำร้ายคนชรา เด็ก และผู้พิการได้ มันเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถยอมรับได้” ดร.ชญานิษฐ์ย้ำถึงสิ่งที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้น
ทั้งนี้ แม้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ในทางหนึ่งจะเป็นการต่อสู้กันทางอาวุธ แต่ในอีกมุมก็ยังเป็นพื้นที่ของการต่อสู้ทางการเมืองด้วย เพราะทั้งรัฐไทยและขบวนการติดอาวุธ ต่างฝ่ายต่างก็ต้องพยายามช่วงชิงความชอบธรรมระหว่างกันด้วย
ส่วนตัวแล้ว ดร.ชญานิษฐ์มองว่า การที่ขบวนการติดอาวุธทำเช่นนี้ย่อมส่งผลให้ตัวขบวนการต้องสูญเสียความชอบธรรมทางการเมืองไป ถือเป็นความพ่ายแพ้ทางการเมืองอย่างสำคัญ
อีกหนึ่งความน่ากังวลต่อปรากฏการณ์ความรุนแรงต่อเป้าหมายพลเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นอีกประการ คือ ‘กระแสการเหมารวมและเกลียดชังมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้’
จึงเรียกร้องให้รัฐใช้ความรุนแรงปราบปรามอย่างเด็ดขาดโดยไม่แยกแยะเป้าหมาย อารมณ์โกรธแค้นของสังคมอาจทำให้หลงลืมข้อเท็จจริงสำคัญประการหนึ่งไปว่า การมีอัตลักษณ์มลายูและนับถือศาสนาอิสลาม ไม่ได้หมายความว่าใครคนหนึ่งจะต้องเห็นด้วยหรือสนับสนุนขบวนการไปโดยปริยาย
“ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนใหญ่ก็ไม่ต่างจากปุถุชนที่ไหนๆ ตรงที่ต้องการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยและสงบสุข
การเหมารวม โหมกระแสความเกลียดชังและเรียกร้องให้รัฐปราบปรามด้วยความรุนแรงโดยไม่แยกแยะ น่าจะยิ่งส่งผลให้สันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยิ่งห่างไกลออกไปอีก” นักรัฐศาสตร์ทิ้งท้ายด้วยข้อห่วงกังวลที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น
ทีมข่าวเฉพาะกิจ

