หน้าแรก ประชาชื่น พระราชนิพนธ์ ...

พระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ 4 ‘ท่าที’ ของวังหลวงที่มีต่อวังหน้า

10.05.25 | 12:46 น.

พระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ 4
‘ท่าที’ ของวังหลวงที่มีต่อวังหน้า

ปัญหาระหว่างวังหลวงกับวังหน้าในสมัยรัตนโกสินทร์ช่วงต้นๆ ที่ถือว่าหนักหนาเข้าขั้นวิกฤตนั้น เกิดขึ้น 2 ครั้งด้วยกันคือ สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 กับกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (บุญมา) และสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 กับพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมัยรัชกาลที่ 1 ความสัมพันธ์ระหว่างวังหน้ากับวังหลวงไม่ค่อยจะสู้ดีนัก จนมีคำร่ำลือว่า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (บุญมา) ถึงกับออกพระโอษฐ์ตรัสสาปแช่งขณะประชวรว่า

“…ของใหญ่ของโตของกูดีๆ ของกูสร้าง ใครไม่ได้ช่วยเข้าทุนอุดหนุน กูสร้างขึ้นด้วยกำลังข้าเจ้าบ่าวนายของกูเอง นานไปใครไม่ใช่ลูกกู เข้ามาเป็นเจ้าของครอบครองขอผีสางเทวดาจงบันดาลอย่าให้มีความสุข…”

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

สมัยรัชกาลที่ 4 ความสัมพันธ์ของพระองค์ กับพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ดูเหมือนมี “คลื่นใต้น้ำ” จนเกิดเสียงเล่าลือ หนักหนาถึงขั้นที่ว่า “วังหน้าคิดกบฏชิงบัลลังก์”

Advertisement

นี่คือเรื่องที่รับรู้กันโดยทั่วไป แต่ที่เรียกว่า “อินไซด์” นั้น ต้องไปอ่านใน “นิตยสารศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนพฤษภาคม 2568 ในบทความชื่อ “พระจอมเกล้าฯ นิพนธ์ : พระราชประวัติพระปิ่นเกล้าฯ ชิ้นแรกอันเนื่องมาจากกรณีสวรรคต เมื่อ พ.ศ.2408” ของ กำพล จำปาพันธ์

ด้วยหลังจากพระปิ่นเกล้าฯ สวรรคต (มกราคม พ.ศ.2408) ระหว่างรอพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2409 มี “ข่าวลือ” เกี่ยวกับพระองค์เกิดขึ้นหลายเรื่อง เช่น สาเหตุการประชวรจนเสด็จสวรรคตเกิดขึ้นเพราะพระองค์ถูกเสน่ห์ยาแฝด ที่หนักข้อกว่านั้นก็คือ การเสด็จสวรรคตที่เกิดจากถูกวังหลวงวางยาพิษ และข่าวที่ว่าพระองค์ทรงคิดกบฏ ฯลฯ

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว กษัตริย์วังหน้าสมัยรัชกาลที่ 4

พระปิ่นเกล้าฯ ทรงคิดการใหญ่หรือไม่ เป็นเรื่องยากที่จะชี้ชัด หากที่ผ่านมาพระองค์ทรงแสดงให้เห็นว่าสถานะของพระองค์คือ “เบอร์สอง” ดังที่ทรงกล่าวไว้ในพระราชนิพนธ์ “เพลงยาวแลสักรวา” ว่า “เราที่สองรองภูมินทร์นามปิ่นเกล้า” และอีกแห่งในพระราชนิพนธ์เดียวกันนี้ที่ว่า “อันตัวเรานี้ก็รองพระจอมเกล้า เป็นปิ่นเกล้าในสยามภาษา”

ขณะที่รัชกาลที่ 4 ทรงสยบข่าวลือต่างๆ ด้วยบทพระราชนิพนธ์

พระราชนิพนธ์ที่ชื่อว่า “พระบรมราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 4 ว่าด้วยพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว” ตีพิมพ์ในหนังสือราชกิจจานุเบกษา ดังเนื้อหาบางส่วนว่า

“…พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประชวร…มาเสด็จสวรรคตในวันพุธ เดือน 5 ขึ้นค่ำ 1 ปีกุนยังเปนโทศก พระราชวงศานุวงศ์แลท่านเสนาบดีแลข้าราชการเปนอันมาก ปรึกษาพร้อมยอมถวายราชสมบัติแลแผ่นดินแด่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าทั้ง 2 พระองค์ เพื่อว่าพระองค์ใหญ่ [รัชกาลที่ 4] จะได้พระบรมราชาภิเษกในพระบรมมหาราชวัง แลพระองค์น้อย [พระปิ่นเกล้าฯ] จะได้รับพระบวรราชาภิเษกในพระบวรราชวัง…

พระองค์ใหญ่เสด็จเถลิงถวัลยราช รับพระบรมราชาภิเษก ในวันพฤหัสบดี เดือน 6 ขึ้น 15 ค่ำ ปีกุน ตรีศก จุลศักราช 1213…เปนพระเจ้าแผ่นดินสยามใหญ่ที่ 4 ในพระบรมราชวงศ์นี้

จึ่งโปรดให้ตั้งการพระบวรราชาภิเษกในพระบวรราชวัง แล้วพระราชทานพระบวรราชาภิเษก มีพระนามในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระปวเรนทราเมศมหิศเรศรังสรรค์ มหันตวรเดโชไชย มโหฬารคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ บวรจุลจักรพรรดิ ราชบวรนารถบพิตร พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้รับพระบวรราชโองการอย่างสมเด็จพระเจ้าเอกาทศรถ ในแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเจ้าเมื่อครั้งกรุงศรีอยุทธยาเก่า

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อได้พระบวรราชาภิเษกแล้ว…ได้จัดการทหารแลเครื่องศัสตราวุธสรรพรณยุทโธปการขึ้นสำหรับแผ่นดินเปน อันมาก ได้ทรงสร้างเรือรบกลไฟ ชื่ออาสาวดิรศลำหนึ่ง ชื่อยงยศอโยชฌิยาลำหนึ่งขึ้นสำหรับพระนคร เปนความชอบแก่แผ่นดิน…

ตั้งแต่ปลายปีระกาตรีศก จุลศักราช 1223 [พ.ศ. 2404] พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร…จนถึงเดือน 6 ปีฉลูสัปตศก จุลศักราช 1227 [พ.ศ.2408] ทรงพระประชวรมาก…หมอหลายพวกหลายเหล่าถวายพระโอสถแก้ไข พระอาการคลายบ้างแล้ว ทรุดไปเล่า จนถึงวันอาทิตย์ เดือน 2 แรม 6 ค่ำ ปีฉลู สัปตศก เวลาเช้า 3 โมง คือ 9 นาฬิกา แต่เที่ยงคืนเสด็จสวรรคต…

พระเมรุมาศในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

เมื่อทรงพระประชวรหนักใกล้จะเสด็จสวรรคต ไม่ได้ทรงสั่งการอันหนึ่งอันใดให้ลำบากพระราชหฤทัย ไว้วางพระราชอัธยาศัยแสดงการทรงเชื่อถือเปนหนึ่งว่า สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชซึ่งดำรงยุติธรรม จะทรงพระราชดำริแล้วดำรัสการทุกสิ่งทุกอย่าง สมควรแก่เหตุผลโดยยุติธรรม แลราชการแผ่นดินไม่ต้องทรงพระวิตก… ” (จัดย่อหน้าใหม่โดยผู้เขียน)

ขณะที่พระราชนิพนธ์อีกรายการหนึ่งของรัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็น “พระราชหัตถเลขา” ที่ทรงมีไปถึงพระราชโอรสของพระองค์ ดังความตอนหนึ่งว่า

“ในหลวง [รัชกาลที่ 4] บัดนี้ก็มีความเคารพแก่ผู้หลักผู้ใหญ่ในแผ่นดินจะไปไหนนอกกรุงก็เขียนหนังสือไปทูลลาวังน่า [พระปิ่นเกล้าฯ] ทุกปีไม่ขาดเลย

ฝ่ายวังน่านั้นถ้าท่านจะไปนานๆ ท่านก็ให้มาลาทุกครั้ง แต่การที่มาลานั้นเหมือนกับมาปฤกษาก็หลายครั้ง ท่านมาลาว่าจะไปบ้านสีทาเขาคอกในระดูฝนเดือน 9 เดือน 10 ในหลวงก็ไม่ได้ห้ามหวงฤษยาอะไรท่านดอก…แต่คิดกลัวไปตามภาษาคนพูดๆ ว่าดงพระยาไฟเปนที่ร้าย น่าฝนมักมีไข้…จึงได้ว่าทัดทานขึ้นไปว่าวิตกอยู่กลัวความไข้ความเจ็บ…

พระบวรราชวังสีทา อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

ไม่แต่ในหลวง ถึงคุณศรีสุริยวงศ์ก็ได้เคยไปทูลห้ามไม่ให้เสด็จไปสีทาน่าฝน ชักเหตุชี้ผลต่างๆ ท่านก็เถียงจนคุณศรีสุริยวงศ์ ออกปากปฏิญาณว่าตั้งแต่นี้ไป วังน่าท่านจะไปทางไหนไม่ทัดทานต่อไปเลยแล้ว…พระราชดำเนินข้างวังน่านั้น คราวท่านจะไปก็ไปเอง คราวท่านจะกลับก็กลับเอง คราวท่านจะไม่ไปก็ไม่ไปเอง ด้วยเหตุนี้ถึงท่านจะลาก็ได้ไม่ลาก็ได้…” (จัดย่อหน้าใหม่โดยผู้เขียน)

พระราชนิพนธ์ทั้ง 2 รายการข้างต้นนั้น เหมือนกันที่ทรงพระราชนิพนธ์ภายหลังพระปิ่นเกล้าฯ เสด็จสวรรคตทั้งสิ้นราว 1 ปี หากท่าทีต่างกันที่รายการหนึ่งเป็นการเผยแพร่สู่สาธารณะด้วยตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา ขณะที่อีกหนึ่งค่อนข้างเป็นการส่วนพระองค์ และท่าทีในการนำเสนอ ฯลฯ

ที่กล่าวมานี้ก็แค่ “อาหารเรียกน้ำย่อย” เพราะพระราชนิพนธ์ทั้งสองที่อ้างอิงนั้น เป็นเพียงบางส่วนจากที่ผู้เขียน (กำพล จำปาพันธ์) นำเสนอ นอกจากนี้เขายังค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทและผลงานของพระปิ่นเกล้าฯ จากบุคคลที่ร่วมสมัยกับพระองค์และรัชกาลที่ 4 ให้เป็นข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงวิเคราะห์ความหมายระหว่างบรรทัดนัยของพระราชนิพนธ์ดังกล่าว

ทั้งหมดนี้ขอท่านผู้อ่านได้โปรดติดตามอ่านใน “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนพฤษภาคมนี้ มาดูกันว่าการเป็น “เบอร์หนึ่ง” กับ “เบอร์สอง” ในสยามสมัยนั้นยากง่ายเพียงใด