หน้าแรก ประชาชื่น เมื่อชาวจะนะป...

เมื่อชาวจะนะปลุกชีพจร ‘ส้มจุก’ สร้างนิเวศ ‘เรียนรู้นอกระบบ’ ทางเลือกตั้งต้น ทุนเพื่อตั้งตัว

11.05.25 | 11:28 น.

เมื่อชาวจะนะปลุกชีพจร ‘ส้มจุก’
สร้างนิเวศ ‘เรียนรู้นอกระบบ’
ทางเลือกตั้งต้น ทุนเพื่อตั้งตัว

สิ่งสำคัญไม่แพ้การอุดช่องว่าง ลดความเหลื่อมล้ำ ผลักดันความเสมอภาคทางเพศ

คือปัญหา ‘ความเท่าเทียมทางการศึกษา’ ที่ปรากฏอยู่ในสังคมเสมอมา

ยังมีเด็กที่ขัดสนโอกาส คุณภาพการเรียนการสอนในตำบลไม่ทัดเทียมเท่าในตัวจังหวัด ไล่ตามไม่ทันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการศึกษาในมหานครใหญ่ ยังไม่พูดถึงความห่างไกลของระยะทางระหว่างบ้านกับมหาวิทยาลัย ไม่นับเด็กที่ตกหล่นด้วยเหตุผลครอบครัวไม่มั่นคงด้านรายได้

จากสถิติในปี 2567 มีเด็กไทยถึง 982,304 คน ต้องหลุดจากระบบการศึกษา แต่ด้วยผลจากการทุ่มเทอย่างจริงจังของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงตามเด็กกว่า 3 แสนคน (29.5%) กลับมาเรียนได้

Advertisement

ข่าวดีต่อเนื่องหลังวาเลนไทน์ที่ผ่านมา คือการปูพรม ‘ค้นหา’ เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาภายในสังกัด กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) หวังพากลับเข้าสู่ห้องเรียนอีกครั้ง ตามนโยบาย Thailand Zero Dropout ต่อยอดไปถึงแนวปฏิบัติของ สพฐ. ที่เพิ่มความยืดหยุ่นด้วยแนวทางนวัตกรรมโรงเรียนมือถือ (Mobile School) และ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบที่ช่วยให้เรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา

ทว่า นอกจากการเรียนรู้ภายในชั้นเรียนแล้ว ‘การศึกษานอกระบบ’ คืออีกหนึ่งทางเลือกที่หลายคนอาจมองข้าม หากแต่การศึกษาส่วนนี้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเข้ามาช่วยเติมเต็มการเรียนรู้ตลอดชีวิต ช่วยให้การศึกษาไม่ขาดตอน ทั้งยังสร้างอาชีพและรายได้ ความมั่นคงในชีวิตให้ผู้เรียนได้จริง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงกลุ่มวัยที่พ้นไปจากไทม์ไลน์การศึกษาขั้นพื้นฐาน ล่วงเข้าสู่วัยทำงาน ซึ่งได้รับการโฟกัสน้อยกว่าระดับปฐมวัย

เพื่อเสิร์ฟความรู้ให้เข้าถึงภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ มุ่งเน้นองค์ความรู้ที่สัมพันธ์กับการดำรงชีพ

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการมุ่งสนับสนุนหน่วยจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายทั้งเยาวชนและแรงงานนอกระบบ ครอบครัวที่เปราะบาง ซึ่งขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือด้อยโอกาส ให้ได้รับการติดอาวุธทางทักษะวิชาชีพ

ผ่านการ ‘มอบทุน’ ให้แก่หน่วยการเรียนรู้ในระดับตำบล พร้อมต่อยอด ‘สร้างเครือข่าย’ ที่เชื่อมโยงไปถึงระดับอำเภอและจังหวัดในอนาคต ภายใต้โครงการ “ส่งเสริมโอกาสทางการเรียนรู้และพัฒนาทักษะประชากรวัยแรงงานนอกระบบ ครั้งที่ 2/2568 และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับพื้นที่นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น การขับเคลื่อนกลไกส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ที่ใช้ชุมชนเป็นฐานในภาคใต้ จังหวัดสงขลา” เมื่อไม่นานมานี้

สนองตอบนโยบายรัฐบาล การเรียนรู้เพื่อการมีงานทำ (Learn to Earn) ด้วยการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อยกระดับความสามารถของคนไทย ยกระดับคุณภาพการศึกษาในภาพรวมของประเทศ

นับเป็นการซัพพอร์ตศักยภาพให้ประกอบอาชีพได้ตามความถนัด พึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง

สร้างนิเวศ ‘เรียนรู้นอกระบบ’
ผูกเครือข่าย ‘แชร์ความรู้-รายได้’

“ในอดีตเราเน้นการให้ทุน แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราเห็นว่าทั้งหมดนี้คือ ‘ห้องเรียนขนาดใหญ่’ ของอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา”

ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. สะท้อนถึงการทำงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่ไม่เพียงหนุนหลังผ่านการมอบต้นทุนเป็นตัวเงิน แต่ยังลงพื้นที่ทำงานอย่างใกล้ชิดในจังหวัดสงขลานับแต่ปี 2562 เป็นต้นมา

เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ‘สร้างการบูรณาการ’ ให้เกิดขึ้นในท้องถิ่นอย่างแท้จริง

“โจทย์การทำงานของเรา คือ 1.เราต้องการสร้างเครือข่ายที่แต่ละหน่วยงานสามารถเชื่อมโยงกันได้ ไม่เพียงแต่แลกเปลี่ยนความรู้ แต่ยังสร้างรายได้หมุนเวียนร่วมกัน และ 2.ตอบโจทย์ผู้ด้อยโอกาส (ทางฐานะ)

หากเรามองโจทย์ความต้องการของเขาเป็นตัวตั้ง เราพบว่าประเทศไทยมี ‘แรงงานนอกระบบ’ กว่า 25 ล้านคน โดยกว่า 70% จบการศึกษาไม่เกินชั้น ม.6” ธันว์ธิดาหยิบยกข้อมูลที่น่าห่วงกังวล

แม้ว่าประเทศไทยจะมีหน่วยการเรียนรู้ที่หลากหลาย แต่หากมีเพียงหน่วยการเรียนรู้เดียวก็อาจไม่ตอบโจทย์ เพราะความต้องการในการเรียนรู้ของแต่ละคน แต่ละพื้นที่มีความยูนีคแตกต่างเฉพาะตัว

เป็นจุดเล็งเห็น จึงมุ่งเน้น ‘บูรณาการการเรียนรู้ในพื้นที่’

“เราใช้จุดแข็งของแต่ละหน่วยเป็นฐาน อย่างเช่นบางพื้นที่มีหน่วยการเรียนรู้ด้านการปลูกผัก แต่ตัวเขาเองอาจจะเก่งด้านการทำน้ำพริก หากหน่วยการเรียนรู้เหล่านี้สามารถเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนกันได้ ก็จะเกิดเครือข่ายที่แข็งแกร่งและต่อยอดได้จริง”

“การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญ ที่จะได้เห็นศักยภาพและความเข้มแข็งของเครือข่ายในพื้นที่”

ไม่เหมือน ‘ทุน’ ทั่วไป
เพิ่มงบอีกก้อน-ซัพพอร์ตอุปกรณ์เลี้ยงชีพ

เมื่อได้ลงไปสัมผัส ทำให้เห็นจุดแข็งในชุมชนชัดเจนยิ่งขึ้น

นำไปสู่การสนับสนุนทุนที่จะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด และเห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรมขึ้น

โดย กสศ.เปิดกว้างรับข้อเสนอโครงการจากหลากหลายภาคส่วนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัย อพท. วิสาหกิจชุมชน หรือแม้แต่กลุ่ม NGO ฯลฯ

ตั้งโจทย์เพียงว่า หากคุณมาทำ เราขอให้ค้นหาวิธีการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ยากลำบากและด้อยโอกาส โดยมีหัวใจสำคัญคือ ‘ยึดผู้เรียนรู้ เป็นที่ตั้ง’

ซึ่งต้องบอกว่าในแต่ละปีมีข้อเสนอโครงการเข้ามาอย่างล้นหลามกว่า 600 หน่วย แต่ทาง กสศ.คัดเลือกเพียง 100 หน่วยเท่านั้น เพราะมีความเข้าใจว่าการเรียนรู้แบบไหนเหมาะสมและมีประสิทธิภาพที่สุด สำหรับกลุ่มการเรียนรู้นั้นๆ

“ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการอบรมจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ยึดหลักสูตรเป็นตัวตั้ง ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์เสมอไป เราจะทำอย่างไรให้ได้ผล และมีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับผู้เรียน”

“อย่างเช่นที่อำเภอสะเดา หลายหน่วยการเรียนรู้ไม่ได้ทำแค่การฝึกอาชีพ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงเรื่องสุขภาพชุมชน ซึ่งหากเราไม่ลงมือทำ เราอาจไม่เห็นศักยภาพและโอกาสที่แท้จริงของชุมชนเหล่านี้”

“กสศ.ให้ทุนไม่เกิน 10,000 บาทต่อคน ซึ่งใน 1 โปรเจ็กต์ก็มีหลายคน ความแตกต่างจากงบประมาณส่วนอื่น คือเราให้งบประมาณ ‘เครื่องมือทำมาหากิน’ จำนวน 2,500 บาท ซึ่งเขาสามารถมีอุปกรณ์ เครื่องมือประกอบอาชีพ ที่เขาจะสามารถใช้เลี้ยงชีพได้เรื่อยๆ”

ธันว์ธิดากำลังกล่าวถึงตัวอย่างแพลตฟอร์ม iMedCare ที่ดึงเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการดูแลเข้าไปเยี่ยมเยียนผู้ป่วยติดบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่เปิดกว้างให้อาสาสมัครที่เข้ามาช่วยดูแลสุขภาพของคนในชุมชนอย่าง อสม. ได้มีช่องทางในการของบอุดหนุน เพื่อนำไปซื้อเครื่องมือทางการแพทย์มาใช้รักษา เช่น ซื้อชุดปฐมพยาบาล เป็นต้น

นับเป็นการให้ทุนตั้งต้นอาชีพ ทั้งยังส่งเสริมบริการด้านสุขภาวะ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในชุมชน โดยคนในชุมชนเอง

“บทบาทของ กสศ. คือการเป็นผู้สนับสนุน และเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนเข้ามาทำงานร่วมกัน เรามีเครื่องมือ มีพี่เลี้ยง และเครือข่ายสนับสนุน แต่สุดท้ายแล้ว แนวคิดและเป้าหมายมาจากชุมชนของตัวเอง กลุ่มเป้าหมายของเขา ก็คือคนในชุมชนของเขาเองทั้งหมด” ธันว์ธิดาเล่าความตั้งใจ

เชื่อมชุมชน สร้างฐานเรียนรู้ขนาดเบิ้ม
เพิ่ม ‘ทางเลือก’ ให้ตอบทุกโจทย์ชีวิต

‘60,000 คน 600 หน่วยการเรียนรู้’ คือจำนวนผู้ได้รับความช่วยเหลือแล้ว

จนถึงปัจจุบัน กสศ. เก็บฐานข้อมูลการเรียนรู้ของแต่ละบุคคลมาอย่างต่อเนื่อง

ตั้งแต่เริ่มโครงการสู่ปีที่ 6 ได้เก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น ระดับการศึกษา รายได้ และข้อมูลก่อนเข้าร่วมโครงการ รวมถึงการติดตามผลในระหว่างโครงการเพื่อประเมินว่าผู้เข้าร่วมมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ ได้รับทักษะใหม่ๆ หรือไม่

รวมถึงผู้ที่ตกงาน ปัจจุบันมีงานทำแล้วหรือยัง

ในปัจจุบัน กสศ.กำลังดำเนินการประเมินผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและสังคม โดยใช้การวิเคราะห์ Social Return On Investment (SROI) ซึ่งจะมีผลสรุปออกมาภายในปีนี้ เพื่อประเมินผลกระทบของการทำงานในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ว่าการดำเนินงานของเรานั้นไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อผู้เรียนรู้ แต่ส่งผลต่อชุมชนและเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างไรบ้าง

“เราสร้างความเด่นจากสงขลา ในการจัดงานครั้งนี้ มุ่งเน้นการทำงานระดับตำบล ซึ่งเราพยายามสร้างหน่วยการจัดการเรียนรู้ระดับตำบลให้เป็นหน่วยการเรียนรู้ที่เล็กที่สุด และใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส คือกลุ่มคนในระดับจังหวัด ดังนั้น ยุทธศาสตร์หนึ่งของ กสศ. คือการทำงานในระดับจังหวัด เพราะเรามองว่าถ้างานระดับจังหวัดมันเกิด ปัญหาเรื่องรายได้ของประเทศจะลดลง

เรากำลังมองหาวิธีเชื่อมโยงงานระหว่างระดับตำบลและระดับจังหวัดให้เป็นเครือข่ายที่แข็งแกร่งขึ้น” ธันว์ธิดาเผย

ซึ่งในกรณีของสงขลา เหตุที่เลือกพื้นที่นี้ เพราะมีหน่วยการจัดการเรียนรู้ในระดับจังหวัด จนถึงระดับอำเภอ และตำบล มีหน่วยการเรียนรู้ถึง 5 หน่วย ยิ่งทำให้เห็นภาพที่น่าจะจับมาเชื่อมโยงกันในการทำงานเป็นกลไกความรู้

ทั้งยังหวังว่า จ.สงขลา จะเป็นแหล่งแรงบันดาลใจให้กับจังหวัดอื่นๆ ในการเชื่อมโยงงานทั้งจังหวัดให้ทำงานร่วมกัน โดยใช้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงและขยายผลไปสู่จังหวัดอื่นๆ ที่สามารถทำได้เช่นกัน

“หลายๆ ครั้งที่น้องๆ หลุดออกจากระบบการศึกษา เพราะเขารู้สึกว่า ในระบบมันไม่สามารถเข้ากับตัวตนเขาได้ มันเรียนยากเกินไป ไม่เอื้ออำนวยกับชีวิตของเขา สุดท้ายทำให้เขาไม่มีเป้าหมาย การจัดหน่วยการเรียนรู้ตรงนี้ จะทำให้น้องๆ เขามีทางเลือกเพิ่มมากยิ่งขึ้น

เมื่อเขาเห็นแล้วว่า การเรียนรู้ตรงนี้มีความหมายกับชีวิตเขา มีอาชีพ มีการทดลองทำ ท้ายที่สุดเขาก็จะสามารถกลับไปอยู่ในระบบได้ หากเราไม่มีทางเลือกให้เขา ก็จะกลายเป็นปัญหาสำหรับเขาและครอบครัว ที่อาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรมได้ในอนาคต” ธันว์ธิดาเล็งเห็นความเชื่อมโยง ระหว่างการศึกษา กับปัญหาอื่นๆ ในสังคม

ส้มจุก ผลไม้โบราณเลื่องชื่อ ประจำถิ่นจะนะ จังหวัดสงขลา ที่กำลังสูญพันธุ์

ส้มจุก-iMedCare คือผลลัพธ์ที่เกินคาด
ความรู้ออกดอกในรูปแบบ ‘นวัตกรรรม’

ทำให้เห็นพลังของทุกภาคส่วน ที่ร่วมแรงยกระดับบางสิ่ง จนเกิดผลสำเร็จขึ้นจริง

เรื่องราวของ ‘ส้มจุก’ คือผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัด เป็นผลไม้โบราณเลื่องชื่อ ประจำถิ่นจะนะ จังหวัดสงขลา ที่ใกล้จะสูญหายไป

ทางจังหวัดจึงเกิดความตั้งใจในการอนุรักษ์ผลไม้ชนิดนี้ และต้องการสร้างโอกาสให้คนในพื้นที่มีอาชีพ เกิดเป็น ‘วิสาหกิจชุมชนส้มจุกจะนะ’ ที่มีส่วนช่วยฟื้นเศรษฐกิจในอำเภอได้อย่างดียิ่ง อีกผลพลอยได้คือคนในท้องถิ่นมองเห็นศักยภาพของตัวเอง

“เขาไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้รับแล้ว แต่เขาเป็นผู้ให้รายใหม่” ธันว์ธิดามองว่า ผู้ที่เข้ามาร่วมเรียนรู้ หลายคนมีศักยภาพ สามารถเป็นโค้ชได้

จากเดิมเป็นผู้ด้อยโอกาส เมื่อได้รับโอกาส ระยะเวลาผ่านไปก็กลายมาเป็นผู้ให้รุ่นต่อไป

เป็นแกนนำในพื้นที่ ที่ต่อยอดโอกาสให้ผู้อื่น

มีเป้าหมายที่ชัดเจน คืออยากที่จะเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่เปิดให้เข้ามาศึกษาดูงาน

“ในตอนแรก กสศ. เราไม่ได้คาดหวัง เราเพียงแค่อยากให้ผู้ร่วมการเรียนรู้ได้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา แต่พอเราทำงานไป กลายเป็นว่า หน่วยจัดการเรียนรู้เองที่เขาสามารถไปสร้างนวัตกรรมขึ้นมา ทำให้เรายิ่งเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น ทำให้ กสศ.ได้ไปขยายการเรียนรู้ในพื้นที่อื่นๆ เพิ่มขึ้นอีกด้วย”

ผอ.สำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ มองว่าจนถึงปัจจุบัน ส้มจุกเดินทางมาไกลมาก ต่อยอดจากโปรเจ็กต์ จนสามารถยกระดับขึ้นมาเรื่อยๆ จากตำบลเดียวกัน ก็กลายเป็น 4 ตำบล จนก้าวสู่ระดับอำเภอ

อีกหนึ่งตัวอย่างยกให้ iMedCare หน่วยจัดการเรียนรู้ ที่มีภาควิชาการ มีมหาวิทยาลัยที่เก่งเรื่ององค์ความรู้ มีเทคโนโลยี มีภาคประชาชน สังคม อสม. และมีนโยบาย มีคนทั้งเทศบาลมาร่วมมือกันอย่างครบครัน

“หาก กสศ. ไม่เข้ามาช่วยกันกางโมเดลการทำงาน ก็อาจจะจำกัดอยู่แค่ในภาควิชาการและการฝึกอบรมเท่านั้น ซึ่งอาจไม่สามารถสร้างประโยชน์ที่แท้จริงให้กับชุมชนได้ การเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน จึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความยั่งยืน และเกิดประโยชน์จริงแก่ชุมชน” ธันว์ธิดาทิ้งท้าย

ดูแลแม่ผู้ป่วยติดเตียง
จุดเริ่มต้นอาชีพใหม่ เทกแคร์คนในชุมชน

ในความรู้สึกของ บุรัสกร ดิษฐ์โสภา อสม. และหนึ่งในผู้ให้บริการ iMedCare มองโครงการนี้เป็นการมอบโอกาสครั้งสำคัญในชีวิต

แรกเริ่มได้เข้ามาเรียนรู้และทำงานกับ iMedCare เพราะเห็นแม่ป่วยติดเตียงและมีอาการค่อนข้างหนัก ในตอนแรกต้องจ้างผู้ดูแล แต่รู้สึกไม่พอใจกับการบริการ และมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงมาก กระทั่งได้เริ่มรู้จักโครงการ iMedCare ก็ตัดสินใจสมัครเข้ามาเรียนทันที

และเพิ่งได้ทราบว่า สิ่งที่เคยดูแลแม่ที่ผ่านมา มันผิดวิธี และไม่ถูกสุขลักษณะเลยด้วยซ้ำ

“หลังจากได้เรียนรู้ ไม่จำเป็นต้องจ้างคนอื่นมาดูแลแม่แล้ว ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น และยังได้รับความรู้ที่นำมาใช้ดูแลแม่อย่างถูกต้อง ปลอดภัย

เมื่อดูแลแม่ได้อย่างมั่นใจแล้ว ก็เริ่มมีความคิดอยากนำความรู้นี้ไปดูแลคนอื่นบ้าง เพราะเราก็ได้รับงานดูแลคนไข้คนอื่นบ้าง และบังเอิญเจอผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายกับแม่ ถือเป็นโอกาสทดสอบความรู้ที่ได้เรียนมา ว่าจะสามารถสร้างรายได้ได้จริงไหม” บุรัสกรแชร์ประสบการณ์

iMedCare แพลตฟอร์มให้บริการดูแลผู้ป่วยที่ติดบ้าน

ทั้งยังบอกด้วยว่า ปัจจุบันรายได้ต่อวันอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาท ซึ่งถือว่าสูงมาก และเป็นงานที่ชื่นชอบ เพราะนอกจากได้ดูแลผู้อื่นแล้ว ยังได้พัฒนาทักษะและประสบการณ์ใหม่ๆ ที่สำคัญในฐานะที่เป็น อสม. ในพื้นที่มีผู้ป่วยติดเตียงจำนวนมาก ตนรู้สึกมั่นใจและมีความรู้เพียงพอที่จะช่วยดูแลคนในชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเหล่านี้ได้อีกแรง

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ iMedCare ขั้นแรกต้องเรียนรู้ทฤษฎี จากนั้นฝึกปฏิบัติและสุดท้ายลงพื้นที่จริง โดยเรียนที่คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งมีอาจารย์และพยาบาลวิชาชีพคอยสอนและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

บุรัสกรมอง iMedCare เป็นแพลตฟอร์มที่ดีและมีความพร้อมในการให้บริการดูแลผู้ป่วยที่ติดบ้าน ผู้ใช้งานสามารถเลือกบริการตามความต้องการ พร้อมมีรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน

จุดเด่นคือ ผู้ป่วยสามารถเลือกผู้ดูแลเองได้ และยังสามารถรีวิวการให้บริการได้ทันที เพื่อความมั่นใจในคุณภาพการดูแล

ผลไม้ ให้อาชีพ
จุดประกายความชอบ-ขยายขอบเขตความรู้

อะหมัด หลีขาหรี

ในส่วนของ อะหมัด หลีขาหรี หนึ่งในผู้บุกเบิก วิสาหกิจชุมชนส้มจุกจะนะ

ย้อนเส้นทางของการฟื้นชีพส้มจุก เกิดจากการรวมตัวกันของคนในพื้นที่ก่อตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน ช่วยไม่ให้พืชชนิดนี้สูญพันธุ์ในอนาคต

จนทุกวันนี้ กลายมาเป็นผลไม้ที่ต้องการในท้องตลาด

“ใครนั่งรถไฟมาก็อยากกินส้มจุกจะนะ เป็นผลไม้ที่มีราคาสูง คนซื้อต้องจองล่วงหน้า เรียกได้ว่าคนซื้อไม่ได้กิน คนกินไม่ได้ซื้อ เพราะเขาซื้อไปฝากกันมากกว่า มีราคากิโลกรัมละ 200-250 บาท” อะหมัด เล่าพร้อมรอยยิ้ม

โดยหน่วยจัดการเรียนรู้วิสาหกิจชุมชนส้มจุกจะนะ เกิดขึ้นหลังจากช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจตกต่ำ คนว่างงานสูง มีนักเรียนหลุดออกจากการศึกษาในระบบ เมื่อออกมาศึกษาการเรียนรู้นอกระบบ ก็ได้เข้ามาร่วมโครงการ จนมีความรู้ความสามารถ ผ่านการอบรม จากผู้รับก็กลายเป็นผู้ให้ เกิดเป็น “วิทยาลัยส้มจุก” พัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ ในปี 2565

เมื่อเวลาผ่านไปก็มองเห็นว่า ไม่ใช่ทุกคนจะสนใจเรียนรู้ด้านการปลูกส้มจุก ฉุกคิดว่าเราควรสนับสนุนอาชีพอื่นๆ ร่วมด้วย เพื่อความหลากหลายทางด้านการศึกษา

ความชอบที่แท้จริง เพาะพันธุ์ไก่ชน และเลี้ยง

พร้อมยกตัวอย่างเคส เยาวชนที่ชอบเลี้ยงไก่ เขาหลุดออกจากระบบการศึกษา เมื่อไม่มีรายได้ จึงใช้โค้ชที่เรามีอยู่ช่วยสนับสนุนต่อยอด การเลี้ยงไก่ไข่ จนเขาสามารถค้นพบความชอบที่แท้จริงของตัวเองว่า เขาชอบเพาะพันธุ์ไก่ชน และเลี้ยง

เหล่านี้เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ของ กสศ. ที่ต้องการสร้างเครือข่ายให้หลากหลายหน่วยจัดการเรียนรู้มีความเชื่อมโยงและสัมพันธ์กัน ซึ่งจะทำให้ชุมชนเข้มแข็งและยั่งยืน

“ส้มจุกในวันนี้ ไม่ใช่แค่ผลไม้ ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา เราเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อต่อยอดไปสู่ ‘อาชีพ’ เรามีภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ที่สามารถค้นพบงานใหม่ๆ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของชุมชน

ส้มจุกเป็นเพียงตัวจุดประกายการเรียนรู้ เป็นเครื่องมือนำทางที่นำไปสู่ความสำเร็จ เพื่อปลุกชีพส้มจุกไม่ให้สูญพันธุ์ ก้าวสู่อาชีพที่หลากหลาย สร้างความมั่นคงต่อตนเองและครอบครัว” อะหมัดทิ้งท้าย

ด้วยความเชื่อมันว่าพลังแห่งความร่วมมือ จะช่วยปลุกชุมชน สร้างเครือข่ายเชื่อมโยงองค์ความรู้ ขยายโอกาสนอกห้องเรียนให้กว้างขวางออกไปได้อย่างไม่รู้จบ

ชญานินทร์ ภูษาทอง