หน้าแรก ประชาชื่น ก่อนภาระตกถึง...

ก่อนภาระตกถึงเจนลูกหลาน สัญญาณเตือนแห่งชาติ  ถึงเวลาระดมทุกศาสตร์ ฝ่ามรสุม ‘สังคมสูงวัย’

16.05.25 | 12:31 น.

ก่อนภาระตกถึงเจนลูกหลาน
สัญญาณเตือนแห่งชาติ  ถึงเวลาระดมทุกศาสตร์
ฝ่ามรสุม ‘สังคมสูงวัย’

“ห้ามท้อง ห้ามท้อง ห้ามท้อง”

กลายเป็นคาถาเตือนสติสตรีไทยในโลกออนไลน์ ที่ไหลผ่านหน้าฟีด

เห็นจะเป็นเรื่องตลกร้าย เพราะในขณะที่อัตราการทารกเกิดใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่มีผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและความไม่มั่นคงในชีวิต อาจเป็นตัวการที่ทำให้หลายครอบครัวลังเลที่จะมีบุตร เพราะไม่ชัวร์ว่าเด็กจะเกิดและเติบโตขึ้นในสภาพแวดล้อมที่พร้อมและเพียงพอ

Advertisement

ข้อมูลจาก สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย (ปี 2566) บ่งชี้ว่า ไทยมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปถึง 13,064,929 คน คิดเป็น 20.17% ของประชากรรวม ขณะที่กลุ่มพ้นวัยเกษียณ (65+) มากถึง 14% หรือราว 8,901,145 คน

ตัวเลขเหล่านี้ชี้ชัดว่ากว่า 1 ใน 3 ของประชากรปัจจุบันจัดอยู่ในกลุ่ม “ผู้สูงวัย” เรียบร้อยแล้ว ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นอีกในทศวรรษหน้า

นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของอายุ แต่คือสัญญาณเตือนถึงความจำเป็นในการ “ปรับตัวทั้งระบบ” ตั้งแต่การพัฒนานโยบายสาธารณะ สวัสดิการ การสร้างโครงสร้างชุมชนที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัย รวมถึงการเตรียมความพร้อมของสังคมในระยะยาว

เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรนี้ไม่กลายเป็น “ภาระ” แต่เป็นพลังขับเคลื่อนใหม่

หนึ่งในสถาบันการศึกษาชั้นนำของชาติ อย่าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) มองเห็นโอกาส จึงได้เริ่มบทบาทเชิงรุก ด้วยการ KICK OFF โครงการ TU Care & Ageing Society “ธรรมศาสตร์ เพื่อนร่วมทางสังคมสูงวัย” แสดงเจตจำนงพร้อมเป็นกลไกสำคัญในการดูแลประชาชน และร่วมขับเคลื่อนเพื่อรับมือการเปลี่ยนผ่านนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ล่าสุดระดมนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาล้อมวง “Talk & Share: TU Care & Ageing Society” ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางในการจัดการกับปัญหาสังคมผู้สูงวัย ทั้งในระดับนโยบาย นวัตกรรมทางสุขภาพ ตลอดจนบทบาทของชุมชน

เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในฐานะ “เพื่อนร่วมทาง” ของสังคม โดยใช้พลังขององค์ความรู้ วิจัย และนวัตกรรม ร่วมมุ่งสร้าง “ระบบรองรับผู้สูงวัย” ที่ยั่งยืนและเท่าทันความเปลี่ยนแปลง

เจนซีเตรียมรับศึกหนัก
ทศวรรษหน้า สูงวัยทะลุ 20 ล้านคน

“ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ 2 ปีก่อน และคาดการณ์กันว่าในอีก 10-15 ปีข้างหน้า ประชากรไทยราว 1 ใน 3 หรือประมาณ 20 ล้านคน จะเป็นผู้สูงอายุ”

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองสัดส่วนผู้สูงอายุ ที่สวนทางอัตราการเกิดใหม่ แล้วเห็นแววว่า “วัยทำงาน” จะน้อยลงตามไปด้วย

ส่งผลต่อกำลังการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขัน ที่สำคัญคือยังนำไปสู่ความท้าทายทางการคลัง การจัดเก็บภาษี การพัฒนาประเทศ และการจัดสวัสดิการให้ประชาชน ฯลฯ ที่จะลำบากขึ้นแน่ๆ

หากวิเคราะห์กันตามสถิติ ในอนาคตอีก 10-15 ปี นักศึกษาที่เข้าสู่โลกของการทำงาน (เจน Z) จะต้องเหนื่อยกว่าคนในยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากดูแลชีวิตของตัวเองแล้ว ยังต้องหารายได้สำหรับดูแลผู้สูงอายุ รวมไปถึงการทำหน้าที่พลเมือง ในการจ่ายภาษี

“นี่จึงนับเป็นความจำเป็นเร่งด่วนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ต้องพัฒนาทักษะให้กับนักศึกษา เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้พวกเขามีความเข้มแข็งมากที่สุด 

ในฐานะมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน เรามีหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงต่อโจทย์ใหญ่ของประเทศ เราจึงยินดีอย่างยิ่งที่จะระดมสรรพกำลัง ตลอดจนทรัพยากร เพื่อเข้ามาเป็นกำแพงพิงหลังให้กับประชาชนในการรับมือกับปัญหานี้” 

อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่งสัญญาณเปิดประตูบานใหม่ พร้อมรับใช้คนไทยด้วยการระดมทุกศาสตร์ เพื่อสร้างนวัตกรรมที่จะตอบโจทย์สำคัญนี้ในระยะยาว

โจทย์ใหญ่ของประเทศ
พร้อมเป็นกำลังหลัก ฝ่ามรสุมสังคมสูงวัย

นอกเหนือจากความโดดเด่นด้านวิชาการเมืองการปกครอง ซึ่งถือเป็นจุดแข็งและรากฐาน

“ทุกวันนี้ธรรมศาสตร์กล้าที่จะประกาศว่า เรามีความเป็นเลิศและเข้มแข็งในทุกกลุ่มสาขาวิชา”

ภายใต้ภารกิจ TU Care & Ageing Society อธิการบดีเผยว่า กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ จะเข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม ฝ่ามรสุมสังคมสูงวัยไปให้ได้

เพราะไม่เพียงองค์ความรู้ที่พรั่งพร้อม แต่ยังมีทรัพยากรในระดับโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ที่กำลังอัพเกรดขีดความสามารถรองรับผู้ป่วยให้ได้ถึง 1,000 เตียง, ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ ที่ให้การดูแลผู้สูงวัยระยะสุดท้ายแห่งแรกของประเทศ

ไล่เรียงไปจนถึง ศูนย์พัฒนาธุรกิจและการดูแลสังคมสูงอายุ (ABCD Centre) ฯลฯ ที่ให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง

ยังไม่นับโครงการ EECmd บนเนื้อที่กว่า 585 ไร่ ที่มุ่งไปสู่การเป็น “เมืองนวัตกรรมแห่งสุขภาพและเวลเนส” อันจะเป็นต้นแบบ Medical Valley ของประเทศในอนาคต

เมื่อ มธ. จับมือ อบจ.
ออกแบบหลักสูตร อัพสกิลดูแลสูงวัย

สำหรับโครงการล่าสุด TU Care & Ageing Society บอกเลยว่าพร้อมลุยมาก เห็นได้จาก “แอ๊กชั่นแพลน” ที่สะท้อนความเอาจริงเอาจัง

รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ มธ. ลงลึกถึงดีเทลโครงการที่ผสาน DNA ธรรมศาสตร์ โดยในปี 2568 เฟสแรกของการโครงการ ใช้วิธีทำงานร่วมกับ จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของวิทยาเขต “ศูนย์รังสิต”

โดยมีแอ๊กชั่นแพลน แยกย่อยตามระดับ ดังนี้

ในระดับนโยบาย – ธรรมศาสตร์ให้บริการวิชาการ โดยจับมือกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี (อบจ.) กำหนดพื้นที่ Sandbox แสวงหาความต้องการ ตลอดจน Pain Point จากทั้งผู้ปฏิบัติงานด่านหน้าและชุมชน จากนั้นจะนำความต้องการดังกล่าวเข้าสู่เวทีสนทนานโยบาย หรือ Policy Dialogue เพื่อตกผลึกเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ให้กับ อบจ.ปทุมธานี และเป็นโจทย์ให้ธรรมศาสตร์นำทรัพยากรเข้าไปสนับสนุนการแก้ไขปัญหาต่อไป

ในระดับพื้นที่ – ธรรมศาสตร์จะนำองค์ความรู้ คณาจารย์ และงานวิจัย เข้าไปสร้างคน ในการดูแลผู้สูงอายุ Up-Skill ให้ผู้ที่มีบทบาทดูแลผู้สูงอายุในชุมชนโดยตรง อาทิ Care-giver, อสม. ตลอดจนการให้องค์ความรู้-การเตรียมความพร้อมดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ด้วยหลักสูตรที่กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพของมหาวิทยาลัย เป็นผู้ออกแบบ

ขณะเดียวกัน เราทราบดีว่าผู้ปฏิบัติงาน-เจ้าหน้าที่ด่านหน้า มีความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน โครงการนี้จะเข้าไปสนับสนุนสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจ ช่วยปลุกไฟให้กับผู้ดูแล ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้สูงอายุต่อไป

“ภายใต้โครงการนี้ยังสนับสนุนให้เกิดการสื่อสารสังคม และขยายความร่วมมือไปยังเครือข่ายสื่อ เพื่อช่วยกันบอกเล่าความสำเร็จ โมเดลต้นแบบ ดอกผลการทำงาน และนวัตกรรมต่างๆ ทั้งในส่วนของมหาวิทยาลัย และจังหวัด 

เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในสังคม และสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานให้กับชุมชนอื่นๆ ในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป”

นวัตกรรมเพื่อสังคมสูงวัย
ต้องใช้งานง่าย ประเมินผลได้จากทุกที่

“ปัญหาก็คือ ทำไมชุมชนถึงยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะขาดบุคลากรและนวัตกรรมที่เหมาะสมตอบโจทย์การใช้งาน”

เสียงของ ผศ.ดร.บรรยงค์ รุ่งเรืองด้วยบุญ หัวหน้าศูนย์แห่งความเป็นเลิศทางวิชาการ ด้านการออกแบบและพัฒนาต้นแบบทางวิศวกรรมอย่างสร้างสรรค์ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์

หนึ่งในทีมผู้ผลักดันด้านนวัตกรรมสำหรับสูงวัยชี้ว่า โดยปกติแล้วผู้สูงอายุมีการเสื่อมสภาพร่างกายตามวัย แต่ที่มากกว่านั้นคือ โรคหลอดเลือดสมอง 60-70% จะมีความพิการถาวร เป็นผู้สูงอายุที่ต้องการความช่วยเหลือมากกว่ากลุ่มอื่น

ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้สูงอายุชุมชน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะง่ายต่อการเข้าถึง ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายบริหารจัดการได้ตามสภาพแต่ละชุมชน ผ่อนคลายเป็นกันเอง ติดตามผลการฟื้นฟูได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ป่วยต้องการนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ มีระบบ IoT สำหรับประเมินผลทางไกล ใช้งานง่าย ดูแลรักษาง่าย และราคาเข้าถึงได้ คือเงื่อนไขตั้งต้นในการคิดค้นนวัตกรรม

ทางวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงได้พัฒนาชุดนวัตกรรมเพื่อการฟื้นฟูร่างกายผู้สูงอายุ อาทิ รถเข็นปรับยืน เพื่อฝึกให้ร่างกายมีความแข็งแรง ปรับลุกยืนได้, Sit2Stand Trainer ฝึกการยืนขึ้นจากท่านั่ง, I-Walk ฝึกเดินบนเครื่อง,  SpaceWalker ฝึกเดินบนพื้น

และล่าสุดได้ออกนวัตกรรมการพัฒนากำลังแขน Arm Booster ที่ผ่านมาตรฐานเครื่องมือแพทย์และผ่านการใช้งานสู่เชิงพาณิชย์เรียบร้อยแล้ว เตรียมออกสู่ตลาด เพื่อประโยชน์ในวงกว้าง

มาตรฐานสากล
บริการสุขภาพชุมชนเคลื่อนที่

“หกล้ม เคลื่อนไหวยาก เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง ภาวะข้อเสื่อม”

เป็นเพียงตัวอย่างของอาการ ที่ดูไม่หนัก แต่ใช้งบประมาณในการดูแลค่อนข้างสูง และกระทบกับสุขภาพองค์รวมได้ไม่ต่างจากโดมิโน่

“เรามักได้ยินเสมอกับภาวะสมองเสื่อมนั้นส่งผลกระทบสูงต่อผู้ดูแลและสังคม ฟันและช่องปากก็สามารถส่งผลกระทบโดยรวมต่อร่างกายได้เช่นกัน” 

รศ.ดร.ไพลวรรณ สัทธานนท์ คณบดีคณะสหเวชศาสตร์ เผยถึงความพร้อมด้านสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการแพทย์ รังสีเทคนิค วิทยาศาสตร์การกีฬาและการออกกำลังกาย กายภาพบำบัด ที่ล้วนมีส่วนสำคัญที่จะเข้าไปดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ เน้นที่ “การป้องกัน” และการเตรียมความพร้อมหลังเกิดโรค

“เรามีความเชี่ยวชาญ เครื่องมืออุปกรณ์ทันสมัย มีพื้นที่ห้องปฏิบัติการเพียงพอผ่านการรับรองมาตรฐาน มีศูนย์บริการสุขภาพคณะสหเวชศาสตร์ ผ่านการรับรองมาตรฐานสากล ISO มาตรฐานวิชาชีพกายภาพบำบัด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ห้องปฏิบัติการที่ผ่านการรับรองด้านความปลอดภัย”

ที่ผ่านมาเน้นให้บริการด้านสุขภาพในระดับชุมชน รุกสู่ยังเขตท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น และได้รับผลตอบรับดียิ่ง จุดเด่นคือ

ตรวจประเมินสุขภาพเป็นรายบุคคล เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจ และติดตามโรคได้ต่อเนื่อง

“แต่ละชุมชนมีสุขภาพไม่เหมือนกันทั้งหมด เราสามารถวางแผนการตรวจประเมินครั้งต่อไปกับชุมชนได้ ตอบโจทย์ความต้องการของท้องถิ่นค่อนข้างมาก เพราะเราสามารถขยายพื้นที่บริการสุขภาพได้เพิ่มมากขึ้น จากการบอกต่อ” รศ.ดร.ไพลวรรณสะท้อนความพร้อมรอบด้าน

หมดยุควิจัยขึ้นหิ้ง
ต้องแก้ปัญหาสังคมได้จริง

ปิดท้ายที่ รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม ที่มองว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะไม่สามารถดำเนินการหรือพัฒนาได้ ถ้าไม่มีนักวิจัยและคณาจารย์ที่มีความสามารถ มุ่งมั่นพัฒนาทั้งในเรื่องโครงการบริการสังคม โครงการนวัตกรรม และโครงการบริการทางวิชาการต่างๆ จนเกิดเป็นเครือข่าย มีทุนวิจัยที่สามารถขยับขยายต่อยอด

“ผมมองว่าเป็นฟันเฟืองของทางมหาวิทยาลัย จำเป็นต้องเชื่อมโยงภายในและภายนอก ไม่ใช่งานของมหาวิทยาลัยอย่างเดียวแล้ว ที่ต้องขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ 

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะสนับสนุนฟันเฟืองเรื่องผู้สูงอายุและทำงานเรื่องนี้ต่อไป” 

รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม เล็งเห็นภาระของภาครัฐจะมีมากขึ้นมากมายมหาศาล ในทางหนึ่งอาจจะมีอุปสรรคในการพึ่งพาภาครัฐอย่างเดียวในการขับเคลื่อนและบรรเทาปัญหา ดังนั้นจึงเป็นที่มาและทิศทางนโยบายที่มาของ ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี ที่คิดว่าถึงเวลาที่ มธ. น่าจะพร้อมในการผลักดันเรื่องราวเหล่านี้

“เป็นความจำเป็นที่ต้องต่อยอดไปสู่สังคม เราไม่ได้จะสร้างงานวิจัยที่เอาไว้ขึ้นหิ้งอย่างเดียว แต่เราพยายามที่จะถ่ายทอดเอานวัตกรรมและงานวิจัยด้านต่างๆ ไปสู่สังคม” รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ทิ้งท้าย

คือก้าวต่อไปของธรรมศาสตร์ ที่ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนฐานรากเพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่ใกล้เข้ามา ท่ามกลางข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ พร้อมเป็นสถาบันฯความรู้ที่ยังจะช่วยหนุนเสริมแรงภาครัฐและประชาชนในทุกมิติ