หน้าแรก ประชาชื่น อย่าเรียกฉันว...

อย่าเรียกฉันว่า ‘แก่’ ผศ.ดร.ณัฏฐพัชร สโรบล ชวนจ้อง ‘เดอะแบก’ สถานการณ์น่าจับตาแห่งปี

18.05.25 | 11:38 น.

อย่าเรียกฉันว่า ‘แก่’
ผศ.ดร.ณัฏฐพัชร สโรบล
ชวนจ้อง ‘เดอะแบก’ สถานการณ์น่าจับตาแห่งปี

เราเตรียมตัว ‘แก่’ ไว้ดีพอหรือยัง? ประเทศไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ เรา “แก่เยอะ” เพราะมีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ เรา “แก่เร็ว” เพราะใช้เวลาเพียงไม่กี่สิบปีในการเปลี่ยนผ่าน แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ เรากำลัง “แก่ไม่ดี” เพราะทั้งระบบยังไม่พร้อมรองรับ

“60 ปี ควรเป็นวัยพัก แต่วันนี้ยังต้องสู้” ดับฝันชีวิตวัยเกษียณของหลายคน เพราะยังคงต้องค่าครองชีพยังสูงกว่าปกติในปัจจุบัน หนี้ยังอยู่ ลูกยังต้องส่งเรียน และไหนลูกที่เรียนจบแล้ว ยังกลับมาอยู่บ้านอีก? จะเป็นภาระซ้ำสองหรือไม่

แต่ถ้าถามถึงรัฐ ยังมีระบบรองรับที่มั่นคงเพียงพอหรือไม่ หรือมีบุคลากรทางการแพทย์เพียงพอหรือเปล่า เพราะความหวังของ แก่ดี คงนี้ไม่พ้นเรื่องสุขภาพที่ดีร่วมด้วย

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดค่ามาตรฐานจำนวนแพทย์ต่อประชากรไว้ที่ แพทย์ 1 คนต่อประชากร 1,000 คน โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้รายงานสัดส่วนบุคลากรทางการแพทย์ต่อประชากรในปี 2564 พบว่า ในประเทศไทยแพทย์ 1 คน ต้องดูแลประชากรมากถึง 1,680 คน ซึ่งเกินกว่ามาตรฐานที่ WHO ได้กำหนดไว้

Advertisement

แปลว่า ระบบสาธารณสุขไทย ขาดแคลนแพทย์มาอย่างยาวนาน สะท้อนให้เห็นถึง การขาดโอกาสในการเข้าถึงการรักษา โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและชนบท แล้วเราจะแก่ดีได้อย่างไร

นี่คือ สัญญาณเตือนที่สะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับตัวทั้งระบบ-ตั้งแต่การพัฒนานโยบายสาธารณะ สวัสดิการ และการสร้างโครงสร้างชุมชนที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ

ผศ.ดร.ณัฏฐพัชร สโรบล ภาควิชานโยบายสังคม การพัฒนาสังคมและการพัฒนาชุมชน สาขาเชี่ยวชาญสวัสดิการผู้สูงอายุ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดมุมมองลึกด้านสถานการณ์สังคมสูงวัยที่น่าจับตามองในปัจจุบัน ซึ่งมี 3 คำสำคัญ คือ ‘แก่เยอะ แก่เร็ว แต่แก่ไม่ดี’ พร้อมเปิดข้อเสนอแนวทางในการจัดการกับปัญหาสังคมผู้สูงวัย ทั้งในระดับนโยบาย นวัตกรรมทางสุขภาพ และบทบาทของชุมชนท้องถิ่น อีกทั้งไขข้อสงสัยกับภาวะสังคมไทย ที่ผู้สูงอายุกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

ในเสวนา ‘Talk & Share: TU Care & Ageing Society’ หลังการ KICK OFF โครงการ TU Care & Ageing Society “ธรรมศาสตร์ เพื่อนร่วมทางสังคมสูงวัย” ที่สถาบันพิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้แห่งชาติ หรือมิวเซียมสยาม ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

⦁ 3 คำสำคัญ แก่เยอะ แก่เร็ว แก่ไม่ดี มีความหมายในเชิงลึกอย่างไร?

‘แก่เยอะ’ ความแก่เป็นเรื่องที่ดี เป็นสิ่งที่ทุกคนควรตระหนัก ‘แก่เร็ว’ ประเทศไทยประชากรเกิดน้อยลงมาก ดังนั้น การพุ่งจำนวนของประชากรผู้สูงอายุจึงมีจำนวนมากขึ้น

และ ‘แก่ไม่ดี’ เราเริ่มมีปรากฏการณ์แบบประเทศญี่ปุ่น ผู้สูงวัยจำนวนมากกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ที่ 1.ชื่อว่า ‘โคโดกุชิ’ (Kodokushi) เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลตรงตัวว่า “ความตายอย่างโดดเดี่ยว”

นิยาม โคโดกุชิ ไว้ว่า ผู้สูงอายุตายอย่างลำพังในชุมชนและพบการฆ่าตัวตายมากขึ้น หนักหนากว่านั้นคือ การตายอย่างลำพังโดยไม่ได้รับความสนใจ แม้มีครอบครัวแต่ต้องจากไปโดยปราศจากการได้รับการดูแลจากครอบครัวในระยะสุดท้าย เป็นสถานการณ์ที่น่าจับตามอง ในสถานการณ์เช่นนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อาจต้องรับบทบาทใหม่ ไม่ใช่แค่ดูแลผู้สูงอายุในชีวิต แต่รวมถึงการจัดการความตาย ตั้งแต่การเก็บศพ การประสานงาน การจัดพิธีกรรมทางศาสนา ไปจนถึงการส่งต่อความเคารพครั้งสุดท้ายให้แก่ครอบครัว

⦁ สิ่งที่ไทยกำลังเผชิญ และกำลังต้องเผชิญจากสังคมสูงวัย จะเกิดปรากฏการณ์อะไรที่น่ากังวลและต้องเตรียมรับมือบ้าง?

อย่างแรกคือ ปรากฏการณ์วัย (ควร) เกษียณที่ไม่ได้เกษียณ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นครั้งใหญ่ในสังคมไทย หลายคนฝันถึงการพักผ่อนหลังเกษียณ แต่ความเป็นจริงกลับสวนทาง ทั้งภาวะขาดแคลนแรงงาน ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูง และทุนทรัพย์ที่ไม่เพียงพอ กำลังบีบให้ผู้สูงวัยต้องหวนกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน นี่ไม่ใช่แค่เรื่องปัจเจก แต่คือสัญญาณสำคัญของโครงสร้างสังคมที่กำลังเปลี่ยนไป

นอกจากนี้ ยังมีปรากฏการณ์ต่อมา คือ “Boomerang Generation” ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจนเช่นกัน เมื่อลูกหลานจำนวนหนึ่ง ไม่ต้องการทำงานในระบบ ไม่พอใจกับรายได้ หรือหาความมั่นคงไม่ได้ในตลาดแรงงาน จึงเลือกกลับมาอยู่กับครอบครัว กลับไปทำสวนทำไร่ หรือบางรายไม่ทำงานเลย พ่อแม่ผู้สูงวัยต้องแบกรับค่าใช้จ่ายของลูกหลานในวัยแรงงาน แทนที่จะได้พักผ่อนหรือมีความมั่นคงหลังเกษียณ กลับกลายเป็นผู้แบกรับภาระ

ปรากฏการณ์ต่อมา ในหลายครอบครัวและสังคม เรามักได้ยินวาทกรรมว่า “ให้เชื่อผู้ใหญ่ เพราะเขาอาบน้ำร้อนมาก่อน” ซึ่งสะท้อนความเชื่อแบบลำดับชั้นของอายุ ที่กลายเป็นรากของปรากฏการณ์ “Agism” หรือการเลือกปฏิบัติตามวัย ขณะที่คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าคำแนะนำจากผู้ใหญ่ล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนไป เกิดเป็นช่องว่างระหว่างวัย

และสุดท้ายเรากำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ “The Long Goodbye” จากกันตลอดกาล นี่ไม่ใช่การสูญเสียจากความตาย แต่คือการค่อยๆ หายไปของคนที่เรารัก ‘ภาวะสมองเสื่อม’ กำลังกลายเป็นความจริงที่ใกล้ตัวมากขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะเมื่อแนวโน้มการเริ่มต้นของโรคนี้ เกิดขึ้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ บางรายเริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุเพียง 55 ปี มันคือสถานการณ์ที่เจ็บปวดอย่างเงียบงัน เมื่อลูกต้องเผชิญกับความจริงที่ว่า “พ่อแม่จำเราไม่ได้อีกต่อไป” และไม่มีวิธีใดจะเรียกความทรงจำนั้นคืนมาได้

⦁ แปลว่า ‘เจเนอเรชั่นใหม่’ ต้องรับหน้าที่ ‘เดอะแบก’ ให้แก่คนในครอบครัว?

“เดอะแบก” เป็นสถานการณ์ที่น่าจับตามองที่สุดในปี 2568 ซึ่งได้แก่

1.The Low power of IS (Intergenerational solidarity) ครอบครัวหนึ่งมีผู้สูงอายุมากกว่า 2 คน แต่มีผู้เลี้ยงดูเพียงแค่คนเดียว แบกรับภาระอย่างเข้มแข็ง เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องช่วยกัน 2.SINK and DINK family’s Pattern เป็นสามีภรรยาแต่ไม่มีบุตร ซึ่งมีมากขึ้นในสังคมปัจจุบัน

และ 3.The Power of IS ทำให้เกิดปึกแผ่นของพลังในครอบครัวอย่างมาก สะท้อนว่า เรามีอาสาสมัครจากภาครัฐเยอะมาก แต่ต้องมีพลังของครอบครัวที่ต้องมาช่วยกันแบกภาระความรับผิดชอบ ซึ่งครอบครัวแต่ละครอบครัวมีสมาชิกผู้สูงอายุเป็นหลัก

เราต้องสร้างความเข้าใจกับสังคมผู้สูงอายุ สิ่งที่สังคมสูงวัยไม่ปรารถนาที่จะให้เรียก นั่นคือ ‘อย่าเรียกฉันว่า แก่’ เมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้สูงอายุได้ยินคำว่าแก่ เป็นในทางลบนั้นแสดงว่า เขามีอคติต่อวัยของตนเอง แล้วเราจะปรารถนาให้วัยอื่นมองเราได้อย่างไร ถึงเวลาที่จะทำให้คำว่าแก่มีคุณค่า และสามารถสร้างแวลู (Value) ทางสังคมได้

⦁ บทบาทของคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นเพื่อนร่วมทางสังคมผู้สูงวัยอย่างไรบ้าง?

ตลอดระยะเวลากว่าหลายปีที่ผ่านมา คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ยืนหยัดในบทบาท “เพื่อนร่วมทาง” ของสังคม โดยมุ่งมั่นขับเคลื่อนการพัฒนาเชิงระบบในการแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรผู้สูงอายุอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ด้านสังคมสงเคราะห์ศาสตร์กับการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

หนึ่งในโครงการสำคัญที่สะท้อนถึงความร่วมมือเชิงพื้นที่ระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อย่างเข้มแข็ง คือ โครงการ SMART AND STRONG Project ซึ่งดำเนินการในพื้นที่ต้นแบบจำนวน 39 แห่งทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมศักยภาพของท้องถิ่นในการพัฒนาและบริหารจัดการระบบการดูแลผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านสุขภาพ กาย จิตใจ เศรษฐกิจ และสังคม

ด้วยผลสัมฤทธิ์ของโครงการที่เห็นผลชัดเจนและสามารถขยายผลสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ คณะจึงได้ริเริ่มการขยายผลของแนวคิดและรูปแบบการดำเนินงานไปสู่ระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific หรือ APAC) โดยเน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดี และการสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านสังคมผู้สูงอายุที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นในหลายประเทศ

ผศ.ดร.ณัฏฐพัชร สโรบล

⦁ กรณีศึกษาในไทย ที่คิดว่าสามารถนำมาปรับใช้และนำเสนอต่อภาครัฐหรือไปไกลระดับโลก มีโครงการไหนน่าสนใจบ้าง?

หนึ่งในโมเดลสำคัญที่คณะต้องการถอดบทเรียนและนำเสนอเป็นกรณีศึกษาต่อภาครัฐและหน่วยงานนโยบายระดับชาติและนานาชาติ คือ โครงการ BYT SMART Health City ซึ่งเป็นความร่วมมือในการพัฒนา “ศูนย์ผู้สูงอายุ” โดยเทศบาลเมืองบึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี โดยโครงการนี้ได้วางระบบการดูแลผู้สูงอายุแบบองค์รวม ทั้งในมิติเชิงกายภาพ ระบบสุขภาพ และระบบสังคม

ฐานรากของการดูแลผู้สูงวัย คือระบบการแพทย์ปฐมภูมิ (Primary Care) กับบริการที่มีอยู่ในชุมชน (Community Care) สิ่งที่รัฐควรลงทุนมากๆ ในเวลานี้คือการผลิตนักจัดการสังคมสูงวัยในชุมชน เพราะที่ผ่านมารัฐผลิตแต่นักปฏิบัติงานสายวิชาชีพ แต่นักปฏิบัติการด้านสังคมสูงวัยมีความเฉพาะทาง และมีปัญหาที่ซับซ้อน จึงจำเป็นต้องยกระดับบุคลากรวิชาชีพให้เป็นนักจัดการสังคมสูงวัย

นอกจากนี้ ผู้ดูแลครอบครัว (Family Caregiver) หรือคนในครอบครัวที่ต้องมาดูแลผู้สูงวัยที่อาจจะต้องเสียสละตัวเองมาทำหน้าที่นี้ รัฐควรมีสวัสดิการให้ หรือแก้ไขกฎหมายให้ Family Caregiver มีสิทธิลางานเพื่อมาทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ สิ่งเหล่านี้จะเป็นการหนุนเสริมกำลังใจให้กับเดอะแบกของครอบครัว

⦁ มีข้อเสนอต่อสถาบันการศึกษา ในการผลักดันป้องกันแก้ไขปัญหาสังคมสูงวัยอย่างเป็นรูปธรรมบ้างหรือไม่?

เราจะพบว่าเรื่องการจัดบริการและเรื่องการผลิตบัณฑิตเพื่อออกไปทำงานสู่ชุมชนมักไม่ค่อยพบปัญหา แต่จากประสบการณ์ที่ได้ทำงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มาโดยตลอด ซึ่งพบปัญหาเดียวที่ยังจัดการไม่ได้ จนนำไปสู่ข้อเสนอต่อสถาบันการศึกษา

1.“Academy for Senior Society Management” สถาบันเพื่อการจัดการสังคมผู้สูงวัย เวลาที่นักวิชาชีพ หรือนักปฏิบัติไปทำงานแล้ว เราไม่ได้มีแค่งานเซอร์วิส” (Service Work) แต่นักวิชาชีพปฏิบัติต้องทำเรื่องการบริหารการจัดการสังคมผู้สูงวัยด้วย ไม่ว่าจะเป็นระบบบริการ หรือการบริหารการใช้ทรัพยากรต่างๆ

ถึงเวลาแล้วที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์น่าจะมีบทบาทสำคัญเป็นโรงเรียนผลิตนักจัดการสังคมสูงวัย ที่มากกว่านักวิชาชีพ ซึ่งไม่ได้บอกว่านักวิชาชีพไม่สำคัญ แต่เรื่องการบริการจัดการสังคมสูงวัยก็มีส่วนสำคัญไม่ต่างกันเช่นเดียวกัน ซึ่งในปัจจุบันทางคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ก็ทำอยู่เช่นเดียวกัน แต่อยากผนึกกำลังในการเป็นภาพรวมของมหาวิทยาลัยใหญ่ในการเป็นโรงเรียนผลิตนักจัดการสังคมสูงวัย และนอกจากผลิตนักจัดการสังคมสูงวัยแล้ว ถึงเวลาแล้วที่ข้อเสนอต่อสถาบันการศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะต้องการันตีในการผลิตบัณฑิตสู่สังคม ซึ่งเราผลิตอยู่แล้ว แต่บัณฑิตของเราไม่ได้เข้าระบบในสายงานจริงๆ ในสายวิชาชีพเราขาดแคลนนักสังคมสงเคราะห์ ขาดแคลนพยาบาล ขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์

เป็นไปได้หรือไม่ที่ธรรมศาสตร์จะสามารถสนับสนุนนักศึกษาทั้งระบบ ตั้งแต่การให้ทุนการศึกษา ตลอดจนเรียนจบแล้วมีงานทำได้เลย

เป็นพันธสัญญาร่วมกันและเป็นหลักประกันให้กับสังคมที่ว่า เขามีเพื่อนร่วมทางจริงๆ เราผลิตบุคลากรเพื่อเขาได้จริงๆ

แต่เราจะผลิตบุคลากรนักจัดการสังคมสูงวัยไม่ได้ ถ้าขาดข้อเสนอที่ 2.“Center for Elderly Service System Design, Consultation, and Development” ศูนย์ออกแบบ ให้คำปรึกษา และพัฒนาระบบบริการผู้สูงอายุ เราการันตีได้ว่าทุกคณะทำงานมีโมเดลทางสังคม และสุขภาพอยู่ เพราะฉะนั้นเมื่อเราผลิตนักจัดการสังคมสูงวัยกับสถาบันของเรา เป็น Academy ของเรา

เรามีโมเดลให้เขาได้เรียนรู้เยอะมาก และสามารถเข้ามาฝึกฝนการให้บริการ ออกแบบและเรียนรู้จากสิ่งที่เราได้ทำเอาไว้จำนวนเยอะมาก รวมถึงงานวิจัยด้วย

2 ส่วนนี้คือข้อเสนอต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่คิดว่าน่าจะต้องผนึกกำลังกัน

⦁ ข้อเสนอต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือภาครัฐ อยากจะให้มีอะไรเพิ่มเติมบ้างหรือไม่?

ข้อเสนอต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ไม่มีข้อเสนอที่หลากหลายมีเพียง “Aging-well Design” หรือการออกแบบเพื่อการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ ท้องถิ่นต้องผลักดันให้ตนเองมีบทบาทเพื่อสร้างสังคม ‘แก่ดี’ ให้ได้

‘ความตาย คือสิ่งที่ทุกคนไปถึงแน่นอน ไม่มีใครปฏิเสธได้’ แต่ความแก่นั้น บางคนไม่ได้แก่ เพราะเสียชีวิตไปก่อน อย่างไรก็ตาม เมื่อมีโอกาสแก่แล้วต้องแก่ให้ดี ซึ่งเป็นความหมายในเชิงบวก

บทบาทสำคัญอย่างหนึ่งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) คือ การสร้างสังคมของการอยู่ร่วมกันที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดีในทุกช่วงวัย รวมถึงการส่งเสริมให้ประชาชนสามารถแก่ดีให้ได้

ภาครัฐต้องมีส่วนสนับสนุนภาคท้องถิ่น และสถาบันการศึกษา ถึงจะแก่ดีได้ ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐจะต้องส่งเสริมสวัสดิการโดยเฉพาะเรื่อง “Early Detection” หรือการตรวจพบเร็ว ซึ่งประเทศไทยไม่มีสวัสดิการดังกล่าวเลย

เมื่อเราเดินเข้าไปที่ร้านสะดวกซื้อ เราซื้อสินค้าได้ แต่เราไม่สามารถตรวจประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพของเราได้ ทำให้เป็นเรื่องง่ายที่สุด เมื่อเราอยากรู้เรื่องสมอง ความดัน สภาพสมอง เราเป็นอย่างไร

เราจะทำอย่างไร เมื่อเราไปที่ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ แล้วเราสามารถที่จะทำ Early Detection ได้ และต้องเป็นสวัสดิการที่ภาครัฐต้องจัดให้

ซึ่งปัจจุบันถามว่าภาครัฐจัดให้ไหม จัด แต่มันอาจจะไม่ Detection จริงๆ โดยเฉพาะวัยที่มันเปลี่ยนไป การตรวจสุขภาพมันไม่นำไปสู่การหาความเสี่ยงได้จริงๆ ภาครัฐต้องช่วยเราสนับสนุนตรงนี้ให้เราได้แก่ดี ทุกคนอยากแก่ดี แต่ภาครัฐต้องช่วยเรา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ก็ต้องช่วยเรา

⦁ อัตราค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์ภาครัฐไม่เพียงพอหรือไม่ ผู้ปฏิบัติจึงหันเหไปเส้นทางอื่น? อย่างที่ปรากฏในข่าวว่าแพทย์ลาออกเยอะ

สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับภาคบุคลากรวิชาชีพ ซึ่งสำคัญมาก ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องผลักดันนโยบายที่ว่า ภาครัฐจะต้องให้ความสำคัญในเรื่องอัตราเงินเดือน ผลตอบแทน ขวัญกำลังใจ ให้พัฒนาบุคลากรให้ได้จริงๆ ทุกเรื่อง

ปัจจุบันนี้ เราขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ พยาบาล พนักงานช่วยเหลือคนไข้ นักรังสีเทคนิค นักกายภาพบำบัด เราขาดแคลนทุกวิชาชีพ จนตั้งคำถามที่ว่า แล้วใคร จะดูแลใคร

ภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับการผลิตบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน และทำให้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญนั้นๆ อยู่ได้จริงๆ

บัณฑิตของเราบอกว่า อยากทำงานมาก แต่ดำรงชีพไม่ได้ ซึ่งใครจะทำหน้าที่เป็นบทบาทที่ทำให้บัณฑิตรู้สึกว่า พร้อมทำงานและเขาดำรงชีพได้ ทั้งสังคมต้องช่วยกันจริงๆ และสุดท้าย ถึงเวลาแล้วเช่นกัน ที่ภาครัฐควรมุ่งเน้นพัฒนาคนในทุกช่วงวัย

ความรู้เป็นสิ่งสำคัญ แต่สวัสดิการค่าตอบแทนต่อตนเองและครอบครัวก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน อาจจะต้องมีการปรับเรื่องกฎหมายบางอย่าง ในเรื่องวันลา การให้สวัสดิการครอบครัว กรณีที่ต้องแบกรับภาระดูแลผู้สูงอายุมากกว่า 1 คนขึ้นไป

ทั้งหมดนี้คือประเด็นชวนจับตาและร่วมแก้ปัญหาร่วมกันตั้งแต่ภาพใหญ่ในระดับรัฐบาล จนถึงส่วนสำคัญอย่างครอบครัว และตนเองที่ต้องเตรียมตัวแก่อย่างรอบคอบ

ชญานินทร์ ภูษาทอง