หน้าแรก ประชาชื่น ปิดจบซีซั่นเท...

ปิดจบซีซั่นเที่ยว ‘หมู่เกาะสุรินทร์-สิมิลัน’ 151 วัน หลังบ้านอุทยาน กับภารกิจฟื้นฟู-ยกเครื่อง‘ระบบตั๋ว’

21.05.25 | 12:23 น.

ปิดจบซีซั่นเที่ยว
‘หมู่เกาะสุรินทร์-สิมิลัน’
151 วัน หลังบ้านอุทยาน
กับภารกิจฟื้นฟู-ยกเครื่อง‘ระบบตั๋ว’

ก้าวเข้าสู่ช่วงฤดูมรสุมคลื่นลมแรง

หากดูตามหน้าข่าวก็จะเห็นว่า ‘คลื่นลม’ ที่ว่า ไม่ได้พัดมาแค่จากท้องทะเล แต่ยังเป็นคลื่นกระแสดราม่าที่พัดโหม พุ่งเป้าไปที่ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) จนช่วงหลังต้องออกมาตั้งโต๊ะแถลงกัน หลายต่อหลายครั้ง

โดยเฉพาะกับการท่องเที่ยว ‘ทะเลอันดามัน’ อันเป็นหมุดหมายเลื่องชื่อ ที่คนแทบทั้งโลก ล้วนอยากมานอนแผ่บนหาดทราย แหวกว่าย ดำน้ำ สัมผัสความงามด้วยตัวเองสักครั้ง แต่กลับเริ่มถูกตั้งคำถามมากมาย ตั้งแต่การดูแลรักษาธรรมชาติ จนไฟลามทุ่งไปถึงเรื่อง ‘การจัดเก็บรายได้’?

ล่าสุด กรมอุทยานฯประกาศปิดจบซีซั่นท่องเที่ยว หมู่เกาะสุรินทร์-สิมิลัน ไปแบบหมาดๆ ในช่วงนี้ของทุกปี เนื่องจากป้องกันอันตรายในช่วงฤดูมรสุม และปล่อยให้ธรรมชาติได้ฟื้นตัว เป็นระยะเวลากว่า 5 เดือนเต็มๆ

Advertisement

เรียกได้ว่า ‘ช่วงปิดเกาะ’ ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม ไปจนถึง 14 ตุลาคม 2568 หรือราว 151 วัน คือ การปักหมุดนับถอยหลัง ให้ประชาชนได้รอตรวจการบ้านกรมอุทยานฯ ที่ออกตัวแรงว่า กำลังเร่งดันระบบการจองตั๋ว E-Ticket แบบเต็มกำลัง

หวังจบปัญหา ‘การฉีกตั๋วหน้างาน’ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว และเพิ่มความโปร่งใสในการจัดการเงิน ไม่ให้หล่นหายไประหว่างทาง

นอกจากนี้ ยังเป็นช่วงสำคัญในการลุยภารกิจด้าน งานวิจัยทางทะเล เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ลงมือฟื้นฟูธรรมชาติ ที่ได้รับผลกระทบจากภาคการท่องเที่ยว และโลกที่กำลังเดือดจนแทบปุดๆ ให้กลับมาสมบูรณ์มากที่สุด

ก่อนเปิดบ้านให้บริการนักท่องเที่ยวในซีซั่นหน้าอีกครั้ง ซึ่งนับว่าเป็นเวลาสำคัญ ที่ต้องช่วยจับจ้องอย่างไม่กะพริบตา…

อุทยานฯสิมิลัน เคลียร์จบดราม่า!
ย้ำจ้องเรือทุกลำ-ไม่มี ‘ฉีกตั๋วหน้างาน’

วราวุธ แสงทอง รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน เปิดเผยว่า นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมหมู่เกาะสิมิลัน ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 70 กิโลเมตร สามารถเดินทางมาได้ทั้งจากจังหวัดภูเก็ตและพังงา เพื่อมาทำกิจกรรมบนหาดทราย ดำน้ำ และชมความสวยงามใต้ท้องทะเล

“โดยจุดไฮไลต์แหล่งดำน้ำสิมิลันมีทั้งหมด 21 จุด ที่จะได้เห็นภาพปะการังใต้ท้องทะเล ซึ่งถือว่างดงามอย่างมาก ส่วนสัตว์น้ำที่เราเจอในช่วงที่ผ่านมาก็มี ‘โลมา’ เพิ่งได้ปรากฏตัวออกมาให้ได้ชมไป” วราวุธฉายภาพความงดงาม

จากนั้น วราวุธเคลียร์จบประเด็นดราม่า ‘เรือนอกระบบ’ ที่เข้ามาในพื้นที่ว่า เราตรวจสอบเรียบร้อยว่าเรือทุกลำได้รับอนุญาตเข้ามาอย่างถูกต้อง โดยเรือทุกลำต้องถูกตรวจนับโดยเจ้าหน้าที่ เมื่อเรือมาถึงเกาะ เพื่อเช็กว่าจำนวนตรงกับที่ฝั่งแจ้งมาทางนี้

“ทุกวันเราก็ตรวจสอบตามยอดในระบบของ E-Ticket โดยเรือบางลำที่จำนวนนักท่องเที่ยวไม่ตรง ก็จะโดนเก็บค่าเข้าอุทยานเพิ่ม และเปรียบเทียบปรับ โดยครั้งแรกถ้ากระทำผิดจะโดนปรับ 5,000 บาท ครั้งที่ 2 จะโดนปรับ 20,000 บาท ครั้งที่ 3 จะโดนปรับ 1 แสนบาท

แต่หากผู้ประกอบการยังทำผิดซ้ำ จะถูกพิจารณาไม่ให้นำท่องเที่ยวในทัวร์รอบต่อไป ที่เราจะเปิดในวันที่ 15 ตุลาคมที่จะถึง ก็จะใช้เกณฑ์นี้ร่วมพิจารณา” วราวุธยันจับตาเข้ม

ส่วนเรื่องลดการทุจริตของเจ้าหน้าที่นั้น นายวราวุธเปิดใจเล่าว่า อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน มีการให้ซื้อ E-Ticket ซึ่งถูกควบคุมด้วยการศึกษาขีดความสามารถรองรับได้ (Carrying Capacity) ในการรองรับนักท่องเที่ยวเกาะสี่ จำนวน 1,625 คน และเกาะแปด จำนวน 1,700 คน รวมทั้งสิ้น 1 วัน สามารถรองรับนักท่องเที่ยว 3,325 คน ถือว่าเป็นปริมาณที่ศึกษาวิจัยมาแล้ว

“เกาะนี้ไม่มีการซื้อตั๋วหน้างาน ไม่ต้องมาฉีกตั๋วที่เกาะ ก็ลดภาระของเจ้าหน้าที่ อีกอย่าง ถ้าเรามีการฉีกตั๋วหน้างาน เราก็ต้องเอาเงินกลับไปฝากที่ฝั่ง ระยะทาง 70 กิโลเมตร เฉลี่ยแล้ววันหนึ่งถ้าเก็บเงินค่าเข้าได้ราว 1 ล้านบาท ก็ต้องรีบนำส่ง

ตอนนี้ก็ถือว่าลดภาระของเจ้าหน้าที่และเป็นวิธีการที่เราเดินมาถูกทางแล้ว” วราวุธเผยอย่างเปิดอก

ลุยอัพเดตระบบ ‘สแกนหน้า’
ช่วยเช็กยอดนักท่องเที่ยว สุดเป๊ะ!

ต่อมา เคลียร์ภาพการยกเครื่องระบบ ‘E-Ticket’ ให้ชัดขึ้น จากปาก วนบุษป์ อรรถวิทย์ ผู้อำนวยการส่วนจัดการท่องเที่ยวและนันทนาการ ร่วมฉายภาพว่า จากเดิมที่มีการใช้ระบบจองตั๋วและจ่ายเงิน ผ่านระบบ E-Ticket สำหรับ 6 อุทยานแห่งชาติทั้งทางทะเลและทางบก ซึ่งเราจะพัฒนารูปแบบใหม่ให้สามารถสแกนหน้า (Face Scan) ได้อีกด้วย

“นักท่องเที่ยวไม่ว่าจะไปลงเรือ ไปกับบริษัททัวร์นั้น ชาวต่างชาติก็จะต้องใช้เลขพาสปอร์ตอยู่แล้ว พอซื้อเสร็จก็จะได้ให้สแกนหน้าเลย ซึ่งก็ไม่ได้เป็นการกรอกอะไรที่มันยุ่งยาก และสำหรับคนไทยก็มี ‘ThaiID’ ที่มีข้อมูลของทุกคนอยู่แล้ว แค่กรอกรหัส มันก็จะสามารถช่วยให้ใช้บริการได้ง่ายขึ้น”

ก่อนจะชวนไขข้อข้องใจว่า ทำไมเราต้องทำแบบนี้ เนื่องจากเราไม่รู้เลยว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามาเป็นชาวต่างชาติ หรือชาวเอเชียเพื่อนบ้าน มาจ่ายในราคาคนไทยหรือเปล่า? แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบกันอย่างเข้มข้นอยู่แล้ว แต่ถ้าเอาระบบสแกนหน้ามาใช้ มันก็จะเป็นการลดขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ ไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่มาตัดสินด้วยสายตา

“ถ้าหากว่าเราต้องการความโปร่งใส เราก็ต้องมีวิธีการตรวจสอบ ที่ถามว่ายุ่งมากขึ้นไหม ‘ใช่’ แต่ว่ามันสร้างความโปร่งใสและเป็นธรรมสำหรับทุกคน”

จากนั้น ชวนทำความเข้าใจว่า ช่วงแรกคนก็อาจจะรู้สึกว่า ‘มันยุ่งยาก’ แต่ถ้าทำต่อไปเรื่อยๆ จนมันคุ้นชินแล้ว ก็ไม่ได้ยาก เพราะการลงทะเบียนผ่านแค่ ThaiID หรือเลขพาสปอร์ต ก็จะเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากนัก เพราะทางรัฐเรามีระบบตรงนี้แล้ว

“เราก็แค่อยากจะขอความร่วมมือกับทางผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว ช่วยร่วมมือกับเราด้วย เพราะว่าอย่างน้อยก็จะได้สร้างบรรยากาศที่ดีของการท่องเที่ยวว่า เราพยายามทำการท่องเที่ยวที่ถูกต้อง ที่ทุกคนสามารถยอมรับได้แล้ว และก็น่าจะเกิดความสบายใจได้กับทุกคน

เราก็ทำงานด้วยความเต็มที่อยู่แล้ว ทางกระทรวงก็อยากให้เราเร่งทำเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จ ทันฤดูกาลหน้า เราก็จะทำอย่างรอบคอบ และก็จะทำให้รวดเร็วเช่นเดียวกัน” วนบุษป์ยันเดินหน้าเต็มสูบ

ยกภารกิจด้านวิจัยเข้มข้น
เร่งฟื้นปะการัง-หญ้าทะเล-เซฟลูกฉลาม

หันมาฟัง ไพศาล บุญสวัสดิ์ นักวิชาการป่าไม้ปฏิบัติการ หัวหน้าศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 2 (ภูเก็ต) เปิดเผยว่า ศูนย์ศึกษาและวิจัยฯ มีภารกิจหลักคือการศึกษาวิจัย สำรวจติดตามสถานภาพ และพื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อคุ้มครองระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ
“สำหรับงานศึกษาวิจัยสำคัญ ที่ดำเนินการในขณะนี้ คือ การสำรวจ ติดตามและประเมินสถานภาพแหล่งหญ้าทะเล ด้วยหญ้าทะเล เป็นทรัพยากรทางทะเลที่สำคัญ ทั้งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย เลี้ยงตัวอ่อนสัตว์น้ำ และแหล่งหากินของสัตว์ทะเลนานาชนิด และมีส่วนช่วยในการกรองและปรับปรุงคุณภาพน้ำ

แต่ปัจจุบันหญ้าทะเลอยู่ในภาวะวิกฤต ดังนั้น กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงได้จัดสรรงบประมาณให้ศูนย์เข้าไปศึกษาสำรวจ ติดตามและประเมินสถานภาพหญ้าทะเลในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทางทะเลทั้ง 6 แห่ง” หัวหน้าศูนย์ศึกษาฯชี้จุดสำคัญ

ก่อนจะลงดีเทลต่อว่า สาเหตุที่ทำให้ ‘หญ้าทะเล’ มีปริมาณลดลง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และเกิดจากตะกอนทราย แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีพื้นที่บางส่วน เช่น ที่หมู่เกาะสุรินทร์ ยังไม่ได้ทำการสำรวจ เนื่องจากเป็นแหล่งหญ้าทะเลน้ำลึก ซึ่งบางจุดลึกถึง 40 เมตร

“สำหรับโครงการที่จะดำเนินการต่อไปเกี่ยวกับหญ้าทะเล คือ การฟื้นฟู และการเพาะขยายหญ้าทะเล ขณะนี้ได้จัดทำโครงการเพื่อขออนุมัติงบประมาณไปยังกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

นอกจากนั้น ขณะที่ดำเนินการสำรวจ ติดตามและประเมินสถานภาพแหล่งหญ้าทะเล เจอ ‘ฉลามกบ’ ได้ติดเครื่องมือประมงอยู่ จึงทำการช่วยเหลือและปล่อยตัวปลาฉลามกบ

“ในลอบ (เครื่องมือประมง) ยังมี ‘ไข่ฉลามกบ’ จำนวน 24 ฟอง ติดอยู่ จึงเก็บไข่นำมาเพาะอนุบาลในบ่อเลี้ยง โดยเจ้าหน้าที่ดูแลให้ไข่ฉลามกบสามารถฟักเป็นตัว รวมระยะเวลาแล้ว 4 เดือน มีจำนวนปลาฉลามกบที่เลี้ยงรอด 14 ตัว ตามแผนที่กำหนด เราจะเลี้ยงต่ออีกประมาณ 2 เดือน จากนั้น จะนำไปปล่อยคืนกลับสู่ท้องทะเลต่อไป” ไพศาลลุยควบภารกิจเสริม

‘หน้าที่’ มาก่อน ‘แพชชั่น’
ทำงานคุ้มค่าจ้าง ‘ไม่ใช่แค่อยู่ไปวันๆ’

ปิดท้ายด้วย มุมมองของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติ นก มาลัยแดง นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล เล่าว่า ทำงานมาตั้งแต่ปี 2553 การออกไปทำงานของเรา มันขึ้นอยู่กับแต่ภารกิจว่าเราออกไปทำอะไร

เช่น ถ้าเป็นงานสำรวจแนวปะการัง บางทีก็ลงพื้นที่อยู่เกาะเป็นเวลา 7 วัน ดำน้ำวันละ 4 ไดรฟ์ หรือถ้าเป็นช่วงทำงานเรื่องหญ้าทะเล เราก็ต้องไปดูช่วงน้ำขึ้น-น้ำลง โดยน้ำหนึ่งเราก็จะเก็บข้อมูลได้ประมาณ 4 วัน หรือพื้นที่ใหญ่หน่อยก็อาจจะทำนานกว่า 2 เดือน ต้องไปติดตามหลายครั้ง

“โดยภารกิจหลักของศูนย์นอกจากการดูแลและศึกษาเรื่องหญ้าทะเล-สัตว์ทะเลที่หายาก เช่น การขึ้นฝากไข่ของเต่า การกัดเซาะชายฝั่ง ยังมีภารกิจอีกอย่างหนึ่ง คือ การสำรวจและติดตามสถานภาพ ‘ปะการัง’ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

ปัจจุบัน หลังจากที่ปะการังเกิดการฟอกขาวครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 2553 ก็มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ว่าก็จะมีบางปีที่จะมีปะการังฟอกขาวแทรกเข้ามาอยู่บ้าง แต่ตอนหลังแนวโน้มของปะการังที่อ่อนแอ ก็เริ่มกลับเข้ามาสู่ภาวะที่สมดุล

ส่วนปะการังชนิดที่อ่อนแอก็จะตายไป หรือเกิดขึ้นได้น้อย ตอนนี้ก็จะมีแต่ปะการังที่รอด จากการฟอกขาวมาหลายครั้ง ซึ่งมันก็จะมีความทนทานในระดับหนึ่งในเรื่องอุณหภูมิแล้วด้วย” นกอัพเดตสถานการณ์ชวนใจชื้น

ก่อนจะย้อนมองภาระงานบนหน้าตักว่า เราไม่ได้เรียกสิ่งที่ทำว่าเป็น ‘แพชชั่น’ แต่มันคือหน้าที่ เพราะในเมื่อเราได้รับจ้างมา เขาให้เงินเดือนเรา สิ่งที่เราทำได้มันไม่ใช่แค่อยู่ไปวันๆ

“เราต้องทำให้ตัวเองมีคุณค่า เราต้องอยู่แบบสร้างประโยชน์ เพราะถือว่าเราได้รับเงินจากเขา จากภาษีประชาชน เราต้องทำอะไรตอบแทนกับเงินที่เราได้มา เรามองว่าสิ่งที่เขาจ้างเรา มันคือองค์ความรู้และประสบการณ์ที่เรามี เมื่อเขาเห็นว่า ‘เราทำได้’ เขาจึงจ้างเรา” นกเผยในมุมคนทำงานกว่า 15 ปี ก่อนทิ้งท้ายด้วยสปิริตว่า

ถ้าเขาจ้างเราแล้ว ก็ต้องทำให้มันคุ้มค่า เพราะมันเป็นเงินของประชาชน ซึ่งงานของเราก็คือการทำเพื่อสิ่งแวดล้อม และคืนประโยชน์ให้กับส่วนรวม