หน้าแรก ประชาชื่น ขุดตรวจ สำรวจ...

ขุดตรวจ สำรวจชั้นดิน  ‘ปราสาทหลุ่งตะเคียน’ ร่วมสมัยนครวัด  เปิดข้อมูลใหม่ ร่องรอยเขมรโบราณแห่งนครราชสีมา

24.05.25 | 12:08 น.
ขุดตรวจ สำรวจชั้นดิน  ‘ปราสาทหลุ่งตะเคียน’ ร่วมสมัยนครวัด  เปิดข้อมูลใหม่ ร่องรอยเขมรโบราณแห่งนครราชสีมา

ขุดตรวจ สำรวจชั้นดิน
‘ปราสาทหลุ่งตะเคียน’ ร่วมสมัยนครวัด
เปิดข้อมูลใหม่ ร่องรอยเขมรโบราณแห่งนครราชสีมา

ไม่ช้าเกินไปสำหรับการกล่าวถึง ‘โบราณสถานปราสาทหลุ่งตะเคียน’ อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา แม้จบกระบวนการขุดตรวจทางโบราณคดีไปแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังใช้เวลาราว 10 วัน โดยพบข้อมูลใหม่ที่น่าสนใจจับจ้อง โดยเฉพาะแฟนพันธุ์แท้วัฒนธรรมเขมรโบราณ

วีระชาติ พงค์ชนะ นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เปิดเผยว่า การขุดตรวจในครั้งนี้ นับเป็นประโยชน์สำหรับการศึกษาร่องรอยวัฒนธรรมเขมรโบราณในพื้นที่นครราชสีมาเป็นอย่างยิ่ง 

หลุมขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 4 เมตร ลึกจากผิวดิน 2 เมตร ถูกขุดขึ้นอย่างตั้งใจ เผยให้เห็น ‘ฐานรากอาคาร’ ในการก่อสร้างปราสาท ทำด้วยชั้นทรายบดอัด สลับชั้นก้อนปูน 

Advertisement

ถัดขึ้นมาเป็น ‘ฐานไพที’ สูงประมาณ 1 เมตร ประกอบด้วยฐานหน้ากระดานล่าง ท้องไม้ บัวคว่ำ และหน้ากระดานบน ลักษณะยังสลักขึ้นรูปส่วนประดับไม่แล้วเสร็จ สันนิษฐานว่ามีผังพื้นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า วางตัวในแนวทิศเหนือ-ทิศใต้ รองรับปราสาท 3 หลัง หันหน้าสู่ทิศตะวันออก ซึ่งประกอบด้วยปราสาทประธานอยู่ตรงกลาง, ปราสาทบริวารขนาบข้างด้านซ้าย (ด้านเหนือ) และปราสาทบริวารขนาบข้างด้านขวา (ด้านใต้) 

ลักษณะทางสถาปัตยกรรม ปราสาทประธานมีผังพื้นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพิ่มมุม ประกอบด้วย ส่วนฐานหน้ากระดานเรียบ สูง 0.20 เมตร ส่วนเรือนธาตุ ประกอบด้วยฐานเขียง สลักลายประจำยาม ลวดบัว บัวคว่ำ ลวดบัว ผนังเรือนธาตุ บัวรัดเกล้า ถัดขึ้นไปเป็นชั้นซ้อนหรือเรือนธาตุจำลอง บัวยอด ปัจจุบันพังทลายลงแล้ว 

ด้านหน้าฐานไพที มี ‘มุขบันได’ ยื่นออกมาด้านหน้าราว 2 เมตร สูง 1 เมตร ประกอบด้วยฐานหน้ากระดานล่าง ท้องไม้ บัวคว่ำ และหน้ากระดานบน ยังสลักขึ้นรูปส่วนประดับไม่แล้วเสร็จ ก่อลูกบันไดจำนวน 3 ขั้น เว้นตรงกลางถมปรับทรายปิดทับด้วยหินทรายลักษณะเป็นชานพักกว้างประมาณ 1 เมตร จากลักษณะรูปแบบการสลักชั้นบัวของฐานไพทีและมุขบันได ทำให้ทราบว่ามุขบันไดมา
สร้างเพิ่มในภายหลัง

จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบ สะท้อนให้เห็นถึงการทำหน้าที่เป็นศาสนสถานเนื่องใน ‘ศาสนาฮินดู’ ที่สร้างขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 17 ร่วมสมัยกับปราสาทนครวัด ได้เป็นอย่างดี ตลอดจนการเลือกใช้หินทรายสีแดงเป็นวัสดุหลักในการสร้าง 

ด้วยเหตุนี้ นักโบราณคดีจึงชวนให้คิดต่อไปว่า แหล่งตัดหินทรายสีแดงโบราณในพื้นที่ใกล้เคียงปราสาทหลุ่งตะเคียนอยู่จุดไหน? 

ด้าน กิตติพงษ์ สนเล็ก ผู้อำนวยการกลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา โฟกัสไปที่ ‘ผนังดิน’ โดยย้ำว่า นี่คือเรื่องเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ เพราะสามารถบอกเล่าเรื่องราวมากมาย 

บนผนังที่คนทั่วไปมักมองว่า ‘ดูไม่รู้เรื่องเลย’ และอาจนำไปสู่การตั้งคำถามว่า ทำไมไม่เอารถแบ๊กโฮ ‘ขุดๆ ถากๆ’ ให้จบๆ 

มาเสียเวลาเอาจอบถากให้เรียบๆ ทำไม? ผอ.กลุ่มโบราณคดี สำนักฯ นครราชสีมา มีคำตอบอย่างเข้าใจง่ายว่า ในการขุดค้นหรือขุดตรวจพื้นที่หน้าปราสาทหลุงตะเคียน เพื่อศึกษาชั้นทับถม นำไปประเมินค่างานสำหรับการขุดแต่งในอนาคต ซึ่งขอบหลุมหรือที่นักโบราณคดีเรียกว่าผนังดิน (soil profile) บอกข้อมูลที่มีคุณค่าเกี่ยวกับแหล่งที่ทำการขุดค้นอย่างมาก จากความจริงพื้นฐานที่ว่า ของที่ตกพื้นก่อนจะอยู่ข้างล่าง ของที่ตกพื้นทีหลังจะอยู่ข้างบน และถ้ามีตกมาอีกก็จะอยู่ข้างบนขึ้นไปเรื่อยๆ  ของที่อยู่บนสุดจะอายุน้อยที่สุด นำไปสู่การศึกษาผนังดินที่พบโดยใช้หลักการนี้นั่นเอง

“ผนังดินที่นักโบราณคดีพยายามนักหนาที่จะเห็นมันบอกอะไรเราได้บ้าง เอาแค่การทับถมก่อน มันบอกเราว่าเมื่ออาคารนี้ถูกทิ้งร้างไป ซึ่งเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ อยากรู้ก็เอาดินไปเข้าแล็บหาว่ามันโดนแสงอาทิตย์ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร ยังมีคนมาใช้พื้นที่อยู่เพราะพบเศษภาชนะดินเผาเหนือระดับพื้นเดิมของอาคาร ต่อมามีการพังทลายลงมาจากสาเหตุอะไรก็ดูสภาพหินโดยละเอียด แต่น่าจะโดนรื้อ ต่อมาก็มีการเอาอิฐและหินทรายเกลี่ยทับลงมาอีกชั้นหนึ่งแต่ชั้นดินก็ยังมีการลาดเอียงไปทางตะวันออก และต่อมาได้มีการนำดินที่อยู่ข้างบนสุดมาถมปรับให้เรียบ ซึ่งน่าจะเกิดจากการก่อสร้างอาคารที่รื้อออกไปก่อนหน้านี้

ฉะนั้น ในการขุดค้น นักโบราณคดีจึงให้ความสำคัญกับผนังดินและชั้นดินทับถมมากเพราะโบราณวัตถุที่พบในชั้นดินต่างๆ จะบอกถึงพัฒนาการทางวัฒนธรรมในพื้นที่โบราณสถานได้ บอกได้ว่าอะไรมาก่อน อะไรมาทีหลัง เมื่อนำมาเทียบกับโบราณวัตถุที่ไม่ได้พบจากการขุดค้นก็สามารถใช้เป็นหลักฐานในการอธิบายความประกอบได้ส่วนหนึ่ง

นักโบราณคดีจึงให้ความสำคัญกับชั้นดินที่พบหลักฐานทางโบราณคดีมาก และให้ความสำคัญกับหลักฐานที่พบในการขุดค้นมากกว่าหลักฐานที่ไปขุดหากันเองหรือที่มีการขุดได้แล้วไปเก็บตามที่ต่างๆ โดยไม่ได้ผ่านกระบวนการทางโบราณคดี” กิตติพงษ์อธิบาย

สำหรับตัวปราสาท กิตติพงษ์สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นปราสาทสามหลังบนฐานเดียวกัน หลุมขุดตรวจอยู่ระหว่างปราสาทหลังกลางและปราสาทหลังทิศใต้ โดยพบว่าผนังดินด้านทิศเหนือและใต้ต่างกัน เนื่องจากผนังด้านทิศเหนือเป็นฐานที่ยื่นออกมาเป็นบันได จึงไม่มีรายละเอียดมากนัก แต่ฐานด้านทิศใต้กลับมีรายละเอียดที่บอกถึงการใช้งานและการเสื่อมสภาพได้อย่างชัดเจน แต่อย่างน้อยมั่นใจได้ว่าผนังดินด้านทิศเหนือพบเศษอิฐน้อยมาก อาจเป็นไปได้ว่าตัวปราสาทหลังกลางไม่น่าจะเป็นอิฐหรือใช้อิฐเป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งต่างจากปราสาทหลังทิศใต้ และตัวบันไดน่าจะก่อเสริมในภายหลังเนื่องจากระดับบัวคว่ำอยู่สูงกว่าและมีการวางหินที่แยกจากฐานเดิม

“มาดูผนังดินทางด้านทิศใต้กันบ้าง เราพบว่าชั้นดินด้านนี้มีอิฐปะปนอยู่จำนวนมาก ผสมกับหินทรายหลากหลายขนาดอยู่ใต้ชั้นดินสีดำ ใต้ลงไปมีชั้นทับถมของเศษหินทรายที่มีอิฐปนอยู่น้อยมาก ถัดลงไปอีกเป็นชั้นดินทับถมที่เราไม่พบเศษหินแต่พบเศษภาชนะดินเผาเนื้อหินแบบวัฒนธรรมเขมร” กิตติพงษ์ระบุ ทั้งยังมี
วาทะวรรคทองต้องโควต ใจความว่า 

คุณค่าของหลักฐานในทางโบราณคดีไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเป็นเศษหม้อหรือเทวรูปทองคำ ทว่า อยู่ที่การพบนั้นได้บันทึกร่องรอยรอบข้างได้ละเอียดเพียงใด ซึ่งทำให้ในการวิเคราะห์และตีความพัฒนาการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีมีคุณค่ามากกว่ามูลค่าสิ่งของที่ตีราคาเป็นตัวเงิน