หน้าแรก ประชาชื่น คุยลึกถึง‘ชาญ...

คุยลึกถึง‘ชาญวิทย์ เกษตรศิริ’ นักประวัติศาสตร์ผู้สนทนากับปัจจุบัน ในวันเป่าเทียนเล่มที่ 84

25.05.25 | 11:05 น.

คุยลึกถึง‘ชาญวิทย์ เกษตรศิริ’
นักประวัติศาสตร์ผู้สนทนากับปัจจุบัน
ในวันเป่าเทียนเล่มที่ 84

คึกคักด้วยผู้คนในหลากแวดวงที่จงใจปักหมุดมุ่งหน้า ‘มติชนอคาเดมี’ เพื่ออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยอวยชัยให้พรเนื่องในวันคล้ายวันเกิดปีที่ 84 ของ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ลืมตาชมความงามของโลกใบนี้ในยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม

เติบโตและเฝ้ามองความเป็นไปของประเทศไทยโดยการบริหารงานของนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 27 คน ภายใต้รัฐธรรมนูญ 19 ฉบับ

ในวันที่ได้เป่าเทียนเล่มที่ 84 ‘อาจารย์ชาญวิทย์’ ยังคงเป็นที่เคารพนับถือและศรัทธาของเหล่าลูกศิษย์ลูกหา ทั้งในและนอกห้องเรียน

เมื่อมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ร่วมกับกลุ่มเพื่อน ผุดปาร์ตี้วันเกิดที่มีไฮไลต์คือ เวทีเสวนา ‘84 ปี ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กับสังคมการเมืองสยามประเทศไทยและอุษาคเนย์’

Advertisement

ความเข้มข้นจึงบังเกิด ความอบอุ่นจึงแผ่ซ่าน ความสมานฉันท์ในการย้อนรำลึกถึงคุณูปการจึงเริ่มต้น

และต่อไปนี้คือส่วนหนึ่งของถ้อยคำบนเวทีในวาระพิเศษนั้น

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
ประธานคณะก้าวหน้า

‘ยืนหยัดหลักการ ในวันแห่งความหวาดกลัว คุณสมบัติหายากในคนต้นทุนสูง’

ในมุมมองของผม อาจารย์ชาญวิทย์มีคุณูปการต่อแวดวงการศึกษา 3 อย่างด้วยกัน 1.การเป็นผู้ปฏิวัติการศึกษาด้านประวัติศาสตร์ระดับอุดมศึกษา 2.เป็นผู้ฟื้นฟูความทรงจำของการปฏิวัติสยามของนายปรีดี พนมยงค์ และคณะราษฎร 3.เป็นผู้ปลูก ทะนุถนอม และสืบต่อเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังให้คนรุ่นต่อไป

ผมขอส่งความปรารถนาดี ขอให้อาจารย์สุขภาพแข็งแรงในสังคมที่ยังเต็มไปด้วยความอยุติธรรม และการเลือกปฏิบัติ

ขอให้อาจารย์ยังคงเป็นเสาหลักทางวิชาการให้พวกเรา ในสังคมที่มีความเห็นแตกต่างหลากหลายมากมายเกินจะรับฟังเสียงทั้งหมด ขอให้อาจารย์ยังเป็นเสียงแห่งเหตุผลให้กับพวกเรา ในสังคมที่มืดมิดในวันนี้ ขอให้อาจารย์เป็นไฟส่องทางให้คนรุ่นต่อไปอย่างที่ทำมาเสมอในเส้นทางชีวิตหลายทศวรรษที่ผ่านมา

ในวันที่สังคมต้องการแสงสว่างทางปัญญา ในวันที่สังคมมืดมิด ผู้คนอยู่ด้วยความหวาดกลัว ก็มีอาจารย์ชาญวิทย์ที่ไม่เคยปฏิเสธในการใช้ต้นทุนทางสังคมและทางวิชาการของตัวเอง ยืดหยัดในหลักการที่ถูกต้อง และรณรงค์ต่อสาธารณะอย่างเปิดเผย

ผมคิดว่าสิ่งนี้ คือ ‘คุณสมบัติ’ ที่หายากมากในคนที่มีต้นทุนสูง ซึ่งเราเห็นอยู่มากที่คนเหล่านี้มักจะสงวนท่าที ซึ่งถ้าทุกคนสงวนท่าที สังคมจะไม่มีทางเปลี่ยนแปลง แต่สังคมจะเปลี่ยนแปลงจากการที่สังคมมีความเชื่อ ความศรัทธา ในคุณค่าหลักการอะไรบางอย่าง แล้วเริ่มลงมือทำด้วยตัวเอง ซึ่งชาญวิทย์ เกษตรศิริ เป็นคนแบบนั้น

ประการสุดท้าย อยากบอกอาจารย์ชาญวิทย์ 2 อย่าง โดยอย่างแรกคือ ‘ขอบคุณ’ และอีกอย่างคือ อยากส่ง ‘ความปรารถนาดี’ ให้กับอาจารย์ชาญวิทย์

6110001202 ตัวเลขนี้ คือหมายเลขสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ของอาจารย์ชาญวิทย์ 1202 คือสมาชิกพรรคอนาคตใหม่คนที่ ‘หนึ่งพันสองร้อยสอง’ วันที่ 9 ตุลาคม วันที่พรรคอนาคตใหม่ถูกรับรองให้เป็นนิติบุคคล

อาจารย์ชาญวิทย์เดินเข้ามาสมัครสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ พร้อมกับเงิน 2,000 บาท ซึ่งเรื่องนี้มีความหมายกับผมมาก เดี๋ยวผมจะพูดต่อ แต่ผมต้องขอโทษอาจารย์ก่อน เพราะว่าเงิน 2,000 ของอาจารย์อยู่ได้เพียง 16 เดือน พรรคอนาคตใหม่ก็ถูกยุบไป อันนี้ต้องขอโทษอาจารย์ด้วย

ส่วนเรื่องอยากจะขอบคุณอาจารย์นั้น ผมคิดว่าอย่างที่หลายท่านบอกว่า อาจารย์เป็นคนปลูกฝังลูกศิษย์จนเป็นสายธารของประวัติศาสตร์ มันมีความสำคัญ

หากย้อนกลับไปดูพรรคอนาคตใหม่ นโยบายของพรรคที่สำคัญที่เราพูดถึงอยู่ตลอดเวลา เรื่องปฏิรูปกองทัพ กระจายอำนาจ จัดการทุนผูกขาด ตั้งงบสวัสดิการ เรื่องการปฏิรูปที่ดิน ไม่มีนโยบายไหนเลยที่พวกเราคิดเอง ไม่มีนโยบายไหนเลยที่เป็นออริจินัล (Original) ของเรา

มันมาจากไหน? ก็มาจากอาจารย์ชาญวิทย์ อาจารย์สุรชาติ (ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข) อาจารย์พวงทอง (ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์) ทุกคนที่เป็นครูบาอาจารย์ที่อยู่ในสายธารนี้ เพียงแต่ท่านเอาวาระที่เป็นข้อเสนอที่ก้าวหน้าทางสังคมไปพูดกันในห้องสมุด ไปเลคเชอร์กันในห้องเรียน ไปอยู่ในวงเสวนา

แต่ข้อนโยบายที่เป็นสาธารณะที่ก้าวหน้ามันไม่เคยถูกหยิบยกไปต่อสู้ในสมรภูมิแห่งอำนาจที่แท้จริง นั่นก็คือ ‘สภาผู้แทนราษฎร’

พรรคอนาคตใหม่วันนั้น เอาข้อเสนอพวกนี้เข้าสภา เข้าไปอยู่ในการหาเสียงรณรงค์ในเวทีดีเบต เข้าไปอยู่ในสภาในรูปแบบของกฎหมาย นั่นคือสิ่งที่เราทำ และเป็นสิ่งที่เราได้รับการปลูกฝังจากอาจารย์ชาญวิทย์ ไล่ต่อกันมาแต่ละท่านจนมาถึงคนรุ่นผม

ดังนั้น ต้องบอกว่าเราไม่ได้ทำอะไรเลย เราเอาข้อเสนอของทุกท่านไปเสนอต่อสังคมในสมรภูมิแห่งอำนาจที่เป็นจริง ที่ไม่ใช่เสนอกันในวงเสวนา แล้วพอเราตั้งพรรคขึ้นมา นำข้อเสนอทางการเมืองแบบนี้ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีคนสนับสนุนหรือเปล่าในข้อเสนอทางการเมืองแบบนี้

แต่ในวันนั้น ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ก็ได้เดินเข้ามาสมัครสมาชิกพรรคอนาคตใหม่

(จากซ้าย) อดิศักดิ์ ศรีสม, ธงชัย วินิจจะกูล, นันทนา นันทวโรภาส, ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, ประจักษ์ ก้องกีรติ และธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

ดังนั้น ต้องบอกว่าความประสีประสาทางการเมืองของผม การเกิดขึ้นของอนาคตใหม่ ถึงแม้ว่าผมจะไม่ใช่ลูกศิษย์ของอาจารย์ชาญวิทย์ แต่มันสืบสานกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ถ้าไม่มีพวกท่าน ไม่มี ‘ธนาธร’ ในวันนี้ และไม่มี ‘พรรคอนาคตใหม่’ แน่นอน

ผมขอส่งคำขอบคุณถึงอาจารย์ชาญวิทย์ ที่เป็นผู้กรุยทางในเส้นทางนี้ให้กับพวกเราคนรุ่นหลัง

รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส
สมาชิกวุฒิสภา

‘นักประวัติศาสตร์ผู้เสวนากับปัจจุบัน ตื่นรู้สังคมแห่งยุคสมัย ฝันเห็นประชาธิปไตยที่เป็นธรรม’

ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เป็นครูที่ไหว้ได้จากจิตวิญญาณ เป็นผู้แสวงหาความหมายและพัฒนาตนเองอยู่ตลอด มองประวัติศาสตร์ไทยโดยไม่แยกออกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ปลุกปั่นว่าไทยวิเศษกว่าใคร ทั้งยังเล่าเรื่องที่มีความซับซ้อนให้เข้าใจง่าย เล่าประวัติศาสตร์ที่เหมือนตายไปแล้วให้มีชีวิตขึ้นมาใหม่

ดิฉันได้นำกระบวนวิธีคิดตั้งแต่สมัยเรียนประวัติศาสตร์กับท่านที่ธรรมศาสตร์มาใช้อยู่เสมอ แม้กระทั่งบัดนี้ที่มาเป็น ส.ว.ฉายา นันทนาวิ่งสู้ฟัด

อาจารย์ชาญวิทย์เป็นน้ำที่ไม่เคยเต็มแก้ว เรียนรู้รับฟัง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้คนตลอดเวลา อ่าน ฟัง เดินทาง เรียนรู้ สนุกไปกับมัน ถ้าจะเดาว่าหนังสือเล่มไหนสะท้อนความเป็นอาจารย์ชาญวิทย์มากที่สุด คงเป็น ‘โจนาทาน ลิฟวิงสตัน นางนวล’ ที่ชาญวิทย์ไม่เคยพอใจกับชีวิตที่ผ่านไปวันๆ แต่พยายามแสวงหาความหมาย พัฒนาตัวเองให้ทันโลกอยู่ตลอดเวลา

อาจารย์ชาญวิทย์ไม่เคยออกนอกเส้นทางของการเป็นนักวิชาการและแวดวงวิชาการ ไม่เคยเข้าสู่วงการเมืองหรืออำนาจใดๆ ไม่มีภาพที่เราเห็นว่าอาจารย์เดินตามใคร ไม่เคยเห็นอาจารย์เกี่ยวข้องทางธุรกิจใดๆ ไม่เคยจะแสวงหาลาภยศ หรือเงินทอง

ไม่ว่าจะกี่ปีท่านก็ยังเป็นคนเดิม เป็นนักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ ทำงานในมหาวิทยาลัย ภูมิใจในการทำงานวิชาการ ทำงานต่อเนื่องมากว่า 50 ปี ผลิตผลงานมากมายหลายชิ้น ซึ่งดิฉันเชื่อว่ามากว่าที่ใครในสังคมนี้จะทำได้

ประการต่อมา ชาญวิทย์ผู้ตื่นรู้กับสังคมแห่งยุคสมัย ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์ที่มองปัญหาทางประวัติศาสตร์จากมุมมองปัจจุบัน ไม่ใช่ประวัติศาสตร์แบบนักรวบรวมหลักฐานแล้วนำเอามาเรียบเรียง ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ที่ว่าด้วยอดีต ในมุมมองของอดีต

เวลาที่สังคมถกเถียงกันเรื่องปัญหา ‘ประชาธิปไตย’ อาจารย์ก็จะสนใจเจาะที่ไปจุดเริ่มต้น 2475 หรือย้อนไปก่อนหน้านั้น มองพัฒนาการที่เกิดขึ้นตามมาว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร เหตุปัจจัยคืออะไร นำเสนอมุมมองที่ต่างออกไปจากที่เรารับรู้ หรือที่บอกต่อกันมาในโรงเรียน

ในวันที่ลัทธิชาตินิยมพุ่งสูงขึ้นในสังคมไทย อาจารย์จะย้อนกลับไปให้เราเห็นว่ามันก่อตัวขึ้นมาได้อย่างไร บทบาทของรัฐบาลเป็นอย่างไร หรือแม้กระทั่งในวันที่เกิดปัญหาใหญ่ๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา เวียดนาม อินโดนีเซีย อาจารย์ก็จะสืบค้นไปที่รากของปัญหา โดยใช้มุมมองและวิธีการทางประวัติศาสตร์ ผลิตงานที่ทำให้เราเข้าใจ หรืออย่างน้อยก็ไปเป็นบรรณาธิการให้กับหนังสือนั้นๆ

พูดสั้นๆ ก็คือ อาจารย์เสวนากับปัจจุบัน แล้วใช้อดีตมาให้คำตอบ ให้มุมมองที่ลึกซึ้งเสมอ ในแง่นี้อาจารย์ก็เหมือนกับ อี.เอช.คาร์ (E. H. Carr) นักปรัชญาประวัติศาสตร์ที่นักเรียนประวัติศาสตร์ต้องรู้จัก

ในด้านต่อมา ชาญวิทย์เป็นผู้ที่ทำให้ประวัติศาสตร์มีชีวิต ใครได้นั่งฟัง หรือนั่งคุยกับอาจารย์ ก็จะทำให้เรารู้สึกว่า เรื่องราวในประวัติศาสตร์มันเป็นเรื่องราวที่สัมผัสได้ และอยู่ตรงหน้าเรา เหมือนฟังนักรัฐศาสตร์กำลังวิเคราะห์การเมืองของวันนี้

โดยจะมีวิธีการเล่าราวกับ ป๋วย อึ๊งภากรณ์, ปรีดี พนมยงค์, จอมพล ป. พิบูลสงคราม เหมือนท่านเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่ตรงหน้าเรา ทำได้ยังไง? ทำให้เห็นถึงความคิด การกระทำ อารมณ์ของตัวละครในประวัติศาสตร์ ที่ทำให้เรานั้นรู้สึกสนุกสนานและก็สนใจ

ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาประเทศเรามีปัญหาในเรื่องของประชาธิปไตย ก็เป็นช่วงเวลาที่ประวัติศาสตร์นั้นคึกคักมาก เป็นเพราะอาจารย์ชาญวิทย์นั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ช่วงเวลาประวัติศาสตร์เหล่านี้มีชีวิตชีวา และก็มีคนเรียกอาจารย์ชาญวิทย์ว่า ‘ประวัติศาสตร์เดินได้’

ถ้าจะมีคำใดสำหรับอาจารย์ ก็คือ นักประวัติศาสตร์ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคม ไฟของของอาจารย์ในเรื่องนี้ยังลุกโชน ไฟที่อยากจะผลักดันแก้ไขสิ่งที่ไม่ถูกต้องต่างๆ ฝันจะเห็นประชาธิปไตยที่เป็นธรรม ความเท่าเทียม ความเป็นมนุษย์ ความซื่อสัตย์ ความตรงไปตรงมาแบบไม่ดัดจริต

อาจารย์ชาญวิทย์จะพูด เขียน และลงมือผลักดัน ด้วยงานทางวิชาการที่เปลี่ยนแปลงสังคมโดยแท้

ประการต่อมา อาจารย์ชาญวิทย์เป็นคนสร้าง Thailand In The Big Picture แม้ว่าจะเป็นนักประวัติศาสตร์ไทย แต่มีเอกลักษณ์ก็คือ มองประวัติศาสตร์ไทย โดยไม่แยกออกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือโลกใบใหญ่

นั่นคือ ไม่ได้มองประวัติศาสตร์โดดๆ มันเป็นการเรียนที่เชื่อมร้อย และทำให้เราตื่นตาตื่นใจ เห็นโลกทั้งใบ เห็นภูมิภาคทั้งภูมิภาค อยู่กับความเป็นจริง ไม่เคยปั่นให้ใครวิเศษวิโสไปกว่าประเทศเพื่อนบ้านใดๆ

พูดได้เลยว่า ‘แบรนดิ้ง’ ของชาญวิทย์แตกต่างจากคนอื่น ก็คือ เป็นคนเดียวที่มองประวัติศาสตร์ไทยเป็นส่วนหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นผู้บุกเบิกด้าน Southeast Asian Studies หรือคำที่อาจารย์เรียกอย่างแตกต่างว่า ‘อุษาคเนย์’

รวมถึงเป็นผู้ก่อตั้งโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAS) คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วก็โด่งดังมีผู้สนใจมาเรียนมากมาย และยังคงเป็นคนเขียน บรรณาธิการหนังสือเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของมูลนิธิโครงการตำราฯ มากที่สุดคนหนึ่ง

ประการสุดท้าย ชาญวิทย์กับบทบาท ‘นักสื่อสาร’ ที่สามารถเล่าเรื่องราวยากๆ ซับซ้อน และหลายคนมองว่าน่าเบื่อ ให้สนุก มีสีสัน เข้าถึงได้

ไม่แปลกใจที่อาจารย์ได้รับรางวัลศรีบูรพา และเป็นเจ้าของรางวัลฟูกูโอกะ ซึ่งคู่ควรกับอาจารย์อย่างยิ่ง

ทั้งหมดนี้นับได้ว่า อาจารย์ชาญวิทย์เป็นครู ผู้ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับดิฉันและครอบครัว ครูที่เราไหว้ได้ นอบน้อมได้จากจิตวิญญาณของเรา และครูที่เราสามารถตะโกนบอกสังคมได้อย่างภาคภูมิใจว่า

‘ฉันเป็นลูกศิษย์อาจารย์ชาญวิทย์ค่าาาาาา’

รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

‘สร้างลูกศิษย์ในวงวิชาการ คือคุณูปการยิ่งใหญ่ ยืนหนึ่งปลุกปั้นการศึกษาอุษาคเนย์ ปรุงเสน่ห์ประวัติศาสตร์ ไม่ติดกับดักชาตินิยม’

ถ้าถามว่ามารู้จักอาจารย์ชาญวิทย์ได้อย่างไร? ต้องบอกว่ารู้จักหนังสืออาจารย์ก่อนตัวอาจารย์ เช่น หนังสือ ‘โจนาทาน ลิฟวิงสตัน นางนวล’ กับ ‘พ่อมดมหัศจรรย์แห่งออซ’ ซึ่งอาจารย์เป็นคนแปล 2 เล่มนี้

แล้วก็มาเจออีกที โดยที่ยังไม่รู้จักตัวอาจารย์คือ งานรำลึก 20 ปี 14 ตุลา ตอนนั้นผมยังเป็นเด็กมัธยม แล้วเขาเปิดสารคดีที่หอประชุมธรรมศาสตร์ ซึ่งอาจารย์ชาญวิทย์เป็นคนเขียนบท และ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน เป็นคนทำซับไตเติลภาษาอังกฤษ เรียกว่า เป็นสารคดี 14 ตุลา ที่ดีมากๆ ผมเอามาใช้สอนจนถึงทุกวันนี้

วันนั้นที่เข้าไปนั่งฟังในหอประชุมธรรมศาสตร์เกิดแรงบันดาลใจเลยว่า เฮ้ย! เราต้องไปเรียนธรรมศาสตร์ คิดดูว่าตอนนั้นเรียนอยู่ ม.5 ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จนได้มารู้จักอาจารย์ตัวเป็นๆ ครั้งแรกตอนมาเรียนคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผมเข้าปี 2537 ซึ่งเป็นปีที่ดี เพราะเป็นปีที่ธรรมศาสตร์ครบรอบ 60 ปี แล้วที่สำคัญอธิการบดีตอนนั้น ชื่อชาญวิทย์ เกษตรศิริ แต่น่าเสียดายที่อาจารย์ไม่สามารถที่จะอยู่จนครบวาระ เพราะว่าเจอสิ่งที่เรียกว่า Deep state (รัฐพันลึก) ถูกบีบให้อยู่ไม่ได้ ซึ่งเขาว่ากันว่า ‘ดีปสเตตธรรมศาสตร์’ แข็งแรงกว่าในระดับประเทศเสียอีก

ในรอบ 40 ปีในธรรมศาสตร์ ผมว่ามีอาจารย์ชาญวิทย์ที่เป็นคนนอกคอก โผล่เข้าไปได้คนเดียว พอโผล่เข้าไป เขาก็ต้องหาทางกำจัด เหมือนที่ธนาธรเป็นคนนอกคอกของการเมืองไทย เขาก็ไม่ให้อยู่หรอก ก็โดนกำจัด

จริงๆ ตอนนั้นผู้บริหารธรรมศาสตร์ก็ถือว่าเป็น ‘ดรีมทีม’ โดยมีอาจารย์ชาญวิทย์ ศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ แต่กลับอยู่ไม่ได้ ทั้งที่เป็นทีมที่เก่งที่สุดเลยในประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์

ในที่สุด ผมก็ได้เห็นอาจารย์ชาญวิทย์ที่เป็นอธิการบดีมาพูดสปีช จนได้รับแรงบันดาลใจ ก็เลยตามไปลงเรียน ข้ามไปเรียนประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ พอไปเรียนก็รู้สึกว่าชอบประวัติศาสตร์ขึ้นมา ก็เลยตามไปลงอีกวิชาหนึ่ง คือ วิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หลังจากนั้นอาจารย์ก็ชวนมาทำงานวิจัยตั้งแต่ตอนที่ผมเรียนปริญญาตรีปี 3 แกคงเห็นแววอะไรบางอย่าง ตอนนั้นอาจารย์ก็รับงานวิจัยอันหนึ่ง ศึกษาเกี่ยวกับเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของธรรมศาสตร์ ก็ให้ไปค้นว่า ‘เพลงยูงทอง’ มาจากไหน เมื่อไหร่ ไม่รู้ว่าอาจารย์จำได้ไหม

หลังจากผมทำงานวิจัยชิ้นนั้นกับอาจารย์ชาญวิทย์ ก็ได้รับคำชวนไปทำ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ไปเป็นเจ้าหน้าที่ แล้วก็ช่วยทำหนังสือ 14 ตุลา กับ 6 ตุลา จากนั้นผมก็ไปเรียนต่ออเมริกา ซึ่งอาจารย์ก็มีบุญคุณมาก เพราะเขียนจดหมายรับรองให้ ก็เรียกได้ว่าผูกพันกันมาโดยตลอด

จนท้ายที่สุด ตอนที่อาจารย์พิมพ์หนังสือ ‘โจนาทาน ลิฟวิงสตัน นางนวล’ รอบหลัง ซึ่งอาจารย์ก็ขอให้ผมเขียนคำนำให้ เหมือนชีวิตก็มาบรรจบกันอีกครั้งหนึ่ง จากหนังสือเล่มที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราเมื่อตอนหนุ่ม แล้วตอนนั้นก็ได้กลับมาเขียนคำนำ นั่นก็แสดงว่าเริ่มแก่แล้ว (ยิ้ม)

ผมคิดว่าอาจารย์ชาญวิทย์เป็นคนที่เขียนคำนำให้กับหนังสือของคนอื่นๆ มากที่สุดในสังคมไทย ไม่มีใครเขียนคำนำให้หนังสือต่างๆ ได้มากเท่าอาจารย์ชาญวิทย์ เยอะขนาดที่สามารถพิมพ์หนังสือ รวมคำนำที่เขียนให้คนอื่นได้ ผมว่ามันไม่มีนะ ใครจะมีหนังสือรวมคำนำของตัวเอง ลองไปหาดูกันได้ (หัวเราะ)

ส่วนคุณูปการ 3 ด้าน เด่นที่สุดคือ การสร้างลูกศิษย์ในวงวิชาการ นี่คือคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ เรามีนักวิชาการจำนวนมาก แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสร้างลูกศิษย์ ส่วนใหญ่สร้างผลงานของตัวเอง

ด้านที่ 2 คือ การทำให้การศึกษาเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออุษาคเนย์ เป็นรูปเป็นร่าง เป็นที่เป็นทาง ในสังคมไทยไม่มีใครมีคุณูปการด้านนี้เท่าศาสตราจารย์ พิเศษ ดร.ชาญวิทย์อีกแล้ว

อาจารย์ทำหลายอย่าง ไม่ใช่แค่ผลงานวิชาการ แต่พานักศึกษาไปท่องเที่ยว ซึ่งทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการศึกษาเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น และทำให้เราไม่ติดกับดักชาตินิยม ส่วนประการสุดท้ายคือ การเชื่อมโลกประวัติศาสตร์บนหอคอยงาช้างสู่สังคม คือ แกเป็น Public Intellectual (ปัญญาชนสาธารณะ) และเป็น Popular Historian

เอาเรื่องที่เป็นงานวิชาการที่เป็นองค์ความรู้ เอามาทำให้มันย่อยง่าย แล้วก็ทำให้คนเข้าถึงได้ ทำให้ประวัติศาสตร์มีเสน่ห์ ซึ่งตอนแกสอนก็จะมีทริกอยู่อันหนึ่ง ผมว่าทำมาทุกรุ่น ไม่ว่าจะสอนประวัติศาสตร์ไทยช่วงไหนก็จะเทียบเป็น ค.ศ. แล้วให้นักศึกษาตอบว่า

เช่น ช่วงที่ ร.5 กำลังปฏิรูป ตอนนั้นโลกเกิดอะไรขึ้น ผมจำได้เลยตอบว่า ‘การปฏิรูปเมจิ’ หรือช่วงการปฏิวัติของคณะราษฎร 1932 (พ.ศ.2475) ตอนนั้นโลกเกิดอะไรขึ้นบ้าง ก็จะเทียบแบบนี้ กลับไปกลับมาตลอด ระหว่าง ค.ศ. กับ พ.ศ. เหมือนให้รู้ว่าประวัติศาสตร์ไทย มันอยู่ตรงไหนในโลก

ประการสุดท้าย ที่คิดว่าเป็นคุณูปการที่สำคัญมาก คือ ไม่ใช่ว่าทำให้ประวัติศาสตร์มีเสน่ห์ หรือทำให้คนสนใจประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่อาจารย์พยายามเตือนให้คนรู้เท่าทันประวัติศาสตร์ด้วย

สิ่งหนึ่งที่ผมได้จากอาจารย์ ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่ค่อยเข้าใจมาก แต่ตอนหลังก็เข้าใจมากขึ้น โดยอาจารย์บอกผมตั้งแต่ ป.ตรี ว่า แก่นแท้ของวิชาประวัติศาสตร์ไม่ได้สอนเกี่ยวกับเรื่องอดีต แต่สอนเรื่องความเปลี่ยนแปลง เพราะ ‘หัวใจ’ ที่ทำให้เราต้องเรียนประวัติศาสตร์ ก็เพื่อให้เราเข้าใจว่า สังคมมันมีความเปลี่ยนแปลงเสมอ แล้วก็ต้องเห็นว่ามันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

ฉะนั้น มันไม่ใช่ว่าเราเรียนประวัติศาสตร์ เพื่อไปยึดติดกับอดีต หรือลุ่มหลงกับอดีต จนบางคนเรียนประวัติศาสตร์แล้วอินอยู่กับตรงนั้นว่ามันมีสังคมในอดีตที่ฉันโหยหา แล้วฉันอยากย้อนกลับไป หมือนที่นายทหารบางคนบอกว่า ‘ขอเวลาอีกไม่นาน แผ่นดินที่งดงามจะคืนกลับมา’

ผมว่าคนไทยจำนวนมากสนใจศึกษาอดีตในความหมาย ประวัติศาสตร์ในอดีต แทนที่จะศึกษาและเข้าใจความเปลี่ยนแปลง ซึ่งสิ่งนี้ก็น่าจะเป็นคุณูปการที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของอาจารย์ชาญวิทย์

ภูษิต ภูมีคำ