แท็งก์ความคิด : คารม คมปัญญา
หนังสือ “คารม คมปัญญา ข้อคิดทรงคุณค่า เพื่อชีวิตที่งดงาม” เขียนโดย ประสิทธิ ฉกาจธรรม วางอยู่ตรงหน้า
ประสิทธิ ฉกาจธรรม เป็นผู้อำนวยการ “อาศรมสยาม-จีนวิทยา” ผู้คนเรียกขานติดปากว่า “เหล่าซือ”
หนังสือเล่มที่อยู่ในมือ เหล่าซือได้รวบรวมต้นฉบับเดิม แต่ปรับปรุงเพิ่มเติม ก่อนจะพิมพ์ครั้งที่ 3
เนื้อหาได้รวบรวม “คมความคิด” จากนักคิด กวี นักปรัชญาชาวจีน และเรื่องราวในประวัติศาสตร์จีนที่ฉายภาพแห่งปัญญา
บทข้างท้ายในหนังสือได้หยิบยกบทกวีของนักปราชญ์ที่แปลเป็นไทยมานำเสนอ 2-3 บท
อ่านแล้วได้ทั้งความไพเราะ และความคิด
บทที่ 58 เรื่อง “ยอดคน” นำเสนอบทกวีของ เม่งจื๊อ ศิษย์สำนักขงจื๊อ ที่ร่ำเรียนวิชาจากสำนักจื่อซือ ซึ่งเป็นหลานของขงจื๊อ
บทโครงดังกล่าวความว่า …
“มั่นคงไม่เกลือกกลั้ว โลกีย์
จนยากยังใฝ่ดี ตลอดได้
อำนาจเถื่อนราวี มิหมั่น
สามสิ่งครบถ้วนไซร์ สู่ขั้นยอดคน”
เป็นมุมมองของเม่งจื๊อที่เห็นว่าบุคคลจะมีลักษณะเป็นยอดคน แม้จะอยู่ในฐานะมั่นคงมั่งคั่งก็ต้องมีสติ ไม่ปล่อยตัวไปตามอำเภอใจ
แม้ยามลำบากยากจนก็ต้องใฝ่ดีมีปฏิภาณที่มั่นคงไม่สั่นคลอน
ไม่ยอมกระทำสิ่งเลวร้ายเพื่อทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์เฉพาะหน้า
ถ้าถูกข่มเหงรังแกก็พร้อมเผชิญหน้าอย่างไม่ยำเกรง
บทที่ 59 เรื่อง “โลกนี้ยุติธรรม…?” เขียนโดย “ตู้มู่” กวีผู้มีชื่อเสียงสมัยราชวงศ์ถังตอนปลาย ความว่า …
“เพราะขาดผู้ชักนำให้ก้าวหน้า
จึงต้องมาอยู่ป่าดอยอย่างโดดเดี่ยว
ความเป็นธรรมในโลกมีหนึ่งเดียว
คือแก่เหี่ยวผมขาวไม่เว้นใคร”
เป็นอย่างไรบ้าง แม้บทกลอนนี้จะแปลเป็นไทยแล้ว แต่ยังคมบาดใจ
เป็นบทกลอนที่สะท้อนถึงความยุติธรรมในสังคมจีนในยุคโบราณ
กล่าวถึงความยุติธรรมหรือไม่อยุติธรรมล้วนเกิดขึ้นจากมือมนุษย์ แต่สิ่งหนึ่งที่ธรรมชาติให้ความเป็นธรรมอย่างซื่อสัตย์
นั่นคือความเป็นอนิจจัง
สังขารของทุกคนไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจน เป็นภารโรงหรือเป็นรัฐมนตรี ทุกชีวิตต้องค่อยๆ เสื่อมถอยไปตามกาลเวลา
ไม่ว่าจะพยายามชะลอไว้ด้วยอำนาจเงินหรือยาวิเศษ ก็ต้องสิ้นสุดลงในวันใดวันหนึ่ง
จึงมีวาทะที่เป็นสัจธรรม “มนุษย์ทุกรายเสมอภาคกันด้วยความตาย”
อีกสักบทเป็นบทที่ 60 เรื่อง “ไล่ล่าคว้าเงา” เขียนโดย “ซูตงพอ” กวีเอกสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ ความว่า ….
“ร่ำลือหลูซานในม่านฝน
สายชลเจ้อเจียงวิจิตรยิ่ง
เมื่อได้ไปเห็นตามเป็นจริง
ทุกสิ่งก็เท่านั้น …เท่านั้นเอง”
ทั้งเทือกเขาหลูซาน มณฑลเจียงซี และแม่น้ำเจ้อเจียง ซึ่งเป็นแม่น้ำสายใหญ่ในมณฑลเจ้อเจียง ที่มีจุดเริ่มต้นจากภูเขาหวงซาน มณฑลอานฮุย ไหลเรื่อยพาน้ำไปส่งออกอ่าวหางโจว มณฑลเจ้อเจียง
ทั้งสองสถานที่เลื่องลือเรื่องความงามอันอลังการ แต่สำหรับ ซูตงพอ ที่หาทางเดินทางไปเยือนแล้วพบว่า แม้จะมีทัศนียภาพที่ตระการตา แต่ผ่านไปสักพักก็กลายเป็นความธรรมดา ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นตกตะลึงเหมือนที่เคยจินตนาการไว้
สะท้อนความต้องการของมนุษย์ที่ไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่
มักพอใจสิ่งที่ยังไม่มี หรือไม่ใช่ของตน
ผู้รู้ไม่เท่าทันเรื่องนี้ ก็จะดิ้นรนกระวนกระวายไขว่คว้าแสวงหาอย่างไม่มีวันสิ้นสุด
จนกว่าจะได้สติ เหนื่อยหน่ายกับการดิ้นรน
และเข้าใจถึงสิ่งที่ผ่านพ้นมา ว่าสุดท้ายแล้วก็เท่านั้นเอง
มันก็เท่านั้นเอง
นฤตย์ เสกธีระ

