“ความเป็นไทย”
เหนือกว่าความเป็นอื่น
บางตอนจากหนังสือ
อำนาจนำพระนั่งเกล้าฯ
ของ ปวีณา หมู่อุบล
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว [พระบรมสาทิสลักษณ์โดย กมล ทองสุนทร จาก เส้นทางการค้าไทย (ที่ระลึกเนื่องในวันสถาปนากระทรวงพาณิชย์ ครบรอบ 80 ปี, 2543])
ปัญญาชนในเครือข่ายของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ได้พยายามสร้างความหมายของ “ความเป็นไทย” เพื่อกำหนดสถานภาพของคนชาติภาษาไทยและคนชาติภาษาอื่นๆ ที่กำลังมีบทบาททางเศรษฐกิจ การเมือง ตลอดจนวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น
โดยพระราชกรณียกิจทางวัฒนธรรมของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ จึงมีจุุดมุ่งหมายสำคัญประการหนึ่งคือ เพื่อการนิยามความหมาย “คนไทย” และอัตลักษณ์ “ความเป็นไทยอย่างสยามเก่า” ให้มีความ “เหนือกว่า” คนชาติพันธุ์อื่นๆ
นานา “ชาติภาษา” ในนางนพมาศ
วรรณกรรมเรื่องนางนพมาศหรือตำรับท้าวศรีจุุฬาลักษณ์ สะท้อนให้เห็นภููมิทัศน์ของสังคมต้นรัตนโกสินทร์ที่มีความแตกต่างภายในสููง มีความหลากหลายของกลุ่มคนซึ่งถููก “สมมุุติเรียก (เป็น) ชาติภาษาต่างๆ ให้พิสดารตามสติปัญญา” และสะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศ “โลกาภิวัตน์ทางการค้า” ส่งผลให้กรุงรัตนโกสินทร์มั่งคั่งไปด้วย “สมณชี พราหมณ์ชนประชาชายหญิง หมู่ลููกค้าพาณิช จีนจามแขกฝรั่ง อเนกนานาประเทศภาษาต่างๆ”
โดยสังคมพหุวัฒนธรรมเช่นนี้แสดงถึงขอบเขตพระราชานุุภาพและน้ำพระราชหฤทัยที่กว้างใหญ่ไพศาลของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ กล่าวคือ เรื่องนางนพมาศได้ให้ภาพความหลากหลายในทำนองว่าคนต่างชาติภาษาและต่างวัฒนธรรมล้วนดำรงอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุุขภายใต้พระบรมโพธิสมภาร กระนั้น เมื่อพิจารณาจาก ทัศนะของชนชั้นนำสยามในช่วงเวลานั้นจะเห็นได้ว่าความหลากหลายที่ปรากฏอยู่ในเรื่องนางนพมาศไม่ได้ดำรงอยู่ในสังคมอย่างเสมอหน้ากัน
ผู้ปกครองสยามมักมองว่าวัฒนธรรมและภููมิปัญญาตามแบบอย่างสยามมีความเหนือกว่าวัฒนธรรมและภููมิปัญญาของคนกลุ่มอื่นๆ แม้แต่ในทางพุุทธศาสนาซึ่งเป็นที่นับถือร่วมกันทั้งทวีปเอเชียอาคเนย์ หรือภายในสังคมพระภิกษุก็มีการจัดลำดับความสููงต่ำในเชิงวัฒนธรรม ยกตัวอย่างเช่น
พุทธศาสนาแบบไทย
เรื่องลักษณะความงามของพระพุุทธรููป ดังจะเห็นได้จากเนื้อความในพระราชปุจฉาข้อหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงมีต่อหมู่พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่เป็นทำนองว่า พระพุุทธรููปที่มีพุุทธศิลป์ตามแบบอย่างสยามนั้นมีความงาม ขณะที่ “พระบาง” พระพุุทธรููปซึ่งถููกเคลื่อนย้ายมาจากเมืองเวียงจันทน์ภายหลังการปราบปรามเจ้าอนุุวงศ์นั้นมี “พุุทธลักษณวิลาศ (แต่) ก็มิได้งามบริบููรณ์” ไม่ควรอัญเชิญเข้าประดิษฐานภายในพระอุุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพราะจะทำให้ “ไม่จำเริญพระเนตร” อีกทั้ง “ไม่เฉลิมพระราชศรัทธา”
หรือการที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ มีพระราชกำหนดให้สึกพระภิกษุจากหัวเมืองลาวแล้วให้อุปสมบทใหม่ ด้วยถือว่าการอุปสมบทของพระภิกษุลาวเป็นโทษเพราะอักขรวิบัติ อันอาจมองได้ว่าเป็นการทำให้พระภิกษุลาวมีอายุพรรษาด้อยกว่าพระภิกษุไทย มีสถานภาพทางวัฒนธรรมที่ด้อยกว่า เพื่อให้พระภิกษุลาวยอมรับอำนาจและง่ายต่อการปกครอง
เจ้าพระยาบดินเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ขุนพลคู่พระทัยและหนึ่งเครือข่ายทางพระราชอำนาจ คนสำคัญของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
[ภาพจาก บุนนาค พยัคฆเดช, ประวัติเจ้าพระยา บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุห นายก (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์กรมยุทธศึกษาทหารบก, 2518)]
อนึ่ง การมองวัฒนธรรมต่างด้าวว่ามีสถานะด้อยกว่า โดยเฉพาะวัฒนธรรมลาวยังคงมีสืบเนื่องเรื่อยมาจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังจะเห็นได้ว่าที่บรรดาข้าราชการจำนวนหนึ่งพากันเข้าชื่อทำเรื่องทูลเกล้าฯ ถวายความเห็นว่าควรส่ง พระเสริม พระไสย พระสุก และพระแทรกคำ กลับไปประดิษฐานยังเมืองลาว เพราะพระพุทธรูปเหล่านี้เป็นของบ้านร้างเมืองร้างมักมีปิศาจสิงสู่ หรือที่ลาวเรียกว่า “พุทธยักษ์” จึงนำมาซึ่งภัยพิบัติทั้งฝนแล้งและความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ
ความเป็นไทยไม่เหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม “ความเป็นไทย” ที่ก่อรูปร่างขึ้นในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ หรือที่เรียกได้ว่าความเป็นไทยอย่างสยามเก่านั้น มุ่งทำให้ “คนไทย” ซึ่งหมายถึงคนที่ใช้ภาษาไทยมีความเหนือกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ที่ดำรงอยู่ในสังคมเดียวกัน และให้ ความสำคัญแก่การทำให้พระมหากษัตริย์ไทย (อันหมายถึงพระบาทสมเด็จพระ นั่งเกล้าฯ) ทรงมีสถานะเป็น “ธรรมิกราชาธิราช” แตกต่างจากความเป็นไทยในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งให้ความสำคัญกับการตกแต่งนิสัยใจคอประชากรทุกหมู่เหล่าให้สำนึกในเอกภาพของชาติภายใต้การปกครองของพระมหากษัตริย์และพุทธศาสนา
นอกจากนี้ ความเป็นไทยอย่างสยามเก่ายังมิได้มุ่งจะทำให้ความหลากหลายของผู้คนในสังคมเลื่อนละลายหายไป เพราะชนชั้นนำในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ยังอาศัยระบบไพร่ที่ประกอบขึ้นด้วยชุมชนชาติพันธุ์ต่างๆ
ดังนั้น ความเป็นไทยในสมัยนี้คือ การเสริมสร้างพระราชอำนาจนำทางวัฒนธรรมของพระเจ้าแผ่นดิน ไม่ใช่เพื่อการรวมชาติอย่างเช่นความเป็นไทยในสมัยต่อมา อีกทั้งความเป็นไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ไม่มีจุดมุ่งเน้นที่จะกลืน “ความเป็นต่างด้าว” เพราะพระองค์ทรงส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมผ่านการวางพระองค์เป็นจักรพรรดิราช และธรรมิกราชาธิราชของคนทุกชาติ ทรงสงเคราะห์คนกลุ่มต่างๆ และการพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค คตินี้ปรากฏชัดเจนเมื่อพระองค์พระราชทานนามวัดสามปลื้มว่า “จักรวรรดิราชาวาส” และทรงสนับสนุนการซ่อมสร้างวัดวาอารามและวัตถุในพระพุทธศาสนา ทรงส่งเสริมการศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมของภิกษุสามเณร ขยายขอบเขตโรงทาน พระราชทานข้าวให้นายเรือสำเภาซึ่งเดินทางไปค้าขายนำไปแจกจ่ายแก่คนยากจนในเมืองจีน และโปรดให้ราษฎรถวายฎีการ้องทุกข์โดยจัดให้ตั้งกลองวินิจฉัยเภรีไว้ที่หน้าพระบรมมหาราชวัง
กล่าวได้ว่า การนิยามความหมายและให้ความสำคัญแก่ “ความเป็นไทย” ในระยะเปลี่ยนผ่านมีจุดมุ่งเน้นให้ประชากรทุกชั้นทุกชาติภาษามีสำนึกน้อมรับพระบรม เดชานุภาพและพระราชอาญาสิทธิ์ขององค์พระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เป็นสำคัญ)
แตกต่างจากการนิยามความหมายของความเป็นไทยในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มุ่งเน้นการตกแต่งนิสัยใจคอให้ประชากรทุกเหล่าหมู่ มีสำนึกในความเป็นเอกภาพของชาติ
ทั้งนี้เพราะความเป็นไทยอย่างสยามเก่าได้รับการสถาปนาขึ้นในบริบทที่เชื้อชาติไม่ใช่กฎเกณฑ์ในการแบ่งแยกตนเองออกจากผู้อื่น หรือแบ่งพวกเราออกจากพวกเขา
ดังนั้น “ชาติ” จึงไม่ถือเป็นจุดมุ่งเน้นสำคัญของความเป็นไทยอย่างสยามเก่า หากแต่เป็นการเสริมสร้างความชอบธรรมทางการเมืองและธำรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจนำของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ โดยตระหนักถึงการดำรงอยู่ของวัฒนธรรมอันหลากหลาย เนื่องจากความหลากหลายนั้นมีความจำเป็นต่อการปกครองอาณาประชาราษฎรซึ่งอาศัยอยู่ร่วมกันใน “ชุมชนชาติพันธุ์”
แบบเรียนเพื่อความเป็นไทย
ถึงกระนั้น ราชสำนักสยามก็พยายามสร้างความหมายของ “คนไทย” และ “ความเป็นไทยอย่างสยามเก่า” ให้เหนือกว่าผู้คนต่างด้าวและวัฒนธรรมต่างแดน ซึ่งเห็นได้จากปรากฏการณ์ความตื่นตัวเรื่องคน “อ่านออกเขียนได้” ในหมู่ชนชั้นนำสยาม การพัฒนาแบบเรียน การแต่งแบบเรียนใหม่ และการพัฒนาครูผู้สอน (พระภิกษุ)
อย่างไรก็ตาม เมื่อสำรวจเนื้อความที่ปรากฏอยู่ในแบบเรียนสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ มีข้อสังเกตอีกประการหนึ่งว่า แบบเรียนมิได้ใช้เรียนกันแต่เฉพาะบรรดากุลบุตรกุลธิดาของบรรดาชนชั้นนำสยามเท่านั้น หากแต่หมายรวมไปถึงลูกหลานของ มูลนายจากประเทศราชซึ่งถูกส่งมาศึกษาเล่าเรียนในกรุงเทพฯ ในฐานะตัวประกันด้วย

[ภาพจาก กาญจนาคพันธุ์, ภูมิศาสตร์วัดโพธิ์ (กรุงเทพฯ : สาส์นสวรรค์, 2509)

[ภาพจาก กาญจนาคพันธุ์, ภูมิศาสตร์วัดโพธิ์ (กรุงเทพฯ : สาส์นสวรรค์, 2509
ทั้งนี้เพราะมีการกล่าวถึงคนต่างชาติพันธุ์ในแบบเรียน ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องประถม ก กา ที่กล่าวว่า “คนญวนเขมรมอญ อยู่นครพันแสนหมื่น” และ “ทวายมอญลาว ไว้ผมยาวๆ ต้องเกล้าผมมวย” เปรียบเสมือนการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายของผู้คนในสังคมผ่านสื่อชนิดอื่นๆ ด้วย มิใช่เพียงแต่ที่ปรากฏอยู่ในวัดพระเชตุพนฯ เท่านั้น
ขณะเดียวกันก็อาจกล่าวได้ในอีกทางหนึ่งว่า การพัฒนาหรือแต่งแบบเรียนขึ้นใหม่นี้เป็นการพยายามทำให้อัตลักษณ์คนไทยมีสถานะเหนือกว่าคนต่างด้าว โดยเฉพาะคนต่างด้าวกลุ่มลาว มอญ และเขมร ซึ่งเป็นคนกลุ่มที่ชนชั้นนำสยามในช่วงขณะนั้นมองว่ามีสถานะด้อยกว่า
นอกเหนือไปจากการพัฒนาและแต่งแบบเรียนใหม่แล้ว ความพยายามในการทำให้คนไทยและความเป็นไทยอย่างสยามเก่ามีสถานะเหนือกว่าผู้คนและวัฒนธรรมจากต่างด้าวต่างแดน ยังสามารถสะท้อนให้เห็นได้จากการที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ โปรดให้จารึกวิทยาการความรู้และสุภาษิตคำสอนต่างๆ ไว้ที่วัดพระเชตุพนฯ เป็นภาษาไทย รวมถึงโปรดให้อาราธนากรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงพระนิพนธ์ “ปกรณ์” หรือตำราบาลีพุทธประวัติขึ้น (พ.ศ. 2368) จากนั้นทรงอาราธนาให้แปลพระนิพนธ์นั้นออกเป็นภาษาไทย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อเรื่องพระปฐมสมโพธิกถา อีกทั้งยังโปรดให้วชิรญาณ ภิกขุและพระสงฆ์ธรรมยุตแปลพระสูตรออกเป็นภาษาไทยด้วย
อำนาจของภาษาไทย
อาจกล่าวได้ว่าการดำเนินพระราชกรณียกิจทางวัฒนธรรม เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาการเมืองที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความมั่นคงของพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ โดยเฉพาะในแง่การทำให้ภาษาไทยมีสถานะเป็นบรรทัดฐานด้านการศึกษาสำหรับบุคคลผู้ประสงค์จะถวายตัวเข้าเป็นข้าราชการในราชสำนัก พร้อมทั้งกลายเป็นมาตรฐานในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ใหม่กว่า มีความเป็นเหตุเป็นผลมากกว่า เนื่องจากผ่านการตรวจสอบชำระแล้ว ในบริบทที่ชนชั้นนำสยามยังต้องพึ่งพาอาศัยชุมชนชาติพันธุ์เป็นฐานในการปกครองและการจัดเก็บผลประโยชน์ เพราะการทำให้คนไทยและความเป็นไทยอย่างสยามเก่ามีความเหนือกว่าคนต่างด้าวและความเป็นต่างแดนนี้ เอื้อประโยชน์แก่การปกครองประชากรที่มีอยู่อย่างหลากหลายและการจัดสรรอำนาจภายในหมู่ชนชั้นนำ
อย่างไรก็ตาม ความพยายามของชนชั้นนำสยามในการทำให้วัฒนธรรมต่างด้าว มีสถานะด้อยกว่าไม่ได้ครอบคลุมถึงกลุ่มคนจีนและวัฒนธรรมจีน เพราะทั้งคนจีนและวัฒนธรรมจีนเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นนำสยาม โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ที่มีพระราชนิยมในสถาปัตยกรรมจีนเป็นอย่างมาก
การเมืองของชนชั้นนำต้นรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 3 เต็มไปด้วยการสั่งสมอำนาจและบารมีแข่งขันกัน
สภาวะเช่นนี้ทำให้สถานะบนราชบัลลังก์ของรัชกาลที่ 3 สั่นคลอน
พระองค์จึงต้องดำเนินพระราชกรณียกิจทางวัฒนธรรมเพื่อเสริมสร้างความชอบธรรมบนราชบัลลังก์ ได้แก่
การซ่อมสร้างวัดวาอารามต่างๆ ในฐานะผู้มีความสามารถและบุญบารมีสูงส่ง เป็นผู้สนับสนุนพระพุทธศาสนา เป็นผู้นำพาพสกนิกรชาวสยามให้ข้ามพ้นสังสารวัฏ โดยเฉพาะวัด อรุณฯ และวัดโพธิ์, จารึก, จิตรกรรมฝาผนัง, ตำราเรียน, และตำราทางศาสนา
อำนาจนำพระนั่งเกล้าฯ: การเมืองวัฒนธรรมของชนชั้นนำต้นรัตนโกสินทร์
ปวีณา หมู่อุบล เขียน
สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่ 2 สิงหาคม 2567
ราคา 275 บาท
สั่งซื้อได้ที่ https://www.matichonbook.com

