หน้าแรก ประชาชื่น “ความเป็นไทย”...

“ความเป็นไทย” เหนือกว่าความเป็นอื่น

29.05.25 | 12:20 น.

ความเป็นไทย”
เหนือกว่าความเป็นอื่น

บางตอนจากหนังสือ
อำนาจนำพระนั่งเกล้าฯ
ของ ปวีณา หมู่อุบล

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว [พระบรมสาทิสลักษณ์โดย กมล ทองสุนทร จาก เส้นทางการค้าไทย (ที่ระลึกเนื่องในวันสถาปนากระทรวงพาณิชย์ ครบรอบ 80 ปี, 2543])

ปัญญาชนในเครือข่ายของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ไดพยายามสร้างความหมายของ “ความเป็นไทย” เพื่อกำหนดสถานภาพของคนชาติภาษาไทยและคนชาติภาษาอื่นๆ ที่กำลังมีบทบาททางเศรษฐกิจ การเมือง ตลอดจนวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น

โดยพระราชกรณียกิจทางวัฒนธรรมของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ จึงมีจุุดมุ่งหมายสำคัญประการหนึงคือ เพื่อการนิยามความหมาย “คนไทย” และอัตลักษณ์ “ความเป็นไทยอย่างสยามเก่า” ให้มีความ “เหนือกว่า” คนชาติพันธุ์อื่

Advertisement

นานา “ชาติภาษา” ในนางนพมาศ

วรรณกรรมเรื่องนางนพมาศหรือตำรับท้าวศรีจุุฬาลักษณ์ สะท้อนให้เห็นภููมิทัศน์ของสังคมต้นรัตนโกสินทร์ที่มีความแตกต่างภายในสููง มีความหลากหลายของกลุ่มคนซึ่งถููก “สมมุุติเรียก (เป็น) ชาติภาษาต่างๆ ให้พิสดารตามสติปัญญา” และสะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศ “โลกาภิวัตน์ทางการค้า” ส่งผลให้กรุงรัตนโกสินทร์มั่งคั่งไปดวย “สมณชี พราหมณ์ชนประชาชายหญิง หมู่ลููกค้าพาณิช จีนจามแขกฝรัง อเนกนานาประเทศภาษาต่างๆ”

โดยสังคมพหุวัฒนธรรมเช่นนี้แสดงถึงขอบเขตพระราชานุุภาพและน้ำพระราชหฤทัยที่กว้างใหญไพศาลของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ กลาวคือ เรื่องนางนพมาศได้ให้ภาพความหลากหลายในทำนองว่าคนต่างชาติภาษาและต่างวัฒนธรรมล้วนดำรงอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุุขภายใต้พระบรมโพธิสมภาร กระนั้น เมือพิจารณาจาก ทัศนะของชนชันนำสยามในชวงเวลานั้นจะเหนไดาความหลากหลายทีปรากฏอยูในเรืองนางนพมาศไมไดดำรงอยูในสังคมอย่างเสมอหน้ากัน

ผู้ปกครองสยามมักมองวาวัฒนธรรมและภููมิปัญญาตามแบบอยางสยามมีความเหนือกว่าวัฒนธรรมและภููมญญาของคนกลุ่มอืนๆ ม้ต่ในทางพุุทธศาสนาซึงเป็ที่นัถือรวมกนทังทวีปเอเชียอาคเนยรือภายในสังคมพระภิกษุก็มีการจดลำดับความสููงต่ในเชิงวฒนธรรม ยกตัวอย่างเช่น

พุทธศาสนาแบบไทย

รื่องลกษณะความงามของพระพุุทธรููป ดงจะเห็นได้จากเนือความในพระราชปจฉาขอหนึงทีพระบาทสมเด็จพระนั่เกล้าฯ ทรงมีอหมูพระสงฆชันผูใหญเปนทำนองวา พระพุุทธรููปที่มีพุุทธศิป์ตามแบบอย่างสยามนั้มีความงาม ขณะที“พระบาง” พระพุุทธรููปซึงถููกเคลือนย้ายมาจากเมองเวยงจนทนภายหลงการปราบปรามเจ้าอนุุวงศ์นันมี “พุุทธลกษณวิลาศ (แต) ก็มิไดงามบริบููรณไมควรอัญเชิญเขาประดษฐานภายในพระอุุโบสถวดพระศรีรัตนศาสดาราม เพราะจะทำให้ ไม่จำเริญพระเนตร อีกทั้ง ไมเฉลิมพระราชศรัทธา

หรือการที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ มีพระราชกำหนดให้สึกพระภิกษุจากหัวเมืองลาวแล้วให้อุปสมบทใหม่ ด้วยถือว่าการอุปสมบทของพระภิกษุลาวเป็นโทษเพราะอักรวิบัติ อันอาจมองได้ว่าเป็นการทำให้พระภิกษุลาวมีอายุพรรษาด้อยกว่าพระภิกษุไทย มีสถานภาพทางวัฒนธรรมที่ด้อยกว่า เพื่อให้พระภิกษุลาวยอมรับอำนาจและง่ายต่อการปกครอง

เจ้าพระยาบดินเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ขุนพลคู่พระทัยและหนึ่งเครือข่ายทางพระราชอำนาจ คนสำคัญของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
[ภาพจาก บุนนาค พยัคฆเดช, ประวัติเจ้าพระยา บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุห นายก (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์กรมยุทธศึกษาทหารบก, 2518)]

อนึ่ง การมองวัฒนธรรมต่างด้าวว่ามีสถานะด้อยกว่า โดยเฉพาะวัฒนธรรมลาวยังคงมีสืบเนื่องเรื่อยมาจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังจะเห็นได้ว่าที่บรรดาข้าราชการจำนวนหนึ่งพากันเข้าชื่อทำเรื่องทูลเกล้าฯ ถวายความเห็นว่าควรส่ง พระเสริม พระไสย พระสุก และพระแทรกคำ กลับไปประดิษฐานยังเมืองลาว เพราะพระพุทธรูปเหล่านี้เป็นของบ้านร้างเมืองร้างมักมีปิศาจสิงสู่ หรือที่ลาวเรียกว่า พุทธยักษ์ จึงนำมาซึ่งภัยพิบัติทั้งฝนแล้งและความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ

ความเป็นไทยไม่เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม ความเป็นไทย ที่ก่อรูปร่างขึ้นในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ หรือที่เรียกได้ว่าความเป็นไทยอย่างสยามเก่านั้น มุ่งทำให้ คนไทย ซึ่งหมายถึงคนที่ใช้ภาษาไทยมีความเหนือกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ที่ดำรงอยู่ในสังคมเดียวกัน และให้ ความสำคัญแก่การทำให้พระมหากษัตริย์ไทย (อันหมายถึงพระบาทสมเด็จพระ นั่งเกล้าฯ) ทรงมีสถานะเป็น ธรรมิกราชาธิราช แตกต่างจากความเป็นไทยในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งให้ความสำคัญกับการตกแต่งนิสัยใจคอประชากรทุกหมู่เหล่าให้สำนึกในเอกภาพของชาติภายใต้การปกครองของพระมหากษัตริย์และพุทธศาสนา

นอกจากนี้ ความเป็นไทยอย่างสยามเก่ายังมิได้มุ่งจะทำให้ความหลากหลายของผู้คนในสังคมเลื่อนละลายหายไป เพราะชนชั้นนำในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ยังอาศัยระบบไพร่ที่ประกอบขึ้นด้วยชุมชนชาติพันธุ์ต่างๆ

ดังนั้น ความเป็นไทยในสมัยนี้คือ การเสริมสร้างพระราชอำนาจนำทางวัฒนธรรมของพระเจ้าแผ่นดิน ไม่ใช่เพื่อการรวมชาติอย่างเช่นความเป็นไทยในสมัยต่อมา อีกทั้งความเป็นไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ไม่มีจุดมุ่งเน้นที่จะกลืน ความเป็นต่างด้าว เพราะพระองค์ทรงส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมผ่านการวางพระองค์เป็นจักรพรรดิราช และธรรมิกราชาธิราชของคนทุกชาติ ทรงสงเคราะห์คนกลุ่มต่างๆ และการพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค คตินี้ปรากชัดเจนเมื่อพระองค์พระราชทานนามวัดสามปลื้มว่า จักรวรรดิราชาวาส และทรงสนับสนุนการซ่อมสร้างวัดวาอารามและวัตถุในพระพุทธศาสา ทรงส่งเสริมการศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมของภิกษุสามเณร ขยายขอบเขตโรงทาน พระราชทานข้าวให้นายเรือสำเภาซึ่งเดินทางไปค้าขายนำไปแจกจ่ายแก่คนยากจนในเมืองจีน และโปรดให้ราษฎรถวายฎีการ้องทุกข์โดยจัดให้ตั้งกลองวินิจฉัยเรีไว้ที่หน้าพระบรมมหาราชวัง

กล่าวได้ว่า การนิยามความหมายและให้ความสำคัญแก่ ความเป็นไทย ในระยะเปลี่ยนผ่านมีจุดมุ่งเน้นให้ประากรทุกชั้นทุกชาติภาษามีสำนึกน้อมรับพระบรม เดชานุภาพและพระราชอาญาสิทธิ์ขององค์พระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เป็นสำคัญ)

แตกต่างจากการนิยามความหมายของความเป็นไทยในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มุ่งเน้นการตกแต่งนิสัยใจคอให้ประชากรทุกเหล่าหมู่ มีสำนึกในความเป็นเอกภาพของชาติ

ทั้งนี้เพราะความเป็นไทยอย่างสยามเก่าได้รับการสถาปนาขึ้นในบริบทที่เชื้อชาติไม่ใช่กฎเกณฑ์ในการแบ่งแยกตนเองออกจากผู้อื่น หรือแบ่งพวกเราออกจากพวกเขา

ดังนั้น ชาติ จึงไม่ถือเป็นจุดมุ่งเน้นสำคัญของความเป็นไทยอย่างสยามเก่า หากแต่เป็นการเสริมสร้างความอบธรรมทางการเมืองและธำรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจนำของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ โดยตระหนักถึงการดำรงอยู่ของวัฒนธรรมอันหลากหลาย เนื่องจากความหลากหลายนั้นมีความจำเป็นต่อการปกครองอาณาประชาราษฎรซึ่งอาศัยอยู่ร่วมกันใน ชุมชนชาติพันธุ์

แบบเรียนเพื่อความเป็นไทย

ถึงกระนั้น ราชสำนักสยามก็พยายามสร้างความหมายของ คนไทยและ ความเป็นไทยอย่างสยามเก่า ให้เหนือกว่าผู้คนต่างด้าวและวัฒนธรรมต่างแดน ซึ่งเห็นได้จากปรากฏการณ์ความตื่นตัวเรื่องคน อ่านออกเขียนได้ ในหมู่ชนชั้นนำสยาม การพัฒนาแบบเรียน การแต่งแบบเรียนใหม่ และการพัฒนาครูผู้สอน (พระภิกษ)

อย่างไรก็ตาม เมื่อสำรวจเนื้อความที่ปรากฏอยู่ในแบบเรียนสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ มีข้อสังเกตอีกประการหนึ่งว่า แบบเรียนมิได้ช้เรียนกันแต่เฉพาะบรรดากุลบุตรกุลธิดาของบรรดาชนชั้นนำสยามเท่านั้น หากแต่หมายรวมไปถึงลูกหลานของ มูลนายจากประเทศราชซึ่งถูกส่งมาศึกษาเล่าเรียนในกรุงเทพฯ ในฐานะตัวประกันด้วย

ภาพชาวต่างชาติต่างภาษาที่ประตูหน้าบานกลางของพระวิหารทิศ (เหนือ) ภายในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม 

[ภาพจาก กาญจนาคพันธุ์, ภูมิศาสตร์วัดโพธิ์ (กรุงเทพฯ : สาส์นสวรรค์, 2509)

ภาพชาวต่างชาติต่างภาษาที่ประตูหน้าบานกลางของพระวิหารทิศ (ตะวันตก) ภายในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

 [ภาพจาก กาญจนาคพันธุ์, ภูมิศาสตร์วัดโพธิ์ (กรุงเทพฯ : สาส์นสวรรค์, 2509

ทั้งนี้เพราะมีการกล่าวถึงคนต่างชาติพันธุ์ในแบบเรียน ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องประถม ก กา ที่กล่าวว่า คนญวนเขมรมอญ อยู่นครพันแสนหมื่น และ ทวายมอญลาว ไว้ผมยาวๆ ต้องเกล้าผมมวย เปรียบเสมือนการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายของผู้คนในสังคมผ่านสื่อชนิดอื่นๆ ด้วย มิใช่เพียงแต่ที่ปรากอยู่ในวัดพระเชตุพนฯ เท่านั้น

ขณะเดียวกันก็อาจกล่าวได้ในอีกทางหนึ่งว่า การพัฒนาหรือแต่งแบบเรียนขึ้นใหม่นี้เป็นการพยายามทำให้อัตลักษณ์คนไทยมีสถานะเหนือกว่าคนต่างด้าว โดยเฉพาะคนต่างด้าวกลุ่มลาว มอญ และเขมร ซึ่งเป็นคนกลุ่มที่ชนชั้นนำสยามในช่วงขณะนั้นมองว่ามีสถานะด้อยกว่า

นอกเหนือไปจากการพัฒนาและแต่งแบบเรียนใหม่แล้ว ความพยายามในการทำให้คนไทยและความเป็นไทยอย่างสยามเก่ามีสถานะเหนือกว่าผู้คนและวัฒนธรรมจากต่างด้าวต่างแดน ยังสามารถสะท้อนให้เห็นได้จากการที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ โปรดให้จารึกวิทยาการความรู้และสุภาษิตคำสอนต่างๆ ไว้ที่วัดพระเชตุพนฯ เป็นภาษาไทย รวมถึงโปรดให้อาราธนากรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงพระนิพนธ์ ปกรณ์ หรือตำราบาลีพุทธประวัติขึ้น (.. 2368) จากนั้นทรงอาราธนาให้แปลพระนิพนธ์นั้นออกเป็นภาษาไทย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อเรื่องพระปฐมสมโพธิกา อีกทั้งยังโปรดให้วชิรญาณ ภิกขุและพระสงฆ์ธรรมยุตแปลพระสูตรออกเป็นภาษาไทยด้วย

อำนาจของภาษาไทย

อาจกล่าวได้ว่าการดำเนินพระราชกรณียกิจทางวัฒนธรรม เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาการเมืองที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความมั่นคงของพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ โดยเฉพาะในแง่การทำให้ภาษาไทยมีสถานะเป็นบรรทัดฐานด้านการศึกษาสำหรับบุคคลผู้ประสงค์จะถวายตัวเข้าเป็นข้าราชการในราชสำนัก พร้อมทั้งกลายเป็นมาตรฐานในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ใหม่กว่า มีความเป็นเหตุเป็นผลมากกว่า เนื่องจากผ่านการตรวจสอบชำระแล้ว ในบริบทที่ชนชั้นนำสยามยังต้องพึ่งพาอาศัยชุมชนชาติพันธุ์เป็นฐานในการปกครองและการจัดเก็บผลประโยชน์ เพราะการทำให้คนไทยและความเป็นไทยอย่างสยามเก่ามีความเหนือกว่าคนต่างด้าวและความเป็นต่างแดนนี้ เอื้อประโยชน์แก่การปกครองประากรที่มีอยู่อย่างหลากหลายและการจัดสรรอำนาจภายในหมู่ชนชั้นนำ

อย่างไรก็ตาม ความพยายามของชนชั้นนำสยามในการทำให้วัฒนธรรมต่างด้าว มีสถานะด้อยกว่าไม่ได้ครอบคลุมถึงกลุ่มคนจีนและวัฒนธรรมจีน เพราะทั้งคนจีนและวัฒนธรรมจีนเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นนำสยาม โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ที่มีพระราชนิยมในสถาปัตยกรรมจีนเป็นอย่างมาก


การเมืองของชนชั้นนำต้นรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 3 เต็มไปด้วยการสั่งสมอำนาจและบารมีแข่งขันกัน

สภาวะเช่นนี้ทำให้สถานะบนราชบัลลังก์ของรัชกาลที่ 3 สั่นคลอน

พระองค์จึงต้องดำเนินพระราชกรณียกิจทางวัฒนธรรมเพื่อเสริมสร้างความชอบธรรมบนราชบัลลังก์ ได้แก่

การซ่อมสร้างวัดวาอารามต่างๆ ในฐานะผู้มีความสามารถและบุญบารมีสูงส่ง เป็นผู้สนับสนุนพระพุทธศาสนา เป็นผู้นำพาพสกนิกรชาวสยามให้ข้ามพ้นสังสารวัฏ โดยเฉพาะวัด อรุณฯ และวัดโพธิ์, จารึก, จิตกรรมฝาผนัง, ตำราเรียน, และตำราทางศาสนา

อำนาจนำพระนั่งเกล้าฯ: การเมืองวัฒนธรรมของชนชั้นนำต้นรัตนโกสินทร์

ปวีณา หมู่อุบลขียน

สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่ 2 สิงหาคม 2567

ราคา 275 บาท

สั่งซื้อได้ที่ https://www.matichonbook.com