‘งานราชทัณฑ์’หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475
พ.ศ.2475 นอกจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็น “ระบอบประชาธิปไตย” แล้ว การบริหารประเทศด้านต่างๆ ก็มีแนวคิดและการดำเนินการที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หนึ่งในนั้นคือ “งานราชทัณฑ์”
แล้วงานราชทัณฑ์เกิดการเปลี่ยนแปลงแค่ไหน
เรื่องนี้ ผศ.ดร.ศรัญญู เทพสงเคราะห์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ในบทความชื่อ “การปฏิรูปงานราชทัณฑ์สมัยคณะราษฎร พ.ศ.2475-2479” ตีพิมพ์ในนิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนมิถุนายน 2568 นี้
ที่ผู้เขียน (ผศ.ดร.ศรัญญู เทพสงเคราะห์) ไล่เรียงงานของราชทัณฑ์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการนำแนวคิดและการลงทัณฑ์สมัยใหม่แบบอาณานิคมมาปรับใช้ในสยาม มีการสร้างคุกต้นแบบ, ปรับปรุงการคุมขังนักโทษ ฯลฯ โดยเริ่มต้นจากในกรุงเทพฯ และต่อมาขยายไปสู่หัวเมือง ราชทัณฑ์เริ่มมีแบบแผนในการลงทัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับจากชาติตะวันตก
แต่พื้นฐานการลงทัณฑ์ผู้กระทำผิดก็ยังเป็นไปตามสถานะและลำดับชั้นทางสังคมที่ไม่เท่าเทียมกัน ภายใต้โครงสร้างสังคมแบบศักดินา เพราะผู้ปกครองและเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์มีทรรศนะว่านักโทษคือผู้ร้ายที่ต้องลงทัณฑ์ให้สมกับความผิดที่กระทำ
หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 รัฐบาลระบอบประชาธิปไตยเปลี่ยนมุมมองต่อการก่ออาชญากรรมว่า มิใช่เป็นความผิดต่อปัจเจกบุคคลหรือผู้มีอำนาจรัฐ แต่ยังเป็นความผิดต่อสังคม เพราะมันเป็นการคุกคามความสงบสุขและศีลธรรมในสังคม การลงทัณฑ์จึงมุ่งชดใช้การกระทำผิดต่อสังคม การฟื้นฟูผู้ทำผิดให้เป็นพลเมืองดี การปกป้องสังคมด้วยการควบคุมบุคคลที่เป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อย
ดังนั้นรัฐบาลคณะราษฎรจึงตั้ง “กรมราชทัณฑ์” ขึ้นใหม่อีกครั้งใน พ.ศ.2476 (พ.ศ.2469 เคยยุบกรมราชทัณฑ์ เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ)

กรมราชทัณฑ์ สมัยคณะราษฎร มีการจัดตั้ง 3 หน่วยงานใหม่ในส่วนกลางของกรม ได้แก่ 1.แผนกทะเบียนสถิติ รวบรวมข้อมูลนักโทษและข้อมูลการควบคุมนักโทษตามเรือนจำต่างๆ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการบริหารงานเรือนจำให้มีประสิทธิภาพ 2.กองผลประโยชน์ สำหรับควบคุมการผลิตที่อาศัยแรงงานนักโทษให้เกิดประโยชน์ในแง่เศรษฐกิจ มิใช่บังคับให้ทำงานเพื่อลงโทษเพียงอย่างเดียว 3.กองทัณฑวิทยา ควบคุมงานราชทัณฑ์ให้เป็นไปตามหลักวิชาอาชญาวิทยาสมัยใหม่
นอกจากนี้ แกนนำสำคัญของคณะราษฎรอย่าง ปรีดี พนมยงค์ ยังผลักดันให้ข้าราชการรุ่นใหม่ ทั้งนักกฎหมายและนักปกครอง ต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับอาชญาวิทยา ส่งผลให้มีการจัดการเรียนการสอนความรู้เหล่านี้ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง โดยมีพระสารสาสน์ประพันธ์, ศาสตราจารย์ เอช. เอกูต์, ม.จ.สกลวรรณากร วรวรรณ และบรรยง มกราภิรมย์ เป็นผู้บรรยายเผยแพร่องค์ความรู้อาชญาวิทยาและทัณฑวิทยาสมัยใหม่

ต่อมา พ.ศ.2480 กรมราชทัณฑ์จึงตั้ง “โรงเรียนผู้คุม” ที่เรือนจำบางขวาง ซึ่งเป็นหลักสูตร 1 ปี ในการเรียนและฝึกหัดเป็นผู้คุม ผู้จบหลักสูตรนี้จะบรรจุเป็นข้าราชการชั้นจัตวา ช่วงปี พ.ศ.2483-2486 กรมราชทัณฑ์ได้ปรับปรุงโรงเรียนผู้คุมเป็น “โรงเรียนข้าราชการฝ่ายราชทัณฑ์” ในฐานะสถาบันอบรมวิชาการราชทัณฑ์ เพื่อยกระดับความสามารถของเจ้าพนักงานเรือนจำให้ปฏิบัติงานได้อย่างมีมาตรฐานแบบอารยะ
หมุดหมาย 2 เกิดขึ้นใน พ.ศ.2479 รัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ได้ประกาศใช้กฎหมายเกี่ยวกับกิจการราชทัณฑ์ 3 ฉบับ ที่ครอบคลุมการควบคุมนักโทษในเรือนจำ, เด็กที่กระทำผิดในโรงเรียนดัดสันดาน และผู้กระทำผิดซ้ำในนิคมฝึกอาชีพ

นั่นเป็นการขยายขอบเขตงานราชทัณฑ์ของไทยออกไปมากกว่าการควบคุมนักโทษ
นอกจากนี้ยังสร้างวินัยแก่กลุ่มบุคคลข้างต้น เพื่อแก้ไขพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อสังคมให้เป็นพลเมืองดี ผ่าน 3 เครื่องมือ คือ 1.เรือนจำ 2.โรงเรียนฝึกอาชีพ 3.นิคมฝึกอาชีพ
เรือนจำ ในระบอบใหม่ ใช้แนวคิดอาชญาวิทยามาฟื้นฟูผู้กระทำผิด ในการดำเนินชีวิตใหม่ การกลับมาเป็นพลเมืองดีตามหลักวิชา เพื่อความสงบสุขของสังคม ซึ่งต่างจากแนวคิดงานเรือนจำสมัยระบอบเก่าที่การจองจำผู้ร้ายออกจากสังคมและลงทัณฑ์เพื่อแก้แค้น

บรรยง มกราภิรมย์ หัวหน้ากองทัณฑวิทยา ผู้แทนกระทรวงมหาดไทยที่มีบทบาทสำคัญในการเสนอความเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา แสดงความเห็นว่า “เรือนจำไม่ใช่หลุมฝังศพ” งานเรือนจำควรมีความเป็นมนุษยธรรมมากขึ้น เช่น ยกเลิกการลงโทษผู้ต้องขังด้วยวิธีการโบย, การเปลี่ยนวิธีลงโทษคนจรจัดจากเดิมที่เนรเทศไปต่างหัวเมืองตามยถากรรมเป็นการส่งตัวไปนิคมฝึกอาชีพเพื่อสร้างโอกาสให้เป็นพลเมืองดีประกอบอาชีพสุจริต
กฎหมายราชทัณฑ์สมัยคณะราษฎรยังกำหนดให้มีการพักการลงโทษ, การปล่อยนักโทษก่อนครบกำหนดโทษตามคำพิพากษา ซึ่งเป็นวิธีการใหม่ที่ส่งเสริมวินัยเชิงบวกแก่นักโทษและลดความแออัดในเรือนจำ โดยแนวคิดการพักการลงโทษนั้นแตกต่างจากการพระราชทานอภัยโทษแก่นักโทษ ซึ่งเป็นพระราชอำนาจของกษัตริย์ตามประเพณีผ่านการแสดงความเมตตาแก่ผู้กระทำผิดอาญาด้วยการปล่อยตัวหรือลดโทษในโอกาสต่างๆ

โรงเรียนฝึกอาชีพ เป็นสถานที่อบรมและฟื้นฟูพฤติกรรมเด็กที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่ตามท้องถนน, แหล่งอบายมุข ฯลฯ ส่วนหนึ่งเรียนรู้และมีความคิดว่าการทำผิดกฎหมายเป็นเรื่องปกติ ทำให้เด็กทำผิดซ้ำจนติดเป็นนิสัย โดยเน้นการอบรมปรับเปลี่ยนนิสัยควบคู่กับการฝึกอาชีพเพื่อให้เด็กเป็นแรงงานทางเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งแตกต่างจาก “โรงเรียนดัดสันดาน” สังกัดกรมตำรวจ ที่เน้นการควบคุมเด็กมากกว่าการอบรม
นิคมฝึกอาชีพ เดิมรัฐจำแนกคนต้องโทษอยู่ในกลุ่มเดียวกับคนจรจัด ซึ่งคุกคามต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง จากการโจรกรรมทรัพย์สินและไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และแก้ปัญหากลุ่มบุคคลดังกล่าวโดยส่งตัวไป “ดัดสันดาน” ที่ต่างหัวเมือง แต่กลับสร้างความยุ่งยากวุ่นวายแก่ผู้คนในหัวเมืองนั้นๆ และทำให้ท้องถิ่นห่างไกลเต็มไปด้วยโจรผู้ร้าย

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง สภาผู้แทนราษฎรสะท้อนปัญหาการส่งผู้ร้ายอยู่ตามหัวเมือง เปลี่ยนเป็นการส่งบุคคลที่ประพฤติชั่วและไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งไปอยู่ในความอารักขาของเจ้าพนักงานในพื้นที่จำกัด เพื่อปรับปรุงนิสัยและอบรมความรู้ในการประกอบอาชีพ ที่เรียกว่า “นิคมฝึกอาชีพ”
งานราชทัณฑ์ที่รัฐบาลคณะราษฎรพยายามเปลี่ยนแปลงที่กล่าวมานี้เป็นเพียงบางส่วนที่ผู้เขียน (ศรัญญู เทพสงเคราะห์) ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ รัฐบาลคณะราษฎรสามารถปฏิรูปงานราชทัณฑ์ได้เพียงใด เรื่องใดมีการคัดค้านจนไม่สามารถไปต่อ ทั้งหมดนี้ขอได้โปรดติดตามใน “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนมิถุนายนนี้
วิภา จิรภาไพศาล
[email protected]

