หน้าแรก ประชาชื่น 75 ปีไทย-กัมพ...

75 ปีไทย-กัมพูชา เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ‘ตุลย์ ไตรโสรัส’ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ สมานรอยร้าวข้ามพรมแดน สู่‘จุดเชื่อมความร่วมมือ’

1.06.25 | 12:53 น.
75 ปีไทย-กัมพูชา เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ‘ตุลย์ ไตรโสรัส’ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ สมานรอยร้าวข้ามพรมแดน สู่‘จุดเชื่อมความร่วมมือ’

75 ปีไทย-กัมพูชา เราเป็นครอบครัวเดียวกัน
‘ตุลย์ ไตรโสรัส’
เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ
สมานรอยร้าวข้ามพรมแดน สู่‘จุดเชื่อมความร่วมมือ’

อุณหภูมิความคุกรุ่นบริเวณชายแดน ในห้วงเวลานี้

อาจเป็นจุดทดสอบความสัมพันธ์อันดี ที่ไทยและกัมพูชามีต่อกันมาอย่างยาวนานในไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์

ตอกย้ำบทบาทสำคัญของ ‘บทสนทนา’ อันละเอียดอ่อนเปราะบางระหว่างเพื่อนบ้าน ที่จำต้องอาศัยการเปิดใจคุยกันด้วยความอดกลั้น เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน เพราะในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงองค์ประกอบทางกองกำลัง หากแต่ยังมีความสัมพันธ์ และผลประโยชน์ที่ทับซ้อนกันหลายเลเยอร์

สถานการณ์ ‘ช่องบก’ ที่ยังไม่เคลียร์คัตถึงเส้นแบ่งที่แน่ชัดระหว่างพรมแดน จึงไม่ต่างจากเชื้อปลายขี้เถ้าที่ยังไม่มอดดับ พร้อมปะทุได้ทุกวินาทีหากไร้ซึ่งผู้ประคับประคองด้วยสติและความรอบคอบ

Advertisement

ท่ามกลางหลายกระแสที่พัดโหมบนโซเชียล ยังมีหนึ่งในกลไกสำคัญที่พยายามบาลานซ์สถานการณ์ด้วยท่าทีสุขุม ลดแรงสะเทือนจากปัจจัยภายนอกและภายใน ให้ไม่กระเทือนต่อภาพรวมความร่วมมือที่กำลังประกอบร่างและสร้างอิมแพกต์ที่ใหญ่กว่า

เพราะหมายถึง ‘ปากท้อง’ และความอยู่รอดของประชาชนทั้งสองชาติ..

“ความเป็นเพื่อนกัน ผมว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เราก็ยกหูคุยกันได้ การรักษาความสัมพันธ์อันดี มีความใกล้ชิดกัน จะช่วยประคับประคองรักษา เสริมสร้างความสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี และต้องต่อสายตรงได้อย่างรวดเร็วด้วย ต้องเสริมสร้างตรงนี้ไปเรื่อยๆ ให้แข็งแกร่งและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น”

เสียงของ ตุลย์ ไตรโสรัส เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ หนึ่งในผู้ที่ก้าวขึ้นมากล่อมคลื่นให้สงบ ด้วยท่าทีละมุนละม่อม น้ำเสียงนุ่มนวล

ผู้ซึ่งไม่เพียงเป็นนักการทูตมืออาชีพตามตำรา แต่ยังเป็นนักฟัง นักประสาน นักวางรากฐาน มีบทบาทต่อความร่วมมือทวิภาคีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง

ไม่ใช่มือใหม่ในเวทีอาเซียน ก่อนหน้านี้ ‘ตุลย์’ เคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ที่พลิกบทบาทความร่วมมือในระดับรากหญ้าอย่างแนบเนียน ด้วยการสานสัมพันธ์ทางการศึกษา วัฒนธรรม และโครงการพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่

หลังได้รับการแต่งตั้งเมื่อปลายปี 2567 เริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2568 ‘ตุลย์ ไตรโสรัส’ เดินทางเข้ายื่นพระราชสาส์นตราตั้งต่อสมเด็จฯฮุน เซน รักษาการประมุขแห่งรัฐกัมพูชา ณ พระราชวังวุฒิสภา เข้าหารือกับนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต และประธานรัฐสภา ในเดือนถัดมา

ไม่เพียงการเยี่ยมคารวะ แต่คือการปูพรมความร่วมมือไทย-กัมพูชาในมิติที่ลึกขึ้นยิ่งกว่า นั่นคือการเบี่ยงโฟกัสจากความขัดแย้ง ไปสู่ด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน อันเป็นการวางเสาเอก ให้พื้นที่ชายแดนกลายเป็น ‘จุดเชื่อมความร่วมมือ’ ไม่ใช่จุดขัดแย้ง

ก่อรูปความสัมพันธ์ด้วยความรอบคอบ ค่อยๆ ถักทอกระบวนการทางความร่วมมือเชิงนโยบาย ประสานภาพใหญ่ของความร่วมมือทีละชิ้น ด้วยเชี่ยวชาญภาพกว้างของปัญหาในภูมิภาค จากประสบการณ์ที่อัดแน่น

แน่นอนว่า การสื่อสารในพื้นที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ เป็นส่วนสำคัญที่ทูตท่านนี้มองขาด จึงส่งเสริมความสัมพันธ์ไม่เพียงระดับรัฐ แต่ยังครอบคลุมถึงระดับสื่อ และประชาชนของทั้งสองชาติ

ไม่นานมานี้เปิดประตูต้อนรับ คณะสื่อมวลชนไทย เดินทางเยี่ยมเยือนกัมพูชา ภายใต้โครงการเสริมสร้างองค์ความรู้ “ความมั่นคงและผลประโยชน์ร่วมเพื่อประชาชน” สะท้อนแนวคิดการทูตแบบมีส่วนร่วม ที่ไม่จบแค่การหารือในห้องประชุม แต่ยังพาลงไปสัมผัสและเข้าใจบริบทจริงในพื้นที่

พร้อมเลี้ยงต้อนรับด้วยเมนูไทยผสมผสานแขมร์ เสิร์ฟไอศกรีมพริกไทยขึ้นชื่อจาก กำปอต ที่ดังระดับโลก

มากกว่า MOU 7 ฉบับที่นายกฯทั้งสองลงนามร่วมกัน ยังมีเวที ‘อาเซียนซัมมิท’ เขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ชายแดน ที่กำลังจะเชื่อมร้อยด้านการลงทุน ท่องเที่ยวและความมั่นคงระหว่างประชาชนทั้งสองฝั่ง ยังไม่นับการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) อันเป็นเวทีสำคัญในการถกปัญหาชายแดน ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์

ในยามที่เส้นพรมแดนอาจสั่นไหว การมีเอกอัครราชทูต และทีมเลขานุการ ที่ทำงานหลังบ้านอย่างหนัก เป็นอีกหนึ่งคีย์แมนคนสำคัญ ที่ช่วยเจือจางอคติระหว่างกัน และสร้างความเข้าใจบริบทข้ามพรมแดนได้ทั้งทางการเมืองและทางความรู้สึก จะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่เติมเต็มภาพคำว่า ‘เพื่อนบ้าน’ ให้ไม่ใช่เพียงนามธรรม แต่เป็นกัลยาณมิตรที่วางใจต่อกัน

บรรทัดนับจากนี้ คือบทสนทนาและภาพความร่วมมือล่าสุด ที่ต่างมองไปในทิศทางเดียวกัน คือมุ่งมั่นสร้างความร่วมมืออย่างรอบด้าน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งภูมิภาค เป็นสำคัญ

สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ และมูลนิธิไทย นำคณะสื่อมวลชนไทยเข้าเยี่ยมคารวะและหารือถึงสถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา

⦁ภาพรวมสถานการณ์การค้าระหว่างไทย-กัมพูชาในตอนนี้ ทราบมาว่าสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา?

โอกาสการค้าการลงทุนในกัมพูชาถือว่าน่าจับตา ปีที่แล้ว (2567) มีการค้าระหว่างกันกว่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับว่าสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา

สินค้าหลักๆ จะเป็นสินค้าอุปโภค บริโภค อาหารต่างๆ วัสดุก่อสร้างก็เยอะ ส่วนของ ‘การลงทุนของไทย’ เป็นอันดับ 4 ของประเทศต่างๆ ที่มาลงทุนในกัมพูชา ลงทุนเยอะมากทั้งในเรื่องซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ มีทั้งบิ๊กซี แม็คโคร เซเว่น
อีเลฟเว่น 120 แห่งทั่วทั้งประเทศเลย รวมถึงมีปั๊มน้ำมันอย่าง ปตท. 186 แห่ง คาเฟ่อเมซอน 154 แห่ง รวมถึงคาเฟ่อเมซอน
คอนเซ็ปต์สโตร์แห่งแรกด้วยเช่นกัน ทางด้าน SCG Group ก็มีโรงงานปูนซีเมนต์ และโรงงานทำท่อ PVC ซึ่งจะเปิดภายในปีนี้ด้วย
ในส่วนของโรงพยาบาล มีโรงพยาบาลรอยัลพนมเปญ ในเครือ รพ.กรุงเทพฯ และคลินิกอีกหลายแห่ง ตลอดจนสินค้าในเรื่อง Health & Wellness ก็เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก ด้าน ‘ธุรกิจโรงแรม’ มาลงทุนหลายโรงเหมือนกัน ทั้งโซฟิเทล, เลอเมอริเดียน เป็นต้น สายการบินมีทั้งการบินไทย และบางกอกแอร์เวย์ส

ซึ่งนับว่ายังมีโอกาสในการลงทุนอีกมาก ที่จะเปิดก็ยังมีโรงงานทำเครื่องดื่มชูกำลัง โอกาสในเรื่องของอุตสาหกรรมเกษตร และเกษตรแปรรูป เรียกได้ว่ามีโอกาสอย่างมาก กัมพูชาผลิตได้ดีมาก คือมะม่วงหิมพานต์ มะม่วง ทุเรียน เป็นโอกาสในการทำโรงงานทุเรียนกรอบ มะม่วงแห้ง หรือแม้แต่ข้าวโพด ก็ผลิตได้ดีมากเช่นกันเนื่องจากมี ‘โตนเลสาบ’ ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค

ปีนี้ครบ 75 ปี ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ยิ่งเป็นโอกาสที่จะขยายโอกาสทางธุรกิจได้อีกมาก เพื่อรับกับปีฉลองความสัมพันธ์ ทางรัฐบาลกัมพูชาเอง ก็ได้โปรโมตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 จังหวัด คือ กระแจะ สตึงเตร็ง รัตนคีรี และมณฑลคีรี มีการยกเว้นภาษี 12 ปี อากรนำเข้าเครื่องจักร เป็นสิ่งที่รัฐบาลกัมพูชาโปรโมต แล้วเราก็กำลังจะจัดเป็น Business Delegation นำภาคธุรกิจไปลงพื้นที่ ดูลู่ทางในการค้าการลงทุนระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น

ด้าน ‘การท่องเที่ยว’ ก็ดีมาก ปีที่แล้วนักท่องเที่ยวไทยมาที่นี่มากเป็นอันดับ 1 นักท่องเที่ยวทั้ง 2 ขา ราว 2.6 ล้านคน เป็นโอกาสในการขยายความร่วมมือและจำนวนนักท่องเที่ยวให้มากขึ้นอีก ภายใต้ธีม ‘Two Kingdoms, One Destination’ โปรโมตการท่องเที่ยวร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวจากประเทศที่สาม มาเยือนกัมพูชา แล้วมาเที่ยวต่อที่ไทย หรือมาไทย ก็ไปต่อที่กัมพูชา โดยมีการเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านถนน ราง เรือ รวมถึงเชื่อมโยงเที่ยวบินตรง เช่น เสียมราฐ-ภูเก็ต เสียมราฐ-สมุย เสียมราฐ-เชียงใหม่ หรือมาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่ว่าจะเป็น ทางบุรีรัมย์ นครพนม อุบลฯ อุดรฯ ไปทางเวียดนาม คนก็มาทางนี้ด้วยเหมือนกัน หรือสีหนุวิลล์ ไปทางสมุย ภูเก็ตก็ได้

ทางถนน ก็มีความร่วมมืออยู่ในกรอบของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ที่ช่วยพัฒนาสะพาน ปรับปรุงถนนให้ดียิ่งขึ้น เพื่อเป็นการเชื่อมต่อกัน ในส่วนของทางราง ยังต้องมีการพัฒนาทางให้ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งตอนนี้ก็มีธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ที่เข้ามาพัฒนาระบบราง ซึ่งจะเชื่อมต่อจาก จ.สระแก้ว ทะลุไปยังปอยเปต พระตะบอง มายังพนมเปญ ต่อเนื่องลงไปตาแก้ว กำปอต และสีหนุวิลล์ก็ได้ ส่วนทางเรือ สามารถที่จะมี Cruise Liner เชื่อมต่อเส้นทางท่องเที่ยวทางเรือจากเกาะต่างๆ ของเมืองไทย ไปสีหนุวิลล์ ที่ตอนนี้มีการพัฒนาท่าเรือขนาดใหญ่ เทียบเรือครูซได้ แล้วไปแวะที่เกาะรง ต่อไปยังเกาะฟูก๊วก ของเวียดนาม ต่อไปฮ่องกง ญี่ปุ่นไปเลยก็ยังได้

คีย์คือการ ‘เชื่อมโยง’ ในการโปรโมต ‘Two Kingdoms, One Destination’ และ ‘6 Countries, 1 Destination’ ที่เราจะทำร่วมกัน เพื่อเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความร่วมมือในด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ซึ่งนอกจากการท่องเที่ยว ก็ยังมีเรื่องของการเอ็นจอยอาหารซึ่งกันและกัน ภาพยนตร์ ละคร ทีวี นักร้อง ดนตรี เรามีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

⦁ในมุมการให้สิทธิประโยชน์ นอกจากการยกเว้นภาษี ยังมีโอกาสใดที่จูงใจให้มาลงทุนที่กัมพูชาอีกบ้าง?

ผมมองว่าคือ ‘ความนิยมไทย’ คนกัมพูชานิยมสินค้าไทย ทั้งอุปโภคบริโภค รวมถึงคอสเมติก การรักษาพยาบาล ตรวจสุขภาพ ผ่าตัดในเมืองไทย ก็เป็นที่นิยมและเป็นโอกาสสำคัญที่จะขยายในเซกเตอร์ Wellness & Spa ซึ่งที่ผ่านมาก็มีโรดโชว์มาแล้ว 2-3 ครั้ง

⦁อีกด้านเรียกได้ว่าช่วงที่ผ่านมามีความท้าทายค่อนข้างมาก ทั้งกระแสโซเชียลต่างๆ ในมุมของผู้ที่ต้องดูแลบาลานซ์ความสัมพันธ์โดยรวม ในรอบ 75 ปี มีมุมมอง หรือแม้กระทั่งความกังวลอย่างไรต่อสถาการณ์ในปัจจุบัน?

ในเรื่องของสื่อ ต้องขอขอบคุณทางคณะสื่อฯ จากสภาการฯที่มาเยือนในวันนี้ ผมมองว่าจะมีส่วนเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสื่อด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘สื่อกระแสหลัก’ ให้มีความสัมพันธ์ที่ดี สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ผ่านการเสนอข่าวที่สร้างสรรค์ ซึ่งก็จะช่วยให้เกิดบรรยากาศ และภาพที่ออกมาในมุมที่สร้างสรรค์และสมดุล

⦁ในส่วนของสถานทูต มีแนวคิดที่จะดำเนินการ ‘การทูตเชิงรุก’ เพื่อสร้างความเข้าใจ รวมถึงขยายความร่วมมือระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ในอนาคตอันใกล้ด้วยหรือไม่?

ในเรื่องของการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในระดับประชาชน เรียกได้ว่าเป็นประเด็นสำคัญที่ทางสถานทูตมุ่งเน้น ผมเชื่อว่า ‘ความสัมพันธ์ในระดับประชาชนที่ดี’ จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ซึ่งการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสื่อฯ ก็เป็นหนึ่งในโครงการ

นอกจากนี้ ที่ผ่านมาในช่วงต้นปี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็เดินทางมาเยือนในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อเป็นประธานร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาด้วย

เรายังมีการจัดงานฟุตบอลมิตรภาพระหว่างกัน ผลออกมา คู่หนึ่งแพ้-คู่หนึ่งชนะ เป๊ะพอดีเลย (ยิ้ม) เฟรนด์ลี่แมตช์จริงๆ วิน-วินมาก

ในเดือนมีนาคม เราก็จัดวิ่งมาราธอน ทั้งระยะ 4-7-11 กม. วิ่งข้ามสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา (บ้านหนองเอี่ยน-สตึงบท) สะพานมิตรภาพแห่งเดียวที่มีระหว่างกัน มีผู้เข้าร่วมจากทั้งสองประเทศกว่า 700 คน ซึ่งผมก็มีโอกาสได้ร่วมวิ่งด้วยกับชาวกัมพูชา ผู้ว่าฯสระแก้ว และผู้ว่าฯ จ.บันเตียเมียนเจย วันนั้นมีผู้คนจากในพื้นที่หลั่งไหลเข้ามาร่วมกิจกรรม ทั้งทูตทั้งสองประเทศ รวมถึงข้าราชการ ก็มาร่วมด้วย

รวมถึงเราพยายามโปรโมต ‘ความร่วมมือทางการศึกษา’ ระหว่างสถาบันฯของทั้งสองประเทศ เพราะการพัฒนาบุคลากรเป็นประเด็นสำคัญ ต่อการพัฒนาด้านต่างๆ มีนักวิชาการมาคุยกันในเรื่องสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ระหว่างกัน อย่างตอนนี้ก็มีการจัดสัมมนากับมหาวิทยาลัยเกษตร มาร่วมกับมหาวิทยาลัยภูมินทร์พนมเปญ มหาวิทยาลัยแห่งชาติพระตะบอง จัดสัมมนาและมี MOU ระหว่างกัน เพื่อเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระดับประชาชน ในด้านการพัฒนาบุคลาการ ทั้งอุตสาหกรรมการเกษตร Food Processing ซึ่งเป็นด้านสำคัญที่เราจะร่วมมือกันได้ เพราะทางกัมพูชามีความต้องการอย่างมาก นอกจาก ม.เกษตร ยังมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ด้วย เช่น มหาวิทยาลัยแห่งชาติพระตะบอง กับ ม.อุบลราชธานี ที่มีความร่วมมือกันทางด้านของวิจัย Food Processing รวมถึงมุ่งเน้นเรื่อง Food Technologies ในเรื่องของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาที่ยั่งยืน โปรโมตโมเดล BCG รวมถึงมุ่ง SDGs เพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นสิ่งที่เราได้มีการร่วมมือกัน

เพราะกัมพูชามีผลผลิตทางการเกษตรเยอะมาก อย่างมะม่วงหิมพานต์ ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ทุเรียน แต่อาจจะยังไม่สามารถมีเทคโนโลยีในการโพรเซสได้ ต้องส่งไปโพรเซสที่เวียดนาม ถ้าหากเราสามารถตั้งโรงงานทำมะม่วงหิมพานต์ได้ ก็จะเป็นผลดีต่อภาคธุรกิจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ 4 จังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และยังสามารถนำมันสำปะหลังมาทำเป็น Animal Feeds ได้ โดยทางสถานทูตได้ชวนภาคเอกชนไทยลงไปดูพื้นที่ ซึ่งที่นี่มีการยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักรถึง 12 ปี เป็นสิ่งที่รัฐบาลกัมพูชากำลังโปรโมต และเป็นประโยชน์วิน-วิน ต่อเอกชนไทย

รวมถึงยังมีบางจังหวัดอย่าง จ.กระแจะ มีปลาโลมาด้วย กำลังมุ่งสู่การเป็น Ecotourism ธุรกิจด้านการโรงแรมของไทยอาจจะสนใจที่จะไปตั้งรีสอร์ตเชิงอนุรักษ์ได้เช่นกัน ภาคเอกชนไทยที่นี่ยังมีโครงการ CSR ที่เป็นประโยชน์กับคนกัมพูชาด้วย อย่างของ SCG นอกจากปลูกป่าแล้ว ยังมีโครงการให้ทุนการศึกษา SCG Sharing the Dream หรือแม้แต่ 7-11, บิ๊กซี, แม็คโคร ก็มีมุมสำหรับ OTOP ของไทย และ OVOP ของกัมพูชา วางขายโดยไม่เก็บค่าเช่า ช่วยซัพพอร์ตให้เงินเข้ากระเป๋าคนในชุมชน เป็นการโปรโมตสินค้าชุมชนไปในตัว

นอกจากนั้นแล้ว ยังมีในเรื่องของ ‘การพัฒนาขีดความสามารถของทรัพยากรบุคคล’ ทาง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำริ ก่อตั้งสถาบันเทคโนโลยี 2 แห่ง ที่กำปงสปือ และกำปงเฌอเตียล ซึ่งมีมา 20 ปีแล้ว รวมถึงทุนพระราชทาน ปีละประมาณกว่า 60 ทุน รวมแล้วกว่า 2,000 ทุนในปัจจุบัน รวมทั้งในเรื่องโครงการพัฒนาเยาวชน มีโรงเรียน 6 แห่ง ซึ่งมีส่วนช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เรียนรู้การปลูกผัก เลี้ยงปลาไปขาย นำเงินเข้ากองทุนกลาง เป็น Human Resource Development ที่มีระหว่างกัน ซึ่งนอกจากองค์ความรู้ที่จะได้รับแล้ว ยังได้เรื่องของความสัมพันธ์ที่จะมีระหว่างนักเรียนไทย-กัมพูชา สถาบันการศึกษาอีกด้วย

อย่าง CP ก็มีส่วนช่วยให้ทางมหาวิทยาลัยรวมถึงหน่วยงานภาครัฐ เข้าไปดูงานใน Training Center เป็นบทบาทสำคัญของภาคเอกชนที่เข้ามาร่วม รวมถึงภาคเอกชนไทย ยังรับคนกัมพูชาเข้าทำงานในองค์กรเยอะมาก และผมได้รับทราบมาว่าคนกัมพูชามีความขยันขันแข็ง ตั้งใจทำงาน รวมถึงชอบค้นคว้าหาความรู้ มีความกระตือรือร้นค้นคว้าสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดียิ่ง

รวมถึงในเรื่องการเรียนภาษาไทย ดีใจที่ได้เห็นนักศึกษากัมพูชาจำนวนมาก มาเรียนภาษาไทย ทั้งเรียนในคอร์ส เอกภาษาไทย หรือแม้แต่เรียนโรงเรียนพิเศษภาษาไทยตอนเย็น หรือวันเสาร์-อาทิตย์ ก็เป็นที่นิยมมาก ด้วยอาจจะมีความชื่นชอบจากการดูภาพยนตร์ ละคร ติดตามผลงานศิลปินไทยเป็นต้น ทั้งสองฝ่ายต่างเรียนภาษาซึ่งกันและกัน ซึ่งล้วนเป็นส่วนช่วยให้มีความใกล้ชิดและเข้าใจในเรื่องของศิลปวัฒนธรรมระหว่างกันมากขึ้น

คนไทยเองก็สนใจเรียนภาษาเขมรอยู่เยอะเหมือนกัน อย่างเจ้าหน้าที่การทูตของเรา ก็เรียนภาษาเขมร ผมมองว่าจะช่วยสร้างความเข้าใจระหว่างกันได้มากขึ้น ผ่านภาษาและศิลปวัฒนธรรมที่มีการเรียนรู้ระหว่างกัน

⦁ในสายตาของท่านทูต ณ วันนี้ประชาชนกัมพูชามีทัศนคติต่อคนไทยเป็นอย่างไรบ้าง มีซอฟต์พาวเวอร์อะไรอีกบ้างที่ชื่นชอบ?

จริงๆ แล้ว คนกัมพูชาเขามีความนิยมชมชอบสินค้าไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพยนตร์ ละครไทย เพลง ติดตามอยู่เสมอ เรียกได้ว่าความสัมพันธ์ระดับประชาชน ‘ดีมาก’ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะมุ่งไปในด้านอื่นๆ ด้วย ทางสื่อเองก็มีบทบาทสำคัญ ขอบคุณที่ช่วยในเรื่องการเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างกัน

ปีนี้เป็นปีสำคัญ ที่ต้องจัดเต็มความร่วมมือ เนื่องจากเป็นปีสำคัญ เรามีตราสัญลักษณ์ร่วมกัน ที่คล้องกันระหว่างธงชาติไทยและกัมพูชา มีเลข 75 ปีของความสัมพันธ์ มีดอกลำดวนและดอกราชพฤกษ์ ดอกไม้ประจำชาติ ออกแบบโดยกรมศิลปากร

⦁ถามถึงเรื่อง ‘นโยบายภาษีของสหรัฐ’ ทั้งกัมพูชาและไทย ต้องยอมรับว่าโดนค่อนข้างหนัก โดยเฉพาะกัมพูชาหนักสุดที่ 49% ทางไทยมีการพูดคุยกันในกลุ่ม รวมถึงคุยกันในวงอาเซียนกับกัมพูชาหรือไม่ รวมถึงมีการจับตากัมพูชาในการเคลื่อนไหวไปเจรจากับทางสหรัฐอย่างไร?

ประเด็นนี้ต้องบอกว่าก็เป็นบรรยากาศใหม่ ในเรื่อง ‘การค้าของโลก’ ซึ่งผมมองว่าเป็นโอกาสที่ทางกัมพูชา-ไทย รวมถึงประเทศในอาเซียน จะได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการเชื่อมโยง เสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานซึ่งกันและกัน รวมถึงการเชื่อมโยงในเรื่องของเขตเศรษฐกิจพิเศษระหว่างกันด้วย ซึ่งจะช่วยในการเสริมสร้างซัพพลายเชน

ในส่วนนี้ ท่านประธานสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา, สภาหอการค้าฯ สภาอุตฯก็มีการจัดกรอบความร่วมมือ คุยกันระหว่างสองฝ่าย ว่าเราจะคอนเน็กต์กันมากยิ่งขึ้น จะยกระดับ (Enhance) ในส่วนของซัพพลายเชนร่วมกันได้อย่างไร

เมื่อสองวันก่อน สภาด้านสิ่งทอแห่งประเทศไทย ก็ได้มาเชื่อมโยงกับสภาสิ่งทอของที่นี่ ดูว่าจะร่วมมือกันได้อย่างไร เพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง มีการ Zoom คุยกัน และพามาพบปะ รวมถึงเดือนสิงหาคมนี้ก็จะนำนักธุรกิจในส่วนของอุตสาหกรรมการเกษตร มาร่วมด้วย (นำโดย วรทัศน์ ตันติมงคลสุข สภาธุรกิจไทย-กัมพูชา) โดยจะทำเป็นซีรีส์ต่อเนื่อง เพื่อสร้างความร่วมมือให้มากยิ่งขึ้นระหว่างสองฝ่าย และระหว่างประเทศในอาเซียน

ในมุมอาเซียน ก็มีการคุยกันในกลุ่มของ อาเซียนแบค The ASEAN Business Advisory Council (ASEAN-BAC) เรียกได้ว่ามีการคุยกันอยู่ในทุกระดับ สำหรับผมมองว่าเป็นโอกาสในการร่วมมือให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างอาเซียน

⦁มองในมุมบทบาทของ ‘สื่อ’ ในห้วงเวลานี้ที่มีความเปราะบางเช่นนี้อยากสื่อสารอะไร?

ผมมองว่า สื่อมีบทบาทสำคัญมาก ซึ่งทางสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ก็ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือระหว่างสื่อทั้ง 2 ชาติ กับทางสมาคมนักข่าวกัมพูชา (CCJ) มาหลายปีแล้ว ซึ่งว่านับมีประโยชน์มาก ต้องขอบคุณทางคุณชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อฯ และทางผู้บริหาร รวมถึงสมาชิกทุกท่านที่มีส่วนร่วมผลักดัน

ผมเชื่อว่าสื่อหลัก จะมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์และความรู้สึกที่ดีระหว่างประชาชนได้ดีขึ้น ในปัจจุบันเราได้ทำงานในหลายมิติมาก ทั้งสื่อโซเชียลมีเดีย ก็อาจจะควบคุมยากในปัจจุบัน สื่อหลักจึงมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยสร้างมิติที่มีความสร้างสรรค์ระหว่างกัน

เราเชื่อว่า ไทย-กัมพูชา เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ทั้งอาหารการกิน ศิลปวัฒนธรรมก็มีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก เราเป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน เช่นเดียวกับทุกประเทศในยุโรป ที่มีการเคลื่อนย้ายของประชากรเมื่อหลายพันปีมาแล้ว ดังนั้น ย่อมมีความเกี่ยวข้องกันอยู่ตลอดเวลา

ผมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และตระหนักถึงความสำคัญของบทบาทนักข่าว ที่จะสามารถช่วยบาลานซ์เนื้อหาที่เป็นบวก กับสื่อโซเชียลที่มีความสุดโต่งได้ในเวลานี้

อธิษฐาน จันทร์กลม