115 ปี ‘ป่อเต็กตึ๊ง’
จาก‘ข้าวต้ม’ชามแรก
สู่ปณิธานแทนคุณแผ่นดิน
ทุ่ม 511 ล้าน ช่วยผู้คน‘อย่างไม่เลือกปฏิบัติ’
‘ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต’
ปณิธานอันหนักแน่นทั้ง 3 ด้านของ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ที่ยึดมั่นในการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากมาตลอด 115 ปี พุ่งตัวไว ลุยทุกสถานการณ์ ดูแลวงจรชีวิต ครบจบ ตั้งแต่ ‘เกิด แก่ เจ็บ…ตาย’
จนเรียกได้ว่า ‘ป่อเต็กตึ๊ง’ เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ ทุ่มเททำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ช่วยเหลือคนเดือดร้อน โดย ไม่แบ่งชนชั้น วรรณะ เชื้อชาติ หรือศาสนา หรือเรียกง่ายๆ ตามหลักสากลว่า ‘ไม่เลือกปฏิบัติ’
ทว่า หลักการนี้เกิดขึ้นมาอย่างเรียบง่ายกว่านั้น โดยสะท้อนออกมาผ่านดีเอ็นเอ ‘ชาวจีนโพ้นทะเล’ ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น จากมือของ ‘ผู้รับ’ กลายมาเป็น ‘ผู้ให้’ ในวันที่ได้ดิบได้ดี
เหมือนกับเรื่องราวของคุณค่า ‘ข้าวต้มชามแรก’ ที่ถูกถ่ายทอดจากปากคนรุ่นทวด ในเหตุการณ์เมื่อครั้งที่บรรพบุรุษเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล จนร่างกายเจ็บป่วย อิดโรย
แต่ทันทีที่มาถึงแผ่นดินไทยกลับได้รับข้าวต้มจากมูลนิธิ จนเกิดพลังกายและใจ ทำให้ชีวิตไปต่อกันได้ จนกลายเป็นหลัก ‘ทำความดี’ เพื่อตอบแทนบุญคุณสังคมต่อไป

จนล่าสุด ปีนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ครบรอบการก่อตั้ง 115 ปี ได้โอกาสตั้งโต๊ะ ‘แถลงผลการดำเนินงานประจำปี 2567’ นำโดย วิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และ ศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิ พร้อมคณะเครือข่ายเข้าร่วมอย่างหนาแน่น เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา
นับจากนี้คือการแสดงวิสัยทัศน์ หลักการนำงาน และการเปิดเผยการใช้งบประมาณปีที่ผ่านมา ที่เน้นย้ำว่า ใช้เงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาอย่างคุ้มค่า ‘ทุกบาททุกสตางค์’ เพียง 1 ปี ช่วยไปแล้วเกิน 1.5 ล้านคน
พร้อมทั้งแง้มโปรเจ็กต์ ที่มุ่งขยายขอบเขตการช่วยเหลือผู้คนในสเต็ปถัดไป
115 ปี ปณิธานยังหนักแน่น!
ช่วยทุกชนชั้น ศาสนา ทุกเพศทุกวัย
เริ่มต้นฉายภาพกว้างจากปาก วิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิ กล่าวว่า ผลงานในรอบปี 2567 ผ่านมา ซึ่งมีการประชุมประจำปีตามข้อบังคับในเดือนเมษายนที่ผ่านมา
ฉะนั้น วันนี้ก็เป็นโอกาสที่จะได้พูดคุย พบปะทั้งผู้มีจิตศรัทธาและผู้มีจิตกุศล ที่มีส่วนรวมในการช่วยเหลือเพื่อผู้ยากไร้
“เราเป็นมูลนิธิที่เป็นเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร บรรเทาทุกข์ บำรุงสุขแก่ทุกชนชั้น ทุกศาสนา ทุกเพศทุกวัย และไม่มีการเลือกปฏิบัติ ซึ่งเราได้ดำเนินกิจการมาเป็นเวลา 115 ปี
ด้วยบทบาทของการตอบแทนสังคมในด้านต่างๆ ตั้งแต่การ ช่วยชีวิต รักษาชีวิต และสร้างชีวิต นี่คือบทบาทสำคัญของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซึ่งเราก็จะยึดมั่นในการทำงานทั้ง 3 ด้าน” วิเชียรเกริ่น
ก่อนลงรายละเอียดต่อไปว่า ทางมูลนิธิยังมีองค์กรเครือข่าย เช่น โรงพยาบาลหัวเฉียว ที่มีการรักษาผู้ป่วยแพทย์แผนจีน และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ โดยทั้งหมดนี้ได้รับอานิสงส์จากผู้ที่มีจิตศรัทธา จิตอาสา ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนโครงการต่างๆ ของมูลนิธิมาอย่างยาวนาน
“มูลนิธิจึงเป็นเหมือนสะพานบุญระหว่าง ‘ผู้ให้’ กับ ‘ผู้ที่รอรับ’ ซึ่งการให้ไม่มีที่สิ้นสุด คนที่รอคอยการช่วยเหลือจากมูลนิธิก็มีอีกมากมาย ซึ่งต้องอาศัยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปัน จากผู้มีจิตศรัทธาเพื่อสังคม” ประธานมูลนิธิควักหัวใจโชว์แก่น
เรื่องเล่าจาก‘ชามข้าวต้ม’
จนเกิดสำนึกรักแผ่นดิน
จากนั้น วิเชียรย้อนเล่าจากจุดเริ่มต้นของ ‘ปณิธานมูลนิธิ’ ว่า ‘ป่อเต็กเซี่ยงตึ๊ง’ ซึ่งตนจะเรียกให้เต็มคำ โดยจดทะเบียนเมื่อปี 2480 นับถึงวันนี้ก็เป็นเวลา 88 ปี
แต่ก่อนหน้านั้นก็อาจจะเห็นภาพคณะผู้ก่อตั้งเริ่มทำงานจากการออกไปเก็บศพในช่วงที่มีโรคระบาด จนผู้คนล้มหายตายจากไปเยอะ แต่กลับไม่มีผู้มาเก็บศพ
คำว่า ‘ป่อเต็ก’ หมายถึง การตอบแทน และคำว่า ‘เซี่ยง’ ที่เห็นในสัญลักษณ์ของเรา หมายถึง คุณงามความดี เมื่อรวมกันจึงหมายถึง ‘การตอบแทนคุณแผ่นดิน ด้วยการกระทำความดี’
“พวกเราเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งไม่เคยลืมว่าประเทศไทยสร้างอนาคตให้กับพวกเรา แม้มาจากประเทศจีนในสมัยสงครามโลก ด้วยความยากลำบากในการเดินทาง ต้องฝ่าคลื่นลมมาลงที่ท่าเรือกรุงเทพ
สิ่งแรกที่ชาวจีนได้รับหลังจากเดินทางมาถึง คือ ‘ข้าวต้ม’ ชามร้อนๆ จากมูลนิธิมาแจก ซึ่งเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษไม่เคยลืม จนเมื่อเรามาอยู่ประเทศไทย ได้ดี มีฐานะที่ดีขึ้น ก็จะยึดมั่นและสืบสานปณิธานตลอดไป
วันนี้ก็เป็นโอกาสที่จะได้ให้ผู้มีจิตศรัทธาได้รับทราบผลงานของมูลนิธิตลอดปี 2567 ว่า มูลนิธิได้ทำอะไรให้กับสังคมไปบ้าง ใช้งบไปเท่าไหร่ โดยกรรมการและเลขาธิการมูลนิธิต่อไป
โอกาสนี้ ผมต้องขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยแบ่งปันทุนทรัพย์ เพื่อบรรเทาความทุกข์ให้กับประชาชนทั่วประเทศ ขอขอบคุณอีกครั้งด้วยใจจริง” วิเชียรทิ้งท้าย

ทีมช่วยชีวิตพุ่งตัวไว
ยอดโทรเข้า 1.4 แสน สายด่วน!
ต่อมา ศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิ รับไม้ต่อจับไมค์แถลงผลงานว่า ในปี พ.ศ.2567 ที่ผ่านมา มูลนิธิได้ใช้งบประมาณในการช่วยเหลือประชาชนกว่า 511 ล้านบาท โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ด้าน ตามปณิธานของมูลนิธิ
ด้านแรก ‘ช่วยชีวิต’ ที่เรามีทีมบรรเทาสาธารณภัย และฌาปนกิจสุสาน พร้อมด้วยอาสาสมัคร ออกปฏิบัติการช่วยเหลือ โดยมีการประสานงานทั่วประเทศ และรับแจ้งเหตุผ่านสายด่วนและแอพพลิเคชั่น ป่อเต็กตึ๊ง 1418
“จากสถิติที่เราเก็บไว้พบว่ามีสายที่โทรเข้ามาขอความช่วยเหลือกว่า 1 แสน 4 หมื่นสาย นอกจากนี้ ก็ยังมีหน่วยฌาปนกิจและส่วนงานด้านนิติเวช คือ นอกจากที่เราไปช่วยเก็บศพ ยังไปจะช่วยเก็บข้อมูลหลักฐานของผู้เสียชีวิต ทำการย้ายร่าง
ส่วนสุดท้ายก็คือ ส่งไปที่สุสานของเราสำหรับศพไร้ญาติ ที่จังหวัดสมุทรสาคร รวมถึงให้การสงเคราะห์โลงศพแก่ผู้ยากไร้ รวมถึงผ่านหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งปีที่แล้วเราก็อนุเคราะห์ไป 3,419 โลง” เลขาธิการมูลนิธิกางตัวเลข
ก่อนจะขยายไปถึงการช่วยเหลือ ‘สาธารณภัย’ ว่า อย่างที่ทราบกันว่า ปีที่แล้วเกิดอุทกภัยซึ่งทำความเสียหายมากมายให้กับบ้านเรือน ทรัพย์สิน และชีวิตของประชาชน

“ในช่วงนั้นป่อเต็งตึ๊งฝ่ายปฏิบัติการก็ได้จัดทีมกู้ชีพ กู้ภัย 60 คน พร้อมอาสาสมัครอีก 30 คน ลงพื้นที่ในทันที นำเรือท้องแบนเข้าไปช่วยอพยพประชาชนทั้งหลาย รวมทั้งเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียง
หลังจากที่น้ำลดลงแล้ว ทีมสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ก็ได้ติดต่อประสานงานกับมูลนิธิในท้องถิ่นทั้งหมด 19 จังหวัด เพื่อที่จะดำเนินโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยจัดชุดอุปโภคบริโภคให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ทั้งหมดจำนวน 54,200 ชุด
มอบเงินค่าฌาปนกิจให้กับญาติผู้เสียชีวิตอีกรายละ 20,000 บาท เป็นจำนวนทั้งสิ้น 76 ราย รวมถึงเยียวยาให้กับผู้ที่บ้านเรือนเสียหายทั้งหลังอีกคนละ 12,000 บาท จำนวน 49 ราย รวมเป็นงบประมาณทั้งสิ้น 22,421,000 บาท
นอกจากนี้ ยังมีแผนกฝึกอบรมของมูลนิธิเพื่อป้องกันและลดการสูญเสียแก่หน่วยงานองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครมีความปลอดภัยในการปฏิบัติงานมากขึ้น
รวมงบประมาณในด้านการ “ช่วยชีวิต” เป็นจำนวนเงินกว่า 166 ล้านบาท และมีผู้ได้รับการช่วยเหลือ จำนวน 491,905 คน
ทุ่มงบ 7.2 ล้าน ตววจโรคฟรี
ยอดเข้ารับบริการเฉียด 6 แสนคน
ต่อมา ศิริกุลขยับไปเล่าถึงการทำงานด้าน ‘รักษาชีวิต’ ว่า ทางมูลนิธิมีหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ซึ่งออกตรวจโรคทั่วไป คัดกรองเบาหวาน ดูแลด้านทันตกรรม เคลือบฟันให้เด็ก และถอนฟันให้กับผู้ใหญ่ รวมถึงการแจกแว่นสายตา
“ทั้งหมดนี้ประชาชนไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เราออกหน่วยทั้งหมด 126 ครั้ง ใช้งบประมาณไปกว่า 7.2 ล้านบาท มีผู้รับบริการ จำนวน 59,854 คน
นอกจากนี้ เรายังสนับสนุนห้องผ่าตัด อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์แก่โรงพยาบาลต่างๆ ทั้งหมด 42 รายการ และสนับสนุนโรงพยาบาลที่ขาดแคลน 29 แห่ง รวมงบประมาณด้านนี้กว่า 38.4 ล้านบาท
รวมถึงการสนับสนุนงบเพื่อการรักษาชีวิตจากการดำเนินงานของโรงพยาบาลในเครือ อาทิ โรงพยาบาลหัวเฉียว และคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว รวมเป็นเงินกว่า 66.4 ล้านบาท” ศิริกุลทยอยไล่เรียง

ยอดช่วยเหลือรวม 1.5 ล้านคน
ดูแลตั้งแต่เกิด-ตาย ยันใช้เงิน’คุ้มค่าทุกบาท!’
ศิริกุลลงดีเทลในด้านสุดท้าย ‘สร้างชีวิต’ ว่า เราจัดโครงการต่างๆ กว่า 10 โครงการ ครอบคลุมด้านการศึกษา การประกอบอาชีพ และการดำรงชีพ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
เช่น การมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียน นักศึกษา ที่ขาดแคลนในทุกระดับชั้นทั่วประเทศ ตั้งแต่ประถมศึกษาจนถึงระดับมหาวิทยาลัย รวมถึงมอบทุนการศึกษาเพื่อสร้างบุคลากร ‘พยาบาล’
อีกทั้งยังมอบวีลแชร์และถุงยังชีพ พร้อมกับช่วยค่าพาหนะให้กับผู้พิการที่เข้ารับการบริหารจัดทำขาเทียม โดยร่วมกับมูลนิธิขาเทียม
รวมถึงแก้ปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ โดยการมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กับครอบครัวผู้ด้อยโอกาส ส่งเสริมอาชีพของสตรี และขยายต่อไปถึงพ่อเลี้ยงเดี่ยว และบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศด้วย ซึ่งได้ร่วมมือกับอีกภาครัฐอีกหลายหน่วยงาน
รวมงบประมาณ ‘ด้านสร้างชีวิต’ เป็นจำนวนเงินกว่า 278 ล้านบาท โดยมีผู้ได้รับการสงเคราะห์ จำนวน 956,645 คน
ทั้งหมดนี้เป็นภารกิจหลักที่มูลนิธิป่อเต็งตึ๊งได้ดำเนินการสังคมไทยในปีที่ผ่านมา โดยรวมประชาชนทั้งหมดที่เราให้ความช่วยเหลือ 1.5 ล้านคน ด้วยงบประมาณทั้งสิ้น 511,225,239.77 บาท
“ป่อเต็กตึ๊งเป็นองค์การเพื่อสาธารณกุศล ช่วยเหลือคนอย่างครบวงจรชีวิต ตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ภายใต้ปณิธานของเรา คือ ช่วยชีวิต สร้างชีวิต และรักษาชีวิต
ขอกราบขอบพระคุณผู้ที่มีจิตศรัทธา ที่ได้บริจาคทรัพย์เพื่อสนับสนุนกิจกรรมสาธารณกุศลของเรา รวมทั้งขอบคุณอาสาสมัครทุกประเภท ที่ได้เข้าร่วมและช่วยเหลืองานของมูลนิธิตลอดมา” เลขาธิการมูลนิธิกล่าว ก่อนทิ้งท้ายสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริจาคว่า
ขอให้ผู้ที่มีจิตศรัทธาทุกท่านมีความมั่นใจว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้มอบให้กับมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งนั้น สามารถที่จะช่วยชีวิต รักษาชีวิต และสร้างชีวิตได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ภูษิต ภูมีคำ
แลนด์มาร์กพลังศรัทธา
‘ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว’
เตรียมเปิดให้เข้าสักการะปีนี้
ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว พุทธสถานประวัติศาสตร์แห่งการรวมพลังศรัทธาของหลวงปู่ไต้ฮง อันเป็นที่ประดิษฐานองค์ไต้ฮงกงหินหยกขาว ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ซึ่งผลความคืบหน้าล่าสุด ณ วันที่ 23 เมษายน พ.ศ.2568
“โดยรวมแล้วดำเนินการไปกว่า 96.25% ส่วนของโครงสร้างอาคารเสร็จสมบูรณ์ 100% งานตกแต่งลวดลายประเพณีจีน รวมถึงประติมากรรมจีนต่างๆ ดำเนินการไปแล้วกว่า 90%”
นอกจากนี้ ในส่วนของงานปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในสวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ดำเนินไปกว่า 76% โดยศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวแห่งนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้สาธุชนได้เข้ากราบไหว้สักการะภายในปี 2568 นี้
วิเชียร ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เน้นย้ำว่า การระดมทุนสร้างศาลเจ้าแห่งใหม่นี้แยกบัญชีคนละส่วนกับการเงินบริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์ ซึ่งโปรเจ็กต์นี้เกิดจากความร่วมมือของพวกเรา คนไทยเชื้อสายจีนเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์
จนนับว่า สร้างสำเร็จด้วยเงิน ‘กุศลสัมพันธ์’ ตามกำลังทรัพย์และกำลังศรัทธา
ทั้งนี้ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวจะกลายเป็นศูนย์รวมความศรัทธาที่ยิ่งใหญ่ พร้อมเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ในด้านกิจกรรมทางศาสนาและกิจกรรมเพื่อสังคม
ขอขอบพระคุณผู้มีจิตกุศล ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจารึกประวัติศาสตร์ในการสร้างพุทธสถาน สืบสานพลังศรัทธา ร่วมทำความดี เพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

