‘ความรุนแรง’ แพร่ได้เหมือนไวรัส
เมื่อบ้าน-คนรักไม่ใช่ safe zone
กฎหมายปกป้องใคร?
คนที่ถูกทำร้ายซ้ำๆ แต่ยังอยู่กับแฟนคนนั้นเป็นเพราะอะไร?
ผู้สูงอายุข้างบ้าน คนนึงติดเตียง คนนึงแขนหัก ด่าทอกันทุกวัน มันเป็นความรุนแรงทางอารมณ์หรือเปล่า?
ส่วนหนึ่งของคำถามที่ยังเจือปนไปด้วยความสับสน หากแต่อาจบานปลายกลายเป็นอาชญากรรมในหน้าข่าว
ด้วยเราประเมินสัญญาณอันตรายน้อยเกินไป
ไม่นานมานี้ เครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทย ร่วมด้วย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเวที “ChangeDVLaw แก้กฎหมาย…ให้บ้านเป็น Safe Zone ของทุกคน” อันเป็นส่วนหนึ่งของงาน Bangkok Pride
ท่ามกลางพี่น้องจากชุมชนที่ขับเคลื่อน ต่อสู้กับความรุนแรงในครอบครัวมายาวนาน ทั้งในบริบทของผู้เผชิญเหตุการณ์ รับมือในฐานะเพื่อนข้างบ้านที่ไม่ยอมจำนน ผู้บกพร่องทางการได้ยินที่ไม่ทนนิ่งเฉย พร้อมใจมาร่วมส่งเสียงระดมทางออก Hall 3 Lido Connect
เพราะแม้ประกาศใช้ “พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว” มานับแต่ปี 2550 แต่ปัจจุบัน ยังมีคนจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับความรุนแรงในครอบครัว และไม่รู้จะหันไปขอความช่วยเหลือจากใคร
หลังรอการปรับแก้มาเป็นเวลา 18 ปี นอกจากในแง่กฎหมาย สังคมไทยยังต้องการสิ่งใดอีกบ้าง เพื่อยุติวงจรความรุนแรงใต้ชายคาบ้าน?

ไม่ยอมจำนน อึดอัดมานาน
ขอเสียงสนับสนุน กฎหมายฉบับประชาชน
“กฎหมายน่าจะคุ้มครองผู้ถูกกระทำ แต่กลายเป็นพยายามเน้นไกล่เกลี่ย ให้คืนดีกัน โดยไม่สนใจว่า ความรุนแรงจะเกิดซ้ำไหม”

ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท ที่ปรึกษาแผนงานสุขภาวะผู้หญิง และความเป็นธรรมทางเพศ สมาคมเพศวิถีศึกษา
เล่าถึงมูฟเมนต์ครั้งใหม่ที่ภาคประชาชน 12 ชุมชนลุกขึ้นมาถอดบทเรียน เพื่อลบช่องวาง เพิ่มการดูแลกลุ่มเปราะบาง จนร่างออกมาเป็น พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำฯ ฉบับประชาชน ซึ่งยังต้องอาศัยเสียงหนุนผ่านทาง changedvlaw.com ให้ถึง 20,000 ตามเป้าหมายภายในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ เพื่อยื่นเสนอต่อสภาฯ
เป็นเวลา 1 เดือนเต็ม เราได้มา 16,128 รายชื่อ (31 พ.ค.) จากการรณรงค์แบบบ้านๆ จิตติมา ภาณุเตชะผู้ดูแลแผนงานสุขภาวะผู้หญิง สมาคมเพศวิถีศึกษา มองตัวเลขนี้สะท้อนว่า สังคมเห็นพ้องต้องกัน
‘เราจะไม่ยอมจำนน อึดอัดมานานแล้วกับเรื่องนี้’
เสียดสี-เปรียบเทียบ
บาดแผลในนามความรัก
มีหลายประเด็นที่สังคมจะต้องสวมแว่นเลนส์ใหม่ เพื่อมองให้เห็นปัญหาก่อน
ในมุมของ รตี แต้สมบัติ ผู้อำนวยการ มูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ขอย้ำ ไม่ว่าใครก็เป็นได้ทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ
ซึ่งจากการจัดเวิร์กช็อป คุยกับผู้ปกครอง พบว่าหนึ่งในความรุนแรงมาจาก ‘คำพูดเสียดสี เปรียบเทียบ’ ลูกที่มีความหลากหลายทางเพศ กับลูกอีกบ้านหนึ่ง
“หลายท่านไม่รู้ว่าการพูดประชด ทำให้ลูกเจ็บปวด เราพบว่าพ่อแม่มีความปรารถนาดีต่อลูก แต่ขาด ‘ความเข้าใจ’ มันนำไปสู่การใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการบังคับแต่งกาย ให้บำบัดรักษา”
ก่อนยกประสบการณ์ส่วนตัวที่ชวนอึ้ง แต่เกิดขึ้นจริงกับหลายคน
“อย่างโน๊ตเอง เมื่อคุณแม่รู้ว่าเราเป็นกะเทย สิ่งแรกที่ทำตามวิถีพุทธ คือพาเราไปบวชแก้กรรม เมื่อวัดแก้ปัญหาไม่ได้ ก็พาไป รพ.จิตเวช ซึ่งมันสร้างบาดแผล แต่มันมาจากความรักที่มีให้เราล้วนๆ”
สิ่งนี้สะท้อนการเข้าไม่ถึงระบบที่จะเป็นหลังพิง เช่น สายด่วนสุขภาพจิต จึงเป็นที่มาของคู่มือ ‘บ้านนี้มีความหลากหลายทางเพศ’ เพื่อเป็นการสร้าง ‘พื้นที่’ ปรับความเข้าใจ เปิดอกคุยเรื่องเพศกันได้
เมื่อมองไม่เห็น = ไม่ถูกนับ
หวังความรุนแรงของ LGBTQ+ ถูกเขียนในพ.ร.บ.
‘ทอมหึงโหด กระเทยไม่มีวันได้พบรักแท้’
คำพูดประมาณนี้ล้วนส่งอิมแพกต์ทางความรู้สึก ชนิดที่เจ็บลึกฝังใจ
ส่วนตัว ‘รตี’ ยินดียิ่งที่เรามี กฎหมายสมรสเท่าเทียม ที่ช่วยเปลี่ยน ‘นิยามความเป็นครอบครัว’ ทั้งยังปลดล็อกความห่วงกังวล ว่าถ้ามีลูกเป็น LGBTQ+ จะไม่มีกฎหมายซัพพอร์ต
แต่ความท้าทายคือ เรายังไม่มีการรวบรวม ‘สถิติความรุนแรงของ LGBTQ+ ในครอบครัว’ มีเพียงข้อมูลที่เบสออน ชาย-หญิงเท่านั้น ทั้งยังมีปรากฏการณ์กลุ่มศาสนาสุดโต่ง ต่อต้านไม่ให้จัดพิธีแต่งงาน
“ภาคประชาชน เป็นความหวัง เพราะถ้า พ.ร.บ.นี้เกิดขึ้น จะทำให้เราเห็นข้อมูล รวมถึงการจัดระบบบริหารเพื่อมาซัพพอร์ต เช่น การจัดบ้านพักฉุกเฉิน”
ในช่วงหนึ่ง ‘เฟย์’ นักศึกษา ม.แม่ฟ้าหลวง ถามถึง white murderer ด้วยคำพูด จนเกิดเป็นทรอม่าในจิตใจในช่วง ม.ต้น แต่ถ้าจะไปพบจิตแพทย์ ในวัยต่ำกว่า 18 ปีต้องมีผู้ปกครองไปด้วย ควรทำอย่างไร?
รตีแนะว่า ถ้าคุยกับพ่อแม่ไม่ได้ อาจจะเลือกคุยญาติ หรือขยับมาเป็นวงนอกอย่าง ครู, เพื่อน หรือ ‘เขียนไดอารี่’ ให้พื้นที่บนหน้ากระดาษ ช่วยระบายความคับข้องใจ
‘สื่อ’ คือเบ้าหลอม
ห่วงความรุนแรงแพร่ได้เหมือน ‘ไวรัส’
จากประสบการณ์ของ ฟาโรห์ จักรภัทรานน The Common Thread
ชวนค้นลึกไปถึงต้นสายปลายเหตุของ ‘ความเชื่อ’ ที่หล่อหลอมให้ คน กลายเป็น ปีศาจ และอนุญาตให้เกิดสิ่งนี้
“ผมมองความรุนแรง เหมือนไวรัสในอากาศ ที่มัน spread ได้
สิ่งที่น่ากลัวสุด คือเวลาที่มันเกิดในบ้าน เพราะมีรั้วรอบขอบชิด หลายครั้งมันจึงไม่ถูกพูดถึง”
“เมื่อไม่เห็น มันจะไม่ถูกนับ บ้านเรามีปัญหาเรื่องการเก็บรวบรวมและเชื่อมต่อข้อมูล อย่างเช่นมีเคสเกิดขึ้นที่ประจวบคีรีขันธ์ ถ้าเรามีนิยามมองความรุนแรงเหมือนไวรัสที่แพร่ไป คุณจะเริ่มกังวลกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในแม่ฮ่องสอน เชียงราย หรือแม้กระทั่งหาดใหญ่ เราประเมินต่ำไป
มองไม่เห็นว่าพ่อคนนึงติดสุรา แม่ติดสารเสพติด เด็กคนนึงเติบโตมาด้วยลำแข้งที่เป็น ‘ลำแข้ง’ จริงๆ”
พร้อมชวนนึกภาพจากหน้าข่าว เด็กก่อเหตุทำร้ายกันแล้วมีคนโดนลูกหลง หรือโตมาเป็นอาชญากร หากมองย้อนกลับไปจะเห็นเลยว่า ‘มันมีสารตั้งต้นที่เยอะมากๆ’
จากการทำงานตรงนี้ได้เห็นหลายรูปแบบ แต่ละสังคม วัฒนธรรมและความเชื่อ มีอีกหลายบ้านไม่แม้แต่จะมองมองเห็นว่านี่คือความรุนแรงด้วยซ้ำ
‘รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี’ หรือการที่ครูตีเด็กแรงเกินไป วันนี้เราได้เรียนรู้แล้วว่าคือความรุนแรงรูปแบบหนึ่ง
“การผ่านกฎหมาย เป็นเรื่องที่ดีมากๆ แต่ต้องสร้างความตระหนักรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องของบ้านนั้น มันคือเรื่องของเรา จะไม่ปล่อยปละละเลยเด็กคนนึงที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้งไว้ท้ายหมู่บ้าน เด็กที่เราได้ยินเสียงพ่อเขาทุบตี
เพราะไม่รู้ว่าเราจะเป็นเหยื่อเมื่อไหร่”
สิ่งหนึ่งที่อยากเห็น คือ ‘มายด์เซตร่วมในสังคม’ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ไหน เราจะเทกซีเรียสทุกภาคส่วน
“ต้องทำให้รู้ว่าถ้าคุณเป็นโควิด ควรจะต้องใส่แมสก์ ป้องกันไวรัสอย่างไร ให้ไม่ไปทำลายคนอื่น”
อีกสิ่งที่สังคมไทยต้องมีคือ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ให้ผู้ถูกกระทำไม่รู้สึกอับอาย
และแน่นอนว่าการมีกฎหมายที่จะช่วย ‘ป้องปราม’ อีก 1 ฉบับ ย่อมดีกว่าการปราบปราม
สำหรับ ฟาโรห์ หนึ่งในคีย์สำคัญคือ ‘สื่อ’ ทำให้เห็นภาพความรุนแรงเป็นเรื่องชินชา และ spread ไปได้ถึงระดับบ้าน
มีอะไรที่สื่อใหญ่พอจะขยับได้บ้าง นอกเหนือไปจากการสัมภาษณ์เพื่อเอาน้ำตาของพ่อ-แม่เหยื่อ
“การที่คนดูไลฟ์เป็นแสนๆ ที่เอาความรุนแรงในครอบครัวมาเผยแพร่ ใส่ช่องทางในการช่วยเหลือติดต่อเพิ่มไปอีกสักนิดได้ไหม หมวกของสื่อสำคัญ เพราะการสื่อสารซ้ำๆ ทำให้สังคมเกิดภาพจำ”

นรกของความหวังดี
ความรุนแรงของบ้านอื่น คือเรื่องของเรา
ฟาโรห์ อัพเดตว่า ในหลายประเทศมีกฎหมาย Hate Crime มีคำว่า ทารุณกรรมทางการศึกษา
ถามว่าในฐานะพ่อแม่ ผิดไหมอยากให้ลูกมีอนาคต เรียนโรงเรียนดีๆ เลยส่งไปติว 13-14 ชม.ต่อวัน (ในเกาหลีใต้)
หรืออย่างบ้านเราเสาร์-อาทิตย์เด็กควรจะได้พักบ้าง หนักกว่านั้นเรียน 7 โมง-2 ทุ่ม “แกต้องเข้าโรงเรียนนี้ มหา’ลัยนี้ให้ได้”
เด็กญี่ปุ่น ถูกแม่บังคับสอบเข้าคณะแพทย์ ติดต่อกัน 9 ปี สุดท้ายเขาหันมองกลับไปบอกกับพ่อแม่
“ฉันกับแกอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้แล้ว” สุดท้ายเขาก่อเหตุฆาตกรรม
มีเด็กกี่คนแล้วที่จากโลกไป เพราะเป็นโล่รางวัลของพ่อแม่ไม่ได้ เป็นความรุนแรงในคราบนิยาม ‘ความรัก’
“ความรุนแรงของครอบครัวเป็นเรื่องของเรา ถ้าเห็นตรงกันทั้งประเทศ จะขยับได้มูฟใหญ่มากๆ” ฟาโรห์เชื่ออย่างนั้น
ไม่ใช่แค่ผัวเมียตีกัน
วงจรความรุนแรง ที่สังคมยังไม่เก็ต
ไม่เพียงใต้ชายคา แต่ในรั้วสถาบันการศึกษา
ทางด้าน ธารารัตน์ ปัญญา Feminist Legal Support (FLS) เคยเผชิญกับความรุนแรงทางเพศในรั้วมหาวิทยาลัย เป็นจุดบันดาลใจให้เป็นทนายความ ที่ทำประเด็นนี้
ทุกวันนี้คนรุ่นใหม่เริ่มตระหนัก แต่ยังมีบางส่วนมองว่าเป็นเรื่องระหว่างคู่รัก ไม่ควรเข้าไปยุ่ง
“ถ้าเราเข้าไป in between คำพูดที่ว่า ‘เขานอนคุยกัน’ พบเจอบ่อย แต่มันไม่ควรยอมรับได้ เราทุกคนมีส่วนหยุดยั้ง ถ้าเราเจอต่อหน้าไม่มีคำว่า ‘กินอาหารหมา’ เราต้องเข้าไป”
“ความท้าทายคือ ทำอย่างไรให้สังคมเข้าใจสภาวะของผู้ถูกกระทำ ยิ่งอยู่ตรงนั้นนาน เขาจะมีภาวะไม่แน่ใจว่าจะออกมาได้ไหม จะอยู่ยังไง เราต้องไปช่วยเอ็มพาวเวอร์เขา ว่าถ้าออกมาจากความสัมพันธ์นี้ได้ จะมีคนคอยซัพพอร์ต ทั้งด้านด้านกฎหมาย สาธารณสุข”
เพราะหลายครั้งไปพูดกับเพื่อน ฉันโดนแฟนทำร้ายร่างกาย จะมีคำว่า ‘ทำไมมึงไม่ออกมา โง่เหรอ’ สะท้อนอคติที่มองไม่เห็นวงจรความรุนแรง
อีกทั้งยังเห็นมายด์เซตนี้ในตำรวจที่รับเรื่อง บ่อยครั้ง มองผัวเมียทะเลาะกันเป็นเรื่องปกติ จึงหาทางไกล่เกลี่ย เช่น อ้างสถิติ 10 เคสที่ผ่านมา เดี๋ยวก็กลับไปอยู่ด้วยกัน ยังต้องฝ่าฟันอคติของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมด้วย
แต่มั่นใจอย่างหนึ่งว่า ยิ่งร่วมกันส่งเสียง จะยิ่งสร้างความเปลี่ยนแปลง

หันไปฟังทาง สมโภชน์ สง่าพล แกนนำเครือข่ายชุมชนลดละเลิกเหล้า และยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ผู้ที่คอยสอดส่องในเขตปทุมวัน
“เราอยู่ในชุมชนเห็นหลายปัญหา ถ้าเกิดกับผู้หญิงและเด็ก ยิ่งโกรธ แต่ผู้หญิงด้วยกันซ้ำเติมกันก็มี ‘ไปช่วยทำไมมันแรดจะตาย’ แต่มันไม่มีใครอยากมีผัวพร้อมกัน 9 คน”
พร้อมแชร์ความกังวลว่า พ.ร.บ.อาจยังขาดมิติการพูดถึง คนที่ยื่นมือเข้าไปช่วย
โดยเล่าถึงเคสปู่เลี้ยงละเมิดทางเพศเด็ก ในฐานะผู้ประสานกลับ ‘ถูกขู่’ ฟ้องเรียกเงินและไปปล่อยข่าวให้เสียหาย จึงเสนอว่าน่าจะมีส่วนที่ระบุถึง ‘ความคุ้มครอง’ ผู้ที่ให้การช่วยเหลือด้วย รวมถึงบางเคส เด็กไม่มีผู้ปกครอง
ไต่ระดับจาก ‘คำพูด’
ช่องว่างทางกฎหมาย-มายด์เซตต้องปรับ
ทางด้าน บุษยาภา ศรีสมพงษ์ จาก SHero เห็นช่องว่างที่ใหญ่มาก
“กฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำนะ แต่ด้วยการรักษาสถานภาพอันดีของครอบครัว… แทนที่จะใช้หลักคุ้มครองสวัสดิภาพและความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำเป็นสำคัญ”
บุษยาภาชี้ว่า กว่า 90% เป็นลักษณะบีบบังคับ ทำให้รู้สึกตัวเล็ก ไม่เท่ากันทางอำนาจ แล้วค่อยๆ ไต่ระดับ
“เริ่มจากใช้คำพูดก่อน และเริ่มควบคุม หลายรูปแบบมาก เช่น ติดตามทางโซเชียล ทั้งออฟไลน์ การแต่งกาย การใช้ยา ถ้าจะไป รพ.ต้องไปกับฉันเท่านั้น รวมถึงการทำตัวนิสัยไม่ดีต่อคนรอบตัวของแฟน ให้เพื่อนไม่อยากอยู่กับเขา มันคือการ Isolation ทำให้โดดเดี่ยวจากระบบสนับสนุนทั้งหมด”
ถ้าเพื่อนเจอเหตุการณ์แบบนี้ แนะนำว่า ‘เป็นผู้ฟังโดยไม่ตัดสินและอยู่เคียงข้าง’ เพราะไม่อย่างนั้นเขาจะไม่เลือกคุยกับเรา
อีกเรื่องใหญ่คือ วาทกรรมที่ยังกล่าวโทษผู้เสียหาย ‘ทนทำไม?’ มันเป็นเรื่องที่ต้องถอยกลับมามองว่า อะไรทำให้ผู้กระทำรู้สึกว่า ฉันทำได้ และจะรอดด้วย
“เพราะเขาจะมีวิธีการที่ หลังทำร้ายเสร็จอาจจะ ‘ขอโทษนะ แต่เพราะเธอทำอย่างนี้กับฉัน’ ทำให้รู้สึกว่าเป็นเพราะตัวเอง จนเกิด ‘ทรอม่า’ ซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน อาจจะนิ่งเฉย ประจบให้ไม่ถูกทำร้ายอีก หรือสู้กลับจากภาวะที่โดนทำร้ายมาต่อเนื่อง”
ดังนั้น กฎหมายควรออกแบบให้เมกเซนส์ ‘เน้นคุ้มครองเหยื่อ’ ด้วยแอ๊กชั่นอย่างทันท่วงที ผ่านสหวิชาชีพ รวมถึงต้องมีมาตรการ intervention program ที่ทำให้รู้ตัวว่าเป็นผู้กระทำความรุนแรง เพื่อปรับพฤติกรรม
เพราะบางทีคนรักอาจจะไม่อยากเห็นสามีเข้าคุก ต้องทำงานลึกถึง ‘ระดับความคิด’
“ทำไมถึงคิดว่าเธอใช้ความรุนแรงได้ มันเป็นเรื่องของ ‘การหลอมสร้างทางสังคม’ และความเชื่อฝังหัวด้วย”
“ถ้ามองดีๆ เราทุกคนมี ทรอม่าเล็ก-ใหญ่ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเอาเรื่องบาดแผลในวัยเด็ก มาเป็นใบอนุญาต”
“ความรุนแรงในครอบครัว ต้องเป็นวาระแห่งชาติ ทรัพยากรต้องเพียงพอทุกภาคส่วน เราจะได้ไม่ต้องได้ยินอีกว่า ‘เคสล้น’ คนทำงานไม่พอ โต๊ะ-ปากกาก็ต้องซื้อเองหมด”
นักกฎหมายท่านนี้ หวังเห็นรัฐลงทุนกับความปลอดภัย ผ่านร่างกฎหมาย เพื่อเป็นเสื้อเกราะของสังคม
“ถ้าเราใส่ทรัพยากรให้คนทำงานได้ มันจะช่วยให้ไม่รังเกียจเดียดฉันท์ในการเข้าไปช่วยเหลือ เมื่อเป็นวาระแห่งชาติ ระบบสังคมเปลี่ยนไปตามนโยบาย มันจะลดอาชญากรรมในหลายรูปแบบระยะยาวได้
เพราะสุดท้ายแล้ว สังคมที่ไม่อนุญาตให้ความรุนแรงในครอบครัวเกิดขึ้น มันจะปลอดภัยกับทุกคนอย่างแท้จริง”
อธิษฐาน จันทร์กลม

