ผศ.ดร.ศรัญญู เทพสงเคราะห์
ล้วงเลาะเจาะลึก ‘(รัฐ)ราชทัณฑ์’
‘ผมอยากให้ผู้มีอำนาจได้อ่าน’
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า หนึ่งในคำสำคัญของข่าวบ้านการเมืองไทยในวันนี้ มี ‘ราชทัณฑ์’ เป็น 3 พยางค์คุ้นหู
ปรากฏในหน้าสื่อแทบไม่เว้นแต่ละวันในฐานะหน่วยงานสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย
ล่าสุด ถูกตั้งคำถามเรื่องการใช้ ‘กุญแจเท้า’ หรือเทียบเท่าโซ่ตรวนในอดีต พันธนาการผู้ต้องขังขณะเดินทางออกนอกเรือนจำ
ย้อนไปในไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ งานราชทัณฑ์มีความเป็นมายาวนาน ตั้งแต่การลงทัณฑ์ยุคจารีต แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน เข่นฆ่าให้ตายตกไปตามกัน กระทั่งเข้าสู่ยุคศิวิไลซ์ ที่ปรับโหมดสู่มุมมองด้านสิทธิมนุษยชน
ขณะที่ ‘กรมราชทัณฑ์’ ซึ่งเดินทางเข้าสู่ปีที่ 110 นับแต่สถาปนาขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็มีพัฒนาการสำคัญในแต่ละห้วงสมัย โดยเฉพาะหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ.2475

เรื่องราวทั้งหมดนี้ ไม่หลุดรอดจากสายตา ผศ.ดร.ศรัญญู เทพสงเคราะห์ เจ้าของผลงาน ‘รัฐราชทัณฑ์’ ปกสีแดงฉาน สะดุดตา ประกอบด้วย 6 บทเข้มข้น อัดแน่น 383 หน้า พร้อมภาพประกอบชนิดอันซีน
ปรับปรุงจากวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก จำนวน 442 หน้า A4 ‘จากการคุมขังสู่การแก้ไขฟื้นฟู : การเปลี่ยนแปลงของการราชทัณฑ์ไทยสมัยใหม่ พ.ศ.2433-2506’ ปีการศึกษา 2564
ถือเป็นหนึ่งในนักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ ที่มีภาพเด่นชัดถึงความสนใจใน ‘แนว 2475’
ทุ่ม 5 ปีของชีวิต ขีดเขียนค้นคว้า ปรากฏในประโยคแรกของ ‘กิตติกรรมประกาศ’ ว่า ‘วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เปรียบเสมือนเป็นพันธนาการที่ผูกติดกับผู้เขียนมาตลอด’
ถามว่า เมื่อได้รับการอนุมัติให้เป็นส่วนหนึ่ง ของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาอักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต เปรียบอารมณ์ความรู้สึกกับนาที ‘นักโทษการเมือง’ ได้รับอิสรภาพจาก ‘มหา’ลัยลาดยาว’ หรือไม่ และพ็อคเก็ตบุ๊กรัฐราชทัณฑ์เสมือนพวงมาลัยคล้องคอหน้าคุก ดังเช่นภาพถ่ายเก่าของเหล่านักคิดนักเขียนในอดีต?

“ก็ไม่รู้เหมือนกัน (ยิ้ม) ผมมองว่าหนังสือเล่มนี้ น่าจะให้ภาพประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์ที่ใช้เป็นความรู้เบื้องต้นในการค้นคว้าต่อยอดได้พอสมควร เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นภาพรวม เป็นประโยชน์กับคนที่สนใจประวัติศาสตร์เกี่ยวกับราชทัณฑ์ไทย” ศรัญญูตอบเรียบๆ ไม่หวือหวา ต่างจากผลงานค้นคว้าอันลึกซึ้งเปี่ยมสีสัน แม้ใช้ภาษาเคร่งขรึมสไตล์นักวิชาการ
เดินทางมาคุยลึก พร้อมวรรณกรรมคลาสสิกที่บอกเล่าชีวิตภายใต้พันธนาการ อาทิ แดนหก ผลงาน ชุลี สารนุสิต, บันทึกจากบางขวาง และสู่สันติภาพ โดย จารึก ชมพูพล เป็นต้น
แววตาเป็นประกายทุกคำที่เล่าถึงบางช่วงบางตอนในหนังสือที่ไม่เพียงอยู่บนชั้นในฐานะของสะสมล้ำค่า ทว่า คือหนึ่งในบันทึกประวัติศาสตร์นอกเอกสารราชการ
แม้จะอยากพิมพ์ประโยคที่ว่า ศรัญญู เทพสงเคราะห์ คือผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์ไทยที่สุด ณ ตอนนี้ ทว่า ถูกทัดทานโดยเจ้าตัว ที่เอ่ยว่า
“คนราชทัณฑ์ อาจมีความเชี่ยวชาญมากกว่าผม ขอเรียกว่าผมเป็นผู้สนใจ หรือผู้ศึกษาดีกว่า”
ต่อจากนี้ คือ ปากคำของผู้สนใจประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์อันปรากฏชื่อเสียงเรียงนามบนปกหนังสือที่มาแรงที่สุดของสำนักพิมพ์มติชน ประจำเดือนมิถุนายน 2568

⦁ ความสนใจในประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์ ผุดขึ้นในใจช่วงไหนของชีวิต เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสถานการณ์การเมืองร่วมสมัยอย่าง ‘ม็อบ’ ต่างๆ หรือเปล่า?
งานชิ้นนี้ผมทำภายใต้บริบททางการเมืองหลังรัฐประหารปี 2557 ผมเข้าเรียนที่จุฬาฯปี 2559 ซึ่งมันมีความเคลื่อนไหวทางการเมือง มีบรรยากาศทางการเมืองที่สำคัญ คือการเกิดนักโทษทางการเมืองจำนวนมากซึ่งมีผลต่อการทำงานพอสมควรนำไปสู่การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องราชทัณฑ์ พร้อมกับเห็นเรื่องราวเกี่ยวกับคุกในหน้าสื่อมากขึ้น เห็นข่าวนักโทษในคุกติดโควิด
ผมมองราชทัณฑ์ในปัจจุบันแล้วมองย้อนกลับไปเห็นร่องรอยอะไรบางอย่าง ปัญหาที่เราเจออยู่ในปัจจุบัน เช่น นักโทษล้นคุก สุขภาพอนามัย อาหาร การฝึกอาชีพอะไรต่างๆ ปัญหาเหล่านี้ ไม่ใช่อยู่ๆ มันเพิ่งมาเกิดขึ้น อย่างนักโทษล้นคุก เป็นปัญหาตั้งแต่มีคุกสมัยใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 แล้วด้วยซ้ำ ปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่
แต่เอาจริงๆ ผมสนใจประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์ตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาโท พยายามทำเป็นวิทยานิพนธ์ ช่วงนั้นอ่านงานหลายๆ ชิ้นที่ค่อนข้างสนุก เช่น งานอาจารย์สายพิณ ศุพุทธมงคล (คุกกับคน : อำนาจและการต่อต้านขัดขืน) มิเชล ฟูโกต์ (Discipline and Punish) อะไรพวกนี้ แล้วลองมาคิดว่าในประวัติศาสตร์ไทยมันมีคนทำหรือยัง ซึ่งก็ยังไม่มีคนทำสักเท่าไหร่ ถ้ามีก็เป็นรุ่นเก่าๆ เลย มันยังมีช่องทาง อย่างประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์ช่วงหลัง 2475 ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่ยังไม่มีคนศึกษา แต่ปัญหาคือหลักฐาน ในฐานะประวัติศาสตร์ พอมีปัญหาเรื่องหลักฐานก็ลำบาก ระหว่างพยายามค้นหาหัวข้อสักระยะหนึ่ง ปรากฏว่าความสนใจหันเหไปอีกทาง คือประวัติศาสตร์การเมืองเกี่ยวกับเรื่องของที่ดิน เพราะไปเจอหลักฐานชุดหนึ่งเกี่ยวกับนโยบายที่ดินสมัยคณะราษฎร เลยพับเรื่องราชทัณฑ์ แต่หลักฐานก็ไม่ได้ทิ้งไปไหน ยังเก็บไว้ที่บ้าน

จนกระทั่งมาเรียนต่อปริญญาเอกที่อักษรฯ จุฬาฯ เลยลองมาดูว่าจะทำอะไรกับมันได้บ้าง ผมมองว่าถ้าทำแค่ช่วงคณะราษฎรคงไม่พอ เลยขยายช่วงเวลาศึกษาให้กว้างกว่านั้น คือย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดคุกสมัยใหม่ จนมาถึงยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีพัฒนาการเป็นอย่างไร ยาวไปสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งก็ได้เห็นภาพรวมพัฒนาการราชทัณฑ์อย่างน้อย 3 ระบอบการเมือง ตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ประชาธิปไตย และเข้าสู่ระบอบเผด็จการช่วงสงครามเย็น
⦁ อุปสรรคความท้าทายระหว่างขั้นตอนดำเนินการ การเข้าถึงหลักฐาน ยากไหม?
หลักฐานเรื่องของคุกของราชทัณฑ์มีเยอะมาก แต่ข้อมูลค่อนข้างกระจัดกระจาย บางช่วงเวลามีหลักฐานเยอะ อย่างสมัยรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 แต่พอมาถึงรัชกาลที่ 7 หลัง 2475 ปรากฏว่าหลักฐานไม่ค่อยมี ประหลาดมาก ถ้าเราดูภาพรวมทั้งหมดจะเห็นว่า บางช่วงเวลาข้อมูลเยอะ มันสามารถลงรายละเอียดได้ บางช่วงเวลาเราอาจจะเห็นแค่นโยบาย เห็นแค่มุมมองผ่านรัฐ แต่อาจจะไม่เห็นเรื่องราวของนักโทษ ซึ่งแม้จะมีเยอะมากผ่านสายตานักโทษการเมืองที่บอกเล่าเรื่องราวในคุก แต่นักโทษทั่วไปเราไม่มี
บางเรื่อง อย่างเช่นตะรุเตา พูดถึงนักโทษการเมือง แต่เอาจริงๆ นักโทษการเมืองที่อยู่ในตะรุเตา มีหลักสิบ ขณะที่หลักพันเป็นผู้ต้องขังที่เรียกว่า นักโทษกักกัน กลับไม่มีเรื่องราวพวกนี้
ตอนแรก ผมอยากทำเรื่องภาพสะท้อนเกี่ยวกับชีวิตหรือเสียงของกลุ่มนักโทษในฐานะผู้ถูกกดขี่จากอำนาจรัฐ แต่มีปัญหาในแง่ของการทำพอสมควร เพราะเจอแต่เสียงนักโทษการเมือง แต่นักโทษทั่วไปไม่ได้มีข้อมูลให้เราศึกษาได้ในระยะเวลายาวๆ

⦁ ความหมายที่แปรเปลี่ยนเลื่อนไหล ของคำว่า ‘ราชทัณฑ์’ ที่สะท้อนพัฒนาการผ่านชื่อภาษาอังกฤษของกรมราชทัณฑ์ น่าสนใจมาก ส่วนตัวมองว่าห้วงเวลาไหนของไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ที่เข้าใกล้ความเป็นสถาบันแก้ไขฟื้นฟูตามอุดมคติมากที่สุด?
คำว่า ราชทัณฑ์ แปลง่ายๆ คือทัณฑ์ของพระราชาในฐานะที่ผู้มีอำนาจในการลงทัณฑ์ ในการสร้างกฎระเบียบแบบแผนความเรียบร้อยในสังคม ส่วนชื่อภาษาอังกฤษของกรมราชทัณฑ์ มีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลา จากเดิมคือ Prison Department แปลตรงตัวคือ กรมคุก ฟังก์ชั่นบอกชัดเจนว่าคุกมีไว้สำหรับขังคน
ในขณะที่ช่วงหลัง 2475 มีการเปลี่ยนชื่อเป็น Penitentiary department เหมือนเป็นสถานดัดสันดาน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้กระทำความผิดให้มาเป็นพลเมืองดี ซึ่งมันก็สะท้อนไอเดียใหม่ๆ ที่เข้ามา จากนั้นในยุคสงครามเย็นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีไอเดียแบบอเมริกาเข้ามา โดยมองว่าเรื่องราชทัณฑ์ เรื่องคุกอะไรทั้งหลาย คือสถาบันของการฟื้นฟูพฤติกรรมผู้กระทำผิด ชื่อภาษาอังกฤษจึงกลายเป็น Department of corrections สะท้อนให้เห็นถึงการไอเดียแบบใหม่ที่เข้ามาในช่วงเวลาต่างๆ
ถ้าถามถึงความสำเร็จ หรือใกล้เคียงกับความก้าวหน้าที่สุดในอดีต ผมมองว่าคือสมัยคณะราษฎร ซึ่งมีแนวคิดดี นโยบายดีมาก แต่ในทางปฏิบัติอีกเรื่องหนึ่ง ตัวอย่างง่ายๆ เลย คือเรื่องทัณฑนิคม คือ ไอเดียดี นโยบายดี แต่สุดท้ายมีปัญหาในทางปฏิบัติ ซึ่งต้องไปอ่านในหนังสือเล่มนี้ว่ามีเงื่อนไขอะไร ทำไมมันมีปัญหา (ยิ้ม)
อีกช่วงเวลาหนึ่งที่น่าสนใจ คือช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมันก็มีไอเดียหลายๆ อย่างที่น่าสนใจ แต่ในทางปฏิบัติจะเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเราจะเห็นว่าเริ่มมีการทดลองอะไรใหม่ๆ

⦁ อีกประเด็นน่าสนใจคือ ‘โทษประหาร’ ซึ่งดูเป็นประเด็นร่วมสมัยที่องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศพยายามผลักดันให้ยกเลิก จริงๆ แล้ว ไทยถกกันมาตั้งแต่ 93 ปีก่อน?
จริงๆ แล้ว เรื่องโทษประหารชีวิตมันเป็นข้อถกเถียงสำคัญในช่วงหลัง 2475 ว่าเราจะคงไว้ซึ่งเรื่องโทษประหารหรือเปล่า หรือจะยกเลิกโทษประหารไปเลย ไม่ก็จะเปลี่ยนวิธีดำเนินคดีความแบบเป็นอารยะ ท้ายที่สุดแล้วมันจบลงที่ พ.ศ.2477 มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการประหารให้มีมนุษยธรรมมากขึ้น คือเปลี่ยนจากการตัดคอ ไปสู่การยิงเป้า ให้ดูโหดร้ายน้อยลง ทรมานน้อยลง และทำในพื้นที่ปิด ไม่ใช่ในพื้นที่สาธารณะให้เหมือนเป็นมหกรรมเฉลิมฉลองความตาย
ต่อมาในรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม สมัยที่ 2 เมื่อได้รับไอเดียใหม่จากนานาชาติขึ้นมา ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงถึงขั้นเสนอการยกเลิกโทษประหารชีวิต แต่สุดท้ายแล้วเมื่อมีการพูดคุยถกเถียงกันในกลุ่มชนชั้นนำในรัฐบาล ก็ไม่สามารถยกเลิกโทษประหารได้ แต่มันจะมีเงื่อนไข คือชะลอการประหารชีวิตนักโทษ และประหารชีวิตเฉพาะเงื่อนไขอะไรบ้าง ถึงแม้ยังมีโทษประหาร แต่ก็มีการชะลอการประหารชีวิต
⦁ 37 อธิบดีกรมราชทัณฑ์ จากอดีตถึงปัจจุบัน คนไหนโดนใจสุด? ขอเหตุผลในเชิงประวัติศาสตร์ประกอบ
น่าจะเป็น ขุนศรีศรากร (ชลอ ศรีธนากร) ซึ่งในด้านหนึ่งเป็นสมาชิกคณะราษฎรที่เป็นตำรวจสันติบาลด้วย ต่อมาได้เป็นผู้บัญชาการเรือนจำบางขวาง ซึ่งตอนนั้นรับผิดชอบนักโทษการเมือง จากนั้นขึ้นเป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์
ขุนศรีศรากรนำไอเดียความก้าวหน้าหลายๆ อย่าง เช่น อาชญาวิทยาสมัยใหม่มาใช้กับงานราชทัณฑ์ โดยนำมาปรับปรุงหน่วยงานราชทัณฑ์ เริ่มมีการเอาแนวคิดด้านมนุษยธรรมมาใช้ ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือการปลดโซ่ตรวนผู้ต้องขังทั่วประเทศ แต่ก็ทำได้แค่ในช่วงเวลาที่ท่านเป็นอธิบดี เพราะเมื่อเข้าสู่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดปรากฏการณ์นักโทษหนีออกจากคุกเยอะมาก สุดท้ายนโยบายปลดโซ่ตรวนเลยถูกยกเลิก

⦁ ถ้าจะมี EP2 หรือภาคต่อ ยังอยากล้วงเลาะเจาะลึกรัฐราชทัณฑ์ในด้านไหนอีก?
ยังมีบางเรื่องที่น่าทำอีก เช่น นักโทษต่างชาติ ผมเจอเอกสารเยอะมาก สามารถนำมาขยายได้ในหลายด้าน อีกส่วนหนึ่งที่อาจจะเป็นพื้นที่ซึ่งยังสามารถพูดถึงได้ คือ นักโทษหญิงที่ยังไม่มีคนศึกษาเลย ในทางประวัติศาสตร์มีการพูดถึงชีวิตของผู้ต้องขัง ซึ่งส่วนใหญ่จะพูดถึง ผู้ต้องขังทางการเมือง นักโทษคอมมิวนิสต์ แต่ความจริงแล้วยังมีนักโทษกลุ่มอื่นๆ ที่มีหลักฐานสามารถนำไปศึกษาได้อีก แต่ต้องจัดระบบข้อมูลที่กระจัดกระจาย
⦁ ขอย้อนกลับมาเรื่องนักโทษการเมือง ในอดีต เราเคยมี ‘คุกการเมือง’ หรือการแยกแดนเฉพาะหรือไม่?
หากเรามาดูเรื่องนักโทษการเมือง มันถูกนิยามหลากหลาย แต่ละยุคแตกต่างกันไป บางยุคบางสมัยมองว่านักโทษการเมืองเป็นผู้กระทำผิดทางกฎหมายอาญา เช่น ในช่วงระบอบเก่า กรณีกบฏ ร.ศ.130 อย่างไรก็ตาม เมื่อระบอบการเมืองเปลี่ยน คณะราษฎรมองว่าคนกลุ่มนี้เป็นนักโทษจากแรงจูงใจทางการเมือง ซึ่งในช่วงหลัง 2475 เราเห็นชัดเจนถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจทางการเมือง จึงมีนักโทษการเมืองเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนำไปสู่การพิจารณานิยามของคำว่า นักโทษการเมืองและการปฏิบัติต่อนักโทษการเมือง ว่าควรเป็นอย่างไร
สุดท้าย จึงมีการควบคุมเฉพาะกลุ่ม โดยแยกออกจากนักโทษทั่วไป กลุ่มของนักโทษชุดใหญ่ คือ กบฏบวรเดช และพวกนักโทษคอมมิวนิสต์ต่างๆ แยกออกจากแดนทั่วไป เพราะหัวใจสำคัญ คือ การควบคุมไม่ให้นักโทษการเมืองเผยแพร่แนวคิด อุดมการณ์ไปสู่นักโทษทั่วไป และจำกัดข้อมูลข่าวสารเพื่อไม่ให้นักโทษการเมืองรับรู้ข่าวสารจากภายนอก จึงมีการแยกแดน มีไอเดียถึงขั้นการตั้งคุกเฉพาะสำหรับนักโทษการเมือง ตามเกาะอาดังราวี ใกล้เกาะตะรุเตา แต่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากปัญหาด้านงบประมาณ

⦁ กลุ่มเป้าหมายที่อยากชี้เป้าให้อ่าน ‘รัฐราชทัณฑ์’ มากที่สุดคือใคร?
ผมอยากให้คนที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องนิรโทษกรรมทางการเมืองได้อ่าน เพราะนักโทษทางความคิดไม่ใช่อาชญากร เขากระทำผิด จากการเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือการแสดงความคิดเห็นที่ไม่สอดคล้องกับผู้มีอำนาจ ในหนังสือเล่มนี้ มีการพูดถึงนักโทษการเมือง ในฐานะที่เป็น Exception หรือข้อยกเว้นในกิจการราชทัณฑ์ไทย ถ้าเป็นไปได้ขอฝากผู้มีอำนาจ ระดับ ส.ส. หรือคนที่ทำงานกับกฎหมายนิรโทษกรรม รวมถึงสังคม ว่าควรที่จะรับรู้ในส่วนนี้
อีกส่วนหนึ่งคือคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับราชทัณฑ์หลายๆ บทบาท ถ้าได้อ่านเล่มนี้ จะทราบที่มาที่ไปเกี่ยวกับนักโทษต่างๆ ทำไมเราจึงต้องยังมีคุกอยู่ ทำไมปัญหาที่เราเห็นในปัจจุบันถึงเกิดขึ้น ปัญหานักโทษล้นคุก, อาหาร และสุขภาพ ซึ่งมีที่มาที่ไป
ไม่ใช่ปัญหาที่อยู่ๆ ลอยขึ้นมา แต่เป็นผลสืบเนื่องมาจากประสบการณ์ในอดีต

ทีมข่าวเฉพาะกิจ – เรื่อง
ยิ่งยศ เอกมานะชัย – ภาพ

