ชาติไม่ใช่แค่ดินแดน
อย่าผลักไสคนไม่เอาสงคราม
กางข้อมูล คิดรอบด้าน ‘ชาวบ้าน-พลทหาร’แบกรับ
เครียด ตึง ขมึง เกร็ง ขึ้นตามลำดับ
สำหรับสถานการณ์กัมพูชา-ไทย ที่ไม่ควรบานปลาย ก็ส่อเค้าไม่จบง่าย
เสียงแตก แบ่งฝักฝ่ายคอมเมนต์ ท่ามกลางแฮชแท็ก #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
คนเห็นต่าง ไม่เอาสงคราม กลับถูกมองจากโลกโซเชียลว่าอ่อนด้อย ไม่รักชาติ
7 มิถุนายน ภูมิธรรม เวชยชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลง 4 ข้อหลังหารือฝ่ายกัมพูชา ว่า ‘เป็นที่น่าเสียดายที่ข้อเสนอที่ดี ซึ่งจะนำไปสู่การลดการเผชิญหน้าและสันติภาพถูกปฏิเสธ ยิ่งไปกว่านั้น กลับมีการเพิ่มกำลังทางการทหารที่ยิ่งเพิ่มความตึงเครียด’ ไทยจึงต้องเพิ่มมาตรการและเสริมกำลังด้วยเช่นเดียวกัน ย้ำชัดไม่ยอมให้มีการละเมิดอธิปไตย ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดทั้งสิ้น อีกทั้งรัฐบาลไทยไม่ยอมรับเขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice : ICJ) มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2503 และยืนยันการใช้กระบวนการเจรจาแบบทวิภาคีตาม MOU 2543 ซึ่งทั้งสองฝ่ายเคยเห็นพ้องร่วมกัน และยืนยันให้การประชุม JBC เป็นเวทีเพื่อหาทางออกโดยสันติวิธีอย่างเร็วที่สุด โดยย้ำจุดยืนเดิม ที่ขอให้มีการปรับกำลังในพื้นที่ของทั้งสองฝ่ายให้กลับสู่ที่ตั้งเดิมตามการปฏิบัติในปี พ.ศ.2567 เพื่อลดเงื่อนไขการยกระดับความตึงเครียดและการเผชิญหน้า
บรรยากาศ‘กัมพูชา-ไทย’ เข้าข่าย‘ภาวะวิกฤต’
ห่วงขัดแย้งทั้งระดับ‘รัฐ-ประชาชน’
ย้อนไปก่อนหน้านั้น นักวิชาการเคยแนะนำมาก่อนแล้วว่ารัฐบาลต้องยกระดับการสื่อสารเป็น ‘การสื่อสารในภาวะวิกฤต’ และกำหนดผู้ที่จะทำหน้าที่ ‘พูดในนามรัฐบาล’ ให้ชัดเจน ป้องกันความสับสน ข้อมูลไร้ทิศทาง ที่ผ่านมายังสื่อสารช้าเกินไป ส่งผลให้ประชาชนไม่เชื่อมั่น เสี่ยงต่อการเกิดข่าวปลอม และท้ายที่สุดจะถูกขยายผลกลายเป็นปัญหาการเมืองภายใน
ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ล่าสุดทางการกัมพูชาได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะไม่เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 14 มิถุนายนที่จะถึงนี้ พร้อมเดินหน้ายื่นเรื่องพิพาทสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ซึ่งท่าทีดังกล่าวจะทำให้ความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ ทั้งระดับรัฐบาลและประชาชน เพิ่มระดับความเข้มข้นขึ้น นับว่าสถานการณ์ขณะนี้เข้าสู่บรรยากาศที่เป็นภาวะวิกฤตแล้ว
“ความรวดเร็วและความชัดเจนในการสื่อสารจะสัมพันธ์กับความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีให้ผู้นำและรัฐบาล หากล่าช้าจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมภาวะขาดความเชื่อมั่นที่ประชาชนจะมีต่อรัฐบาล และสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการนำประเด็นระหว่างประเทศมาขยายปมความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมไม่เป็นผลดีกับใคร เพื่อลดความสับสนของข้อมูลและทำให้การสื่อสารมีความเป็นเอกภาพมากขึ้น รัฐบาลควรกำหนดบุคคลให้แน่ชัดเลยว่า ใครคือคนหลัก หรือผู้ที่จะทำหน้าที่สื่อสารในนามรัฐบาล อาจจะเป็นตัวของนายกรัฐมนตรีเอง หรือใครก็ได้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นี้ ในสถานการณ์ภาวะวิกฤตไม่ควรปล่อยให้มีการให้ข่าวที่กระจัดกระจายไร้ทิศทาง” ดร.ปุรวิชญ์กล่าว
พร้อมย้อนกรณีตัวอย่างว่า เมื่อครั้งสื่อมวลชนไปสัมภาษณ์ มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กลับได้รับคำตอบคนละมุมกับการไปสัมภาษณ์ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ดังนั้น ต้องกำหนดให้ชัดว่าใครจะเป็นคนพูด และที่สำคัญคือต้องสื่อสารออกมาด้วยความรวดเร็ว ทันท่วงที
“ที่ผ่านมารัฐบาลมีความล่าช้าและขาดความชัดเจนในการสื่อสารอย่างมาก ยกตัวอย่างแถลงการณ์ที่รัฐบาลเผยแพร่ออกมา (4 มิถุนายน 2568) ซึ่งในเชิงหลักการที่ควรจะเป็นแล้ว รัฐบาลต้องสื่อสารออกมาตั้งแต่วันแรกๆ ที่มีสถานการณ์ จะช่วยป้องกันไม่ให้ความรู้สึกของประชาชนเลยเถิดจนยากที่จะควบคุม ดังนั้น การสื่อสารในภาวะวิกฤตนี้ หากล่าช้าไปเพียงนาทีเดียวก็จะเกิดความสับสน มากไปกว่านั้นอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด และมีการนำความเข้าใจผิดเหล่านั้นเผยแพร่ออกไปทางโซเชียลมีเดียต่างๆ จนนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล ซึ่งแทนที่รัฐบาลจะต้องรับภารกิจในการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศอย่างเดียว ก็จะยิ่งเพิ่มมิติความซับซ้อนให้รัฐบาลกลับต้องมาแก้ไขปัญหาทางการเมืองภายในประเทศด้วย” ดร.ปุรวิชญ์เตือน
นอกจากนี้ กรณีที่กลายเป็นดราม่าในโลกออนไลน์ จาก ‘ท่าที’ และวาทะของนายกฯ ที่มีต่อ ‘นักข่าว’ ก็มา กลบประเด็นสำคัญที่ควรได้รับคำตอบอย่างกระจ่างชัด
“เหตุการณ์ที่นายกรัฐมนตรีแถลงข่าว จริงๆ แล้วเป็นโอกาสที่ดีอย่างยิ่งที่จะสื่อสารและสร้างความกระจ่างแจ้งให้กับประชาชนในมิติต่างๆ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีทหารกัมพูชาเริ่มรุกคืบเข้ามาในพื้นที่ชายแดนไทย 200 เมตร นายกฯก็สามารถใช้โอกาสนี้ในการอธิบาย นี่จึงเป็นสิ่งที่น่าเสียดายมากๆ ที่ประเด็นเหล่านี้หล่นหายไป และพื้นที่สื่อถูกกลบไปด้วยท่าทีของนายกฯที่มีต่อผู้สื่อข่าว” ดร.ปุรวิชญ์กล่าว
อย่าแปะป้าย‘คนไม่เอาสงคราม’ไม่รักชาติ
ดึงสติ อย่าใช้อารมณ์ แนะใคร่ครวญผลพวงร้าย
‘ชาวบ้าน-พลทหาร’แบกรับ
ขยับมาถึงประเด็นการศึกการสงคราม ที่ไม่ควรเป็นแค่เรื่อง ‘เอามันส์’ เน้นแค่ความสาแก่ใจ แต่ควรพิจารณาอย่างจริงจังถึงทางเลือกที่ไม่ใช้ความรุนแรง ดร.ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ รั้วท่าพระจันทร์เช่นกัน ออกมาสะกิดสังคมไทย เตือนผลพวงความเลวร้ายจากสงคราม แนะคนหนุนทำสงครามให้กับประเทศเพื่อนบ้าน ใคร่ครวญผลเสียให้รอบด้าน ยืนยันว่า แม้อาณาเขตชาติจะสำคัญ แต่ชีวิตของพลทหารและเพื่อนร่วมชาติบริเวณชายแดนก็สำคัญไม่แพ้กัน
อย่าผลักให้คนไม่เอาสงครามเป็นคนไม่รักชาติ
“ในบรรยากาศที่สังคมไทยกำลังให้ความสนใจกับกรณีข้อพิพาทบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และมีผู้คนจำนวนไม่น้อยติดแฮชแท็ก #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด เสมือนว่าไม่ปฏิเสธ กระทั่งสนับสนุน หากประเทศไทยจะเข้าสู่ภาวะสงคราม จึงอยากเสนอให้ทุกคนคิดและใคร่ครวญถึงผลกระทบและผลพวงจากสงครามให้ถี่ถ้วนและรอบคอบ การเรียกร้องสงครามไม่ใช่แค่เรื่องอารมณ์ ความรู้สึก เพราะผลเสียของสงครามนั้นใหญ่หลวงและอาจยาวนานแม้สงครามจะยุติไปแล้ว คำถามที่ต้องร่วมกันถกเถียงและตอบให้ได้ก่อนตัดสินใจก่อสงครามคือ เราพร้อมที่จะรับผลเสียเหล่านั้นหรือไม่” ดร.ชญานิษฐ ฝากไว้ให้คิด โดยยืนยันว่า ไม่ได้ปฏิเสธว่าอำนาจอธิปไตยไม่สำคัญ แต่ชีวิตและความสูญเสียของคนไทย ทั้งประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ รวมถึงกำลังทหาร ซึ่งเป็นคนเล็กคนน้อยก็สำคัญไม่แพ้กัน
อยากขอย้ำในหลักการว่า คนที่พูดและชี้ชวนให้พิจารณาถึงผลเสียของการทำสงคราม หรือไม่เห็นด้วยกับสงครามนั้น ไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้นจะไม่รักชาติ และต้องไม่ผลักให้เขากลายเป็นคนไม่รักชาติด้วย ความรักชาติไม่ควรถูกจำกัดเป็นเพียงเรื่องของอาณาเขตเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงความเป็นห่วงเป็นใยต่อเพื่อนร่วมชาติ ที่เป็นทั้งพลทหารและประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน ที่ย่อมจะได้รับผลกระทบมากกว่าใครหากเกิดสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านขึ้น”
จี้รัฐสำรวจ‘ทุกความเป็นไปได้’ไม่ใช้ความรุนแรง
ถกจริงจัง กางข้อมูลความสูญเสีย‘ระยะสั้น-ยาว’
ดร.ชญานิษฐ์ยังหยิบยกข้อสังเกตของนักวิชาการในสาขาวิชาสันติศึกษาท่านหนึ่ง ที่ว่า เมื่อใดก็ตามที่มีการกล่าวว่า ‘จะใช้สงครามจะเป็นทางเลือกสุดท้าย’ มักพบว่าในทางปฏิบัตินั้น สงครามมักไม่ใช่ทางเลือกสุดท้ายจริงๆ กล่าวคือ ผู้กำหนดนโยบายและสังคมมักพิจารณาและให้โอกาสกับการใช้แนวทางที่ไม่ใช่ความรุนแรงเพียงแค่ผิวเผิน หรือเพียงช่วงเวลาอันสั้นๆ จากนั้นก็ข้ามขั้นไปสู่การใช้ความรุนแรงทันที
“ในข้อเขียนของ ศาสตราจารย์ เกล็น เพจ ผู้ตั้งคำถามและใคร่ครวญถึงความเป็นไปได้ของสังคมที่ไร้การฆ่าฟันกันได้ระบุถึง 3 เงื่อนไขที่ต้องดำเนินการ หากมีเจตจำนงต้องการให้สงครามเป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ
ประการแรก เราต้องรู้และสามารถระบุได้ในทุกๆ ทางเลือกที่ไม่ใช่ความรุนแรง ซึ่งอาจมีเป็นร้อยเป็นพันแนวทาง ประการที่สอง เราต้องลองลงมือทำวิธีการที่ไม่ใช่ความรุนแรงเหล่านั้นทั้งหมด และประการที่สาม เราทดลองแล้วค้นพบว่าทางเลือกที่ไม่ใช่ความรุนแรงทั้งหมดนั้นล้มเหลว ซึ่งศาสตราจารย์ เกล็น เพจ ได้ท้าทายเอาไว้ว่า หากเราจริงจังว่าสงครามจะต้องเป็นทางเลือกสุดท้าย เราก็น่าจะสามารถระดมความเห็นต่อทางเลือกที่ไม่ใช่ความรุนแรงได้ไม่รู้จบ เพราะมนุษย์นั้นเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์มากมาย”
อาจารย์รัฐศาสตร์ท่านนี้ย้ำว่า รัฐบาลคงต้องเป็นหัวหอกสำคัญในการสำรวจทุกความเป็นไปได้ที่จะไม่นำไปสู่การใช้ความรุนแรง และทำให้สังคมมองเห็นถึงทางเลือกที่มากไปกว่าแค่การสู้รบ หรือสงคราม ขณะที่สื่อมวลชนและสังคมควรต้องชี้ชวนกันคิดใคร่ครวญและถกเถียงกันอย่างจริงจังว่า หากเลือกที่จะก่อสงคราม แล้วผลที่ตามมาคืออะไรบ้าง โดยเอาข้อมูลและข้อเท็จจริงมาตีแผ่ให้เห็นว่าจะมีผู้คนบาดเจ็บล้มตายเท่าไหร่ ความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมจะเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งที่เป็นทั้งผลกระทบระยะสั้นและระยะยาว เพราะที่สุดแล้วเราจะไม่รู้เลยว่าสงครามจะอยู่กับเรานานแค่ไหน และขยายวงไปเท่าใด และแม้เมื่อสงครามจะยุติลง ผลกระทบจากสงครามก็อาจยังอยู่กับเราไปนานกว่านั้น
“ถ้าเราคิดว่าสงครามเป็นสิ่งที่จำเป็นเพราะความรู้สึกรักชาติ คำถามที่ควรต้องถามควบคู่กันไปคือ ชาติในนิยามของเรานั้นได้รวมเอาเพื่อนร่วมชาติทั้งที่เป็นพลทหารและประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งอาจได้รับผลกระทบและต้องแบกรับความสูญเสียจากภัยสงครามมากกว่าใคร การแสดงความคิดเห็นเช่นนี้อาจขัดแย้งกับความรู้สึกของคนไทยจำนวนไม่น้อย แต่ยืนยันว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องชี้ชวนกันพิจารณา และใคร่ครวญถึงผลกระทบจากสงครามร่วมกันอย่างจริงจัง” ดร.ชญานิษฐ์กล่าว ก่อนทิ้งท้ายใจความสำคัญว่า
คนที่ไม่สนับสนุน หรือไม่เรียกร้องให้รัฐก่อสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านนั้นไม่ได้แปลว่า ไม่รักชาติ แต่ความเป็นชาติไม่ได้มีแค่เรื่องดินแดน ทว่า รวมเอาความเป็นอยู่ของเพื่อนร่วมชาติที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าดินแดน

