หน้าแรก ประชาชื่น หมอลำ 3,000 ป...

หมอลำ 3,000 ปี จากพิธีเลี้ยงผีฟ้า

12.06.25 | 12:31 น.
หมอลำ 3,000 ปี จากพิธีเลี้ยงผีฟ้า

หมอลำ 3,000 ปี
จากพิธีเลี้ยงผีฟ้า

หมอลำ” เล่นในเรือเชิญผ้าพระกฐิน
[จิตรกรรมบนผนังสกัดหน้าพระประธาน ด้านทิศตะวันออก ระหว่างช่องประตูและหน้าต่าง พระอุโบสถวัดปทุมวนาราม ปทุมวัน กรุงเทพฯ (ลายเส้นโดย ธัชชัย ยอดพิชัย)]

หมอลำเป็นการแสดง “ไม่ไทย” ที่ปรับตนเองกลมกลืนวัฒนธรรม “ป๊อ” แล้วได้รับความนิยมกว้างขวางมากทั้งในไทย และในระดับสากล มีเหตุดังนี้

1. วัฒนธรรมอีสานปลอดจากการครอบงำของวัฒนธรรมความเป็นไทยภาคกลาง

เนื่องจากดินแดนที่ราบสูงอีสาน อยู่นอกอำนาจรัฐใหญ่ และถูกทอดทิ้งหลายร้อยปีจากศูนย์กลางอำนาจส่วนกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา

Advertisement

2. หมอลำมีลักษณะเสรี และมีความฉับไวต่อการปรับเปลี่ยนตนเอง

เพื่อความอยู่รอด และแข็งแรงในโลกไม่เหมือนเดิม

3. สังคม “หน่าย” การแสดงตนมีความเป็นไทยเหนือ “คนอื่น” ของลูกทุ่งภาคกลาง

หมอลำ จากพิธีเลี้ยงผีฟ้า

หมอลำ มีต้นทางพัฒนาการ (หรือกำเนิด) จากการละเล่นขับลำคำคล้องจองคลอแคน ในพิธีเลี้ยงผีฟ้า 3,000 ปีมาแล้ว

ผีฟ้า หมายถึงผีเป็นใหญ่บนฟ้า ต่อมาเรียก “แถน” ซึ่งได้จากคำจีนว่า “เทียน” แปลว่าฟ้า

ทั้งนี้ โดยพบหลักฐานพิธีกรรมสืบเนื่องถึงปัจจุบัน คือ หมอลำผีฟ้า บางทีเรียก “ลงข่วงผีฟ้า” หรือ “เลี้ยงข่วงผีฟ้า” หมายถึงพิธีวิงวอนร้องขอบริเวณลานกลางบ้าน ด้วยคำคล้องจองทำนองพิเศษต่อผีฟ้า เพื่อคุ้มครองคนทั้งหลายให้บรรเทาหรือพ้นจากการเจ็บป่วย และมีพลังต้านทานความลำบากยากเข็ญเหล่านั้น

[หมอลำ ไม่มีกำเนิดจากการอ่าน “หนังสือผูก” เพราะ “หนังสือผูก” เกี่ยวข้อง “ตัวอักษร” ที่เพิ่งมีสมัยหลังมาก แต่สังคมพอใจคำอธิบายอิงตำนานนิทานมากกว่า เช่น อ้าง “หนังสือผูก” จึงไม่ถูกใจเมื่ออ้างหลักฐานที่เป็นจริง]

หมอลำมีต้นทางจากพิธีเลี้ยงผีฟ้า ด้วยการขับลำคำคล้องจองคลอแคน ราว 3,000 ปีมาแล้ว
[ลายเส้นจำลองจากลายสลักบนเครื่องมือรูปขวานสำริด พบที่เวียดนาม]

ผู้หญิงเป็นคนขับลำและคนเป่าแคน เพราะหญิงเป็นใหญ่ในพิธีกรรม และเป็น ผู้ครอบครองเครื่องมือช่าง (ปัจจุบันเรียกศิลปะ) เช่น เครื่องดนตรี, เครื่องมือตีหม้อและ ทอผ้า เป็นต้น

หมอลำผีฟ้า (ทุกวันนี้คนเป่าแคนเป็นผู้ชาย เพราะหาผู้หญิงเป่าแคนไม่ได้แล้ว) ถูกทำให้เข้าใจทั่วกันว่าเพื่อรักษาคนเจ็บป่วย (ซึ่งคลาดเคลื่อนจากความหมายดั้งเดิมว่าเพียงบำบัดเท่านั้น)

โคลงกลอนไทย จากคำคล้องจอง “ต้นทาง” หมอลำ

1. ภาษาพูดในชีวิตประจำวันหลายพันปีมาแล้ว ประกอบด้วยคำพูดปกติกับ คำคล้องจอง คลุกเคล้าผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน แต่เมื่อต้องการเน้นพิเศษบางช่วงบางตอนก็สร้างเป็นคำคล้องจอง ให้เปล่งลีลาทำนองโดดเด่นพิเศษ

2. คำคล้องจองดั้งเดิมลักษณะเสรี และมีขนาดสั้นๆ แล้วค่อยๆ ยืดยาวขึ้นเรื่อยๆ ตามต้องการใช้บอกเล่า โดยไม่กำหนดแบบแผน ไม่กำหนดจำนวนคำและสัมผัสว่าต้องอย่างนี้ อย่างนั้น อย่างโน้น

(ตรงข้ามกับร้อยกรองที่คุ้นเคยทุกวันนี้ล้วนให้ความสำคัญต่อฉันทลักษณ์ หมายถึงกำหนดจำนวนคำแต่ละวรรค และกำหนดสัมผัสเสียงระหว่างวรรค)

3. นานไปคำคล้องจองมีพลังเหนือคำบอกเล่าปกติ นบแต่นั้นคำคล้องจองจึงถูกใช้งานโดยเฉพาะ แล้วเรียกกันต่อมาว่าคำขับลำ หมายถึงคำคล้องจองถูกขับลำด้วยทำนองลีลาต่างๆ

กระทั่งเติบโตแตกแขนงเป็นร้อยกรอง เรียกสมัยหลังว่า โคลงกลอน

4. ร้อยกรองมีกำเนิดคลุกเคล้ากับทำนองเสนาะของขับลำและเพลงดนตรีอย่างเสรี จึงให้ความสำคัญเรื่องสัมผัสเสียง (สัมผัสนอก, ใน) และระดับเสียง (เอก, โท)

[คำอธิบายมีรายละเอียดอยู่ในหนังสือ โองการแช่งน้ำ และข้อคิดใหม่ในประวัติศาสตร์ไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา ของ จิตร ภูมิศักดิ์ สำนักพิมพ์ดวงกมล พิมพ์ครั้งแรก พ.. 2524]

ดังนั้น วรรณกรรมสมัยแรกๆ “อ่านด้วยหู” หมายถึงต้องอ่านออกเสียงหรือฟังเสียงขับ (หรือร้อง) เพราะยังไม่เป็นวรรณกรรมเพื่ออ่านด้วยตา (หลังมีการพิมพ์จึงเป็นวรรณกรรมอ่านด้วยตา)

คำคล้องจองสมัยแรกเริ่ม พบตัวอย่างตกค้างในสุภาษิตจ้วงหลายบท ได้แก่ “ทางอยู่ที่ปาก หมากอยู่ที่ต้น”, “กินข้าวคิดถึงนา กินปลาคิดถึงน้ำ”, รักข้าวต้องหมั่นลงนรักเมียต้องขยันเยี่ยมยาย” (naz-นา สัมผัสกับ bah-เมีย)

[จากหนังสือจ้วง : ชนชาติไทในสาธารณรัฐประชาชนจีน ภาคที่ 2 : วัฒนธรรม (ปรานี กุลละวณิชย์ บรรณาธิการ) จัดพิมพ์โดยศูนย์ภาษาและวรรณคดีไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2531]

จากคำคล้องจองอย่างง่ายๆ ถ้าส่งสัมผัสไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นร่าย พบในจ้วง ผู้ไท (จากหนังสือ งานจารึกและประวัติศาสตร์ ของ ประเสริฐ ณ นคร พิมพ์เนื่องในโอกาสฉลองอายุ 6 รอบ เมื่อ 21 มีนาคม 2534)

กลอนเพลงชาวจ้วงผู้ไท มีลักษณะเสรี, ไม่เคร่งครัดจำนวนคำแต่ละวรรค, ไม่กำหนดเสียงสัมผัสใน แต่จะให้ความสำคัญที่จังหวะขับหรือร้อง มีกี่คำก็ได้ แต่ให้อยู่ในจังหวะที่ไพเราะรื่นเริงก็แล้วกัน ซึ่งเป็นต้นทางร้อยกรองโคลงกลอนไทย

โคลงกลอน, กาพย์กลอน เรียกรวมๆ ว่า “กลอน” มี 3 กลุ่ม [แนวคิดจากหนังสือ โองการแช่งน้ำ ของ จิตร ภูมิศักดิ์] ดังนี้

1. กลอนร่าย ถูกใช้ 2 แบบ ได้แก่ ทำขวัญและเซิ้ง

(1.) ทำขวัญ คือ สู่ขวัญ (เรียกขวัญ), ส่งขวัญ

[หลังรับศาสนาพุทธ ถูกปรับใช้เป็นกลอนสวด, กลอนเทศน์ ฯลฯ]

(2.) เซิ้ง เช่น เซิ้งบั้งไฟ

[หลังรับอินเดีย ราชสำนักใช้งานการละเล่น “ระเบ็ง” หรือ “โอละพ่อ”]

2. กลอนลำ เมื่อใช้ลำ เช่น หมอลำ

ฉันทลักษณ์กลอนลำเป็นต้นทางของโคลงต่างๆ ได้แก่ โคลงดั้น, โคลงสี่ ฯลฯ

3. กลอนร้อง หรือกลอนเพลง (กลอนหัวเดียว) เช่น เพลงฉ่อย, เพลงเทพทอง ฯลฯ จากนั้นพัฒนาเป็นกลอนบทละคร, กลอนเสภา, กลอนเพลงยาว, กลอนนิราศ, กลอนสุภาพ หรือกลอนสุนทรภู่ ฯลฯ

หมอลำ เป็น “มหรสพ”

หมอลำ คือ การแสดงเป็นมหรสพ ที่สืบเนื่องการละเล่นขับลำในพิธีกรรมเลี้ยงผีฟ้าเมื่อหลายพันปีมาแล้ว ซึ่งผู้แสดงแต่งตัวปกติเหมือนที่แต่งกายในชีวิตประจำวัน ส่วนจะแต่งแต้มสีสันเพิ่มบ้างด้วยผ้าทอพิเศษย่อมเป็นไปตามถนัดของแต่ละบุคคล

[การแสดง หมายถึง กิจกรรมเกี่ยวข้องมหรสพ ที่แยกกันระหว่างคนแสดงกับคนดูการแสดง (ซึ่งต่างกันอย่างตรงข้ามกับการละเล่น)]

ทั้งนี้ โดยมีพัฒนาการอย่างช้าๆ ตามการขยายตัวของชุมชน “หมู่บ้าน” เติบโตเป็น “ชุมชนเมืองเพราะมีการติดต่อซื้อขายแลกเปลี่ยนสิ่งของกับชุมชนอื่น ทั้งที่อยู่ห่างไกลและใกล้เคียง

หมอลำสมัยแรกเป็นแบบไหน? ยังไม่เคยพบหลักฐานบอกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ดังนั้นจะสรุปอย่างหนึ่งอย่างใดตายตัวมิได้

หมอลำพื้น” น่าเชื่อว่า เป็นหมอลำสมัยแรกสืบเนื่องจากขับลำเลี้ยงผีฟ้า ซึ่งมีเล่าเรื่องกำเนิดมนุษย์และความเป็นมาของเผ่าพันธุ์ โดยหญิงร่างทรงซึ่งเป็น ชนชั้นนำ

ชื่อ “หมอลำพื้น” หมายถึง เล่าเรื่องด้วยคำขับลำเป็นทำนองเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาต่างๆ รวมทั้งเรื่องราวในตำนานนิทาน ซึ่งบางทีเรียกหมอลำพื้นว่า “หมอลำเรื่อง” (พื้น เป็นคำลาว แปลว่าเรื่องราว, ตำนาน, นิทาน, ประวัติความเป็นมาต่างๆ)

นอกจากนั้นยังมีเล่านิทานเรื่องต่างๆ ที่หาได้ในท้องถิ่น ได้แก่ กาละเกด (การะเกด), สินไซ (ศิลป์ชัย), นางแตงอ่อน, ท้าวหน้าผากไกลกระโด้น ฯลฯ (หลังรับศาสนาจากอินเดีย หานิทานได้จากชาดกและอื่นๆ)

โต้ตอบแก้กัน เชิงสังวาส บางทีเรียก หมอลำกลอน, หมอลำโจทย์แก้ ซึ่งมีลำชิงนางหรือลำชิงชู้ เป็นต้น น่าจะเป็นหมอลำสมัยหลังที่สืบเนื่องขยายตัวจากหมอลำเล่าเรื่อง โดยหญิงชายลำโต้ตอบแก้กันเชิงสังวาส (สืบเนื่องพิธีกรรมขอฝน)

หมอลำประเพณี

เล่น 3 คน ได้แก่ หมอลำหญิง, หมอลำชาย, หมอแคน

ทำนองลำหลากหลาย ได้แก่ ลำพื้น, ลำเรื่อง, ลำชิงชู้, ลำโจทย์แก้, ลำต่อ กลอน, ลำเกี้ยว, ลำเต้ย

รวมเป็นกลุ่ม เรียกวง, คณะ รับจ้างเล่นตามที่มีผู้หาหรือว่าจ้างไปเล่น แต่บางวงบางคณะมีความชำนาญลำบางทำนองเป็นที่รู้กัน แล้วเรียกตามความชำนาญนั้น เช่น หมอลำพื้น ชำนาญลำพื้น, หมอลำเรื่อง ชำนาญลำเรื่อง เป็นต้น

หมอลำใช้มือป้องหูเมื่อเริ่มเล่นหรือแสดง เป็นกิริยาแสดงความนอบน้อม หรือทักทายตามประเพณีดั้งเดิม ไม่เกี่ยวกับการฟังเสียงตัวเอง เพราะไม่มีผล

[ไหว้ และ กราบ เป็นวัฒนธรรมพราหมณ์พุทธจากอินเดีย ซึ่งรับเข้ามาภายหลัง]

หมอลำอำพัน สร้อยสังวาล มือป้องหู
[บันทึกโดย เจริญชัย ชนไพโรจน์ ภาพจากยูทู สุธีระพงษ์ Suteerapong https://www.youtube.com/watch?v=VnLBbO1BT-g สืบค้นโดย ปริญ รสจันทร์ วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม 2568]

ลูกคอ และ เสียงโหยหวน

ทำนองลำของหมอลำ ได้จากขับลำในวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงด้วยลีลาสูงต่ำ สั้นยาวอย่างเสรี ไม่มีกำหนดตายตัว

ลูกคอ หมายถึง ทำเสียงสั้นยาวเป็นลูกคลื่นในลำคออย่างคะนองคล่องแคล่วครื้นเครง คล้ายอึกอักตะกุกตะกักอย่างคนติดอ่าง (แต่ไม่ติดอ่าง) เพราะทำต่อเนื่องเป็นทำนองยืดยาวก็ได้

เสียงโหยหวน หมายถึง ทำเสียงโหยหวนโอดพันสูงต่ำ เหมือนคร่ำครวญยืดยาว อย่างไพเราะและเสรี ไม่มีกำหนดสั้นยาวตายตัว

ลูกคอและเสียงโหยหวน เป็นต้นแบบให้ประเพณีที่แพร่กระจายสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เทศน์มหาชาติ, ลำสวดต่างๆ (เช่น สวดคฤหัสถ์), ขับเสภา, เอื้อน” ในร้องเถา (เพลงไทยเดิม) สามชั้น, สองชั้น, ชั้นเดียว

ท่องจำ” ไปเล่น “ด้น”

กลอนลำ” ของหมอลำ แต่งโดยผู้มีภูมิรู้ (ที่เรียกต่อมาว่า ครู) ทางภาษาและวรรณกรรม แล้วมอบให้หมอลำท่องจำไปแสดงหรือลำ

การ “ท่องไปลำ” นี่เอง เรียก “ด้น” เพราะหมอลำส่วนมากหรือเกือบหมดล้วนแต่งไม่ได้ในบทลำหรือกลอนลำ สืบเนื่องจากชาวบ้านทั่วไป “เขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก”

ดังนั้น หมอลำต้องท่องจำ ตามครูบอกหรือแต่งเท่านั้น เมื่อนานไปอาจมีบางคนเลียนแบบแต่งเองได้

สอย หมายถึง สำนวนที่นิยมพูดเสริมหรือสอดแทรกเมื่อหมอลำได้ลำตกบท ซึ่งเป็นคำคล้องจองปากเปล่าสั้นๆ ที่ร้องสอดแทรกขัดจังหวะหมอลำอย่างหยอกล้อเพื่อความสนุกสนานทั้งหมอลำและผู้ฟัง

เนื้อหากลอนสอยส่วนมากถ้อยคำออกไปในทางหยาบโลน เกี่ยวกับเรื่องเพศทั้งของคนและสัตว์ แต่บางครั้งก็เป็นเรื่องความแปรเปลี่ยนสังคมและคติเตือนใจ ผู้สอยและผู้ฟังก็ไม่ถือโทษโกรธกัน

หมอลำซิ่ง, ลูกทุ่งอีสาน เพื่อความอยู่รอด

หมอลำมหรสพมีการปรับเปลี่ยนตนเองเป็นระยะๆ เพื่อความอยู่รอดตามสภาพแวดล้อมทางสังคมและเศรษฐกิจการเมือง ซึ่งไม่คงที่

หมอลำแบบต่างๆ เหล่านี้มีกลุ่มคนดูของตนมากบ้างน้อยบ้างตามความนิยมคลุกเคล้าไป

หมอลำแบบใหม่มีขึ้น ไม่ได้ทำให้หมอลำแบบเก่าสูญหายในพริบตา แต่ยังดำรงอยู่ทุกแบบเท่าที่ความนิยมยังมีบ้าง ครั้นภายหลังบางแบบค่อยๆ จางไปเมื่อไม่ยอมปรับตัวเอง

หมอลำเพลิน เล่นรวมกันเป็นหมู่แต่งตัวเลียนแบบลิเก (ซึ่งมีกำเนิดในกรุงเทพฯ สมัย ร.5) เล่นเป็นเรื่อง “นิยาย” มีพระเอกนางเอกอย่างลิเก บางทีเรียกลิเกลาว เพราะแต่งตัวลิเกร้องอย่างลำลาว

ผู้รู้ประเพณีอีสาน บอกว่าหมอลำเพลิน เป็นต้นทางหมอลำในวัฒนธรรมป๊อป (หรือ หมอลำป๊อป) ที่จะแตกแขนงกิ่งก้านสาขาเป็นหมอลำชื่อต่างๆ ได้แก่ หมอลำซิ่ง, หมอลำลูกทุ่ง, หมอลำอินเตอร์ ฯลฯ

หมอลำ ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดให้เข้ากับวัฒนธรรมป๊อปจากโลกตะวันตกที่ทรงพลังมหาศาล หลังรัฐบาลประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรก พ.. 2504 (มีขึ้นจากการปฏิวัติของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์)

นับแต่นี้ไปมีชื่อเรียกต่างๆ ได้แก่ หมอลำลูกทุ่ง ทับซ้อนอย่างแยกไม่ได้กับหมอลำซิ่ง, หมอลำอินเตอร์ หมายถึงการแสดงทลายกรอบหมอลำเก่าอย่างสิ้นเชิง แล้วมุ่งเข้าสู่สากลอย่างมั่นใจไม่กลัวฝรั่ง (อย่างที่ความเป็นไทยกลัวมาก) ทำให้คนเกือบทั่วโลกรู้จักแล้วร่วมสนุกอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูกับหมอลำ

สำเนียงสนอง หนังสือรวมบทความวิชาการเกี่ยวกับเพลงดนตรี และหมอลำ ของ ผศ.ดร. พีรเชษฐ์ คลังพระศรี (อาจารย์ประจำวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล) ขนาด A4 ปกแข็ง เย็บ ราคารวมส่ง 1,600 บาท สำนักพิมพ์โฮงสินไซ เฟซบุ๊ก Songwit Pimpakun

มีข้อมูลอีกมากอยู่ในงานวิจัยเรื่อง หมอลำซิ่ง : กระบวนการปรับเปลี่ยนทางวัฒนธรรมดนตรีของหมอลำในภาคอีสาน โดย สนอง คลังพระศรี วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล พ.. 2541 และล่าสุด หนังสือ สำเนียงสนอง ของ ผศ. ดร. พีรเชฏฐ์ คลังพระศรี พิมพ์ครั้งแรก พ.. 2568