หน้าแรก ประชาชื่น ไม่มีใครอยาก ...

ไม่มีใครอยาก ‘ไร้บ้าน’ นับถอยหลังเปิด ‘บ้านอิ่มใจ’ พักตั้งหลักสู้มรสุมชีวิต คืนคนคุณภาพสู่สังคม

11.06.25 | 12:13 น.

ไม่มีใครอยาก ‘ไร้บ้าน’
นับถอยหลังเปิด ‘บ้านอิ่มใจ’
พักตั้งหลักสู้มรสุมชีวิต คืนคนคุณภาพสู่สังคม

“หลายคนอาจจะกลัวคนไร้บ้าน แต่เชื่อว่าคนไร้บ้านส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย บางคนก็เหมือนพวกเราทุกคนแต่อาจโชคร้ายไม่มีงานทำ อาจมีผู้ที่ป่วยจิตเวชบ้างแต่จำนวนน้อย หากพบปัญหาสามารถแจ้งเข้ามาได้ กรุงเทพมหานครจะเข้าไปช่วยดูแล”

คือคำกล่าวในตอนหนึ่งของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ขณะร่วมกิจกรรมและแถลงข่าวเปิดงาน ‘ตรวจสุขภาพคนไร้บ้าน’ และ ‘บ้านอิ่มใจ’ เมื่อเสาร์ที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีฉากหลังคุ้นตาคือหอเก็บน้ำของ ‘ประปาแม้นศรี’ เดิม ณ แยกแม้นศรี เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ

สถานที่ซึ่งกรุงเทพมหานคร เตรียมเปิดเป็นที่พักพิงของ ‘คนไร้บ้าน’ ในเดือนมกราคม ปีหน้า 2569 หลังซุ่มดำเนินการอยู่พักใหญ่ มีเตียงอุ่นๆ 200 เตียง ให้พักฟื้นกาย-ใจชั่วคราว เพื่อ ‘ตั้งหลัก’

มุ่งหมายให้เป็นทั้งศูนย์พักชั่วคราว และจุดนำสิ่งของมาให้ความช่วยเหลือให้เป็นระบบระเบียบ

Advertisement

“ประปาแม้นศรีแห่งนี้ กทม.ทำการเช่าพื้นที่มาเพื่อเตรียมเป็นศูนย์ดูแลคนไร้บ้าน เรียกว่าบ้านอิ่มใจ เป็นศูนย์พักชั่วคราวและเป็นจุดสำหรับผู้ที่จะนำของมาช่วย จะได้รวมไว้อยู่ที่นี่ เป็นสถานที่ที่ไม่ได้ให้อยู่อาศัยถาวร แต่เป็นที่พักพิงชั่วคราวให้ได้มาฟื้นร่างกายและจิตใจ ตั้งหลักชีวิตและเดินต่อไป” ผู้ว่าฯชัชชาติ กล่าวในวันนั้น ท่ามกลางพี่น้องคนไร้บ้าน, นักวิชาการที่ขับเคลื่อนช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางตลอดมาอย่าง อนรรฆ พิทักษ์ธานิน ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, ชาวมูลนิธิกระจกเงาซึ่งมีบทบาทสำคัญยิ่ง, เจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาสังคม สำนักอนามัย สำนักการแพทย์ กทม. และแน่นอนว่ารวมถึง 2 รองผู้ว่าฯ ได้แก่ ทวิดา กมลเวชช และ ศานนท์ หวังสร้างบุญ

สำหรับภาพรวมคนไร้บ้านในกรุงเทพฯ ผู้ว่าฯชัชชาติเผยว่า จากการสำรวจด้วยการแจงนับ (One Night Count) เมื่อเทียบกับปี 2567 จำนวนลดลงเล็กน้อยจากประมาณ 1,300 คน เหลือ 1,271 คน อีกรูปแบบคือคนจนเมือง บางคนมีบ้านอยู่อาศัยแต่ก็มารับอาหารแจก ซึ่ง กทม.ต้องพยายามจำแนกกลุ่มให้ชัดเจน และส่วนใหญ่คนไร้บ้านจะกระจุกอยู่ตามจุดที่มีคนให้อาหาร เช่น ตรอกสาเก ริมถนนราชดำเนิน จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่าคนไร้บ้านเยอะ

“วิธีหนึ่งที่ทำคือการจัดพื้นที่เฉพาะสำหรับคนที่อยากแบ่งปันแจกอาหารคนไร้บ้าน มี 2 จุด คือ ใต้สะพานพระปิ่นเกล้าและตรอกสาเก ต่อไปขอให้มาที่ประปาแม้นศรีที่แห่งนี้จะได้เป็นจุดเดียวในการบริหารจัดการ และนำคนไร้บ้านกลับเข้าสู่ระบบ” ผู้ว่าฯกทม.กล่าว

พร้อมย้ำด้วยว่า ไม่มีใครอยากไปนอนข้างถนน ทุกคนอยากมีงานทำ มีบ้านอยู่ บางคนอาจจะมีความโชคร้ายในชีวิต หน้าที่เราคือต้องช่วยดูแลประคองให้เขากลับมาสู่สภาพปกติและเป็นทรัพยากรที่สำคัญของสังคมได้

บรรยากาศการตรวจสุขภาพในวันนั้น คนไร้บ้านหลั่งไหลเข้าร่วมตั้งแต่เช้าตรู่ โดยเป็นการดำเนินงานต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 2 แล้ว โดยได้รับความร่วมมือจาก โรงพยาบาลกลาง สำนักการแพทย์ กทม. คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ศูนย์บริการสาธารณสุข 20 ป้อมปราบศัตรูพ่าย สำนักอนามัย มูลนิธิกระจกเงา และเครือข่ายภาคประชาสังคมและเอกชน

เลือด ปอด หัวใจ อายุรกรรม ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ไปจนถึงสุขภาพของจิตใจ ได้รับการตรวจ และรับผลในวันเดียวกัน เมื่อพบว่าใครมีปัญหาสุขภาพ เจ้าหน้าที่ก็ดูแลพร้อมพาพบแพทย์ เพื่อพิจารณาแนวทางการรักษาต่อไป

ส่วนปัญหาที่คนไร้บ้าน ‘ไม่เข้าระบบ’ และไม่ค่อยรับการตรวจสุขภาพนั้น ผู้ว่าฯชัชชาติเชื่อว่า หากมีบริการที่ดีทุกคนก็ย่อมอยากมา โดยหลังเปิดบ้านอิ่มใจแล้ว โครงการตรวจสุขภาพประจำปีคนไร้บ้านก็จะยังดำเนินการต่อไป ไม่หยุดยั้ง

“ต้องขอขอบคุณทุกภาคีเครือข่ายที่มาร่วมกัน เรามีโครงการตรวจสุขภาพฟรี 1 ล้านคน ในขณะเดียวกันคนไร้บ้านบางครั้งจะอยู่นอกระบบตกสำรวจ ซึ่งเขาก็เป็นประชาชนเหมือนพวกเราทุกคน มีสิทธิและศักดิ์ศรีเหมือนกัน และโครงการตรวจสุขภาพคนไร้บ้านเป็นโครงการต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว คาดว่าตรวจได้ประมาณ 300-400 คน และเชื่อว่าจะมีข้อมูลเดิมต่อเนื่องมาด้วย วันนี้ไม่ใช่แค่ให้บริการตรวจสุขภาพแต่ยังให้บริการทำบัตรประชาชนรวมถึงดูเรื่องหางานให้ด้วย เพื่อให้พี่น้องคนไร้บ้านมีสถานะชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว”

อีกประเด็นที่คนในสังคมห่วงกังวลอย่าง ‘ขอทาน’ ทั้งไทย-เทศ ผู้ว่าฯชัชชาติยืนยันว่า มีการตรวจเช็กอย่าง ‘เข้มงวด’ โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1.ขอทานต่างชาติ และ 2.ขอทานคนไทย

“ต่างชาติต้องส่งกลับอย่างเดียวเพราะมาผิดกฎหมาย และหลายคนที่มีการนำเด็กมาขอทาน ซึ่งเป็นต่างชาติเยอะ ส่วนขอทานคนไทยต้องช่วยดูแลพยายามแก้ที่ต้นเหตุซึ่งก็ต้องร่วมมือกับทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งมีหน่วยลงพื้นที่ตลอด หากพบปัญหาขอทานหรือขอทานเด็กขอให้ช่วยแจ้งพิกัดเข้ามาที่ Traffy Fondue สายด่วน กทม. 1555 หรือสายด่วน พม. 1300”

ในตอนท้าย ยังมีโมเมนต์ซึ้ง เมื่อ ‘อดีตคนไร้บ้าน’ มอบจดหมายขอบคุณ กทม.และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่ดำเนินการช่วยเหลือโอบรับ ส่งผลให้หลุดจากวงจรคนไร้บ้านได้ในที่สุด