หน้าแรก ประชาชื่น นับถอยหลังข้อ...

นับถอยหลังข้อบัญญัติใหม่ กทม. คุมสัตว์ ปล่อยสัตว์ ทาสแมว-นุ้งหมา ต้องศึกษาแต่อย่าวิตก

14.06.25 | 11:46 น.
นับถอยหลังข้อบัญญัติใหม่ กทม. คุมสัตว์ ปล่อยสัตว์ ทาสแมว-นุ้งหมา ต้องศึกษาแต่อย่าวิตก

นับถอยหลังข้อบัญญัติใหม่ กทม.
คุมสัตว์ ปล่อยสัตว์
ทาสแมว-นุ้งหมา ต้องศึกษาแต่อย่าวิตก

กะพริบตาไม่กี่ที เวลาก็ล่วงเลยมาถึงครึ่งปีแรก

เตรียมเคาต์ดาวน์สู่ครึ่งปีหลังของพุทธศักราช 2568 

ก่อนก้าวเข้าสู่ปีถัดไปที่จะเกิดสิ่งใหม่ขึ้นอีกหลายประการ 

Advertisement

หนึ่งในนั้นคือ ‘ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสัตว์ พ.ศ.2567’ ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 มกราคม 2569 เจ้าของสัตว์ต้องปฏิบัติตาม หากฝ่าฝืน เสี่ยงโทษตามกฎหมาย 

เอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกของกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ตามที่กรุงเทพมหานครได้มีการประกาศใช้ข้อบัญญัติควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสัตว์ พ.ศ.2567 ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2568 และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 มกราคม 2569 ซึ่งข้อบัญญัติดังกล่าวเป็นข้อบัญญัติใหม่ของกรุงเทพมหานคร ที่มุ่งด้านความปลอดภัยของทั้งคนและสัตว์

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนที่ข้อบัญญัติดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ ขอให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงหรือผู้อยากเลี้ยงสัตว์ได้ศึกษารายละเอียดของข้อบัญญัติ เพราะหากไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืน อาจได้รับโทษตามกฎหมาย

สาระสำคัญตามข้อบัญญัติฉบับใหม่สรุปให้เข้าใจง่าย คือ เป็นการจำกัดจำนวนสัตว์เลี้ยงตามขนาดพื้นที่ ดังนี้

1.สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ เช่น โค กระบือ ม้า กวาง เลี้ยงได้ไม่เกิน 1 ตัว ต่อพื้นที่ 50 ตารางวา

2.สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก เช่น แพะ แกะ สุกร ม้าแคระ เลี้ยงได้ไม่เกิน 3 ตัว ต่อพื้นที่ 50 ตารางวา

3.สัตวปีก แบ่งเป็น ไก่ เป็ด ห่าน เลี้ยงได้ไม่เกิน 1 ตัว ต่อพื้นที่ 4 ตารางเมตร ส่วนนกขนาดใหญ่ เช่น นกกระจอกเทศ เลี้ยงได้ไม่เกิน 1 ตัว ต่อพื้นที่ 50 ตารางเมตร และนกขนาดเล็ก เลี้ยงได้ไม่เกิน 5 ตัว ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร

ห้ามเลี้ยงหรือปล่อยสัตว์ที่ต้องควบคุมในที่หรือทางสาธารณะในเขตกรุงเทพมหานคร ยกเว้นกรณีเพื่อรักษาโรคเจ็บป่วยหรือสร้างเสริมภูมิคุ้มกันของสัตว์, เพื่อกิจกรรมใดๆ ที่กรุงเทพมหานครประกาศกำหนด, เพื่อการย้ายถิ่นที่อยู่ของเจ้าของสัตว์, การเลี้ยงหรือปล่อยสัตว์ของทางราชการ และการปล่อยเพื่อการกุศลหรือจารีตประเพณี

เมื่อพาสัตว์เลี้ยงออกนอกบ้าน ต้องใช้สายจูง หรือใส่กรง ห้ามปล่อยให้รบกวนผู้อื่น นอกจากนี้ ต้องเก็บอึสัตว์ทุกครั้งในที่สาธารณะ

“สามารถสอบถามเพิ่มเติม หรืออยากจดทะเบียน ติดต่อคลินิกสัตวแพทย์ กทม. ทั้ง 7 แห่ง หรือสำนักงานเขตใกล้บ้าน การทำให้ถูกกฎ ไม่ใช่แค่ป้องกันโทษ แต่ยังทำให้เราเป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพและช่วยสร้างสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกคน” 

เมื่อข้อมูลข้างต้นเผยแพร่ออกไป เหล่าชาวกรุงผู้รักสัตว์เกิดความกังวลใจ ว่าถ้าเลี้ยงเกินจำนวนตามโพย จะโดนยึดหมาแมวแก้วตาดวงใจหรือไม่ 

งานนี้ โรเจอร์ โลหนันทน์ เลขาฯ สมาคมพิทักษ์สัตว์ (ไทย) เล่าว่า มีคนกระหน่ำโทรศัพท์เข้ามาสอบถามที่สมาคมจำนวนมาก ประเด็นที่คนส่วนใหญ่วิตกมากที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องที่ว่า หากเลี้ยงเกินจำนวน กับขนาดของพื้นที่อยู่อาศัย ก่อนวันประกาศจะให้ทำอย่างไร ตอบได้เลยว่าไม่ต้องเป็นห่วง 

“การออกกฎมาเพื่อป้องกันเหตุเดือดร้อนรำคาญนั้น จำนวนสัตว์ไม่ได้เกี่ยวกับพื้นที่ เช่น เลี้ยงหมาตัวเดียว บ้านหรือห้องกว้างแค่ไหน หากเห่าเสียงดัง ก็สร้างความรำคาญได้ แต่ข้อบัญญัติที่ กทม.ออกมา หากบ้านไหน หรือใคร เลี้ยงสัตว์เกินพื้นที่ที่กำหนดไว้ แค่ไปจดแจ้งให้สำนักงานเขตบ้านของคุณรับทราบเท่านั้น

ประเด็นนี้เราเคยคุยกับกองสวัสดิภาพสัตว์ กทม.มาตั้งแต่เริ่มร่างข้อบัญญัตินี้แล้ว เขารับทราบและบอกมา แต่จะมีรายละเอียดกติกาอะไรเพิ่มอย่างไร เขายังไม่บอก ที่พอคาดเดาได้ก็คงเป็นห้ามเพิ่มจำนวน ส่วนเรื่องให้ลดจำนวนหรือบังคับทำหมันคงไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ เว้นเสียแต่สัตว์เหล่านั้นก่อเหตุรำคาญซึ่งสั่งให้ลดได้แต่ยึดสัตว์ไม่ได้ ไม่ว่าคุณจะเลี้ยงตามบ้าน คอนโด เป็นนักสงเคราะห์สัตว์หรือสถานสงเคราะห์ ก็ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะมายึดหมาแมวของคุณ ส่วนสัตว์เลี้ยงอื่นเขายังคิดไม่ถึง ที่สำคัญอย่าคิดที่จะนำสุนัขหรือแมวของคุณไปทิ้งเพราะคุณจะโดนทั้งข้อบัญญัติและข้อหาทารุณกรรมสัตว์” โรเจอร์กล่าว

นอกจากนี้ ยังเผยต่อไปว่า ในฐานะองค์กรสวัสดิภาพสัตว์ สมาคมพิทักษ์สัตว์ (ไทย) ได้ท้วงติงข้อบัญญัตินี้มาตั้งแต่ที่ กทม.เริ่มร่าง แต่น่าเสียดายที่ทาง กทม.และสมาชิกสภา กทม.(ส.ก.) ที่เกี่ยวข้องห่วงแต่ปัญหาเหตุรำคาญโดยไม่ใส่ใจผลกระทบ ซึ่งเราก็เตือนไปหลายหนแล้วเพราะกลัวจะประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนเมื่อปี 2548 ที่มีทั้งเรื่องฮั้วประมูลไมโครชิปและบังคับใช้ไม่ได้จนต้องแก้เก้อด้วยการลบกระดานแล้วร่างฉบับนี้ขึ้นมาใหม่

ด้าน ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงข่าวในเวลาต่อมา ถึงการเตรียมความพร้อมบังคับใช้ข้อบัญญัติดังกล่าว พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์ศิษฏพล เอี่ยมวิสูตร์ จากสำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข สำนักอนามัย กทม., ชัญญา ผาสุพงษ์ จากสมาคมสงเคราะห์สัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ โรเจอร์ โลหนันทน์ เข้าร่วมรับฟังด้วยเช่นกัน 

รองผู้ว่าฯทวิดาย้ำว่า สาระสำคัญของข้อบัญญัติ คือ เรื่องความเป็นอยู่ของสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะอยู่ในที่ที่ท่านเลี้ยง หรือจะออกมานอกบ้าน จะต้องมีข้อกำหนด เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ทั้งคนที่อยากเลี้ยงจำนวนน้อยหรือจำนวนมาก ท่านที่เลี้ยงอยู่กับตัวเองหรือท่านที่อยากจะพาออกมาเดินเล่น ข้อบัญญัตินี้จะทำให้เราเลี้ยงสัตว์หรือครอบครองสัตว์และอยู่ในสังคมร่วมกันได้ดีขึ้น ซึ่ง กทม.ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รณรงค์จดทะเบียนและฝังไมโครชิปสุนัข-แมว พร้อมออกหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ 6 กลุ่มเขต และประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่กรุงเทพฯ

นสพ.ศิษฏพล เอี่ยมวิสูตร์ เสริมว่า หลังจากประกาศใช้ข้อบัญญัติจะมีการดำเนินการเชิงรุกมากขึ้น (ทำหมัน ฉีดวัคซีน ฝังไมโครชิป) โดย กทม.กำลังเร่งพัฒนาการจดทะเบียนสัตว์เลี้ยงทางอิเล็กทรอนิกส์

กทม.ย้ำชัดแบบขีดเส้นใต้ 3 เส้นว่า ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากข้อบัญญัติใหม่ คือ จะช่วยป้องกันการปล่อยทิ้งสัตว์มีเจ้าของให้กลายเป็นสัตว์จร พร้อมควบคุมประชากรผ่านโครงการดูแลแมวจรในชุมชน และโครงการทำหมัน-ฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า นอกจากนี้ ไมโครชิปสามารถใช้งานได้ตลอดชีวิตของสัตว์ ไม่สูญหายเหมือนป้ายห้อยคอ หากพบสัตว์หลงในที่สาธารณะ สามารถติดตามและติดต่อเจ้าของได้ รวมถึงใช้ยืนยันตัวเจ้าของในกรณีเกิดข้อพิพาท

นับเป็นความตั้งใจดีๆ ของหน่วยงานภาครัฐที่มุ่งหวังสร้างกรุงเทพฯ น่าอยู่ บนความรับผิดชอบของผู้คนที่มีต่อสัตว์เลี้ยงซึ่งกลายเป็นหนึ่งใน ‘สมาชิกครอบครัว’ ยุคใหม่อย่างไม่อาจปฏิเสธ


การจำกัดจำนวนสัตว์เลี้ยงตามขนาดพื้นที่

ห้องเช่า/คอนโด ไม่เกิน 20-80 ตร.ม. เลี้ยงได้ 1 ตัว

ห้องเช่า/คอนโด 80 ตร.ม.ขึ้นไป เลี้ยงได้สูงสุด 2 ตัว

เนื้อที่ดิน ไม่เกิน 20 ตร.วา เลี้ยงได้ 2 ตัว

เนื้อที่ดิน ไม่เกิน 50 ตร.วา เลี้ยงได้ 3 ตัว

เนื้อที่ดิน ไม่เกิน 100 ตร.วา เลี้ยงได้ 4 ตัว

เนื้อที่ดิน 100 ตร.วาขึ้นไป  เลี้ยงได้ไม่เกิน 6 ตัว

สัตว์เศรษฐกิจ เช่น วัว ม้า เป็ด ไก่  ต้องมีพื้นที่ตามที่กำหนด

ต้องจดทะเบียน ฝังไมโครชิป ภายใน 120 วันหลังเกิด หรือ 30 วันหลังนำมาเลี้ยง สุนัขพันธุ์อันตราย เช่น พิตบูล ร็อตไวเลอร์ ต้องแจ้งเขตเพื่อควบคุมเป็นพิเศษ 

คลินิกสัตว์ กทม. ฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า และจดทะเบียนสัตว์

1.คลินิกสัตวแพทย์ กทม.1 สีพระยา เขตบางรัก โทร 0-2236-4055 ต่อ 213

2.คลินิกสัตวแพทย์ กทม.2 มีนบุรี เขตมีนบุรี โทร 0-2914-5822

3.คลินิกสัตวแพทย์ กทม.3 วัดธาตุทอง เขตวัฒนา โทร 0-2392-9278

4.คลินิกสัตวแพทย์ กทม.4 บางเขน เขตจตุจักร โทร 0-2579-1342

5.คลินิกสัตวแพทย์ กทม.5 วัดหงส์รัตนาราม เขตบางกอกใหญ่ โทร 0-2472-5895 ต่อ 109

6.คลินิกสัตวแพทย์ กทม.6 ช่วงนุชเนตร เขตจอมทอง โทร 0-2476-6493 ต่อ 1104

7.คลินิกสัตวแพทย์ กทม.7 บางกอกน้อย เขตบางกอกน้อย โทร 0-2411-2432

และกลุ่มควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า ถ.มิตรไมตรี เขตดินแดง โทร 0-2248-7417