‘คนที่ฝึกตนเป็นคนประเสริฐ’
หนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็ก
สำนวน จตุพร ธิราภรณ์
‘คนที่ฝึกตนเป็นคนประเสริฐ คือ ธรรมะที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงหลายครั้ง ทั้งตั้งเป็นประเด็นโดยตรงและสอดแทรกอยู่ในธรรมะหัวข้ออื่นๆ
คนประเสริฐเป็นกำลังสำคัญของบ้านเมืองและเป็นเป้าหมายของพระพุทธศาสนา ดังนั้นการฝึกตนจึงเป็นวิธีการบรรลุถึงเป้าหมายดังกล่าว เป็นหลักธรรมที่เด็กและเยาวชนทั้งหลายควรศึกษาอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นพลวปัจจัยอันวิเศษนำไปสู่การกลับตนในทางเสื่อมให้กลายเป็นการสร้างทางสว่างแห่งปัญญา ละชั่ว ทำดี
ยกระดับจิตใจให้ผ่องใส ก่อให้เกิดความปกติสุขทางกาย วาจา ใจ ส่งผลให้ผู้ที่ฝึกฝนตนดีแล้วประสบความสำเร็จในการดำรงชีวิต’
คือส่วนหนึ่งของคำนำของหนังสือ ‘คนที่ฝึกตนเป็นคนประเสริฐ’ สำนวนของ จตุพร ธิราภรณ์ ซึ่งได้รับพระราชทานรางวัลที่ 1 ในการประกวดแต่งหนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็ก ประจำพุทธศักราช 2568
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พิมพ์พระราชทาน เนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปีนี้ ซึ่งตรงกับ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา
ยังความปลื้มปีติในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้


ประณีตทุกถ้อยคำ ย้ำ ‘ไม่ง่าย’ แม้เป็น ‘หนังสือเด็ก’
ย้อนไปเมื่อ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา จัดประกวดแต่งหนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็ก ประจำพุทธศักราช 2568 หัวข้อเรื่อง ‘คนที่ฝึกตนเป็นคนประเสริฐ’
จตุพร ข้าราชการกรมราชทัณฑ์ ตำแหน่งนักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าศูนย์พัฒนาสมรรถนะเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ตัดสินใจทุ่มค้นคว้า ทุ่มเวลา ทุ่มความรู้ความสามารถอย่างเต็มกำลัง เพื่อสร้างสรรค์ผลงาน โดยเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขียนหนังสือส่งประกวด
“แต่ละปี มีการกำหนดหัวข้อที่แตกต่างกัน โดยปีนี้เป็นหัวข้อ คนที่ฝึกตนเป็นคนประเสริฐ ซึ่งตรงกับพุทธสุภาษิตของกรมราชทัณฑ์ ที่ว่า ทนฺโต เสฏฺโถ มนุสฺเสสุ หมายถึง ผู้ที่ฝึกตนแล้ว ย่อมประเสริฐที่สุดในหมู่มนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกเสือกรมราชทัณฑ์ ซึ่งปรากฏพุทธสุภาษิตนี้บนผ้าพันคอ จึงเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งเรื่องหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา
ผมทุ่มเทแรงกายแรงใจเป็นพิเศษ ช่วงเช้าไปทำงาน พอพักเที่ยงก็ขี่มอเตอร์ไซค์กลับมาที่ห้องพักเพื่อเขียนหนังสือต่อ เพราะเวลามีไม่มาก เราต้องใช้เวลากับมันอยู่พอสมควร แม้ว่าจะเป็นหนังสือเด็ก แต่วิธีการเขียนไม่ง่ายเลย ต้องประณีตพอสมควร” จตุพรเล่า
5 บทเข้มข้น ฝึกตนอย่างไร ชี้แนวทาง สร้างแรงบันดาลใจ
จากนั้น เปิดเผยถึงเนื้อหาภายในซึ่งน่าสนใจยิ่ง ประกอบด้วย 5 บท ได้แก่ บทที่ 1 ทำไมจึงต้องฝึกตน, บทที่ 2 การฝึกตนคืออะไร, บทที่ 3 ถ้าไม่ฝึกตนจะเป็นอย่างไร, บทที่ 4 ฝึกตนแล้วประเสริฐอย่างไร และบทที่ 5 แนวทางของการฝึกตน
“เนื้อหาถูกแบ่งออกเป็น 5 บทด้วยกัน โดยอธิบายถึงการฝึกตนว่าคืออะไร ดีอย่างไร และถ้าไม่ฝึกตนจะเป็นอย่างไร เป็นสำนวนที่เด็กสามารถอ่านได้ตามที่สำนักงานราชบัณฑิตยสภาได้กำหนด และสอดแทรกทางหลักการพระพุทธศาสนาเข้าไป กล่าวคือ ศาสนาพุทธมีจุดประสงค์สูงสุดคือ อริยสัจ 4 ก็ต้องนำอริยสัจ 4 มาอธิบายให้สอดคล้องกับการฝึกตน เป็นธรรมะเบื้องต้นที่จะนำไปสู่การหลุดพ้นตามเป้าหมายสูงสุดของศาสนาพุทธ” จตุพร
อธิบาย
ไม่เพียงเท่านั้น ในช่วงท้ายของแต่ละบท ยังมีคำถามเพื่อให้ผู้อ่านได้คิดวิเคราะห์เป็นแนวทางน้อมนำไปศึกษาและปฏิบัติสืบต่อไป โดยเป็นปัญหาง่ายๆ ไม่ได้ใช้ความจำ แต่เป็นเรื่องการวิเคราะห์ทั่วไป ถือเป็นการทบทวนในสิ่งที่ได้อ่านมาแล้วทั้งสิ้น
สำหรับการประกวดแต่งหนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็ก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงริเริ่มขึ้น โดยมีพระราชดำริว่า
‘…ข้าพเจ้ารู้สึกว่าการสอนศาสนาแก่เด็กนี้ เป็นของสำคัญยิ่งนักสำหรับความเจริญมั่นคงของชาติ และประเทศ…’
(พระราชนิพนธ์คำนำหนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็ก 3 พฤษภาคม พ.ศ.2471)
‘หมูเด้ง’ ไฮไลต์ ปรับตัวได้ อยู่รอดปลอดภัย
โยงสังคมยุคใหม่ โลกเปลี่ยนไว จึงต้องฝึกตน
เมื่อถามถึงหลักการเขียน เจ้าของผลงานรางวัลที่ 1 เผยว่า ใช้หลักการซึ่งคำทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า ‘เทสนาหาระ’ ที่ใช้บอกความหมาย บอกคุณ บอกโทษ บอกประโยชน์ เชิญชวน และบอกว่าหากทำแล้วจะได้อะไร
“ไฮไลต์ของหนังสือเดินเรื่องโดยมีเด็กคนหนึ่งอยู่ในสังคมยุคใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วในยุคของ IT (ไอที) เด็กคนนี้เพียงจะไปดูฮิปโปหมูเด้ง เขามีความสนใจฮิปโปซึ่งแม้จะเป็นสัตว์ที่อยู่ต่างถิ่น แต่เมื่อมาอยู่ในประเทศไทยก็ต้องปรับตัว หลังจากนั้นจึงโยงเข้าสู่เรื่องการฝึกตนว่า เราจะฝึกตนอย่างไรให้อยู่รอดปลอดภัยได้
อีกทั้งยังสอดแทรกเรื่องพระสงฆ์ร่วมด้วย โดยมีครอบครัวหนึ่ง พ่อพาเด็กไปหาพระที่วัด พระจึงให้หนังสือมา เด็กก็มีคำถามกลับว่า เราจะอยู่ในยุคปัจจุบันอย่างมีความสุขได้อย่างไร และสามารถปรับตัวให้เข้ากับในยุคปัจจุบันได้อย่างไร ในท้ายที่สุดเราจะฝึกฝนตนให้กลายเป็นคนดี และยกระดับในตนเองให้มีความสุข เป็นคนดีตามหลักศาสนาได้อย่างไร” จตุพรเล่า
ดังเช่นเนื้อหาตอนหนึ่งในเล่ม ความตอนหนึ่งว่า
‘การฝึกตนที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการปรับตัว ถือได้ว่าเป็นการฝึกตนที่สำคัญอย่างหนึ่ง สังเกตได้จากธรรมชาติที่อยู่รอบๆ ตัวเรานี้ย่อมมีการพัฒนาปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องไปกับบริบทแวดล้อม
ดังเช่น เจ้าหมูเด้ง ฮิปโปโปเตมัสแคระ แห่งสวนสัตว์เปิดเขาเขียว แม้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปแอฟริกา ก็สามารถปรับตัวให้อยู่ในสภาพแวดล้อมของประเทศไทยในทวีปเอเชียได้ ดังนั้นเราในฐานะมนุษย์ได้ชื่อว่าประเสริฐกว่าสัตว์อื่นๆ ทั้งปวงพึงทำความเข้าใจในการฝึกปรับตัวในฐานะเป็นความรู้หนึ่งในการฝึกหัด ปรับปรุงพัฒนาตนเอง
คนที่ฝึกตนเป็นคนประเสริฐได้นั้นจะต้องฝึกตนด้วยความเพียรพยายาม กอปรกับใช้สติปัญญา และความอดทน เมื่อฝึกจนเคยชินหากมีความทุกข์มากระทบใจ ก็จะมีสติระลึกรู้แก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที ไม่ปล่อยให้หมักหมมจนเป็นพิษเกิดขึ้นในจิตใจหรือไประบายพิษให้แก่ผู้อื่น เมื่อใดที่อำนาจของกิเลส อันเป็นความโลภโกรธหลงเข้าครอบงำให้มีจิตคิดอกุศล ขอให้เพื่อนๆ พึงเดินตามอริยมรรคให้ถึงซึ่งสัมมาทิฏฐิ และเจริญสติปัฏฐาน 4 อยู่เนืองๆ มีพระธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นคุณอันประเสริฐย่อมจะกลับมาสถิตคุ้มครองเราดังเดิม
ดังนั้น หากทุกคนในสังคมฝึกตนตามหลักของศีล สมาธิ ปัญญา มีการเสียสละ ความอดทน มีความใจกว้าง
ยอมรับความแตกต่าง พยายามเอาชนะความชั่วด้วยการทำความดี ก็จะทำให้ครอบครัว บุคคลรอบข้าง สังคมและประเทศชาติเกิดความสงบสุขอย่างแท้จริง’
หวังเป็น ‘พุทธบูชา’ สืบทอดพระศาสนา อ่านได้ทุกเพศทุกวัย
หลังส่งเข้าประกวด กระทั่งคณะกรรมการตรวจความถูกต้องด้านหลักธรรม ด้านภาษาไทย และด้านวิชาการ
อื่นๆ มีผลการพิจารณา และนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ได้รับพระราชทานรางวัลที่ 1 และพระราชทานพระบรม
ราชานุญาตให้เข้ารับพระราชทานเงินรางวัล ในพระราชพิธีวิสาขบูชา พุทธศักราช 2568 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
จตุพรเผยว่า เมื่อได้ทราบข่าว รู้สึกปลาบปลื้มใจ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
“ผมอาจเป็นคนราชทัณฑ์คนแรกที่เขียนหนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็กและได้รับรางวัล หนังสือเล่มนี้สามารถอ่านได้ทุกเพศทุกวัย ในฐานะพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง อยากสร้างผลงานนี้ไว้เป็นพุทธบูชา เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาด้วย”
อนึ่ง ในบทส่งท้ายของหนังสือเล่มนี้ สรุปอย่างเข้าใจง่าย ว่าการฝึกตน คือ การประพฤติธรรมอย่างหนึ่งเป็นวิถีทางสู่ความสุขและเป็นเรื่องสำคัญสำหรับตนเองอย่างยิ่ง ตลอดจนมีผลกระทบต่อสังคมและบ้านเมือง เป็นที่เข้าใจกันอย่างซึมทราบว่า การฝึกตนคือการทำให้เจริญก้าวหน้า ต่อมาเห็นว่าการฝึกพัฒนาตนนั้น ต้องสามารถอนุรักษ์บำรุงให้คงพัฒนาได้ต่อเนื่องยาวนาน จึงได้เกิดเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ใช้กันมากในปัจจุบัน
สำหรับการจะฝึกพัฒนาอย่างยั่งยืนให้ได้นั้น การศึกษาสิ่งต่างๆ เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง การหมั่นหาความรู้อยู่
เสมอย่อมฝึกพัฒนาตนให้ยั่งยืนได้ การฝึกตนนั้นต้องมีความรู้ที่ถูกต้อง รู้กว้าง ที่ต้องรู้ถูกต้องนั้น ก็เพื่อไม่ให้พัฒนาผิดพลาด ที่ต้องรู้กว้างนั้น เพราะการฝึกหัดพัฒนาตนเองดีแล้วมีผลหลายด้าน การจะพัฒนาแต่ด้านเดียวไม่ฝึกพัฒนาด้านอื่นๆ ไม่อาจเรียกว่าเป็นพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ เพราะจะเกิดขัดแย้งมากกว่าจะเกิดผลสัมฤทธิ์
รวมถึงการฝึกตนต้องอยู่บนความถูกต้องสมควร ตามหนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็กเหตุผล เหมาะแก่สถานการณ์ เพราะการฝึกพัฒนาตนย่อมต้องเปลี่ยนแปลงไปตามความจำเป็นและสภาวการณ์ ปรับปรุงเพิ่มพูน เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด การฝึกฝน ฝึกหัดพัฒนา ปรับปรุงแก้ไขจึงจะเรียกได้ว่าเป็นการฝึกตนอย่างยั่งยืนแท้จริง
หนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยคุณงามความดีที่เพื่อนๆ ได้ฝึกตนปฏิบัติดีแล้ว ความดีย่อมทำให้ห่างไกลจากอกุศลคือไม่ทำบาปทั้งปวง ทำกุศลให้ถึงพร้อมและมีจิตใจที่บริสุทธิ์ ย่อมเป็นคนที่ประเสริฐ เพื่อดำเนินชีวิตสู่ความดับทุกข์ในกาลเบื้องหน้า
5 รางวัลพระราชทาน
‘คนที่ฝึกตนเป็นคนประเสริฐ’
ตามที่สำนักงานราชบัณฑิตยสภาได้จัดประกวดแต่งหนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็ก ประจำพุทธศักราช 2568 หัวข้อเรื่อง ‘คนที่ฝึกตนเป็นคนประเสริฐ’ เพื่อขอรับพระราชทานรางวัลจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และจัดพิมพ์สำนวนที่ได้รับพระราชทานรางวัลที่ 1 เป็นหนังสือสำหรับพระราชทานในวันวิสาขบูชานั้น
สำนักงานราชบัณฑิตยสภาได้นำผลการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจความถูกต้องด้านหลักธรรม ด้านภาษาไทย และด้านวิชาการอื่นๆ ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากสำนักราชบัณฑิตยสภา กราบบังคมทูลพระกรุณา ทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทเพื่อขอรับพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยแล้ว มีพระบรมราชวินิจฉัย ดังนี้
รางวัลที่ 1 ได้แก่ สำนวนของ นายจตุพร ธิราภรณ์
ได้รับพระราชทานเงินรางวัล จำนวน 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน)
รางวัลที่ 2 ได้แก่ สำนวนของ นายศุปริณ มานะเมธาวี
ได้รับพระราชทานเงินรางวัล จำนวน 6,000 บาท (หกพันบาทถ้วน)
รางวัลที่ 3 ได้แก่ สำนวนของ นายธีรวีร์ แพบัว
ได้รับพระราชทานเงินรางวัล จำนวน 4,000 บาท (สี่พันบาทถ้วน)
ชญานินทร์ ภูษาทอง

