หน้าแรก ประชาชื่น กรุงเทพฯ เรีย...

กรุงเทพฯ เรียนรู้อะไร?  เปิดทริป‘โคเปนเฮเกน’ ต้นแบบเมืองยั่งยืน น่าอยู่นัมเบอร์ 1 โลก

21.06.25 | 13:13 น.

กรุงเทพฯ เรียนรู้อะไร?
เปิดทริป‘โคเปนเฮเกน’
ต้นแบบเมืองยั่งยืน น่าอยู่นัมเบอร์ 1 โลก

ผังเมือง โลกร้อน คมนาคมสีเขียว ภัยพิบัติและอุทกภัย

เหล่านี้คือคำสำคัญในการก้าวสู่เมืองแห่งความยั่งยืนที่กรุงเทพมหานครตั้งเป้า 

ขณะที่กรุงโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก นั่งอยู่ในจุดนั้นของโลกมาเนิ่นนาน

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตอบรับคำเชิญเยือนกรุงโคเปนเฮเกน เมื่อวันที่ 16-19 มิถุนายนที่ผ่านมา 

Advertisement

4 วันเต็มในการหารือแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาเมืองในด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนของราชอาณาจักรเดนมาร์ก ภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและราชอาณาจักรเดนมาร์กในด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน 

ต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร วิศณุ ทรัพย์สมพล และ ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 

พรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนกรุงเทพมหานคร (Chief Sustainability Officer: CSO) คุณานพ เลิศไพรวัลย์ ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่สำนักสิ่งแวดล้อม และสำนักงานการต่างประเทศ ร่วมคณะ 

ขีดเส้นใต้ 2 เส้นว่า สถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทย ผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางเข้าร่วมการหารือ

Bangkok, City for Better Health
นำร่องแยกขยะอาคารสูง
2 โปรเจ็กต์ร่วม กรุงเทพ-เดนมาร์ก

ชัชชาติ ชนหมัด กระชับมือ Finn Mortensen ผู้อำนวยการองค์กร State of Green ที่บอกเล่าถึงเป้าหมายของเดนมาร์กที่จะมุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 70 ให้ได้ภายในปี 2030 และมุ่งสู่ Net Zero ในปี 2050 

ปัจจุบันใช้พลังงานไฟฟ้าจากลมและแสงอาทิตย์เป็นหลัก รวมถึงมีการบังคับใช้กฎหมาย เช่น กำหนดการใช้รถยนต์ในเมือง การส่งเสริมให้ใช้รถพลังงานไฟฟ้า และสนับสนุนการใช้จักรยานในการเดินทาง รวมถึงมีการใช้น้ำจากใต้ดินโดยประชาชนต้องเสียค่าธรรมเนียมในการจัดการน้ำตั้งแต่การดึงน้ำมาใช้ นำน้ำมาทำความสะอาด การแจกจ่ายไปยังบ้านต่างๆ และค่าธรรมเนียมในการนำน้ำที่ใช้แล้วกลับไปยังแหล่งน้ำใต้ดินอีกครั้ง และหากมีระบบประปามีรอยรั่ว จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้รัฐในส่วนนี้ด้วย

จากนั้น ผู้บริหารกรุงเทพมหานครหารือ Lars Weiss นายกเทศมนตรีเมืองโคเปนเฮเกนเป็นคิวต่อไป

ชัชชาติเผยว่า กรุงเทพมหานครมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสดำเนินโครงการร่วมกับราชอาณาจักรเดนมาร์ก ได้แก่ โครงการความร่วมมือ Bangkok, City for Better Health และ  โครงการนำร่องแยกขยะบนอาคารสูง ในพื้นที่กรุงเทพฯ 

ผู้ว่าฯกทม.เผยถึงความประทับใจว่า ชาวโคเปนเฮเกนใช้จักรยานในการเดินทางจำนวนมาก ขณะที่กรุงเทพมหานครประสบปัญหาเรื่องการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และการแยกขยะ 

แม้ว่ากรุงเทพมหานครจะมีความร่วมมือกับประเทศเดนมาร์กในด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แต่กรุงเทพมหานครและโคเปนเฮเกนยังไม่มีความร่วมมือระหว่างกันในฐานะเมือง จึงหวังว่าทั้งสองจะมีความร่วมมือที่ดีระหว่างกันในหลากหลายมิติในอนาคตได้ เช่น ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการศึกษา การวางผังเมืองและการดูแลเด็กก่อนวัยเรียน

5 ด้าน ผลักดัน ‘เมืองยั่งยืน’ โมเดล ‘โคเปนเฮเกน’
ที่แบงค็อกต้องจ้องมอง

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังได้หารือกับ Monica Magnussen ผู้อำนวยการโครงการ หน่วยงานออกแบบผังเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของเมืองโคเปนเฮเกน โดย 

Monica ได้นำเสนอการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นด้านต่างๆ ได้แก่

1.การวางผังเมืองที่เน้นความยั่งยืน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน

2.การรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ผ่านแผนด้านคุณภาพอากาศของกรุงโคเปนเฮเกน หรือ CPH Climate Plan 2025 ที่เน้นประเด็นการบริโภคพลังงานที่น้อยลงและใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น การผลิตพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การคมนาคมสีเขียว และการบริหารเมือง โดยปัจจุบันโคเปนเฮเกนสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ร้อยละ 78 ในปี 2023 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2010 

3.การคมนาคม โดยโคเปนเฮเกนมีเป้าหมายให้ประชาชนใช้จักรยาน ขนส่งสาธารณะ และการเดินเพื่อเดินทางไปยังที่ต่างๆ ของเมืองให้ได้ร้อยละ 75 ภายในปี 2035 โดยโคเปนเฮเกนมีการออกแบบถนนให้เอื้อต่อการปั่นจักรยานและมีการสร้างสะพานที่เป็นทางเดินและทางจักรยานโดยเฉพาะอีกด้วย 

4.การรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ โดย Monica กล่าวว่า ชาวโคเปนเฮเกนมีความตระหนักรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศตั้งแต่ปี 2011 ซึ่งเกิดอุทกภัยอย่างหนักในเมืองโคเปนเฮเกน โดยโคเปนเฮเกนมีการดำเนินการที่หลากหลายเพื่อการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เช่น การปลูกต้นไม้และปล่อยให้เจริญเติบโตตามธรรมชาติโดยไม่ตัดแต่ง และการสร้างแนวป้องกันแนวคลื่นพายุซัดชายฝั่ง (Storm Surge Protection) บริเวณชายฝั่งด้านเหนือและใต้ของเมือง 

เก่าสุดในเดนมาร์ก สวนพฤกษศาสตร์ 400 ปี
รวมพันธุ์ไม้ทั่วปฐพีเฉียดหมื่นชนิด

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานครยังได้ร่วมหารือและเยี่ยมชมสวนพฤกษศาสตร์โคเปนเฮเกน ที่มีการรวบรวมพันธุ์ไม้ที่หลากหลายจากทั่วโลกกว่า 9,000 ชนิด ซึ่งมีการดูแลรักษาพันธุ์ไม้ต่างๆ มาเป็นระยะเวลา 400 ปี ทำให้สวนพฤษศาสตร์เป็นสวนที่เก็บรักษาพันธุ์ไม้มีชีวิตที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในเดนมาร์ก ซึ่งสวนพฤกษศาสตร์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อม และมีการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ศิลปะและธรรมชาติแห่งใหม่ที่อยู่ภายในสวน

สวนพฤกษศาสตร์ดังกล่าว มีเป้าหมายในการพัฒนาพื้นที่และเก็บรักษาพันธุ์ไม้เพื่ออนาคต

โดยมีการเก็บรักษาและเพาะพันธุ์กล้วยไม้จากประเทศไทย โดยเอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทยเป็นคนแรกที่มีความสนใจด้านพันธุ์ไม้และเป็นนักพฤกษศาสตร์ได้นำเข้ามาเก็บรักษาและเพาะพันธุ์ไว้ อีกทั้งเขียนหนังสือและวาดภาพโครงสร้างพันธุ์กล้วยไม้ไทยหลากหลายสายพันธุ์ที่ประทับใจไว้อย่างละเอียดอีกด้วย 

รียนรู้แนวทาง ‘โรงเผาขยะรักษ์โลก’
สมศักดิ์ศรีโคเปนเฮเกน เมืองน่าอยู่อันดับ 1

ปิดท้ายด้วยภารกิจเยี่ยมชมการดำเนินงานโรงเผาขยะและสถานีรีไซเคิลของ Amager Resource Center (ARC) โดยผู้แทน ARC กล่าวว่า โรงเผาขยะของ ARC มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อย ซึ่งควันสีขาวที่ปล่อยออกจากปล่องบนอาคารโรงเผาขยะจะประกอบด้วยไอน้ำร้อยละ 90 และคาร์บอนไดออกไซด์เพียงร้อยละ 10 โดย ARC มีกระบวนการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ก่อนจะปล่อยควันออกจากโรงเผาขยะ 

พร้อมกันนี้ ARC ยังดำเนินงานเพื่อส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อมและพื้นที่สร้างสรรค์ที่หลากหลาย ซึ่งในด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ สถานีรีไซเคิล (Recycle Station) ซึ่ง ARC จะนำขยะจากครัวเรือนที่แยกแล้วมาแยกเพิ่มเติมเป็น 35 ประเภท ด้วยระบบ AI และคัดเลือกขยะที่สามารถรีไซเคิลหรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้มากระจายสู่ประชาชนที่ต้องการนำไปใช้ต่อที่สถานีรีไซเคิล 

ส่วนขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้จะถูกนำมาผ่านกระบวนการเผาในโรงเผาขยะเพื่อนำมาใช้เป็นพลังงานความร้อนและพลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่ครัวเรือนต่อไป รวมถึงมีการใช้รถเก็บขนขยะที่ใช้พลังงานไฟฟ้า จำนวน 128 คัน ในการเก็บขนขยะครัวเรือน 

นอกจากนี้ ARC ยังมีกระบวนการในการฝังกลบขยะที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะอันตรายที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ มีโรงงานสำหรับรีไซเคิลพลาสติกและการให้ความรู้แก่เยาวชนเกี่ยวกับการแยกขยะด้วย 

ส่วนการสนับสนุนพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับประชาชน ARC ได้ให้ภาคเอกชนสร้างพื้นที่สำหรับการพักผ่อนหรือทำกิจกรรมของประชาชนด้านบนโรงเผาขยะ เช่น จัดสรรพื้นที่สำหรับร้านกาแฟ ลานสกีจำลอง และผาจำลอง เป็นต้ 

ที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ การดำเนินงานของ ARC เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจหมุนเวียนของเมืองโคเปนเฮเกนด้วย 

นอกจากนี้ ทีมชัชชาติยังร่วมหารือกับบริษัท Ramboll ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ดำเนินงานด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรม การออกแบบ และให้คำปรึกษากับภาครัฐและเอกชนทั่วโลก โดยมียุทธศาสตร์ในการดำเนินงานระหว่างปี 2022-2026 ได้แก่ การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อนำไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ การส่งเสริมสังคมที่ยืดหยุ่นและน่าอยู่ การจัดการทรัพยากรและเศรษฐกิจหมุนเวียน และการส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ 

ผู้แทนของบริษัท Ramboll เผยว่า บริษัทมีส่วนสำคัญด้านวิศวกรรมและด้านอื่นๆ ในการสร้างโรงเผาขยะของ ARC เพื่อให้เป็นโรงเผาขยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแผนการดำเนินงานของเมืองโคเปนเฮเกนและสามารถเป็นพื้นที่ที่เปิดให้ประชาชนมาทำกิจกรรมและรวมกลุ่มกันได้

ผู้แทนจากบริษัทดังกล่าว ยังนำเสนอการออกแบบและสร้างเมืองให้สามารถรับมือกับภัยพิบัติได้และมีความยืดหยุ่นสูง อาทิ การพัฒนาพื้นที่บริเวณท่าเรือให้รองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศพร้อมกับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและพักผ่อน รวมถึงการสร้างแนวป้องกันคลื่นพายุซัดชายฝั่ง (Storm Surge Protection) บริเวณชายฝั่งของเมืองโคเปนเฮเกนด้วย นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งเน้นการสร้างเมืองให้รองรับต่อการเป็นเมืองแห่งเศรษฐกิจหมุนเวียน มีพื้นที่สีเขียว รองรับกิจกรรมนันทนาการของประชาชน และการคมนาคมที่สะดวกรวดเร็ว 

ผู้บริหารกรุงเทพมหานครยังหารือเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศพร้อมกับการเป็นเมืองน่าอยู่ร่วมกับบริษัทด้านวิศวกรรมและการออกแบบ จำนวน 2 บริษัท ได้แก่ 1.องค์กร Sund and Baelt ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศเดนมาร์ก และมีส่วนสำคัญในการสร้างแนวป้องกันคลื่นพายุซัดชายฝั่ง (Storm Surge Protection) โดยมีการวิเคราะห์สภาพพื้นที่และความน่าจะเป็นในการเกิดภัยพิบัติในอนาคตเพื่อใช้ในการสร้างแนวป้องกันที่เหมาะสม การสร้างถนนและระบบรางของประเทศเดนมาร์ก และการสร้างอุโมงค์ที่เชื่อมกับประเทศเยอรมนี 2.บริษัท Henning Larsen ซึ่งมีการนำเสนอการออกแบบและพัฒนาเมืองบนพื้นฐานของความเรียบง่าย ใช้ประโยชน์ได้จริง เชื่อมโยงกับประชาชนและธรรมชาติ โดยแนวทางสำคัญในการพัฒนาเมือง คือการให้ความสำคัญกับมนุษย์ การต่อ
ยอดองค์ความรู้ การทบทวนแนวคิดดั้งเดิม และการคืนกลับสู่เมือง 

หารือ ‘ท่องเที่ยวยั่งยืน’ ความมั่นคง การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน
ปัจจัยแซงหน้าสู่เบอร์ต้น

ไม่เพียงเท่านั้น ยังหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนร่วมกับผู้แทนจาก Wonderful Copenhagen ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐที่ดำเนินงานด้านการท่องเที่ยวของเมืองโคเปนเฮเกนที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ และการท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนเพื่อประโยชน์ของเมืองโดยไม่หวังผลกำไร โดย Wonderful Copenhagen มีโครงการ CopenPay ที่ส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การปั่นจักรยานไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ การเก็บขยะในคลองและสถานที่ท่องเที่ยว และการร่วมดูแลสวน ฯลฯ เพื่อนำมาแลกเป็นรางวัลต่างๆ อาทิ อาหารเช้าและขนมฟรีให้แก่นักท่องเที่ยว มีมัคคุเทศก์นำเที่ยวหรือพายเรือคายัคในคลองได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 

โครงการดังกล่าวสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดแนวคิดและพฤติกรรมด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในกลุ่มนักท่องเที่ยว สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของเมืองโคเปนเฮเกน

ทั้งนี้ เมืองโคเปนเฮเกน เมืองหลวงของประเทศเดนมาร์ก ได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกประจำปี 2025 โดย Economist Intelligence Unit (EIU) ซึ่งเป็นการประเมิน 173 เมืองทั่วโลกตาม 30 ตัวชี้วัดใน 5 หมวดหมู่หลัก ได้แก่ ความมั่นคง การดูแลสุขภาพ, วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม, การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐาน 

เมืองโคเปนเฮเกนสามารถทำคะแนนได้สมบูรณ์แบบ 100 คะแนนในสามหมวดหมู่หลักคือ 

ความมั่นคง การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แซงหน้าเมืองเวียนนา เมืองหลวงของประเทศออสเตรีย ที่ครองอันดับหนึ่งมาต่อเนื่องหลายปี