ธุรกิจไทยในกัมพูชา
บนสถานการณ์ ‘ลิ้นกับฟัน’
เมื่อชายแดนยังไม่นิ่ง แต่การค้ายังต้องรัน
เป็นช่วงต้องคอยมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิด
เพราะมีสิทธิพลิกผันได้ทุกขณะ
สำหรับสถานการณ์ ‘การค้าชายแดน’ ระหว่างไทย-กัมพูชาในเวลานี้
หลัง สมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตผู้นำกัมพูชา ยื่นคำขาด (16 มิ.ย.) ภายใน 24 ชั่วโมง หากฝั่งไทยไม่เปิดด่านตามช่วงเวลาปกติ ไม่เช่นนั้นเขมรจะตอบโต้ด้วยการปิดประตูทุกด่าน แบนสินค้าไทยทุกชนิด ก่อนสั่งให้แก้ข่าว ‘ห้ามเพียงผักผลไม้เท่านั้น’
ไม่ว่าจะเป็นเฟคนิวส์ ปั่นกระแส หรือความตั้งใจลองเชิง ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า ‘การสื่อสารเพื่อความผิดพลาด’ เจตนาทำลายความน่าเชื่อถือในห้วงเวลาวัดใจ อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
หลังข้ามเส้นตายที่ขีดไว้ รัฐบาลกัมพูชาสั่งเบรกนำเข้าทุกจุดผ่านพืชผลการเกษตรข้ามแดน ‘เพื่อเป็นการตอบโต้คำขู่ของกองทัพไทย’ ตามการสื่อสารของ พล.ท.สก เวสนา อธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมืองกัมพูชา
ในขณะที่ ตม.สระแก้ว ขานรับคำสั่งชายแดนอรัญประเทศให้คนไทยในฝั่งปอยเปตรีบกลับไทยหากไม่มีความจำเป็น
หันไปมองทางฟาก จ.ตราด เช้าตรู่ (17 มิ.ย.) ด่านชายแดนถาวรบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ ยังเนืองแน่นไปด้วยรถขนส่งสินค้ากว่า 30 คัน
‘ผัก ผลไม้ อาหารสด อาหารทะเลแช่แข็ง’ และสารพัดรายการสินค้า ขนมารอหน้าด่าน เข้าคิวเพื่อรอข้ามแดนไปยังจังหวัดเกาะกง เกือบครึ่งมาจากตลาดไท หนึ่งในคนขับรถรับจ้างยอมรับว่า เจ้านายไม่ได้สนใจเท่าไหร่ ใช้วิธี ‘วัดดวง’ ถ้าไม่ให้เข้า ก็ขนกลับ
แม้ข่าววงในยังมั่นใจว่า ‘ไม่น่าจะปิดด่าน’ แม้เด็กนักเรียนยังเดินข้ามมาเรียนฝั่งไทยได้ปกติ แต่เรายังเห็นท่าทีของท่านผู้นำเพื่อนบ้าน ประกาศควักเงินส่วนตัวให้กลับมาศึกษาต่อที่บ้านเกิด พร้อมดีลฝั่งการธนาคาร ช่วยแบ่งเบาภาระหนี้ของชาวกัมพูชาที่กลับจากไทยและมีหนี้สิน พร้อมเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ หลังเรียก ‘แรงงาน’ คัมแบ๊กประเทศต้นทาง คู่ขนานกับเสียงค้านจากแรงงานส่วนหนึ่ง ที่หวั่นกลับไปไม่มีงาน ส่งเงินเพียงพอเลี้ยงคนทางบ้าน
ลามไปถึงประเด็นปล่อยคลิปเสียงบทสนทนากับนายกฯไทย ที่ขัดจรรยาบรรณทางการทูต หรือแม้แต่การพบผู้นำเพื่อนบ้าน หวังหนุนยื่นศาลโลก
ท่ามกลางความตึงเครียดจากข้อพิพาท ท่ามกลางกระแสของการเรียกคืนความเหนียวแน่นของคนในชาติ ความไม่แน่นิ่งของมาตรการ ความระแวงสงสัย และการซักซ้อมรับภัยหากสถานการณ์ไม่สู้ดี
ยังมีประชาชนในพื้นที่อีกจำนวนมาก เป็นคนส่วนใหญ่ที่ไม่ประสงค์ให้เกิดการฟาดฟัน ยังหวังพึ่งพาการเจรจาด้วยสันติวิธี
เพื่อเบรก ‘ความเสียหายทางเศรษฐกิจ’ หยุดการสูญเสียของทุกองคาพยพ
จากผล ‘นอร์ทกรุงเทพโพล’ สะท้อนเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนทั่วทุกภูมิภาค (1,500 คน) กระทบความมั่นคงชายแดน 47.6% สัมพันธ์ระหว่างประเทศ 33.1% กระทบเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว 10.0%
‘7 จุดผ่านแดนถาวร 10 จุดผ่อนปรน กว่า 60% ของปริมาณการค้า โฟกัสอยู่ที่ จ.สระแก้ว และจันทบุรีเป็นหลัก ที่ชายแดนคลองลึก-ปอยเปต อรัญประเทศ กับบันเตีย
เมียนเจย ส่วนอีก 20% อยู่ที่จันทบุรี นอกนั้นจะแบ่งออกไป 5-10% ในจุดผ่านแดนอีสานใต้
ที่ผ่านมา ไม่ว่ารัฐบาล หรือขั้วการเมืองจะเปลี่ยนไป
แค่ไหนก็ตาม การค้าชายแดน ยังคง Maintain ประชาชนทั้งสองฝั่งพึ่งพาอาศัยกันเสมอมา และนับได้ว่าเป็น ‘การค้าที่สำคัญอันดับ 1 ของทั้งสองประเทศ’
เว้นแต่จะสะดุดเพราะโควิด ชะงักงันจากการ ‘ปิดชายแดน’ ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่เคย และไม่ประสงค์ให้เกิดขึ้น
แฟลชแบ๊กกลับไปเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ และมูลนิธิไทย นำคณะสื่อมวลชนไทยพูดคุยอัพเดตสถานการณ์ระหว่างสองชาติ ในมุมของภาคการค้า-การลงทุน
นฤมล รินเรืองสิน รองประธานสมาคมธุรกิจไทยในกัมพูชา (Thai Business Council in Cambodia-TBCC) ร่วมด้วย ชลธิศ เทพยศ รองผู้อำนวยการสำนักงานการค้าไทยในกรุงพนมเปญ, ที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ นั่งเคลียร์ชัดทุกประเด็น ร่วมกัน Q&A ทุกข้อสงสัยจากสื่อมวลชนไทย
“ถ้าถามว่าเวลามีข่าว มีผลกระทบอะไรไหม? ต้องบอกว่าในมุมของคนค้าขาย เขาไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ ไม่อยากให้เกิดกระแสของข่าวเสียด้วยซ้ำ เพราะจะส่งผลต่อการ
ขายของ ขายสินค้าของเขา”
นฤมลตอบคำถามที่ทำเห็นภาพกว้างในมิติที่พ้นไปจากสงคราม คือผลกระทบรอบด้านในมุมคนทำมาค้า-ขาย
ขอย้ำอีกครั้งว่า บรรทัดนับจากนี้ เป็นบทสนทนาก่อนสถานการณ์จะคุกรุ่น แม้บางข้ออาจดูเหมือน ‘เดจาวู’ ก็ตาม แต่พอจะสะท้อนสภาพการณ์ บุคลิก ตลอดจนทัศนคติบางอย่างของเพื่อนบ้านได้ไม่มากก็น้อย
⦁ อัพเดตสถานการณ์ในปัจจุบัน ภาคธุรกิจกัมพูชาในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?
(นฤมล) – ธุรกิจในกัมพูชาไม่เรียกว่าซบเซาเสียทีเดียว แต่ค่อนข้างชะลอตัว ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ก่อสร้าง หรือในเรื่องของรีเทลต่างๆ แต่ทุกคนก็พยายามปรับตัวเองว่าเราควรจะไปในทิศทางไหน เอาว่าให้อยู่รอดได้ ณ ปัจจุบันนี้
ถ้าถามว่าเวลามีข่าว มีผลกระทบอะไรไหม? ต้องบอกว่าในมุมของคนค้าขาย เขาไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ ไม่อยากให้เกิดกระแสเสียด้วยซ้ำ เพราะจะส่งผลต่อการขายของ ขายสินค้าของเขา แล้วก็กลัวว่าถ้ามันมีข่าวที่รุนแรงจะกระทบ ‘กลัวปิดด่าน’ เพราะในอดีตเวลามีเหตุอะไรก็ตาม สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นคือการปิดด่าน พอปิดปุ๊บ การค้าต่างๆ ก็จะกระทบและชะลอตัวลง
ส่วนภาคราชการ หรือภาครัฐ ถ้ามีข่าว ทางสถานทูตของเราก็ช่วยมอนิเตอร์และแจ้งให้ประชาชนทราบ ไม่ต้องแพนิก แต่ให้เตรียมตัวไว้ ซึ่งก็ต้องบอกว่าที่ผ่านมาข่าวไทยในกัมพูชาไม่ได้มีกระแสเยอะ
⦁ ถ้าเทียบกับ 5-10 ปีก่อน ข่าวในลักษณะนี้มีมากมากน้อยแค่ไหน เพราะต้องยอมรับว่าตอนนี้ข่าวแบบนี้มีแรงที่สร้างกระแสได้ หากมีใครพูดอะไรที่มีความเซ็นซิทีฟมาก มองสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?
(นฤมล) – 10 ปีที่แล้วกับปัจจุบันนี้ ส่วนตัวมองว่าที่ผ่านมาวิธีการได้รับข่าวต่างกัน จากแต่ก่อนมาทางโทรทัศน์ ปากต่อปาก มันจะไม่มีช่องให้คนเข้าไปคอมเมนต์ บิลด์กระแส แต่ปัจจุบันเป็นอีกมุมหนึ่ง ต้องบอกว่ากัมพูชาเองจริงๆ ควบคุมสื่อได้ดี มันจะเกิดขึ้นมากสุดก็คือ ‘บนเฟซบุ๊ก’ ที่จะมีการต่อว่าอะไรกันบนนั้น แต่พอถึงจุดหนึ่งแล้ว ทางรัฐบาลเองก็คอยมอนิเตอร์ แล้วสามารถทำให้มันฟรีซอยู่แค่นั้นได้
⦁ น่าสนใจที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลกัมพูชาไม่เล่นด้วย ถ้าเล่นด้วยในกรณีเขาพระวิหาร ปี 2008 ชาวบ้านอาจไฟลุกทันที ในมุมนักธุรกิจที่นี่ มองว่าควรจะทำอย่างไรในด้านการข่าว ที่อาจทำให้หนาวร้อนได้ทุกวัน?
(ชลธิศ) – สื่อหลักเรามักจะไม่ค่อยเป็นห่วงเท่าไหร่ แต่อะไรบางอย่างที่ควบคุมไม่ได้ เช่น คนคนหนึ่งที่เกิดขึ้นมาในโซเชียล แล้วโพสต์ออกไป อันนั้นน่าเป็นห่วงมากกว่า
ในมุมนักธุรกิจกังวลตลอด เวลามีกระแสอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา แต่เอาจริงๆ แล้วกระแสมาเร็วไปเร็วมาก มีเรื่องนี้แป๊บเดียวมันก็หาย แล้วก็ขึ้นมาใหม่ จนตอนนี้เข้าใจว่า โดยหลักๆ มันเป็นเรื่อง ‘ลิ้นกับฟัน’ ไปแล้ว ถ้าไม่มีไฟไปเติมเชื้อ แป๊บเดียวไม่กี่วันหาย ผมว่าบ้านใกล้เรือนเคียงมีลักษณะแบบนี้เป็นเรื่องปกติ ถามว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร ของเราควบคุมยาก แต่สื่อกัมพูชารัฐบาลควบคุมได้ดีไม่ให้ลุกลาม รัฐบาลเขามีคนคอยมอนิเตอร์ว่าอันนี้มีวัตถุประสงค์อะไร
ในส่วนของเอกชน ตั้งคำถามทุกครั้งที่มีประเด็น แต่ส่วนใหญ่ทางราชการก็มีการพูดคุยกันอยู่ตลอด ความเป็นเพื่อนบ้านย่อมมีดราม่าเกิดขึ้นได้ตลอดอยู่แล้ว เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องให้ความเชื่อมั่นกับนักธุรกิจที่นี่ ขอเพียงอย่าใส่ไฟเพิ่มเติม ทุกอย่างจะเรียบร้อยดี ทางรัฐบาลที่นี่ก็ให้คำมั่นสัญญาว่าไม่ต้องห่วงประเด็นต่างๆ สามารถคลี่คลายได้ตามระยะเวลาของมัน
⦁กระแสข่าวเหล่านี้ส่งผลต่อ ‘ความนิยมสินค้าไทย’ และภาคธุรกิจมากน้อยแค่ไหน แต่ก่อนเคยแรงถึงขึ้นว่า บางผลิตภัณฑ์ต้องเปลี่ยนชื่อ เลี่ยงการบอกว่าเป็น ‘สินค้าไทย’ ตอนนี้เป็นแบบนั้นไหม เพราะอีกมุมสินค้าไทยเป็นที่นิยม และมีความพรีเมียมจริงๆ?
(นฤมล) – เราเองก็ขายสินค้าไทยเหมือนกัน ก็อาจจะมีผลบ้างแต่ไม่ได้มากเท่าไหร่ ส่วนตัวไม่ได้เกิดกับโปรดักต์ของตัวเอง อาจจะขึ้นอยู่กับว่าสินค้านั้นเป็นประเภทไหนด้วย เวลานี้เป็นกระแสเดียวกันหรือเปล่า แต่น้อยมากจริงๆ ผลกระทบต่อสินค้าไทยจะเกิดขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจมากกว่ากระแส
⦁ ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้อยู่รอด ประเมินแนวโน้มสถานการณ์จะไปในทิศทางไหน?
ตอนนี้พูดง่ายๆ ว่าคนใช้จ่ายประหยัดมัธยัสถ์มากขึ้น จากเดิมไปห้าง อาจจะหยิบของทีละหลายๆ ชิ้น เดี๋ยวนี้ก็จะยอมออกไปซื้อบ่อยขึ้น แต่ก็จะซื้อเท่าที่ใช้ ไม่ได้ซื้อเผื่อ
ถ้ามีเงินหรือเลือกได้ เขาก็จะเลือกแบรนด์ไทย แต่ตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดี สินค้าไทยก็สูญเสียยอดไปบ้างโดยแบรนด์อื่นๆ ไม่ว่าจะจากแบรนด์ท้องถิ่น หรือจากประเทศอื่นที่ราคาถูกลง
⦁ เรียกได้ว่าคนกัมพูชาก็ยับยั้งชั่งใจมากขึ้นในการใช้จ่าย?
(นฤมล) – คือถ้าเทียบว่าในหนึ่งครอบครัว มีพ่อ แม่ ลูก ณ วันนี้รายได้เท่าเดิมแต่ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มขึ้น กัมพูชา Boundary เยอะขึ้น ยิ่งแพงขึ้น มันเกิดจากเรื่องโลจิสติกส์ การขนส่งสินค้าเข้ามาทำให้สินค้าแพงขึ้น รวมถึงภาษีที่รัฐบาลเรียกเก็บที่สูง ส่งผลต่อการตั้งราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นด้วย
มองกลับกันในมุมของเด็ก ค่าเทอมลูกก็เพิ่มขึ้นทุกปี เขาก็ย่อมต้องเลือกที่จะเก็บเงินไว้เพื่อสำรองจ่ายสิ่งที่จำเป็นกว่า
⦁ นักธุรกิจไทยที่นี่มีความกังวลกับการ ‘ปิดด่าน’ มากน้อยแค่ไหน ถ้าฉายภาพสถานการณ์ตั้งแต่กรณีปราสาทตาเมือนธม ไล่เรียงถึง การเผาพาวิลเลียนที่อุบลราชธานี รวมถึงสถานการณ์ล่าสุดที่ชายแดนคุกรุ่นตลอดเวลา ที่ผ่านมาทางสมาคมธุรกิจไทยในกัมพูชา เคยสะท้อนความกังวลอย่างจริงจังต่อรัฐบาลทั้งสองฝ่ายหรือไม่ ในอนาคตหากสถานการณ์ชายแดนยังไม่สงบ ประเมินว่าสถานการณ์การค้าชายแดนจะเป็นอย่างไร?
(นฤมล) – ที่ผ่านมาเรายังไม่เคยสะท้อนอย่างเป็นทางการ ต้องเรียนว่าภาคเอกชนเองไม่ใช่ไม่กังวล แต่เรามีการมอนิเตอร์กับทางสถานทูต ขอข้อมูล สอบถามสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาจากฝ่ายทูตทหาร เมื่อทราบข้อมูลก็จะมาแชร์กัน แต่ไม่ได้เป็นไปในลักษณะ Official เพราะกลัวว่าจะเป็นการสร้างประเด็น เรากังวลการนำเสนอข่าวสารในโซเชียลมากกว่า
⦁ นักธุรกิจไทยที่มาลงทุนที่นี่ ต้องการการซัพพอร์ตจากรัฐบาลอย่างไรและส่วนไหนบ้าง?
(นฤมล) – อยากให้ภาครัฐเจรจาเรื่องภาษีสินค้านำเข้า (ยิ้ม) 5-35% + อีก 10% (VAT) ในมุมการลงทุนมีเรื่อง Facility ที่อาจจะไม่ครบ อย่างเช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เราต้องนำเข้าแป้งและส่วนผสมทุกอย่างมาประกอบกันที่นี่ เพราะถ้ามาเป็นวัตถุดิบภาษีอาจจะต่ำกว่าแบบสำเร็จรูป (Finished Goods) แต่ก็ต้องเจอค่าดำเนินการ
โดยหลักการมันมีอยู่จริง แต่อันนี้พูดถึงในภาคปฏิบัติ สมมุติบางครั้งเราเห็นว่าสิ่งนี้ควรจะอยู่ในขอบข่ายนี้ 5% แต่เมื่อมาถึง ในภาคปฏิบัติเขาตีที่ 10% เป็นต้น เราอยากให้ภาครัฐทางนี้ดูแลไปตามกฎระเบียบที่ควรจะเป็นจริงๆ ซึ่งต้องเป็นการพูดคุยในระดับรัฐต่อรัฐ
อย่างภาคเอกชนเอง เวลาเราไปพบปะก็มีการพูดถึง และทางเขาก็รับทราบเรื่องนี้ แต่ผู้ปฏิบัติจะเป็นอีกภาคหนึ่ง ซึ่งก็จะมีผลกระทบ หากแก้ไม่ได้สินค้าก็จะแพงขึ้น
⦁ ระหว่างไทยกับเวียดนาม ในมุมของกัมพูชา?
(นฤมล) – ถ้าเป็นภาคธุรกิจก็คงไม่ได้เลือกที่ชาติ (หัวเราะ) คงอยู่ที่ข้อตกลง แต่โดยเนเจอร์ ถ้าเลือกว่าจะเดินเข้าไปคุยกับใครก่อน ก็น่าจะคนไทยก่อนด้วยคาแร็กเตอร์ที่ไม่เหมือนกัน อย่างเราจะยิ้มก่อน ก็ดูน่าจะเลือกคุยมากกว่า
⦁ ถ้าย้อนไปในช่วงกระแสชาตินิยมที่ค่อนข้างแรงในช่วงก่อนหน้านี้ อย่างกรณีเผาสถานทูตไทย หรือปราสาทเขาพระวิหาร มีผลกระทบกับภาคธุรกิจมากน้อยแค่ไหน?
(นฤมล) – ผลกระทบที่ชัดเจนต้องบอกว่ามันไม่ใช่ความรู้สึกที่ว่าชอบ-ไม่ชอบ แต่คนกัมพูชาส่วนหนึ่งมีความ ‘เสียใจ’ กับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะมันก็ทำให้ประเทศเสียหาย ไม่ว่าจะในด้านชื่อเสียงและด้านต่างๆ แต่ถามว่ากระทบต่อ ‘การแอนตี้สินค้าไทยหรือเปล่า?’ ส่วนตัวมองว่าไม่ได้กระทบ
สิ่งที่คนสนใจ ถ้าจะกลัวคือ ‘กลัวว่าจะรบหรือเปล่า?’ จะมีการประท้วงหรืออะไรไหม เพราะมันเคยเกิดขึ้นแล้ว แต่ถ้าไปตลาด ถามลูกค้า เขาไม่ได้สนใจนะ ขอแค่อย่าปิดด่าน อย่าให้เขาขายของแพง เพราะถ้าเกิดอะไรตรงด่านปุ๊บมันมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง กระทบกับเขามากกว่า ทางฝ่ายข้าราชการเขาก็เจรจากันไป คนที่เคยผ่านช่วงเวลานั้นจะออกแนวกลัวมากกว่า แล้วเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา
⦁ ตอนนี้ที่กัมพูชาฮิตอะไร สินค้าไทยที่ขายดีเป็นอันดับ 1 ?
(ชลธิศ) – ส่วนตัวมองว่าไม่พ้นกลุ่ม F&B ร้านอาหาร คาเฟ่ คนที่นี่ลงทุนโดยแพชชั่นก่อน แล้วค่อยศึกษาก็มีเยอะเหมือนกัน รวมถึงซื้อแฟรนไชส์ ถ้าเป็นแบรนด์ดังที่เมืองไทยอยู่แล้วจะง่ายกว่า
⦁ จากประสบการณ์ลงทุนมาเกือบ 30 ปี นับจากนี้ไปอีก 5-10 ปี มองอนาคตการลงทุนที่กัมพูชาต่อจากนี้อย่างไร?
(นฤมล) – ส่วนตัวมองว่า ถ้าผู้ปฏิบัติการ (เจ้าหน้าที่รัฐ) ยังไม่สามารถให้ข้อมูลที่ชัดเจน เวลาผู้ลงทุนเข้ามาคุยแล้วเกิดค่าใช้จ่ายที่เป็น Hidden cost (ต้นทุนแฝง) หากยังเป็นเช่นนี้อยู่ อีก 5-10 ปีก็อาจจะไม่ได้เติบโตไปมากกว่านี้
⦁ ที่ผ่านมามีการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการเพื่อสร้าง ‘ความเข้มแข็งในการต่อรอง’ ด้วยหรือไม่?
(นฤมล) – จริงๆ แล้วกิจกรรมในลักษณะนี้มีเกิดขึ้นอยู่ตลอด อย่างปีนี้เองก็มีหลายบริษัทมาลงทุน เช่น ในเครือ TCC Group ที่ถือว่าเป็นนักลงทุนไทยอันดับต้นๆ ที่มาลงทุนใหญ่ รวมถึงยังเห็นภาคเอกชนอื่นๆ ที่จะมาลงทุน ทั้งในด้านยางพารา กลุ่มน้ำตาลก็ดี มีเข้ามาศึกษาอยู่ แต่ก็รอว่าถ้าศึกษาแล้ว ไปคุยกับทาง Council for the Development of Cambodia (CDC) ที่มีบทบาทเหมือนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) บ้านเรา แล้วเขาจะได้รับการยกเว้น หรือสิทธิประโยชน์ในการลงทุนแบบไหน (QIP)
⦁ ในมุมคนหันไปใช้สินค้าอื่นทดแทน เราอาจจะนึกถึง ‘สินค้าจีน’ สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง บ้านเราพูดถึงสินค้าจีนทะลัก ทิชชูจีนเข้ามา-ทิชชูไทยเสี่ยงเจ๊ง ที่กัมพูชาเป็นแบบนั้นไหม?
(นฤมล) – ที่นี่มาก่อนอยู่แล้ว เลยไม่ได้รู้สึกขนาดนั้น จริงๆ มีทั้งจีน เวียดนาม มาเลเซีย มีช้อยส์เยอะเหมือนกันนะ จากที่เคยเห็น 3 ยี่ห้อ อาจจะมีเพิ่มขึ้นมา 1 หรือ 2 แค่นั้น
⦁ นักธุรกิจไทยจับตามองเรื่อง ‘คลองฟูนันเตโช’ หรือไม่ ถ้าหากกัมพูชาดำเนินการได้สำเร็จ มองว่าจะกระทบการค้าการลงทุนของไทยไหม?
(นฤมล) – ถามว่าทุกคน Concern ไหม? ก็ Concern แต่ก็ยังไม่เห็นภาพว่าจะไปต่ออย่างไร ต้องเรียนว่าเราก็ไม่แน่ใจว่าเมื่อสร้างไปถึงวันนั้นแล้ว รัฐบาลจะมีนโยบาย (Policy) อะไรใหม่ๆ หรือเปล่า สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ยังจับตามองแต่ไม่ได้กังวลมาก เพราะถ้ากระทบอาจจะเป็นฝั่งเวียดนามมากกว่า แต่เราก็คอยมอนิเตอร์สถานการณ์
ส่วนตัวไม่ได้มองว่าน่ากังวล แต่อยากให้นักลงทุนไทยที่ต้องการเข้ามาในกัมพูชาศึกษาข้อมูลจริงๆ อาจจะมีคนรู้จักแนะนำ พาเข้ามา แต่อยากให้ศึกษาและเข้ามาอยู่ เรียนรู้พื้นที่ เพื่อที่จะได้เข้าใจว่าจริงๆ แล้วคัลเจอร์เขาเป็นยังไง ต้องอยู่ยังไง หรือแม้แต่ต้องดูแลพนักงานแบบไหน นั่นคือสิ่งที่สำคัญกว่า
เพราะบางท่านเข้ามาด้วยความรู้สึกว่าใกล้ อาจจะมองว่าเหมือนไทย แต่พอถึงจุดหนึ่งจะลืมว่านี่คืออีกหนึ่งประเทศ ทำไมที่ไทยได้แบบนี้ ที่นี่ทำไม่ได้ ต้องดูเรื่องนี้ด้วยเพราะมันมีเส้นบางๆ
⦁ ค่าแรงขั้นต่ำเรตอยู่ที่เท่าไหร่ ค่าครองชีพตอนนี้ถ้าเทียบเป็นข้าวราดแกงจานละกี่บาท?
(นฤมล) – 208 ดอลลาร์ต่อเดือน (ประมาณ 6,700 บาท) ส่วนค่าจ้างรายวันไม่ได้มีฟิกซ์ ขึ้นอยู่กับตกลง เทียบกับอาหารมื้อนึง ก็อยู่ที่ประมาณ 2 เหรียญ (8,000 เรียล)
⦁ ปัจจุบันมีบริบทชายแดนไม่สู้ดี ‘การค้าชายแดน’ ตัวเลขมันเติบโต หรือลดลงอย่างไรหรือไม่ในระยะหลัง?
(ชลธิศ) – จริงๆ การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา มันเติบโตนะ อย่างล่าสุดตอนนี้ก็เติบโตไปถึง 10,000 ล้านเหรียญฯแล้ว ส่วนหนึ่งผมมองว่ามีการเปิดด่านเพิ่มที่มาช่วย Facilitate ตรงนี้ แต่เราต้องมอนิเตอร์ไตรมาสถัดๆ ไปว่าจะเป็นอย่างไรต่อ เพราะเรารู้แล้วว่าเศรษฐกิจที่นี่ไม่ค่อยดี เงินมันน้อยลง ที่ผ่านมาตัวเลขที่เด้งขึ้น เราก็ไม่รู้ว่าอาจจะเพราะอยู่ในช่วงกักตุนหรือไม่ เผื่อจะมีการขึ้นภาษีหรือเปล่า เขาก็เลยต้องมีการนำเข้าเพิ่มขึ้น
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าเงินในกระเป๋าไม่มี มันก็อาจจะลดลงก็ได้ ซึ่งจริงๆ เทรนด์มันโตขึ้นเรื่อยๆ ตลอด ไม่ได้ลดลง
⦁ สมมุติว่าถ้าไทยเปิดกาสิโนได้ จะกระทบไหม?
(ชลธิศ) – ส่วนตัวมองว่าก็คงมีบ้างแหละ เพราะว่ากลุ่มคนที่เล่นเป็นกลุ่มคนเดียวกัน ย้ายจากนี้ไปอยู่ที่นู้น ไป-มาก็เยอะ แต่ผมว่าเดี๋ยวตลาดมันก็คงจะปรับตัวเองว่าใคร เป็นลูกค้ากลุ่มไหน อาจจะเป็นคนไทยเหมือนกันนะที่มาเล่นตรงนี้ แต่เป็นคนไทยอีกระดับหนึ่ง พอถึงจุดหนึ่งคนไทยระดับนี้ไปเล่นตรงนั้นแทน
ผมว่ากระทบแน่นอน แต่ว่าเดี๋ยวตลาดจะปรับตัวและอยู่กันได้
อธิษฐาน จันทร์กลม

