หน้าแรก ประชาชื่น กระชับความสัม...

กระชับความสัมพันธ์ ‘กรุงเทพ-ซานตง’ ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ

9.04.17 | 17:31 น.

“จีน” เป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจที่มีบทบาทสำคัญระดับโลก โดยเฉพาะ ด้านเศรษฐกิจ ที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด สำหรับ ประเทศไทย การลงทุนกับจีน นับเป็นช่องทางการค้าที่สำคัญในอนาคต

แต่เนื่องจากประเทศจีนเป็นประเทศที่มีอารยธรรมยาวนาน การจะทำธุรกิจร่วมกัน ต้องอาศัยความเข้าใจทางวัฒนธรรมและความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน

ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว คณะผู้แทนจาก กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ สภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์ บินลัดฟ้าสู่ มณฑลซานตง ประเทศจีน เพื่อเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ สานต่อสู่ความร่วมมือด้านต่างๆ ทั้งการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมตลอดจนความร่วมมือด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า กรุงเทพมหานคร กับมณฑลซานตง มีความสัมพันธ์อันดีและมีความผูกพันแน่นแฟ้นมายาวนาน การมาเยือนเมืองจีนในครั้งนี้เราต้องการมาศึกษาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่บ้านเรายังไม่มี และกระชับความสัมพันธ์ตลอดจนยกระดับความร่วมมือระหว่างกัน ทั้งด้านการค้า การวิจัย การศึกษา และพัฒนาทรัพยากรบุคคล กรุงเทพมหานครยังอยากจะเรียนรู้และพัฒนาระบบการขนส่งมวลชน การขนส่งสาธารณะจากทางมณฑลซานตง ซึ่งมีโรงงานผลิตรถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า ที่ถือเป็นระดับแนวหน้าของโลก

Advertisement

“การพาคณะมาครั้งนี้มีความร่วมมือระหว่างกันเกิดขึ้นหลายด้าน อย่างด้านการศึกษาระหว่างกทม. กับเมืองชิงเต่า มีการขยายความร่วมมือเรื่องทุนการศึกษาสำหรับเด็กที่จบมัธยมจากโรงเรียนในสังกัด กทม. มาศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เมืองชิงเต่า ยังมีความร่วมมือในการแกลเปลี่ยนความรู้และวัฒรธรรมขงจื้อ โดยสนับสนุนงบ 20 ล้านบาทสร้างห้องสมุดขงจื้อที่ประเทศไทย เพื่อเผยแพร่คำสอนและวัฒนธรรม สนับสนุนให้ กทม.เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ขงจื้อ ซึ่งการมาเยือนเมืองจีนในครั้งนี้เราไม่ได้ใช้งบราชการแม้แต่บาทเดียว ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็นการดูแลโดยรัฐบาลจีนและสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์” พล.ต.อ.อัศวิน อธิบาย

นอกจากความร่วมมือด้านการศึกษาที่เห็นเป็นรูปธรรมแล้วการมาเยือนแดนมังกรครั้งนี้ ยังมีการลงนามความร่วมมือ(MOU) ด้วยกัน 2 ฉบับ คือ “ลงนามความร่วมมือด้านการศึกษา” และ “ลงนามความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว” ซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีเนื่องจากมณฑลซานตง มีประชากรทั้งสิ้น 100 ล้านคน ซึ่งมากเป็นอันดับ 2 รองจาก มณฑลกวางตุ้ง จึงนับเป็นตลาดของผู้บริโภคที่มีขนาดใหญ่มาก

ซุน เหว่ย รักษาการผู้ว่า มณฑลซานตง บอกว่า มณฑลซานตง มีศักยภาพสูงในด้านเศรษฐกิจ เป็นอันดับ 3 ของประเทศจีน หลายปีที่ผ่านมาได้ทำตามนโยบายของรัฐบาลในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ โดยในปี 2559 จีดีพีอยู่ที่ 6 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 30 ล้านล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตประมาณร้อยละ 7.6 ส่วนการนำเข้า – ส่งออก มีมูลค่าประมาณ 1.5 ล้านล้านหยวน มีการลงทุนจากต่างประเทศ 1.15 แสนล้านหยวนมีการลงทุนในต่างประเทศ 66,200ล้านหยวน ซึ่งเพิ่มขึ้น 1.2 เท่า

“จีนกับไทยเป็นเพื่อนบ้านที่มีความใกล้ชิดกัน และเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ด้านการค้า การลงทุนกันมายาวนาน ปัจจุบันมีบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยมาลงทุนในมณฑลซานตงคิดเป็นมูลค่ากว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ทางรัฐบาลไทยมีการสถาปนาสถานกงสุลใหญ่ ที่เมืองชิงเต่า ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักธุรกิจทั้ง 2 ประเทศ เห็นได้จากเมื่อ 2 เดือนก่อนการนำเข้าและส่งออกเพิ่มขึ้น 44.1 เปอร์เซ็นต์ แต่วันนี้มณฑลซานตง นำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้น 65.61 เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นถึงช่องทางและโอกาสที่ยิ่งใหญ่ระหว่างกัน” ซุน เหว่ย อธิบาย

ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีนกับประเทศไทยนั้น ซุน เหว่ย เล่าว่า เมื่อเดือนกรกฎาคม 2013 มณฑลซานตงได้ลงนามความร่วมมือกับกรุงเทพมหานครหลังจากนั้นซานตงได้ส่งคณะตัวแทนไปจัดงานที่กรุงเทพฯ ทั้งงานปีวัฒนธรรมซานตง งานตรุษจีน ยังมีงานแสดงศิลปะ แสดงผ้าไหมด้วย ขณะเดียวกันยังมีการเปิดสายการบินตรงจากซานตงไปยังกรุงเทพด้วย ทำให้ประเทศไทยเป็นเป้าหมายอันดับที่ 4 ของนักท่องเที่ยวซานตง

“ปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวซานตงไปเที่ยวประเทศไทยประมาณ 320,000 คนเพิ่มขึ้น 19.9 เปอร์เซ็นต์ และคนไทยเดินทางมาเที่ยวซานตงประมาณ 23,000 คน หรือเพิ่มขึ้น 2.3เปอร์เซ็นต์ ยังมีความร่วมมือในด้านการศึกษาและวัฒนธรรม สาธารณะสุขและการกีฬาต่างๆ ด้วย นับเป็นการสร้างพื้นฐานที่ดีของ 2 ประเทศเพื่อที่จะปูทางไปสู่การสถาปนาการเป็นบ้านพี่เมืองน้องกันในอนาคต” รักษาการผู้ว่า มณฑลซานตง ทิ้งท้าย

สอดคล้องกับ วรพรรณี ดำรงมณี รองกงสุลใหญ่ รักษาราชการแทนกงสุลใหญ่ ณ เมืองชิงเต่า ระบุว่า รัฐบาลไทยเล็งเห็นถึงศักยภาพของมณฑ,ซานตง ที่มีความก้าวหน้าในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเข้มแข็งและมั่นคง ยังเป็นพื้นที่สำคัญของยุทธศาสตร์และการพัฒนาเศรษฐกิจทางทะเล ที่ผ่านมามีเรื่องการค้าการลงทุนสำคัญกับประเทศไทย อันดับ 1 คือ การนำเข้ายางพารา โดยมีการนำเข้ายางพาราไทยที่ท่าเรือชิงเต่าประมาณ 1 ล้าน 5แสนตันต่อปี ยังมีบริษัทอุตสาหกรรมผลิตยางขนาดใหญ่ของซานตงเข้าไปลงทุนที่ประเทศไทย 7 บริษัทมูลค่าการลงทุนกว่า 34,000 ล้านบาท อาทิ บริษัทรถยนต์ LingLong, Century Tire, Yanchang Rubber, Hua tai Rubber ยังมีภาคเอกชนอีกจำนวนมากที่พร้อมจะออกไปลงทุนในต่างประเทศ ภายใต้นโยบาย หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (One Belt One Road) ของจีน

“ขณะนี้มีภาคเอกชนของจีนอยากลงทุนด้านอุตสาหกรรมในประเทศไทยอีกเยอะมาก แต่ติดปัญหาเรื่องโลจิสติกส์ของเรายังไม่เต็มที่ และถ้าประเทศไทยสามารถรวมศูนย์การผลิต เช่น โรงงานผลิตเครื่องบิน เราสามารถรวมโรงงานอื่นๆ เช่น สินค้า อะไหล่ ในการผลิตเครื่องบินที่เป็นเรื่องเดียวกันมารวมอยู่ด้วยกัน จะยิ่งตอบโจทย์ทำให้นักลงทุนสนใจมากขึ้นอีก อย่างรับเบอร์ซิตี้ที่สงขลา ความจริงก็เป็นการรวมศูนย์การผลิตที่ดี แต่ก็ยังติดเรื่องโลจิสติกส์ ซึ่งนักลงทุนยังมองว่าสู้ที่ระยองไม่ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องปรับกันต่อไป นอกจากยางพาราก็ยังมีเรื่องผลไม้ ทุกวันนี้ผลไม้ขายดีมากทั้ง ทุเรียน มังคุด มะพร้าว มะม่วง ส่วนตัวมองว่าผลไม้ไทยมีอนาคตมากในตลาดซานตง มองว่าอาจจะไม่เพียงพอด้วยซ้ำ เนื่องจากมณฑลซานตงมีประชากรประมาณ 100 ล้านคน เป็นจำนวนที่มากกว่าประชากรในประเทศไทย และมีจีดีพีค่อนข้างสูง”

วรพรรณี บอกอีกว่า ในส่วนการสถาปนากงสุลใหญ่ ที่เมืองชิงเต่า เมื่อปลายปี 2557 ส่งผลให้เกิดการไปหาสู่และการทำธุรกิจระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ภาคเอกชนก็ได้เห็นศักยภาพของไทย ทำให้กระทรวงพาณิชย์ย้ายสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศที่ซีอาน มาอยู่ที่ชิงเต่าแทน เกิดการติดต่อค้าขายไปจนถึงการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น โดยมีคนมาทำวีซ่าหลักพันคนต่อวัน ช่วงเทศกาลมากถึง 3,000 คนต่อวัน เทียบกับช่วงแรกมีคนจีนมาทำวีซ่าประมาณ 30,000 คนต่อปี แต่ปัจจุบันเพิ่มมากถึง 300,000 คนต่อปี

“ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากการที่เรามาทำความร่วมมือบ้านพี่เมืองน้องกับชิงเต่า พอเขารู้ว่ามีสถานกงศุลมาเปิดเขาก็อยากติดต่อซื้อขายกับประเทศไทย ยังมีความร่วมมือทั้งบริษัทเอกชนอย่าง รับเบอร์ วัลเลย์ กรุ๊ป และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชิงเต่า เป็นความร่วมมือต่อเนื่องมาจากงานยางพาราของประเทศจีน ที่ชิงเต่า และงานยางพาราของประเทศไทย ที่จังหวัดบึงกาฬ ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์บ้านพี่เมืองน้อง ที่มีความผูกันธ์ทุกระดับตั้งแต่ระดับรัฐบาล ภาคเอกชน ภาคประชาชน โดยมีสภาวัฒนธรรมไทยจีนเป็นสะพานเชื่อม ช่วยผลักดันและส่งเสริมให้รู้จักก่อเกิดมิตรภาพระหว่างกัน ประกอบกับการเปิดสายการบินจากชิงเต่าไปเมืองไทยทำให้การเดินทางสะดวก คนจีนไปเที่ยวเมืองไทยเยอะมาก” วรพรรณี อธิบาย

ขณะที่ผู้ผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างไทยจีนมากมาย ร่วมถึงความร่วมมือระหว่างกรุงเทพ และมณฑลซานตรงครั้งนี้ อย่าง พินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์ เล่าว่า ประเทศไทยและประเทศจีน มีประวัติการเจริญสัมพันธ์ไมตรีมาตั้งแต่อดีต โดยประเทศจีนมีการเดินเรือสำเภาเข้ามาค้าขายในไทย และมีการเดินคาราวานสินค้า บนเส้นทางที่เรียกว่า เส้นทางสายไหม เป็นเส้นทางประวัติศาสตร์ที่สรรสร้างให้โลกตะวันออกและตะวันตกได้เชื่อมต่อกัน ผ่านทางเอเชียใต้ ซึ่งเส้นทางที่คนจีนผ่านก่อให้เกิดการค้าขายแลกเปลี่ยน ทำให้เศรษฐกิจบริเวณนั้นขยายตัวและเกิดการลงทุน

“สำหรับปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าประเทศจีนมีอำนาจการซื้อสูงเนื่องจากจำนวนประชากรที่มาก และเป็นประเทศใหญ่ที่มีศักยภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว การศึกษา วัฒนธรรม การกีฬา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะเห็นได้ว่ามีการพัฒนาในทุกด้าน จนมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทางการจีนได้ประกาศว่า ประเทศจีนมีประชากร 1,300 ล้านคน มีประมาณ 400 ล้านคน ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นคนชั้นกลาง คือมีฐานะ มีกำลังซื้อ แต่ต้องยอมรับว่ายังมีคนที่มีฐานะยากจนอยู่บ้าง ซึ่งรัฐบาลก็พยายามแก้ไข ทำให้คนจีนที่ยากจน ปีละไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคนให้มีฐานะดีขึ้นให้ได้ ดังนั้นจะส่งผลให้คนจีนมีกำลังซื้อที่มีพลังมาก ถ้าสินค้าประเภทไหนที่ขายในจีนได้ หรือคนจีนนิยมบริโภค จะทำให้มีราคาและมีความต้องการ” พินิจ อธิบาย

และว่า ความร่วมมือทางวัฒธรรมระหว่างไทยกับจีนมีความสำคัญและเป็นประโญชน์อย่างมาก ต่อเนื่องไปถึงความร่วมมือด้านอื่นๆ อย่างการค้าขายยางพาราของประเทศไทย ที่มีการขยายความร่วมมือจากงานวันยางพาราบึงกาฬ ไปสู่ความร่วมมือด้านการศึกษา ในการตั้งวิทยาลัยนานาชาติยางพาราไทย-จีน ที่ประเทศไทย ยังมีเรื่องการท่องเที่ยวที่เป็นอีกรูปธรรมหนึ่งที่จับต้องได้ จากเมื่อหลายปีก่อนมี นักท่องเที่ยวจีนเข้ามาแค่หลักแสนคน แต่ในปี 2559 ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวในประเทศไทยประมาณ 8 ล้านคน คาดว่าปีนี้จะมีเพิ่มมากขึ้นให้หลัก 10 ล้านคนแน่นอน เห็นได้จากจำนวนเที่ยวบิน 1200 เที่ยวบินต่อสัปดาห์และจะมากขึ้นอีกเรื่อยๆ เพราะมีจำนวนคนจีนที่อยากเข้ามาที่ประเทศไทยเพิ่มขึ้น ในส่วนเรื่องการค้าคาดว่าน่าจะมีมูลค่าเกิน 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แต่ก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ภาคเอกชนและภาคประชาชนที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทยจีนให้มากขึ้น

”สิ่งเหล่านี้เป็นการสารต่อจากเรื่องวัฒนธรรมความร่วมวมือการไปมาหาสู่กัน จนเป็นมิตรสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน” พินิจ ทิ้งท้าย