หน้าแรก ประชาชื่น “ชาตินิยมไทย”...

“ชาตินิยมไทย” พระอภัยมณี ของ สุนทรภู่

26.06.25 | 12:10 น.

ชาตินิยมไทย”
พระอภัยมณี ของ สุนทรภู่

ต้นทาง “ชาตินิยมไทย” จากพระอภัยมณี แต่งราว.. 2380 โดยสุนทรภู่ (อายุ 51) เป็นภิกษุจำพรรษาดเทพธิดาราม กรุงเทพฯ [ลาสิกขา อายุ 56 .. 2385]

สุนทรภู่ แต่งพระอภัยมณี ด้วยแนวคิดดังนี้

1. เริ่มแรกการปลกแนวคิดชาตินิยมไทย (ตกทอดถึงปัจจุบัน)

2. ชาติและชาตินิยม เป็นแนวคิดใหม่ที่มีครั้งแรกในยุโรป ซึ่งถูกนำเข้าสยาม และ อุษาคเนย์โดยเจ้าอาณานิคม

Advertisement

3. เชื่อว่าชาติเป็นเรื่องเดียวกับศาสนา จึงยกย่องศาสนาพุทธ คู่กับความเป็นไทย แล้วด้อยค่าศาสนาอื่นได้แก่ คริสต์ (โปรตสแตนต์)

4. จารึกพ่อขุนรามคำแหง ถูกสร้างเป็นสัญลักษณ์แรกสุดเรื่องชาติ หรือชาติไทย

5. สุนทรภู่เลื่อมใสแนวคิดเรื่องชาติของเจ้าฟ้ามงกุฎ (.4) ในจารึกพ่อขุนรามคำแหง เป็นแรงบันดาลใจแต่งเรื่องพระอภัยมณี

พระอภัยมณี (นิยายกลอน) ของสุนทรภู่ มีลักษณะสำคัญ ดังนี้

1. วรรณกรรมการเมืองสมัยรัตนโกสินทร์ (ตอนต้น) (1.) ต้นทาง “ชาตินิยมไทย” (2.) ชำแหละศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ และ (3.) ต่อต้านอังกฤษล่าเมืองขึ้น

2. เคลือบด้วยขนบนิทานกลอน จักรๆ วงศ์ๆ ต้านฝรั่งล่าเมืองขึ้นแบบ “เกลือจิ้มเกลือ” ด้วยโครงเรื่อง (1.) ตีเมืองฝรั่งลังกาเป็นเมืองขึ้น (2.) เอาฝรั่งเป็นเมีย (3.) เปลี่ยน “ชาติศาสนา” ในลังกา

ชาตินิยมไทยในพระอภัยมณี มีตัวอย่าง ดังนี้

จะกล่าวฝ่ายนายทัพอุเทนราช พบอำมาตย์รมจักรเข้าหักหาญ

ทั้งยิงแย้งแทงฟันประจัญบาน ไทยไม่ทานมือแขกก็แตกยับ

——-

เร่งพหลพลขันธ์เข้าบรรจบ ตีตลบเข้าไปทั้งซ้ายขวา

ข้างพวกไทยได้ทีตีประดา จนถึงอาวุธสั้นเข้าฟันแทง

——-

แต่เดิมทีเป็นที่ตั้งสอนศาสนา พวกไทยมาแย่งชิงเอาสิงหล

เพราะนางละเวงทำชั่วจึ่งมัวมน เอาสิงหลยกให้ไทยไล่วัดวา

ไม่ไว้วางใจทางศาสนา

พระอภัยมณีของสุนทรภู่ สะท้อนทัศนคติ

(1.) ความหวาดระแวง และความไม่ไว้วางใจ ในความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างชาวสยามกับชาวตะวันตกในยุคจักรวรรดินิยม ซึ่งเกี่ยวพันกับการเติบโตของการเผยแผ่คริสต์ศาสนาโดยตรง

(2.) สุนทรภู่จึงกำหนดให้ตัวร้ายของเรื่องเป็นพระสังฆราชบาทหลวง เป็นตัวแทนของมหาอำนาจชาวอังกฤษที่เข้าปกครองเกาะลังกา ซึ่งพยายามทำศึกสงครามกับฝ่ายของพระอภัยมณีอย่างไม่ลดละ และพ่ายแพ้ให้กับพระอภัยมณีซึ่งเป็นตัวแทนของฝ่ายไทยทุกครั้ง

(3.) บทบาทเช่นนี้ตรงกันข้ามกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง คงจะสะท้อนจินตนาการและความปรารถนาลึกๆ ของชนชั้นขุนนางชาวสยามสมัยนั้น

คริสต์ศาสนาในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นสิ่งแปลกปลอม ไม่น่าไว้วางใจเท่าใดนักในสายตาของสุนทรภู่ ซึ่งเป็นขุนนางผู้ดีมีการศึกษาและใกล้ชิดราชสำนัก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นศาสนาของฝรั่งชาวตะวันตก ผู้ซึ่งกำลังแสวงหาอาณานิคม ทำให้ศาสนาคริสต์ซึ่งแม้ว่าจะอยู่ในสังคมสยามมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลาง ก็ยังไม่สามารถกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสังคมสยามได้

ดังที่สุนทรภู่แสดงภาพลักษณ์ของบาทหลวงในฐานะตัวร้ายออกมาในวรรณกรรมชิ้นเอกของท่านกว่าครึ่งค่อนเรื่องนั้น สะท้อนความรู้สึกนึกคิด ความหวาดระแวง และความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันกับชาวตะวันตกที่มีวิทยาการและเทคโนโลยีที่สูงต่ำกว่า

แฟนตาซีและจินตนาการของท่านคงจะเป็นความปรารถนาลึกๆ ที่อยากจะให้ศาสนาพุทธและคนไทยมีชัยชนะเหนือชาวตะวันตกบ้าง ซึ่งความรู้สึกนึกคิดเช่นนั้นก็ยังแฝงอยู่ในความคิดของคนไทยมาจนปัจจุบัน

[แนวคิดสรุปจากบทความเรื่อง “คริสต์ศาสนาในมโนทัศน์ของสุนทรภู่ จากวรรณกรรมเรื่องพระอภัยมณี” ของ ปติสร เพ็ญสุต (มหาวิทยาลัยศิลปากร) ใน ศิลปวัฒนธรรม สิงหาคม พ.. 2562 หน้า 54-69]

สุนทรภู่ รู้ English

สุนทรภู่ รู้ English พื้นฐานสำคัญการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนานาชาติเท่าทันโลก ซึ่งเป็นข้อมูลแต่งพระอภัยมณี มีฉากและพาดพิงเกือบทั้งโลก แสดงความเป็น “ปราชญ์” ผู้ยิ่งใหญ่

การเรียนรู้ภาษาอังกฤษของสุนทรภู่พบร่องรอย ดังนี้

พระอภัยมณี หนีผีเสื้อสมุทรไปเกาะแก้วพิสดาร นางเงือกบอกพระอภัยว่า (1.) โยคี อยู่บนเกาะแก้วพิสดาร (2.) พวกเรือแตกมีหลายชาติภาษาเป็นศิษย์อยู่กับโยคี ฝ่ายโยคีก็อยู่บนภูเขา กับคนเหล่าเหลือตายหลายภาษา

เมื่ออยู่เกาะแก้วพิสดารนานไป พระอภัยมณีกับสินสมุทร หัดพูดภาษาฝรั่ง, จีน, จาม ดังนี้

จะกล่าวถึงพระอภัยมณีนาถ กับองค์ราชกุมารชาญสนาม

หัดภาษาฝรั่งทั้งจีนจาม ราวกับล่ามพูดคล่องทั้งสององค์

สุนทรภู่เป็น 1 ในไม่กี่คนสมัยนั้นที่รู้ภาษาอังกฤษ เพราะมีปัจจัยเกื้อหนุน ดังนี้

1. เชื้อสายพราหมณ์ DNA ทางศิลปวิทยาการ

สุนทรภู่เป็น “นักอ่าน” มีหนังสือเก็บไว้ในตู้ส่วนตัว มีบอกในเสภาตอนกำเนิด พลายงาม ว่า ขุนแผนฝากฝังนางทองประศรี “ช่วยสอนให้พลายงามเรียนความรู้” แล้วบอกให้ค้นตำราของตนที่เก็บรักษาไว้ในตู้อยู่ที่บ้านกาญจนบุรี

2. สังคมผู้ดี ชนชั้นนำ คุ้นเคยวัฒนธรรมนานาชาติ

เกิดในวังหลัง อยู่สังคมผู้ดี ชนชั้นนำ [ไม่ใช่บ้านกร่ำ เมืองแกลง] และเรียนหนังสือในสำนักเรียนผู้ดี “ชีปะขาว”

3. รับราชการกรมพระอาลักษณ์ แหล่งข้อมูลข่าวสารนานาชาติ

สังกัดกรมพระอาลักษณ์ (อายุ 23) เป็น “ขุนสุนทรโวหาร” มีหน้าที่ดังนี้

(1.) ร่างหมายรับสั่ง, ท้องตรา ฯลฯ ตั้งชื่อต่างๆ (2.) รวบรวมและแปลข้อมูลข่าวสารนานาประเทศ (3.) คัดลอกและเก็บรักษาสมุดข่อยเอกสารสำคัญ (4.) แต่งร้อยกรองพระราชนิพนธ์ (5.) ผลิตกระดาษข่อย ฯลฯ

รู้งาน “ความมั่นคง”

กรมอาลักษณ์ ต้องทำงานรวบรวมและแปลข้อมูลข่าวสารนานาประเทศ ทั้งรอบบ้าน และไกลถึงตะวันตก, ตะวันออกกลาง ได้แก่

(1.) งานความมั่นคง (2.) ภูมิรัฐศาสตร์นานาชาติ โดยเฉพาะมหาสมุทรอินเดีย (3.) ความเคลื่อนไหวของอังกฤษ “มหาอำนาจทางทะเล” กษัตริย์เป็นหญิง (ควีนวิกตอเรีย), ล่าอาณานิคมยึดอินเดีย มุ่งลังกา ได้ลังกา

งานความมั่นคงในกรมพระอาลักษณ์ เป็นแรงบันดาลใจให้สุนทรภู่สร้างสรรค์ พระอภัยมณีเป็นนิทานกลอน

พระอภัยมณีของสุนทรภู่ เต็มไปด้วยข้อมูล “ความมั่นคง” สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เช่น ภูมิรัฐศาสตร์โลก และอื่นๆ

ภูมิรัฐศาสตร์โลก บริเวณอ่าวเบงกอล มหาสมุทรอินเดีย เป็นเส้นทางวัฒนธรรมสืบเนื่องหลายพันปีมาแล้ว พบหลักฐานภูมิรัฐศาสตร์โลก อยู่ในรำพันพิลาป (แต่ง 2385 เป็นภิกษุวัดเทพธิดาราม กรุงเทพฯ) กล่าวถึงตนเอง “ฝัน” ว่าพา “นางในจินตนาการ” นั่ง “เรือกลพยนต์ผยอง” (เรือบิน?) ไปทะเลอันดามัน และบ้านเมืองแถบอ่าวเบงกอล มหาสมุทรอินเดีย

1. เกาะชวา (อินโดนีเซีย) 2. เมืองมะละกา (มาเลเซีย) 3. เมืองสุหรัด หรือ สุราษฎร์ (อินเดีย) ปากแม่น้ำตาปี (Tapi) 4. เมืองมังกล่า (เบงกอล) คือ กัลกัตตา (อินเดีย) 5. เมืองสิงหล (ศรีลังกา) 6. สะดือสมุทร กลางทะเลอันดามัน แถบหมู่เกาะ นิโคบาร์

สุนทรภู่ศึกษาหา “ความรู้” ด้วยตนเองจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ในยุคนั้น เช่น หนังสือเก่า, และชาวต่างชาติ ฯลฯ จากนั้นเกาะติดกระแสโลกเพื่อเป็นข้อมูลแต่ง พระอภัยมณี

สมัยนั้น 3 เรื่องใหญ่ ได้แก่ อังกฤษล่าเมืองขึ้น, อเมริกาประกาศอิสรภาพ, และปฏิวัติอุตสาหกรรม ความเคลื่อนไหวทางตะวันตก 3 เรื่อง เป็นที่รับรู้อย่างตระหนกในสยาม กระตุ้นสุนทรภู่แลกเปลี่ยนเรียนรู้มากขึ้นเรื่องโลกตะวันตก

1. อังกฤษล่าเมืองขึ้น ก่อน พ.. 2300 (ก่อน ค.. 1757) ตรงกับสมัยอยุธยา (ตอนปลาย) ได้อินเดีย [มัทราส, บอมเบย์, กัลกัตตา (เบงกอล)] มุ่งลังกา เพื่อเข้าอุษาคเนย์

2. อเมริกาประกาศอิสรภาพ.. 2319 (.. 1776) ตรงกับสมัยธนบุรี

3. ปฏิวัติอุตสาหกรรม.. 2323 (.. 1780) ตรงกับสมัยธนบุรี

ชาติ, เชื้อชาติ, รัฐชาติ

จารึกพ่อขุนรามคำแหง สัญลักษณ์ “ความเป็นชาติของไทย” ตามประวัติเชื่อว่า พบที่เนินปราสาท สุโขทัย ใน ร.3 .. 2376 [.3 (2367-2394)] โดยเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ขณะทรงผนวช [ต่อไป คือ ร.4 (2394-2411)]

ชาติมีต้นตอจากยุโรป ก่อน พ.. 2300 [ตรงกับอยุธยาตอนปลาย] แผ่ไปพร้อม ล่าอาณานิคม ถึงไทยเมื่อไร? ไม่พบหลักฐาน

ชาติ แผ่ถึงรัตนโกสินทร์ (ก่อนเชื้อชาติ, รัฐชาติ?) หลัง พ.. 2325 (ราว 200 ปีมาแล้ว)

สุนทรภู่ เกิดแผ่นดิน ร.1 [2325-2352] เมื่อไร? ไม่รู้แน่ แต่สมมุติ 26 มิ.. 2329 [239 ปีที่แล้ว] อายุมากกว่า ร.4 ราว 18 ปี

สุนทรภู่ ฝักใฝ่เจ้ามงกุฎ ไม่ฝักใฝ่พระนั่งเกล้า ครั้น ร.3 ขึ้นเสวยราชย์ สุนทรภู่ร้อนตัว ออกบวช หนีราชภัย (จาก ร.3)

.3 ไม่รังแกสุนทรภู่ ให้กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ อุปการะสุนทรภู่ อยู่วัดเทพธิดาราม พระภิกษุสุนทรภู่แต่งพระอภัยมณี ถวายกรมหมื่นฯ

.4 ประสูติ พ.. 2347 แผ่นดิน ร.2 (อายุน้อยกว่สุนทรภู่ ราว 18 ปี) .4 ผนวช 2367 (พระชนม์ 20 พรรษา) เป็นภิกษุ 27 พรรษา [ครองราชย์ 2394-2411]

หลังครองราชย์ พระจอมเกล้าฯ โปรดให้สุนทรภู่แต่งเสภาพระราชพงศาวดาร สำหรับขับถวายทรงฟังเมื่อทรงเครื่องใหญ่ (ตัดผม) ต่อมาใช้เป็นบทร้องมโหรีหลวง (คำนำ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พิมพ์ครั้งแรก พ.. 2465)

26 มิถุนา “สุนทรภู่” อาลักษณ์ขี้เมา

สุนทรภู่เกิดเมื่อ 26 มิถุนายน 2329 ต้นแผ่นดิน ร.1 [.1 ครองราชย์ พ.. 2325-2352] ได้จากหมอดูโดยไม่รู้จากชีวิตจริง เพราะสุนทรภู่ไม่รู้วันเกิด, ไม่มีนามสกุล

วันเดือนปีเกิดสุนทรภู่ เป็นเรื่อง “สมมุติ”จากการสันนิษฐานของผู้รู้โหราศาสตร์สมัยก่อน

(1.) ไม่รู้จากการจดบันทึกของบิดาและมารดาของสุนทรภู่ [ปกติคนเก่าๆ จำได้ขึ้น/แรม เดือน, ปี (นักษัตร)]

(2.) ไม่รู้จากปากคำหรือจากวรรณกรรมที่สุนทรภู่เขียนบอกไว้

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระนิพนธ์อธิบายไว้ในประวัติสุนทรภู่ ราว 103 ปีที่แล้ว (พิมพ์ครั้งแรก พ.. 2465) บอกว่าวันเดือนปีเกิดสุนทรภู่ได้มาดังนี้

ได้จากโหร สมัยเมื่อสุนทรภู่ถึงแก่กรรมไปนานแล้ว ด้วยการคาดคะเนเทียบเคียงดวงชาตาบุคคลมีชื่อเสียงอื่นๆ แล้วจดจำคำอธิบาย “แถมไว้” ข้างใต้ดวงชาตาว่า “สุนทรภู่อาลักษณ์ขี้เมา” โดยไม่พบการตรวจสอบ จากนั้นเชื่อถือสืบต่อกันมาว่า “เป็นความจริงตามเรื่องประวัติของสุนทรภู่”

[ประวัติสุนทรภู่ พระนิพนธ์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พิมพ์ครั้งแรก พ.. 2465 (103 ปีที่แล้ว)]

(1.) สุนทรภู่ไม่มีนามสกุล เพราะเกิดสมัย ร.1 ในไทยยังไม่ใช่นามสกุล (2.) บิดามารดาสุนทรภู่เกิดสมัยอยุธยา ยังไม่ใช้นามสกุล และ (3.) แม้สืบถึงชั้นลูกของสุนทรภู่ ก็ค้นไม่ได้ว่ามีชีวิตอยู่จนถึงมีนามสกุล สรุปว่าไม่พบลูกหลานสืบสายตระกูลจนถึงสมัยมีนามสกุล 

สุนทรภู่ไม่ได้เกิดบ้านกร่ำ เมืองแกลง จ. ระยอง จึงไม่เกี่ยวข้องกับนามสกุลใดๆ ในเมืองแกลง (ตามที่มี ผู้ “กุ” ขึ้นมา)

ผู้ดีบางกอก

สุนทรภู่อยู่ในตระกูลพราหมณ์ เป็น “ผู้ดีบางกอก” จึงไม่เคยเป็นเสมียน และไม่เคยเป็นช่างรังวัด ตามที่มีผู้สันนิษฐานจากโคลงนิราศสุพรรณ เมื่อพรรณนาถึงวัดชีปะขาวในคลองบางกอกน้อย

วัดปะขาวคราวรุ่นรู้ เรียนเขียน

ทำสูตรสอนเสมียน สมุดน้อย”

หมายถึง วัดชีปะขาวเมื่อ (สุนทรภู่) ยังรุ่นเยาว์ได้ไปร่ำเรียนเขียนอ่าน เพราะ มีตำราการเรียนการสอนอ่านเขียนเรียนอักษร

[คำว่า “เสมียน” ในโคลงตอนนี้ หมายถึง อ่านเขียนเรียนอักษร ไม่หมายถึงเสมียนนายระวาง กรมพระคลังสวน ตามคำอธิบายของนักค้นคว้าสมัยก่อน]

เดินระวางระวังเวียน หว่างวัดปะขาวเอย

เคยชื่นกลืนกลิ่นสร้อย สวาทห้างกลางสวน”

หมายถึง (สุนทรภู่เมื่อเรียนหนังสือ) ต้องเดินเรียนไปมาอย่างระมัดระวังเป็นประจำระหว่างวัดชีปะขาว กับเรือนแพวังหลัง ซึ่งสุนทรภู่อยู่กับแม่ที่ปากคลองบางกอกน้อย

ทำให้ (สุนทรภู่) คิดถึงความหลังครั้งเคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสาวในห้าง (กระท่อมสำหรับคนเฝ้าสวนตอนกลางคืน) กลางสวนนั้น

[คำว่า “ระวาง” ในโคลงตอนนี้ ไม่หมายถึงนายระวางรังวัดพื้นที่แห่งกรมพระคลังสวน ตามที่นักค้นคว้าสมัยก่อนๆ อธิบายไว้]

สุนทรภู่ (เทคนิคสีไม้ พ.. 2537) โดย ชูชาติ หมื่นอินกุล [2489-2555]

(ซ้าย) หุ่นขี้ผึ้งตัวละครเรื่องพระอภัยมณี ของสุนทรภู่ (จากพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย . นครชัยศรี จ. นครปฐม)

นางละเวง