หน้าแรก ประชาชื่น เกาะติดชีวิตห...

เกาะติดชีวิตหมอสุดระทึก! ‘นพ.บุรินทร์ นุชนิยม’อีอาร์คนไทยในต่างแดน

28.02.16 | 12:47 น.

อดีตผู้อำนวยการแผนกฉุกเฉิน ผู้ซึ่งกุมชะตาผู้ป่วยวิกฤตทุกคนที่เข้ามารับบริการ ณ ด่านแรกของโรงพยาบาลมิสซิสซิปปี สหรัฐอเมริกา

…ความรู้ต้องเฉียบ การตัดสินใจต้องเป๊ะ

“จำได้ว่าตอนอยู่ฮาวายเจาะเลือดฝรั่งผมทองคนแรก มือผมสั่นเลย แต่สุดท้ายเรากลายมาเป็นหัวหน้าเขา”

หมอบุรินทร์เผยความในใจเมื่อครั้งที่ไปตกระกำลำบากอยู่ที่สหรัฐอเมริกา

จากนายแพทย์ในชุดเสื้อกาวน์สีขาว มีชื่อเสียง มีคอนเน็กชั่น มีเพื่อนฝูง มีความสุขสนุกสนานมากมายที่เมืองไทย แต่วันหนึ่งเมื่อตกลงใจไปผจญภัยในต่างแดน ทำให้ชีวิตต้องพลิกผันกลับไป ณ จุดเริ่มต้นอีกครั้ง เป็นพนักงานเจาะเลือดประจำห้องแล็บเล็กๆ ในโรงพยาบาลที่เมืองโฮโนลูลู มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา

Advertisement

ตอนที่ตัดสินใจจะบินไปสมัครเข้าทำงานที่นิวยอร์ก มีเงินอยู่ไม่กี่ร้อยดอลลาร์ พอแค่ซื้อตั๋วเที่ยวเดียว แต่ต้องเข้าสัมภาษณ์งานให้ได้มากแห่งที่สุด กระทั่งเมื่อประกาศผล ได้ทำงานที่โรงพยาบาลนิวยอร์ก ดาวน์ทาวน์ เครือโรงพยาบาลนิวยอร์ก ซื้อข้าวของเข้าห้องพักแล้ว มีเงินเหลือไม่พอซื้ออาหารเย็นด้วยซ้ำ

ทว่า 10 ปีผ่านไป เขาก้าวขึ้นเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ สอนนักเรียนแพทย์/พยาบาลในแผนกฉุกเฉิน (Emergency Department หรืออีอาร์) ได้รับเชิญเป็นผู้อำนวยการแผนกอีอาร์ ที่โรงพยาบาลมิสซิสซิปปี เข้าไปปฏิวัติระบบบางอย่างของโรงพยาบาล เช่น การเขียนคำสั่งการรักษา กระบวนการสืบค้นโรคเพื่อการรักษาพยาบาลผู้ป่วย ซึ่งยังคงใช้ต่อมาจนทุกวันนี้

นพ.บุรินทร์ นุชนิยม เป็นลูกชายของคุณพ่อสำราญ อดีตไต้ก๋งเรือ ที่ จ.เพชรบุรี กับคุณแม่มั่น นุชนิยม หลังสงครามเวียดนามกิจการประมงยอบแยบ ครอบครัวนุชนิยมจึงเข้ามาปักหลักอยู่แถวบางกอกน้อย เป็นเหตุให้พี่น้อง 4 คนหลัง (ใน 8 คน) รวมทั้งตนเองเกิดในกรุงเทพฯ

ด้านการเรียน บุรินทร์บอกว่า ระดับประถมศึกษาย้ายมาหลายโรงเรียน ตั้งแต่บำรุงวิทยา, ศุภวรรณ จรัญสนิทวงศ์ 22 จนมาถึงโรงเรียนทวีธาภิเศก เรียนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก็สอบเทียบข้ามไปเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และเอ็นทรานซ์เข้าแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าต้องเป็นแพทย์ อายุ 16 ย่าง 17 ยังไม่รู้หรอกว่าอยากทำอะไร…พอไปเรียนแล้วสังคมที่คณะแพทย์จุฬาฯ มันไม่ใช่เรา ผมเป็นพวกเด็กหลังห้อง ต้องเรียกว่าเด็กเซียนมากกว่า”

3 ปีแรกของการเป็นนิสิตแพทย์ในรั้วจามจุรี เมื่อการเรียนการสอนยังเน้นที่ภาคทฤษฎีเป็นหลัก หนุ่มน้อยบุรินทร์แม้จะได้ชื่อว่าเป็นลูกพระเกี้ยว แต่เวลาหลังจากเข้าห้องแล็บเป็นของเขา ข้ามฟากไปพบปะสังสรรค์ ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนฝูงคณะบัญชีบ้าง วิศวะบ้าง บางครั้งไปถึงคณะวารสารฯ ทางฝั่งท่าพระจันทร์

กระทั่งขึ้นปี 4 ได้เจอคนไข้จริง ต้องแก้ปัญหาให้คนไข้ ดูจะตรงกับสิ่งที่อยากเรียน บุรินทร์ย้อนกลับไปค้นตำราอ่านตั้งแต่ต้น ดูตั้งแต่อนาโตมี แล้วหาสาเหตุการปวดท้องปวดหัวของคนไข้ โดยไม่ต้องมีใครมาบังคับให้เรียน กระทั่งสำเร็จเป็นแพทยศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และใช้ทุนรัฐบาลอยู่ 3 ปี ที่ศูนย์บริการสาธารณสุข เทศบาลเมืองบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี

ก่อนจะตกลงใจเดินทางไปสหรัฐอเมริกา ที่เมืองโฮโนลูลู มลรัฐฮาวาย โดยมีเงินสำรองเพียงไม่กี่ร้อยดอลลาร์ ไหนจะปัญหาของ “คัลเจอร์ ช็อก” แต่เขาก็ผ่านพ้นมันมาได้

ปัจจุบัน นพ.บุรินทร์ นุชนิยม ในวัย 50 ปี สมรสกับนางแบรนดี มีลูกสาว 2 คน คือ เมซี่ อายุ 6 ขวบ และ โซฟี อายุ 4 ขวบ กลับมาเมืองไทยได้ไม่ถึง 2 ปี

201602041523147-20061002150127

สาเหตุที่ตัดสินใจไปเมืองนอก?

ภรรยา (ภรรยาคนแรกเจอกันที่เมืองไทย) อยู่กันมา 3 ปี ได้สิทธิไปศึกษาต่อที่ฮาวาย เธอเลื่อนการเดินทางมา 1 ปีแล้ว ผมเห็นเธอกังวลจึงบอกให้ไปก่อนแล้วผมจะตามไป ทีแรกคิดว่าจะไปเรียนเป็นนักรัฐศาสตร์ นักการทูตได้หรือเปล่า จะได้นำความรู้มารวมกันเพื่อทำอะไรที่เป็นโปรเจ็กต์สร้างชื่อเสียงสักอย่าง คือออกไปก่อนแล้วค่อยไปดูช่องทาง นั่น 24-25 ปีมาแล้ว

ขอทุน?

ไม่ได้ขอทุน ใช้ทุนตัวเอง ตอนไปผมมีเงินไม่กี่ร้อยเหรียญ ไปถึงก็เป็นพนักงานเจาะเลือดในห้องแล็บที่ฮาวาย ทำงานเป็นพนักงานโรงพยาบาลของบริษัททำแล็บ ที่โฮโนลูลู รัฐฮาวาย ทำงานอยู่ 1 ปี ขณะเดียวกันก็อ่านหนังสือเพื่อสอบเป็นแพทย์ประจำบ้านให้ได้ อ่านจนเครียด ทะเลาะกับแฟน เพราะช่วงนั้นเราปรับตัวไม่ได้ เราเคยเป็นหมออยู่เมืองไทย สนุกสนานเฮฮา มีเพื่อนเยอะ พอไปอยู่ที่นั่นเครียดมาก ความภาคภูมิใจในตัวเองมันไม่เหลือ คือความเครียดนี่อยู่ที่ใจเราเอง และกลายเป็นความกดดันให้เครียดมากขึ้น ทะเลาะกับภรรยาจนต้องแยกกันอยู่

อยู่ในภาวะนั้นนานแค่ไหน?

เป็นปี ตอนนั้นไม่อยากอยู่ที่เดิมแล้ว วางแผนจะไปเรียนต่อที่นิวยอร์ก เงินก็เหลืออยู่ไม่กี่ร้อย ซื้อตั๋วได้เที่ยวเดียวต้องได้สัมภาษณ์ให้มากที่สุด

พอเขาประกาศรับเราทำงานแล้ว ที่โรงพยาบาลนิวยอร์ก ดาวน์ทาวน์ เครือโรงพยาบาลนิวยอร์ก แลนดิ้งครั้งแรกเหลือแค่ 200 พอซื้อของใช้ที่จำเป็นแล้วเหลืออยู่ 20 ไม่มีข้าวกิน (หัวเราะ) เผอิญพี่คนไทยไปเยี่ยมแล้วซื้อคุกกี้ชิพส์อะฮอยไปฝาก เลยได้คุกกี้แทนอาหารเย็น ยังจำได้แม่นยำจนทุกวันนี้

อยู่นิวยอร์ก 1 ปีค่อยปรับตัวได้ ความภูมิใจกลับมา ได้ใส่เสื้อกาวน์ดูเป็นหมออีกแล้ว (หัวเราะ) ไม่น่าเชื่อว่าชีวิตนี้มาเป็นหมออีกครั้ง หลังจากเป็นผู้ช่วยห้องแล็บอยู่เป็นปี ผมว่าเราคิดไปเอง คนอื่นไม่รู้หรอก แต่ลึกๆ เราก็รู้สึก

เข้าไปทำงานแผนกฉุกเฉินได้อย่างไร?

เรียนจบก่อน คือตอนจบปีหนึ่งสามารถโอนไปเรียนที่ไหนก็ได้ วิชาไหนไม่ถูกใจ ครูสอนไม่ดี ไม่ได้ประโยชน์อย่างที่ผมอยากจะรู้ก็จะย้ายไปอีกที่ เลยย้ายไปบัลติมอร์ ไปจบทางด้านอายุรศาสตร์ที่โรงพยาบาลเซนต์แอกเนส เครือจอห์น ฮอพกินส์ ในบัลติมอร์ แล้วไปศึกษาต่อทางด้านทางเดินอาหาร ชอบเพราะเวลาคนไข้เลือดออก หมอทำหัตถการหยุดเลือดได้เลย เรียนได้สักครึ่งปี เห็นว่าที่เรียนส่วนใหญ่เป็นเรื่องเรื้อรังมากกว่า ไม่ตรงกับสิ่งที่อยากทำ ผมก็ขอลาออก ตอนนั้นเป็นช่วงเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เลยออกมาทำงานที่อยากทำ มาทำที่ห้องฉุกเฉิน

ทำอยู่ประมาณ 1 ปี ทางมหาวิทยาลัยที่โรงพยาบาลมิสซิสซิปปีมาชวนกลับไปทำงาน เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ สอนด้วยแล้วก็ทำอีอาร์ด้วย ดูคนไข้ด้วย รู้สึกดีที่ได้ทำงานหลายอย่าง ทำอยู่สัก 2 ปี ก็ออกมาทำเอง อยู่กับกรุ๊ปอื่น แต่ก็ยังเชื่อมโยงกับอีอาร์ของเขา

กว่าจะขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการแผนกฉุกเฉิน?

ก็ไม่ถึง 10 ปีหรอกครับ ก็ค่อยเป็นค่อยไป อย่างจะซื้อเครื่องไม้เครื่องมือ เขาก็มาถาม เพราะผมก็เรียนเอ็มบีเอด้วย ความที่อยากจะรู้ สมัครไปเรียนไนต์คลาส จะได้มีความรู้เพิ่ม เพื่อเอามาใช้กับระบบการเงิน เพราะผมก็ต้องรู้ว่าทำไมแพทย์คนนี้ทำงานไม่ดี มีความเสี่ยงหรือเปล่า เช่น เสี่ยงต่อการเอกซเรย์ผิดบ้าง ตวาดคนไข้บ้าง ฯลฯ ก็ต้องคุยกับเขา ซึ่งมันก็ไม่ง่าย เมื่อก่อนเราเห็นฝรั่งก็มือสั่นแล้ว นี่ต้องมาสั่งงานเขา ทำไม่ดีก็ต้องไล่ออก

จำได้ว่าตอนอยู่ฮาวายเจาะเลือดฝรั่งผมทองคนแรก มือผมสั่นเลย แต่สุดท้ายเรากลายมาเป็นหัวหน้าเขา

การเป็นคนผิวเหลืองเป็นอุปสรรค?

แรกๆ ก็มีบ้าง แต่มันก็ต้องพิสูจน์ด้วยฝีมือ การตัดสินใจที่เฉียบขาด ให้เห็นว่าเราช่วยคนไข้ได้จริงๆ เขาจะดูฝีมือเรามากกว่า

ต้องลงมือเอง?

ของบางอย่างอยู่ข้างนอกดีกว่า เพราะเราต้องสั่งเขา อย่างถ้ามีคนไข้หนักหลายคน คนหนึ่งหัวใจกำลังเต้นไม่ดี อีกคนถูกยิง เราก็ต้องคอยดูอาการและกำกับการรักษา เรื่องอย่างนี้เป็นการเรียนรู้จากหน้างาน รู้ว่าคนนี้กำลังช็อกอยู่ ต้องสั่งงาน และต้องปลอบญาติคนไข้ด้วย

ยกตัวอย่างการทำงาน?

ตัวอย่างเช่น ผมนั่งอยู่ห้องฉุกเฉิน สมมุติคนไข้กด 911 เรียกรถพยาบาล พอรถพยาบาลไปถึงบ้าน ผมจะรู้เลยว่าคนไข้หัวใจล้มเหลวหรือเปล่า จะเห็นภาพหมด เขาจะรายงานทันที ระหว่างทางผมก็สั่งได้ว่าต้องให้ยาอะไร ผมเรียกทีมพยาบาลเตรียมตัว เตรียมห้องพยาบาล ประสานงานหาหมอโรคหัวใจ ถึงจะเป็นเวลาตี 2 หมอก็พร้อมที่จะเข้ามาทันที แผนกเอกซเรย์พร้อม ทุกคนจะรุมล้อมช่วยกันทำงานได้ทันที

ถ้าถูกยิงที่อกที่ท้อง ผมก็เตรียมอุปกรณ์ โทรหาหมอผ่าตัด โดยจะต้องอธิบายให้หมอที่จะมารับงานฟังก่อนให้เข้าใจว่า คนไข้อายุเท่าไหร่ อาการเป็นอย่างไร เบื้องต้นคาดว่าต้องผ่าตัดอย่างนั้นอย่างนี้ ทุกคนจะรู้หน้าที่กันหมด เพราะเวลามันเร็วมาก

ไม่มีเงื่อนไขคนรวยคนจน?

ครับ ต้องรักษาเท่ากันตามตำราเหมือนกันหมด ให้เขาพ้นจากขีดอันตราย เพราะมีกฎหมายคุ้มครอง ไม่ว่าใครก็แล้วแต่เข้ามาอยู่ในความรับผิดชอบของเรา เขาเป็นอะไรต้องอยู่ในความรับผิดชอบของเรา ถ้าต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ก็ใช้เฮลิคอปเตอร์เหมือนกัน ไม่เกี่ยวกับเรื่องเงิน และถ้าคนไข้คิดว่าได้รับความไม่เป็นธรรม ฟ้องร้องได้ทันที ซึ่งการฟ้องร้องแพทย์อเมริกาถือเป็นเรื่องปกติ

ถ้าผิดพลาด?

ถ้าจะเอาโทษกับแพทย์โรงพยาบาลได้ ต้องมี 2 ข้อประกอบกัน คือ 1.แพทย์รักษาด้วยความประมาทเลินเล่อ ไม่รักษาตามตำราในสถานการณ์นั้นๆ 2.แล้วเกิดผลเสียกับคนไข้ไม่ว่าจะทางกายหรือทางใจ ฉะนั้น ถ้าผมทำงานเต็มที่ คนไข้เข้ามาเจ็บหนัก ผมรักษาตามตำราแล้วคนไข้เสียชีวิต ก็ถือว่าได้ทำหน้าที่สุดความสามารถ ไม่มีความผิด ซึ่งทุกขั้นตอนของกระบวนการการรักษาจะต้องบันทึกไว้หมด ทั้งพยาบาลทั้งแพทย์ทุกคนต้องเขียนบันทึกอย่างละเอียด ตั้งแต่คนไข้เข้ามากี่โมงด้วยอาการอะไร พยาบาลทำอะไรบ้างเวลาเท่าไหร่ ให้ยาอะไรกี่โมงและผลเป็นอย่างไร ทุกอย่างตรวจสอบได้

ถ้ารักษาล่าช้าจนเกิดผลเสียต่อคนไข้ หมอก็ต้องจ่ายค่าทดแทน ไม่ว่าจะเสียชีวิต ทุพพลภาพ หรือจิตใจต้องทนทุกข์ทรมาน

ความสำคัญของแผนกฉุกเฉิน?

สำคัญขนาดที่ว่า ถ้ามีเรื่องคอขาดบาดตาย ถ้าเป็นที่อเมริกาอัตราการรอดสูง เพราะแผนกฉุกเฉินจะเป็นด่านหน้าของโรงพยาบาล ห้องฉุกเฉินก็คือห้องไอซียูที่ไปตั้งอยู่หน้าโรงพยาบาล ที่โน่นจะเป็นห้องเดี่ยวมีมอนิเตอร์ทุกห้อง

เฉพาะโรงพยาบาลใหญ่?

ใหญ่เล็กคล้ายกัน ถ้าโรงพยาบาลเล็ก จำนวนห้องก็จะน้อยกว่า แต่ระบบจะจำลองลงมาเหมือนกัน ซึ่งถ้ามีเหตุฉุกเฉินจะมีโทรศัพท์ ยกหูปุ๊บเรียกสายเข้าโรงพยาบาลแม่เลยทันที

หน้าที่เราต้องรักษาชีวิตคนไข้เท่าที่จะทำได้ อย่างถ้าคนไข้ถูกเผาทั้งตัว ไม่รอดแน่ ก็จะใช้เวลาให้เขาไม่เจ็บมาก ให้มอร์ฟีน แล้วก็เตรียมคุยกับญาติ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ต้องฝึกฝน คือต้องคุยกับญาติด้วย เราไม่รู้จักเขามาก่อน มีเวลาอยู่กับคนไข้ไม่ถึง 10 นาที แล้วเราก็หน้าแบบนี้เป็นคนผิวเหลืองที่ต้องไปบอกว่าคุณพ่อเขาเสียชีวิต (สูดลมหายใจยาว) ใหม่ๆ ยากมาก

ต้องเรียนด้านจิตวิทยา?

ผมว่าคนที่เรียนทางด้านนี้มาต้องมี แต่ผมเรียนทางด้านผู้ป่วยใน เรียนแพทย์ฉุกเฉินแค่ 3 เดือน แต่ความที่เราอยู่เมืองไทยเราทำหมดแล้ว สูติกรรม ศัลยกรรม เรารู้หมด หมออเมริกาจบมา 4 ปี ผ่าตัดไม่เป็นหรอกครับ

เป็นความรู้ที่ได้จากเมืองไทย?

ครับ ถ้าหัตถการเอามาจากเมืองไทยหมด เพราะที่นี่ผมเรียนมาทางอายุรศาสตร์ จะเป็นทางยา ความคิด คนไข้ห้องไอซียูต้องทำยังไง แต่ถ้าเป็นหัตถการจะมีอีกแผนกหนึ่ง แต่เราได้ความรู้จากเมืองไทยมา ซึ่งความรู้ตรงนี้เมืองไทยเราสอนดีกว่า ทำคลอดก็เป็น ไส้ติ่งก็ทำเป็น คนไข้ปอดแตกม้ามแตกก็ทำได้ เมื่อก่อนสอนหมด

คุณหมออยู่ที่โน่นระบบดีทุกอย่าง ทำไมเลือกกลับมาเมืองไทย?

อยากให้ลูกมาโตเมืองไทย และผมอยากมาเกษียณที่เมืองไทย ซึ่งถ้าจะกลับเมืองไทยควรกลับตอนนี้อายุ 50 ปี จะได้ยังมีแรงมีไฟที่จะสร้างสรรค์อะไรสักอย่าง

อยากเห็นวงการแพทย์ไทยเป็นอย่างไร?

คนอเมริกันเขาถือเรื่อง Delayed diagnosis and treatment เป็นเรื่องใหญ่ หมอต้องวินิจฉัยเร็ว รักษาเร็ว เพราะบุคลากรทางการแพทย์และเงินเขามีมาก อย่างมีเคสผู้ป่วยที่หมอรักษา/ให้ยาตามตำราเป๊ะ แต่คนไข้เสียชีวิต ทนายความเขาจะถามว่าให้ยาตอนกี่โมง เพราะถ้าให้ช้าไป 5 นาที คนไข้อาจเสียชีวิตได้

ประเทศไทยอาจทำยาก เนื่องจากกรณีของหมอไทยน่าเห็นใจตรงที่ต้องดูแลผู้ป่วยจำนวนมาก งบประมาณมีจำกัด การจราจรติดขัดผู้ป่วยอาจมาถึงช้าเกินไป

แต่ถึงอย่างไรการรักษาให้ดูคนไข้เป็นศูนย์กลาง คือ Patient-Centered โดยใช้ทรัพยากร (resource) ทุกอย่างที่มี และระบบต้องดี รัฐบาลต้องสนับสนุน

ถ้าหมอกลัวถูกฟ้องจนปฏิเสธไม่รักษา?

ถ้าคนไข้อาการหนักฉุกเฉิน แพทย์ปฏิเสธการรักษาไม่ได้ หมอคนไหนที่ทำงานให้รัฐบาล-รัฐบาลต้องปกป้อง หมอที่ถูกส่งไปอยู่อำเภอเล็กๆ รัฐบาลต้องดูแล อย่าให้เขาต้องกลายเป็นเหยื่อ

ระบบการแพทย์ของเราขาดอะไร?

การเรียนการสอนของไทยเราดีมากทางด้านวิชาการและความชำนาญของการทำหัตถการ แต่ถ้าเพิ่มคอนเซ็ปต์ การรักษาทั้งคนไข้และครอบครัวแบบครบวงจรก็จะดี นักเรียนแพทย์ควรได้รับการฝึกฝนทางด้าน social skills และ bedside manner เรียนรู้การประสานงานระหว่างแพทย์ด้วยกันและกับบุคลากรอื่นๆ ความพึงพอใจของผู้ป่วยและญาติจะดีขึ้น