การค้าเมื่อหลายพันปี
กระตุ้นให้มีภาษาไทย และคนไทย
การค้าเมื่อหลายพันปีมาแล้ว เป็นพลังกระตุ้นให้มีพัฒนาการเริ่มแรกของภาษาไทย และคนไทย บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา
หรือภาษาไทย และ คนไทย มีพัฒนาการเริ่มแรก บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ด้วยพลังกระตุ้นของการค้าเมื่อหลายพันปีมาแล้ว
ต่างจากประวัติศาสตร์ไทย “กระแสหลัก” ของราชการไทย ดังนี้
(1.) ภาษาไทยและคนไทย มีกำเนิดอัลไต–น่านเจ้า ในจีน หลายพันปีมาแล้ว
(2.) ถูกจีนรุกรานขับไล่ ทำให้คนไทยอพยพยกโขยง ถอนรากถอนโคน ลงไปไทย พ.ศ.1797
(3.) สถาปนาสุโขทัย ราชธานีแห่งแรก ของคนไทยและภาษาไทย ในไทย (768 ปีมาแล้ว) พ.ศ. 1800 พ่อขุนรามคำแหงประดิษฐ์อักษรไทย พ.ศ. 1826 (742 ปีมาแล้ว) ทำจารึกพ่อขุนรามคำแหง พ.ศ. 1835 (733 ปีมาแล้ว)
แต่—หลักฐานวิชาการ และหลักฐานเป็นจริง ตรงข้าม ดังนี้
(1.) อัลไต–น่านเจ้า ไม่มีภาษาไทยและคนไทย ต้นเรื่องจาก “นิยายอิงประวัติศาสตร์” สนองการเมืองชาตินิยม สงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเย็นต่อต้านจีน
ไม่มีคนไทย พูดภาษาไทย “ตกค้าง” ในจีน มีแต่คนพูดภาษาตระกูลไท–ไต (ไม่ภาษาไทย) เรียกตนเองว่า ลื้อ, จ้วง ฯลฯ (ไม่เรียกไทย) ลื้อพูดภาษาลื้อ (ไม่ภาษาไทย) จ้วงพูดภาษาจ้วง (ไม่ภาษาไทย)
การเมืองเปลี่ยน ประวัติศาสตร์ไทยก็เปลี่ยน (ตามการเมือง) สหรัฐคืนดีกับจีน ประธานาธิบดีนิกสันไปปักกิ่ง 53 ปีที่แล้ว พ.ศ. 2515 ไทยคืนดีกับจีน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (นายกรัฐมนตรี) ไปปักกิ่ง 50 ปีที่แล้ว พ.ศ. 2518
อัลไต–น่านเจ้า ถูกถอด อัลไต 47 ปีที่แล้ว พ.ศ. 2521 น่านเจ้า 41 ปีที่แล้ว พ.ศ. 2527
(2.) สุโขทัยไม่ใช่แห่งแรก, จารึกพ่อขุนฯ ไม่ใช่ชุดแรก
น่านเจ้าไม่มีคนไทย, จีนไม่รุกรานขับไล่, คนไทยไม่อพยพจากจีน ก็ไม่มีการสร้างสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรก
จารึกพ่อขุนฯ จึงไม่ใช่ชุดแรก [งานวิจัยของพิริยะ ไกรฤกษ์ บอกว่าทำสมัย ร.3 โดย ร.4] น่าประหลาดที่จารึกพ่อขุนฯ ไม่พูดถึงน่านเจ้า ทั้งๆ ห่างกัน 38 ปี [น่านเจ้าแตก 1797 ทำจารึกพ่อขุนฯ 1835]
การค้าเมื่อหลายพันปีมาแล้ว
มี 3 ระยะ ได้แก่ การค้าเริ่มแรก, การค้าโลก, และ การค้าสำเภา
[1.] การค้าเริ่มแรก ทองแดง, ดีบุก, (ทองสำริด), เหล็ก ตั้งต้นจากจีน ตามด้วยอินเดีย
จีน รับจากจีน ทางบก 2,500 ปีมาแล้ว ดังนี้ (1.) เทคโนโลยีโลหะ ถลุง, หล่อ, หลอม, ตี ฯลฯ (2.) ภาษาและวัฒนธรรม ขวัญ, แถน (ผีฟ้า), ฝังศพครั้งที่ 2, ปีนักษัตร, ทำนาทดน้ำ ฯลฯ
อินเดีย การค้าระยะไกลทางทะเล 2,500 ปีมาแล้ว ทองแดง ส่งขายโรมัน ทองสำริด โลหะผสม ทองแดงกับดีบุก เรียกแผ่นดินใหญ่ สุวรรณภูมิ “แผ่นดินทอง” หมายถึง ทองแดงและทองสำริด (ไม่ทองคำ)
เส้นทางการค้า ต้นทางที่แหล่งโลหะ เป็นทรัพยากรหลัก ผลักดันให้เกิดการคมนาคม เพื่อเส้นทางการค้าทางบกและทางทะเล
ทองแดง ลพบุรี, อีสาน, ลาว เหล็ก ทั่วไป, ทุ่งกุลา ดีบุก คาบสมุทรภาคใต้
ทางบก (1.) จากแหล่งทองแดง ไปจีน, เวียดนาม, และทวาย (พม่า) (2.) จากแหล่งดีบุก ไปเจ้าพระยา, สองฝั่งโขง (3.) จากแหล่งเหล็ก ไปทั่วภูมิภาค
ทางทะเล (1.) จากแผ่นดินใหญ่ (สุวรรณภูมิ) ไปหมู่เกาะต่างๆ (สุวรรณทวีป) (2.) จากทวาย (พม่า) เลียบชายฝั่งไปอินเดีย ถึงโรมัน
เมืองขนาดใหญ่ การค้าโลหะกับอินเดีย เกิดบ้านเมืองใหญ่น้อย 2,000 ปีมาแล้ว พ.ศ. 500 ก่อนรับศาสนาจากอินเดีย เมืองอู่ทอง อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี, เมืองนครปฐมโบราณ อ. เมืองฯ จ. นครปฐม, เมืองละโว้ อ. เมืองฯ จ. ลพบุรี และเมืองต่างๆ ในอีสาน (ไม่เป็นไปตาม Indianize States ของ ยอร์ช เซเดส์)
[2.] การค้าโลก ราว 1,500 ปีมาแล้ว เรือน พ.ศ. 1000 ขยายจากการค้าทองแดง (ไปอินเดีย สู่โรมัน) เชื่อมโยงกับการค้าส่วนอื่นของโลก ผลักดันเคลื่อนไหว ดังนี้ (1.) ศาสนาใหญ่จากอินเดีย แผ่ถึงอุษาคเนย์ (2.) บ้านเมืองในอุษาคเนย์ เติบโตเป็นรัฐใหญ่ (3.) เส้นทางการค้าทางบก–ทางทะเล ขยายกว้างไกลทุกหัวระแหง
[3.] การค้าสำเภา ราว 1,000 ปีมาแล้ว หลัง พ.ศ. 1500 จีนออกค้าขายทางทะเล ด้วยตนเอง [ก่อนหน้านี้ค้าขายผ่าน “คนกลาง” มลายู “ศรีวิชัย”]
สำเภาจีน (1.) เทคโนโลยีก้าวหน้า แข็งแรง ใหญ่โต ระวางบรรทุกสูง (2.) มั่นคง มั่งคั่ง สินค้ากินระวางบรรทุกสูง ถูกส่งไปขายไกลๆ มากขึ้น ทั้งจากจีนไปภูมิภาคอื่น และจากภูมิภาคอื่นไปจีน (3.) รัฐรุ่นใหม่ รุ่งเรือง (ใกล้ทะเล) รัฐรุ่นเก่า ร่วงโรย (ลึกเข้าไปไกลทะเล) รัฐรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่ง รับเถรวาท แบบลังกา พูดภาษาไทย เรียกตนเอง “คนไทย”
ภาษาไทย และคนไทย
มาจากพลังกระตุ้นของการค้า ตั้งแต่การค้าเริ่มแรก, การค้าโลก, การค้าสำเภา
เกณฑ์แรงงาน สินค้าสำคัญคือโลหะ ลุ่มน้ำโขง, ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เกี่ยวข้องคนจำนวนมากจากชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ ที่ถูกเกณฑ์เพื่อการผลิตและขนย้าย
(1.) ผลิตโลหะ และทำเครื่องมือเครื่องใช้ ถลุง, หลอม, หล่อ ฯลฯ
(2.) ขนย้ายโลหะ ส่งขายทางไกล และน้ำหนักมาก
หลักฐาน การโยกย้ายของคน (1.) ขวานหิน 2 แบบ คือ มีบ่า กับไม่มีบ่า (2.) พิธีศพครั้งที่ 2 จากลุ่มน้ำแยงซี (3.) ทำนาทดน้ำ จากลุ่มน้ำแยงซี (4.) เรื่องเล่า จากเหนือลงใต้ อยู่ในอุรังคธาตุ (ตำนานพระธาตุพนม) พญานาคจากหนองแส โยกย้ายไปอยู่โขง–ชี–มูล และจากตะวันตก–ตะวันออก, ตะวันออก–ตะวันตก ตำนาน สุวรรณ โคมคำ, ตำนาน สิงหนวัติ เป็นต้น
ภาษากลาง ชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ พูดต่างภาษา ย่อมสื่อสารกันไม่ได้ หรือได้ไม่ราบรื่น จำเป็นต้องมี “ภาษากลาง” สื่อสารต่างชาติพันธุ์
(1.) ภาษาตระกูลไท–กะได หรือ ไท–ไต มีอักขรวิธีง่ายที่สุด เมื่อเทียบตระกูลอื่นๆมีศูนย์กลางอยู่พรมแดนจีน–เวียดนาม 3,000 ปีมาแล้ว แพร่กระจายในพวก “เยว่” ทางใต้แม่น้ำแยงซี ชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ เลือกภาษาไท–ไต เป็น “ภาษากลาง” ทางการสื่อสารต่างชาติพันธุ์ และบนเส้นทางการค้า
(2.) คนเหล่านี้ถูกเรียกว่า สยาม, ชาวสยาม มอญ, เขมร เรียก เสียม, เซียม จีนเรียก เสียน [ข้อมูลหลักฐานมีมากในหนังสือความเป็นมาของคำสยามฯ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ พิมพ์ครั้งแรก (49 ปีที่แล้ว) พ.ศ. 2519]
ภาษากลางของคนเหล่านี้คือ ภาษาสยาม หมายถึง ภาษาไท–ไต ผสมภาษาชนเผ่าชาติพันธุ์ต่างๆ
สยาม มี 2 กลุ่ม (1.) “เสียมกุก” ลุ่มน้ำมูล (2.) “เสียน” ลุ่มน้ำท่าจีน–แม่กลอง มีสยามบก, สยามทะเล
(3.) เรื่องเล่า สัญลักษณ์ของตระกูลภาษาไท–ไต แผ่ไปทิศทางต่างๆ อยู่ใน ตำนานขุนบรม มีลูก 7 คน เมื่อโตขึ้นก็ “แยกครัว” ไปก่อบ้านสร้างเมือง คนที่ 3 ไปอยู่โยนก (เชียงแสน–เชียงราย) คนที่ 5 ไปอยู่อโยธยา (พระนครศรีอยุธยา)
สำเภาจีน กับ เถรวาทลังกา ผลักดันให้มีภาษาไทยและคนไทย ดังนี้
(1.) สำเภาจีน ถึงอ่าวไทย และลุ่มน้ำเจ้าพระยา หลัง พ.ศ. 1500 (2.) เถรวาทลังกา สยามและละโว้ รับผ่านเมืองมอญ หลัง พ.ศ. 1600 (3.) เถรวาทลังกา หนุนการค้าสำเภาจีน แนวคิดยกย่อง “ผู้มีบุญ” เป็นพระราชา (กษัตริย์) เปิดช่องให้พ่อค้าเป็น “ผู้มีบุญ” และเป็นพระราชาได้
อโยธยา มีขึ้นจากความมั่งคั่งทางการค้าสำเภากับจีน
(1.) มั่งคั่งจากการค้าจีน สยามกับละโว้ มีการค้าสำเภากับจีน จึงมั่งคั่งและมั่นคง
(2.) อโยธยา สยามกับละโว้รวมกันสถาปนาเมืองอโยธยา หลัง พ.ศ. 1700 รองรับการค้าสำเภากับจีน ตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำ 3 สายสบกัน ออกอ่าวไทยสะดวก รวดเร็ว
(3.) ภาษาราชการ มี 2 ภาษา คือ ขอมกับสยาม ภาษาขอม คือ ภาษาเขมร ภาษาสยาม คือ “ลูกผสม” ของภาษาไท–ไต กับภาษาชาติพันธุ์ต่างๆ
วรรณกรรม “ขอมไทย” กฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ ตอนท้าย ระบุศักราช 1778 (115 ปีก่อนมีอยุธยา)
อโยธยามีกาฬโรค ต้องสร้างศูนย์กลางใหม่—หนองโสน เรียกชื่อใหม่—อยุธยา
“เส้นทางสายไหม” ถูกปิด ทำให้การค้าทางบกของจีนกับตะวันตกไปต่อไม่ได้
จีนต้องขยายการค้าทางทะเล “เส้นทางเครื่องเทศ” (สายไหมทางทะเล)
จีนหนุนสยาม (สุพรรณภูมิ) คุมเส้นทางข้ามคาบสมุทร (1.) ให้ความใกล้ชิดสนิทสนมเป็นพิเศษกับสยาม (สุพรรณภูมิ) (2.) “เจ้านครอินทร์” (โอรสพะงั่ว) ไปจีน 2 ครั้ง ได้ช่างจีนทำสังคโลก (3.) แต่งตั้ง (หอง) เจ้านครอินทร์เป็นกษัตริย์สุพรรณภูมิ 4.) สุดท้าย หนุนสยามยึดอยุธยา ทำให้ภาษาไทย เป็นภาษาราชการ ผลิตวรรณกรรมไทย ด้วย ภาษาไทย อักษรไทย (จาก “ขอมไทย”)
ภาษาไทย เป็นชื่อใหม่ พบบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ไม่พบที่อื่น) ดังนี้
(1.) ดั้งเดิม ตระกูลไท–กะได หรือ ไท–ไต ราว 3,000 ปีมาแล้ว บริเวณรอยต่อ พรมแดนจีน–เวียดนาม
(2.) เคลื่อนไหว ภาษากลางทางการค้า เส้นทางการค้าดินแดนภายใน ใต้แม่น้ำแยงซี ไปตามแม่น้ำโขง, แม่น้ำสาละวิน, ลงลุ่มน้ำเจ้าพระยา
(3.) ผสมกลมกลืน ภาษาและวัฒนธรรม ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้ชื่อใหม่ว่า “ภาษาไทย”
ภาษาและวัฒนธรรม ลุ่มน้ำเจ้าพระยา “ลูกผสม” ของชนเผ่าพื้นเมืองชาติพันธุ์ต่างๆ ดังนี้
ภาษา มอญ, เขมร, มลายู, จีน, บาลี–สันสกฤต, เปอร์เซีย ฯลฯ เช่น ทองคำ (ไทย) gold ทอง (มอญ,เขมร), คำ (ลาว)
วัฒนธรรม ศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา (ภาษาบาลี) ยกย่องพ่อค้า “ผู้มีบุญ” เป็นกษัตริย์ เรื่องเล่าท้าวอู่ทอง สร้างอโยธยา–อยุธยา สัญลักษณ์ของการค้า (ภาษาไทย เป็นภาษากลาง) ท้าวอู่ทอง เป็นพ่อค้า ลูกเศรษฐี “ผู้มีบุญ” ชาติก่อนทำบุญมาก จึงเกิดเป็นลูกเศรษฐี ชาตินี้ได้เป็นกษัตริย์ ซึ่งเป็นต้นทางดังนี้ (1.) ไท เป็น ไทย คำดั้งเดิมว่า ไท “จับบวช” เป็นบาลีว่า เทยฺย แล้วแปลงกลับเป็น ไทย ใช้เรียกภาษาไทย (2.) ไทย ในอยุธยา ถูกใช้ทางการค้า และศาสนา–การเมือง
อำนาจของภาษาไทย มีดังนี้
(1.) ภาษาราชการ ของราชอาณาจักรสยาม พระเจ้าแผ่นดินเป็นชาวสยาม ตรัสภาษาไทย (2.) ภาษาการค้า ของชาวสยาม ชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ (3.) ภาษาศาสนา–การเมือง ของพุทธ–เถรวาท เผยแผ่ทั่วราชอาณาจักร และเครือข่าย (4.) อักษรไทย จากการค้าและศาสนา–การเมือง อโยธยา–อยุธยา เริ่มจาก “ขอมไทย” (อักษรขอม เขียนภาษาไทย) นานไปก็ ดัดแปลงอักษรขอม เป็นอักษรไทย
เรื่องเล่า พระร่วง “ทำหนังสือไทย” ในพงศาวดารเหนือ [หลักฐานสำคัญ จารึกวัดศรีชุม ของมหาเถรศรีศรัทธาฯ สุโขทัย] (5.) วรรณกรรมไทย ภาษาไทย อักษรไทย โคลงดั้น 3 เรื่อง ทวาทศมาส, กำสรวลสมุทร, ยวนพ่าย [กลอนลำของไท–ไต ปรับเป็น “โคลง”]
ภาษาไทยมีรากจากไท–ไต ลุ่มน้ำโขง–สาละวิน ปัจจุบันถ้ารู้ความหมายคำลุ่มน้ำโขง–สาละวิน จะอ่านวรรณกรรมอยุธยา และจารึก อย่างเข้าใจทะลุปรุโปร่ง
คนไทย หมายถึงคนที่อยู่ในภาษาและวัฒนธรรมไทย (เถรวาท, รามเกียรติ์) ซึ่งมีความเป็นมาควบคู่กับภาษาไทย ดังนี้
1. คน (เฉยๆ) ความเป็นคน มีก่อนความเป็นไทย ไท หรือไต แปลว่าคน เป็นคนที่มีสังคม (วัฒนธรรม) แต่เป็น “คนไม่ไทย” เหตุจากถูกจีนเหยียดว่า ไม่ใช่คน แต่เป็นผี หรือพวกป่าเถื่อน (เยว่, หมาน, ฮวน) [จิตร ภูมิศักดิ์ ความเป็นมาของคำสยามฯ 2519]
2. คนสยาม เป็นชื่อสัญชาติ (ไม่เชื้อชาติ) หมายถึงชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ พูดภาษาตระกูลไท–ไต–ไทย เป็นภาษากลาง (1.) ถูกเรียกจากคนอื่นว่าสยาม หรือชาวสยาม (2.) เรียกตนเองตามชื่อชาติพันธุ์ของตน “ไม่ไทย” ได้แก่ ลาว, ลื้อ, พวน, จ้วง ฯลฯ
3. คนไทย มีความหมายต่อไปนี้ (1.) ชาวสยาม เฉพาะบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา เรือน พ.ศ. 1700 เรียกตนเองว่า “ไทย” แปลว่า เลือกทำอาชีพได้ด้วยตนเองอย่างอิสระ (ในสังกัดมูลนาย) (2.) นับถือผี และศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา ใช้ภาษาบาลี ยกย่องรามเกียรติ์ (3.) แบ่ง 2 กลุ่ม กลุ่มไทย เรียกตนเองว่าไทย กลุ่ม “ไม่ไทย” เรียกตนเองตามชื่อชนเผ่าชาติพันธุ์ของตน ได้แก่ ลาว, ลื้อ, ลั้วะ, ละว้า, มลายู ฯลฯ ไม่บังคับทุกคนต้องเป็นไทย ต้องการ “ไม่ไทย” ก็ได้ อยุธยา แผ่นดินพระนารายณ์ฯ มี “คนไม่ไทย” อยู่ร่วมกันมากกว่า 40 กลุ่มชาติพันธุ์ (เอกสารยุโรป)
4. ด้อยค่า “คนไม่ไทย” เก่าสุด ไทยดูถูกลาว อยู่ในสมุทรโฆษคำฉันท์ ฉากการละเล่นเบิกโรง ไทยกับลาวฟันดาบ ล่าสุด (86 ปีที่แล้ว) พ.ศ. 2482 หลังเปลี่ยนชื่อสยาม เป็นประเทศไทย “ไทย” ถูกทำเป็น “เชื้อชาติ” บังคับคนในประเทศไทย ต้องเป็น “เชื้อชาติไทย” (ตามกระทรวงมหาดไทย)
“คนไม่ไทย” เสมือน “ไม่ใช่คน” ถูกด้อยค่าถูกรังแก (อาจตายได้) มลายู 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถูกรังแกถึงชีวิตจนทุกวันนี้ อีสาน วัฒนธรรมลาว “ไม่ไทย” ถูกด้อยค่าสาหัส ไม่ได้รับการพัฒนา “คอมมิวนิสต์” ทำให้อีสานดีขึ้น
6 ตุลาคม 2519 นักศึกษาถูกกล่าวหา “คนไม่ไทย” ถูกฆ่ากลางสนามหลวง ถูกล้อมปราบในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสมือนย้อนยุคหลายพันปีมาแล้ว จีนดูถูก “ไม่ใช่คน”

นักศึกษาถูกใส่ร้ายว่า “ไม่ไทย” ทำให้ถูกควบคุมเหมือนไม่ใช่คน
[ภาพการล้อมปราบผู้ชุมนุม ณ สนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ที่มาภาพทั้งหมด: โครงการ “บันทึก 6 ตุลา” (https://doct6.com/)]

