‘Center of Dreams’  จุดตั้งต้นชีวิตใหม่ใจกลางกรุง พักพิง เปลี่ยนผ่าน คืนศักดิ์ศรี ‘คนไร้บ้าน’

11.07.25 | 12:00 น.
‘Center of Dreams’  จุดตั้งต้นชีวิตใหม่ใจกลางกรุง พักพิง เปลี่ยนผ่าน คืนศักดิ์ศรี ‘คนไร้บ้าน’

‘Center of Dreams’
จุดตั้งต้นชีวิตใหม่ใจกลางกรุง

พักพิง เปลี่ยนผ่าน คืนศักดิ์ศรี ‘คนไร้บ้าน’

‘คนไร้บ้าน’ ยังคงเป็นอีกภาพสะท้อนของปัญหาที่ฝังรากลึกในประเทศไทย 

หลายชีวิตต้องอาศัยตามที่สาธารณะ ขาดปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงอยู่ 

แต่ด้วยความตั้งใจมั่น มุ่งหวังยกระดับคุณภาพชีวิตและซัพพอร์ต ‘คนไร้บ้าน’ ให้สามารถกลับไปพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน จึงนำมาสู่แอ๊กชั่นล่าสุด 

มูลนิธิซิตี้ และ มูลนิธิแบงค็อก คอมมูนิตี้ เฮลป์ มอบเงินสนับสนุน 16.5 ล้านบาท สร้าง ‘Center of Dreams’ ศูนย์พักพิงคนไร้บ้านชั่วคราวแห่งแรกในชุมชนคลองเตย ล็อก 4-5-6 เมื่อไม่นานมานี้ 

Advertisement

มากกว่าการระดมอาสาสมัครลงพื้นที่ร่วมแจกถุงยังชีพ คือการมอบโอกาสให้คนไร้บ้านได้มีชีวิตใหม่ ก่อตั้งศูนย์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกพื้นฐาน อบรมทักษะชีวิตและสกิลต่อยอดอาชีพ อันจะช่วยแก้ปัญหาคนไร้บ้านได้อย่างยืนระยะ อย่างแท้จริง

“บางคนมีทักษะอยู่แล้ว แต่มีความหลงทางในหัวใจ ออกจากบ้านไม่มีที่พัก ขาดแรงใจจึงรู้สึกหลงทาง บางครั้งเราคิดถึงแต่การเพิ่มทักษะ โดยมองข้ามจุดนี้ไปด้วยซ้ำ” 

นฤมล จิวังกูร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย ในฐานะตัวแทนมูลนิธิซิตี้ สะท้อนถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในปัญหาที่ซับซ้อนของผู้คนที่ตัดสินใจไร้บ้าน

ซิตี้แบงก์ในฐานะสถาบันทางการเงินชั้นนำ จึงเข้ามาร่วมส่งเสริมความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจแก่ชุมชนทั่วโลก ผ่านการดำเนินโครงการของ มูลนิธิซิตี้ 

อย่างโครงการล่าสุด Global Innovation Challenge  ซึ่งนับเป็นการสนับสนุนทุนในการต่อยอด โอบอุ้มสังคมอย่างเร่งด่วน ทั้งในมุมความมั่นคงทางอาหาร และการสนับสนุนการจ้างงาน 

การดำเนินโครงการดังกล่าวในประเทศไทยปีที่ผ่านมา มูลนิธิซิตี้ ได้ทุ่มทุน 16.5 ล้านบาท มอบให้แก่มูลนิธิแบงค็อก คอมมูนิตี้ เฮลป์ เพื่อจัดตั้งศูนย์ Center of Dreams ขึ้น ให้เป็นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับคนไร้บ้านในเขตคลองเตยและกรุงเทพฯ ชั้นใน

จากซ้าย ฟรีโซ โพเดอร์วาร์ด, นฤมล จิวังกูร และ เกรกอรี่ แลงค์

‘Center of Dreams’ ไม่ใช่ที่พักพิง
แต่เป็นต้นแบบพื้นที่เปลี่ยนผ่าน

ผู้บริหารแห่งซิตี้แบงก์ เล่าถึงจุดแข็ง และเป้าหมายตั้งต้นของการดำเนินโครงการ 

เหตุที่เลือกคิกออฟด้วยการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในพื้นที่ ‘คลองเตย’ เพราะเป็นจุดที่มีคนไร้บ้านจำนวนมาก

“เราไม่ได้มองว่าคนไร้บ้านคือผู้ที่ต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างถาวร แต่คือผู้ที่พร้อมจะกลับมาใช้ชีวิตในสังคม หากมีระบบสนับสนุนที่เหมาะสม เราจึงนำผลลัพธ์จากการดำเนินโครงการ มาวิเคราะห์และพัฒนาเป็น ‘ต้นแบบ’ ที่สามารถปรับใช้กับพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศได้” นฤมลกล่าว

พร้อมกันนี้ยังวางแผนจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายร่วมกับภาครัฐ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างการดูแลคนไร้บ้านในประเทศไทยให้มีมาตรฐานมากขึ้น ไปพร้อมๆ กัน

ทางด้าน มูลนิธิแบงค็อก คอมมูนิตี้ เฮลป์ ฟรีโซ โพเดอร์วาร์ด และ เกรกอรี่ แลงค์ สองผู้ก่อตั้ง นั่งแชร์ข้อมูลเชิงลึก 

โดยเปิดเผยว่า ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีคนไร้บ้านราว 1,271 ชีวิต แต่จำนวนศูนย์ให้ความช่วยเหลือยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในชุมชนคลองเตย ซึ่งมีอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โอกาสทางอาชีพ และการให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

มูลนิธิแบงค็อก คอมมูนิตี้ เฮลป์ ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิซิตี้ จึงจัดตั้งศูนย์พักพิงคนไร้บ้าน Center of Dreams ซึ่งมีห้องพัก ห้องน้ำ อาหาร และเครื่องนุ่งห่มอำนวยความสะดวก

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมอบรมพัฒนาทักษะทางวิชาชีพและสังคม ทั้งเวิร์กช็อปเรียนรู้ตัวเอง การฝึกอาชีพ ไปจนถึงแนะแนวการสมัครงานเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายมีรายได้ที่มั่นคง โดยศูนย์ไม่เพียงรองรับผู้คนในเขตชุมชนคลองเตยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนไร้บ้านทุกคนในกรุงเทพฯ 

ที่สำคัญคือการดำเนินงานของทางศูนย์ ไม่จำกัดอายุ เพศ หรือภูมิหลัง 

เกิดน้อยลง การเงินไม่มั่นคง
มองขาดวงจรไร้บ้านเมื่อไทยยังขาดสวัสดิการ

มูฟเมนต์ที่ทรงพลัง คือการผนึกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาสังคม

ไล่เรียงไปตั้งแต่การลงพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร สำนักงานเขต และเจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ สำรวจคนไร้บ้านในกรุงเทพฯ ที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ ที่หากผ่านการคัดกรองสุขภาพและประวัติอาชญากรรม จะถูกส่งมาพักพิงที่ Center of Dreams เป็นระยะเวลา 90 วัน 

เขาจะได้เข้าสู่กระบวนการ ฟื้นฟูสภาพร่างกายและเตรียมความพร้อมในการกลับสู่สังคม มากไปกว่านั้น ทางศูนย์ยังช่วยเหลือค่าเดินทางและประสานส่งคนไร้บ้านกลับภูมิลำเนาเดิม รวมถึงอำนวยความสะดวกในการหาตำแหน่งงานกับองค์กรพันธมิตร หรือส่งต่อคนไร้บ้านไปยังศูนย์พักพิงอื่นตามความเหมาะสม

ผลลัพธ์ภายในระยะเวลา 4 เดือน สามารถให้ความช่วยเหลือคนไร้บ้านได้แล้วถึง 21 ราย 

ฟรีโซ ยังตั้งข้อสังเกตที่สะท้อนสาเหตุ ของจำนวนคนไร้บ้านในประเทศไทยที่พุ่งสูง 

โดยจุดเริ่มต้นมักมาจากการ ‘ขาดการบริหารจัดการทางการเงินที่ดี’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้สูงอายุ 

“อย่างที่เราทราบกัน ผู้สูงอายุที่ไม่มีครอบครัว ไม่มีรายได้ และหางานทำยาก เงินผู้สูงอายุในแต่ละเดือนของรัฐบาล เช่น ค่าที่อยู่หรือค่าเช่าห้อง มีไม่เพียงพอ เมื่อไม่มีเงินจ่ายส่วนนี้ ก็ทำให้ต้องอยู่ในวงจรคนไร้บ้าน” ฟรีโซมองเช่นนั้น

ซึ่งยังชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญของ ‘สังคมผู้สูงอายุ’ (Aging Society) ที่ส่งผลต่อช่องว่างของคนไร้บ้านในประเทศไทยว่า อัตราการเกิดที่น้อยลง ทำให้ช่องว่างของคนไร้บ้านในประเทศไทยมากขึ้น 

“แม้ผู้สูงอายุหลายท่านจะมีความสามารถและยังสามารถกลับมาทำงานในสังคมได้ แต่ประเทศไทยยังขาดสวัสดิการที่ครอบคลุมเพียงพอ การให้ความช่วยเหลือ จึงต้องมองให้ลึกกว่าแค่การจัดหาที่พักพิงชั่วคราว แต่เป็นการสร้างระบบที่ช่วยให้พวกเขาสามารถบริหารจัดการชีวิตตนเองได้อย่างยั่งยืน ป้องกันไม่ให้กลับเข้าสู่วงจรเดิมอีก” 

ฟรีโซเสนอทางออกด้วยความปรารถนาดี และเชื่อว่าจะแก้ปัญหานี้ได้จริง 

บรรยากาศห้องพักภายในศูนย์พักพิง

บูสต์มายด์เซตใหม่
เชื่อมั่นตั้งใจเปลี่ยนแปลงตัวเอง

เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ป้องกันไม่ให้ผู้รับการช่วยเหลือ ‘กลับเข้าสู่วงจรเดิม’

นอกจากการพัฒนาทักษะอาชีพ และสังคมแล้ว Center of Dreams ยังให้ความสำคัญกับการปลูกฝัง ‘ความเชื่อมั่นในตนเอง’ และความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลง อันเป็นหัวใจสำคัญของความยั่งยืน

โดยผู้เข้าร่วมศูนย์ทุกคนจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด และมีโอกาสได้ทดลองทำงานจริง ซึ่งช่วยให้เกิดภูมิคุ้มกันทางจิตใจ เศรษฐกิจ และสังคม 

แต่ไม่จบเพียงเท่านั้น ทางโครงการยังมีระบบติดตามผลหลังออกจากศูนย์ เพื่อให้ความช่วยเหลือในช่วงที่ชีวิตภายนอกยังไม่มั่นคง โดยมีเป้าหมาย คือให้ผู้ร่วมโครงการสามารถตั้งตัวได้จริง และไม่ย้อนกลับเข้าสู่วงจรเดิมอีกครั้ง 

“ต้องเข้าใจว่าแต่ละคนมีความหมายของคำว่า คนไร้บ้าน ไม่เหมือนกัน” 

ศณิศา จิรเสวีนุประพันธ์ ผู้ประสานโครงการ มูลนิธิแบงค็อก คอมมูนิตี้ เฮลป์ เกริ่นได้อย่างน่าสนใจ 

ว่าเพียงแค่การได้เข้าไปในชุมชนที่มีหลังคาคุ้มหัว แต่สภาพความเป็นอยู่ไม่ถูกสุขลักษณะอนามัย ขาดแคลนอาหาร หรือมีวิถีชีวิตที่ยากลำบาก ก็เพียงพอแล้วที่จะจัดว่าเป็นคนไร้บ้านแล้วสำหรับบางคน

ซึ่งทั้งสองมูลนิธิต่างก็มีความเห็นสอดคล้องกันในเรื่องนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายการช่วยเหลือคนไร้บ้านให้กลับคืนสู่สังคมได้อย่างยั่งยืน 

นนทชัย ชูชื่น รับการฝึกอาชีพ และช่วยงานที่ศูนย์พักพิงฯ

เหมือนได้เริ่มชีวิตใหม่
จากใจ อดีตเคยเร่ร่อน

ถามถึงความรู้สึกลึกๆ 

นนทชัย ชูชื่น ชายผู้ซึ่งตัดสินใจก้าวเข้าสู่ศูนย์พักพิงคนไร้บ้าน เล่าเหตุผลที่ชวนตะลึง 

“ผมอยากรู้ว่าทำไมคนๆ หนึ่ง ถึงต้องมาใช้ชีวิตเร่ร่อน” 

นนทชัยย้อนถึงเส้นทางชีวิตด้วยว่า พื้นเพมาจาก จ.ระยอง เข้ามาทำงานอยู่กรุงเทพฯ ได้ประมาณ 3-4 ปี ก่อนหน้านั้นทำงานอยู่ในโรงแรมปกติ แต่รู้สึกเบื่องานด้วยส่วนหนึ่ง จนได้รับการชักชวนจากเพื่อน จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการของมูลนิธิแบงค็อก และมาอาศัยอยู่ที่ศูนย์พักพิง 

“ตอนนี้ผมทำงานอยู่ข้างนอก และเป็นหนึ่งในคนไร้บ้าน ที่สามารถออกมาอยู่ในตลาดแรงงานได้ด้วยตัวเอง” 

เรื่องราวของเขาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายในผู้ที่สังคมมักมองข้าม

ด้วยความชื่นชอบในการทำอาหาร นนทชัยจึงได้รับมอบหมายให้ดูแลส่วนครัวภายในศูนย์ 

“ตอนที่ผมอยู่ยังไม่ค่อยชินกับกฎระเบียบสักเท่าไหร่ แต่เมื่ออยู่ไปเรื่อยๆ ผมเองต้องปรับตัวจนถึงทุกวันนี้ก็สามารถปรับตัวได้แล้ว ผมรู้สึกว่าที่นี่เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ ชีวิตใหม่ ของคนๆ นึงเลย ผมได้เรียนรู้หลายๆ อย่าง

ที่นี่มอบทั้งที่พัก การฝึกอาชีพ ให้ผมได้ลงมือช่วยเหลือชุมชน ผมเริ่มมาอยู่ที่นี่ช่วงต้นเดือนมีนาคม ตอนนี้ก็เตรียมตัวออกไปเช่าห้องอยู่เอง” นนทชัยเล่าพร้อมรอยยิ้ม

จากการพูดคุยกับเพื่อนร่วมศูนย์พักพิง นนทชัยพบว่า ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้คนกลายเป็นคนไร้บ้านคือ ปัญหาครอบครัว 

“อย่างบางคนครอบครัวไม่เอา ครอบครัวไม่รัก เลยตัดสินใจออกมาอยู่ข้างนอก เป็นคนไร้บ้าน” 

รองลงมา มองว่าเป็น ปัญหายาเสพติด และปัญหาด้าน การงาน ก็เป็นส่วนเสริมที่ทำให้จำนวนคนไร้บ้านในประเทศไทยเพิ่มขึ้น

“ผมคิดไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า จุดหนึ่งเราต้องกลับมาใช้ชีวิตของเราปกติ ถ้าถามโครงการนี้จะสำเร็จตามเป้าไหม ผมมองว่าขึ้นอยู่ที่ตัวบุคคลภายในมูลนิธิและศูนย์พักพิง 

ว่าคุณพร้อมที่จะอยู่ข้างนอกแล้วหรือยัง?”นนทชัยทิ้งท้าย

พรศิวดี หนูหว้า