ฟื้นเศรษฐกิจด้วย ‘เกษตรวิวัฒน์’
‘ฉัตรชัย ศิริไล’ ส่องซินเจียง มองอนาคตไทย
อัพเกรดเกษตรอัจฉริยะ ‘ต้องใช้คนอีกGen’
เมื่อ‘ผลิตผล’ พลิกสถานะเป็น ‘สนาม’ ที่แข่งขันกันอย่างหน่วงหนัก
‘เทคโนโลยีการเกษตร’ อาจกลายเป็นแต้มต่อสำคัญ จุดวัดความได้เปรียบบนอุตสาหกรรมใหม่
ในห้วงเวลาที่โลกเผชิญสภาพภูมิอากาศสุดผันผวน หลายชาติต่างเร่งอัพเกรด ‘พืชเศรษฐกิจ’ วิจัยสายพันธุ์ให้แกร่งกล้าทนทาน และ ‘จีน’ คือหนึ่งในผู้นำที่ต้องจับตาไม่กะพริบ
ประเทศซึ่งต้องยอมรับว่า ‘อุตสาหกรรมการเกษตร’ ก้าวล้ำ รุดหน้าแบบก้าวกระโดด
ด้วยมีธงที่ชัดเจนภายใต้ยุทธศาสตร์ ‘Made in China 2025’ รัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มผลผลิต ลดพึ่งพาการนำเข้า ซึ่งหากสัมฤทธิ์ จะไม่เพียงเป็นผู้นำใน AI หุ่นยนต์ หรืออวกาศ แต่จะเป็นขุมพลังใหม่ของการส่งพืชผลการเกษตรปลอดสาร ออกสู่ทั่วโลก
เห็นได้จากการที่รัฐ ซัพพอร์ตทั้งนวัตกรรม จัดสรรพื้นที่ สนับสนุนรวมตัวเป็นกลุ่ม มีตลาดพร้อมขาย แจกจ่ายองค์ความรู้เพื่อบูสต์ศักยภาพ พัฒนาสายพันธุ์ให้ทนแล้ง ล้วนเป็นการเสริมทัพภาคเกษตรให้ติดจรวดได้ไม่ยาก
“ทางฝั่ง ‘จีน’ ประสบความสำเร็จอย่างมากในการพัฒนาเกษตรสมัยใหม่ เขาสามารถผลิตผักสลัดคุณภาพสูง ส่งโรงแรมในพื้นที่ทั้งหมด”
“บางครั้งการบอกเล่า ดูในอินเตอร์เน็ต ตำรา หรืออบรมกันในพื้นที่อาจจะยังไม่พอ ผมอยากให้ เกษตรกรหัวขบวนของเราได้เห็น ซึ่งมีทั้งในเรื่องของการทำฝรั่ง ข้าวโพด มะม่วง โฮมสเตย์การท่องเที่ยว หรือแม้กระทั่งการรีไซเคิลของเสียเพื่อกลับมาใช้ประโยชน์”
ด้วยมุ่งหวังให้เกษตรกรไทยได้สัมผัส Know-how ฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จึงพาบินลัดน่านฟ้าไปดูของจริงถึง ‘เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์’ มณฑลกว้างใหญ่ไพศาลที่สุดของไชน่า
เพื่อตอบคำถามที่ว่า ในสภาพอากาศที่สุดแสนจะต่างขั้ว (กลางวันร้อนจัด กลางคืนติดลบในฤดูหนาว)
เขาปลูกอย่างไรให้อยู่รอด?
นำคณะนั่งรถรางพลังงาน EV เข้าสู่ ศูนย์เรียนรู้การเกษตรแห่งเมืองอุรุมชี บนพื้นที่มหึมากว่า 150,000 ตร.ม. จัดแสดงการเกษตรระดับมณฑล ที่ใส่ใจตั้งแต่ขั้นต้น ‘เพาะต้นกล้า’
รายล้อมด้วยเหล่าวัยรุ่นเจนซี ที่กรูกันเข้ามาเที่ยวชมแปลงเกษตรอัจฉริยะ ควบคุมเป็นระบบด้วยคอมพิวเตอร์
ฮอลล์หลักเปิดโลก ‘คอนโดผัก’ เรียงรายเป็นแนวตั้ง โชว์ให้เห็นการจัดการที่ทรงประสิทธิภาพด้วยหัวหน้างานเพียง 1 + แรงงานอีก 10 คน คุมได้ถึง 16,000 ตร.ม.
สิ่งหนึ่งซึ่งเห็นชัดในทุกฟาร์ม คือการควบคุมมาตรฐานอย่างเป็นระบบ ไม่เพียงช่วยลด ‘ต้นทุน’ แรงงาน ร่นระยะเก็บเกี่ยว เพิ่มรอบการปลูก แต่ยังการันตีความ ‘ออร์แกนิค’ เพราะสำหรับชาวจีนแล้ว อาหารคือสิ่งที่ต้อง ‘ไว้ใจได้’ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย สอดรับกับเทรนด์ Good Health and Well-being
ภาพตรงหน้า จุดประกายไอเดียให้เกษตรกรหัวขบวนมองเห็นโอกาส พลิกเกษตรไทยให้แข็งแกร่งจากฐานราก จากการรวมตัวกันขับเคลื่อนเป็นกลุ่มก้อน
แม้สภาพการณ์หนี้ครัวเรือนที่ยังสูง ส่งผลให้กำลังซื้อลดฮวบ กระทบถึงสถาบันการเงินหลายแห่ง ชะลออนุมัติสินเชื่อ แต่สำหรับผู้จัดการธนาคารท่านนี้ คิดสวนทาง ขอเปิดทุกโอกาสที่พอจะช่วยอัพเกรดขีดศักยภาพทางเทคโนโลยี เพื่อให้เกษตรไทย แข่งขันในตลาดโลกได้อย่างไม่น้อยหน้า

⦁ หลังจากพามาชมนวัตกรรมของจีน อยากเห็นเกษตรกรไทยนำไปต่อยอดอย่างไรบ้าง?
จากที่คุยกับหลายท่าน อย่างรายที่ทำฝรั่ง เขาเห็นแนวทางแล้วว่า เครื่องไม้เครื่องมือในการห่อผลฝรั่งให้ปลอดจากแมลง จีนมีเยอะมาก หรืออย่าง ‘การดักแมลง’ บ้านเรามีทั้งใช้สารเคมี เปิดไฟแล้วเอาน้ำรอง แต่จีนใช้วิธีห้อยลงมา เหมือนกาวดักหนูเลยนะ ทำให้จัดการศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยังมีเรื่อง ‘ความผันผวนของอากาศ’ ทำให้ไม่ว่าจะการปลูกกลางแจ้งที่ร้อนจัด-หนาวจัด เขาก็มีโรงเรือนที่ควบคุมอุณหภูมิได้ ใช้โซลาร์เซลล์ประหยัดพลังงาน ผมว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ประยุกต์กับการเกษตรบ้านเราได้ ธ.ก.ส.เรามีลูกค้า ให้เงินทุน แต่เรื่องของเทคโนโลยี นวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ เราก็ต้องหวังพึ่งเกษตรกรหัวขบวนการในการเป็นผู้นำชุมชน เพื่อที่จะยกระดับ ให้พี่น้องในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนของเขาแข็งแรงขึ้น
⦁ ล่าสุดมีแนวทางที่จะสนับสนุนเกษตรกรบ้านเราอย่างไรบ้าง?
ที่ผ่านมา คณะกรรมการธนาคารเพิ่งอนุมัติ Smart Tech Smart Farmer สามารถขอสินเชื่อนี้ เพื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ากับเกษตรแบบดั้งเดิม ซึ่งดอกเบี้ยก็ต่ำกว่าปกติ เรายังมีนโยบายส่งเสริม Raw material ให้เป็น Finished goods อย่าง สหกรณ์ แค่เริ่มจากรวบรวมข้าวเปลือก ตอนนี้เป็นข้าวพร้อมทาน เราไปร่วมกับสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยในพื้นที่ ให้เกิด Finished goods เพื่อให้ไม่ติดอยู่กับการผลิตวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว เพราะใช้ปริมาณมาก สุดท้ายราคาค่อนข้างผันผวน
เมื่อผลิตเป็นสินค้าแล้ว มันเป็นราคาที่เกษตรกรกำหนดเอง ไม่ใช่ราคาที่ตลาดกำหนดให้

⦁ หลังเข้าไปสนับสนุนการพัฒนา ‘นวัตกรรม’ ผลลัพธ์ไหนที่เห็นชัด จนต้องขยายผลต่อ?
แต่ก่อนเราประกวด ‘ชุมชนอุดมสุข’ ทั่วประเทศ ซึ่งก็ได้แต่รางวัลไป เราจึงส่งเสริมให้เกิดเป็นวิสาหกิจชุมชน 3 ปีที่ผ่านมาเราเห็นแล้วว่าสหกรณ์เริ่มแข็งแรงขึ้นในการที่จะ ‘แปรรูป’ เราเลยเข้าไปช่วยสร้างแบรนดิ้ง ทำมาร์เก็ตติ้ง รวมถึงออกแบบแพคเกจจิ้งให้
ผมว่าภายใต้การไปเที่ยวเมืองนอกเราไม่ได้ซื้อขนม เราซื้อ ‘ของฝาก’ แต่เวลาเกษตรกรเราผลิตกลายเป็นว่าผลิตขนม ซึ่งวัตถุดิบก็คือ แป้ง-น้ำตาลเหมือนกัน ดังนั้น การวางโพสิชั่นในการจำหน่ายเปลี่ยน มันก็ทำให้มุ่งในเรื่องแพคเกจจิ้งและการตลาด จะเกิดการ Classify ลูกค้าอีกกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และการซื้อของฝากวอลลุ่มมันมีได้ไม่จำกัด ในขณะเดียวกันเรามี ‘สินเชื่อเกษตรวิวัฒน์’ ที่กำลังจะช่วยให้คนวัย 50 ขึ้นไปที่เข้ามาทำงานในเมือง มองเห็นโอกาสในการทำอาชีพเกษตรกร ครอบคลุมค่าใช้จ่ายหลังจากเกษียณ
จากเดิมสนับสนุนโรงเรียนทั่วประเทศเรื่อง ‘เกษตรเพื่ออาหารกลางวัน’ ตอนนี้มุ่งสู่ ‘เกษตรการค้า’ ให้นักเรียนตั้งแต่ชั้น ม.4 สามารถเรียนรู้ในการเริ่มทำปศุสัตว์หรือปลูกผักในโรงเรียน แต่ละคร็อป (Crop) ที่เขาได้เรียนรู้ ทำให้มีประสบการณ์ ผลิตเพื่อขายได้ ในขณะเดียวกันพ่อแม่ของเขาก็ได้องค์ความรู้ด้วย เพราะว่าเด็กรุ่นใหม่เขาสามารถที่จะ access องค์ความรู้ต่างๆ ได้เยอะ ซึ่งนั่นทำให้มีเกษตรกรสมัยใหม่เข้ามามากขึ้น
ตอนนี้ภาคการเกษตรของไทยท้าทายอย่างใหญ่หลวงในเรื่อง Aging ลูกหลานไม่ได้อยู่ในภาคการเกษตร จึงเป็นอีกบทบาทหนึ่งของเรา ในการนำคนอีกกลุ่มกลับเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น คนเมืองอายุ 50 ปีขึ้นไปที่เตรียมตัวหลังเกษียณ และเด็กรุ่นใหม่ที่จะเข้ามา ตั้งแต่ ม.4
ผมมองว่าระบบการศึกษาบ้านเรา มุ่งเน้นให้เด็กจบ ป.ตรี ทำงานในเมืองรับเงินเดือนสตาร์ต 15,000-18,000 บาท ตีให้กลมๆ ปีนึง 240,000 บาท แต่ถ้าเขาสามารถทำการเกษตรอยู่ในพื้นที่ของเขาได้ สมมุติ 3 คร็อป คร็อปละ 80,000 มันเท่ากับรายได้ที่เขาหาได้ในเมืองเลยนะ แต่ 80,000 ในต่างจังหวัดแทบจะไม่มีค่าใช้จ่าย เขามีเวลาที่จะอยู่กับครอบครัว ทำอะไรได้อีกหลายๆ อย่าง พัฒนาคุณภาพการผลิต ทำไมถึงจะต้องหาอาชีพในเมือง อยู่ในโรงงานเท่านั้น ผมว่า ‘การเกษตรสมัยใหม่’ เป็นอีกเครื่องมือหนึ่ง ในการที่จะแปลงร่าง ยกระดับเศรษฐกิจพื้นฐานของประเทศ

⦁ แนวคิดฟังดูน่าสนใจ แต่จะเมกชัวร์ได้อย่างไรว่าจะไม่จบแค่ชื่อโครงการ?
ที่ผ่านมาเราส่งเสริมเพียงให้เขารู้จักระบบธนาคาร แต่เรากำลังเปลี่ยนใหม่เป็น ‘โรงเรียนเกษตรธนากร’ นอกจากให้เด็กเรียนรู้ระบบการเงิน การใช้เทคโนโลยี โมบายแบงกิ้ง ก็พลิกขึ้นมาอีกระดับ คือต้องเรียนรู้ด้วยว่าถ้าเขาจะเป็นเกษตรกรยุคใหม่ จะกู้เงินแบบไหน ผลิตอย่างไร คำนวณต้นทุนต่างๆ ซึ่งผมมองว่า ‘เกษตรการค้า’ จะเป็นจุดเริ่มต้นของเด็กๆ เหล่านี้
ขนาดตัวผมเองเลี้ยงง่ายๆ แค่ ‘แหนแดง’ กว่าจะนิ่งใช้เวลาถึง 1 ปี ไหนจะสูตรอาหาร การควบคุมศัตรูพืชต่างๆ ต้องใช้เวลา ดังนั้น ผมว่าสี่ปีของเขาในระบบการศึกษา ได้สั่งสมประสบการณ์ถึง 8 คร็อปแล้วนะ จะทำให้เขาแข็งแรงในสายเกษตร
ในขณะเดียวกันเราก็ได้รวบรวมทุกองค์ความรู้ ขึ้นเว็บไซต์ ให้เข้ามาเสิร์ชดูได้ อย่างการเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์กลม รู้หรือเปล่าว่าปลาดุกเป็นปลาน้ำตื้น? ถ้าน้ำสูงเกิน 60 ซม.มันไม่โตหรอก เพราะจะว่ายขึ้นมากินอาหารแล้วลงไปนอน เรามีองค์ความรู้ในเรื่องพวกนี้เยอะมาก ทำให้เขามีรายได้ตั้งแต่ ม.4 ขณะเดียวกันครอบครัวเขามีพื้นที่เพาะปลูกอยู่แล้ว ก็สามารถที่จะจัดสรร ยกระดับให้กลายเป็น เกษตรสมัยใหม่ได้เช่นกัน
⦁ อะไรคือความแตกต่าง ที่มั่นใจว่าจะช่วยจูงใจให้ลูกหลานเกษตรกร อยากกลับมาสานฝันสร้างอาชีพที่บ้านเกิด?
ผมว่าตอนนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว ทุกอย่างทำผ่านโมบาย เราจึงปรับตรงนี้ให้เป็น ‘โรงเรียนเกษตรธนากร’ คือเขาต้องรู้ว่านอกจากองค์ความรู้ในการทำการเกษตรแล้ว ทำยังไงให้ได้เงินจากการเกษตร ผมว่าเราต้องใส่ชุดองค์ความรู้อย่างนี้ลงไปในเด็ก ทำให้เขารู้ว่าควรตั้งราคาเท่าไหร่ เพราะตอนนี้ผลิตอย่างเดียว พ่อค้าคนกลางเข้ามากำหนดราคา ผมว่ามันทำให้เกษตรกรของเราไม่ฟื้น

ดังนั้น ภายใต้การฟื้น เด็กที่ค่อนข้างจะเป็นคนยุคใหม่ เขารู้ว่าวิธีการคำนวณ มันไม่ใช่แค่ค่าปุ๋ย สายพันธุ์ แต่มีค่าแรงตัวเองที่ต้องคิดเข้าไปด้วยนะ มันมีโลจิสติกส์ในการขนส่ง มีเครื่องไม้เครื่องมือที่จะขายทั้งหน้าร้านและในอากาศ กระทั่งการปรับปรุงคุณภาพ แพคเกจจิ้ง การไลฟ์ขาย ผมว่าเราต้องใช้คนอีกเจนหนึ่ง ในการที่จะยกระดับการทำการเกษตรตรงนี้ขึ้นมา
เพราะประเด็นแรก เรื่อง aging อายุ 60-80 ไม่มีใครอยู่ใกล้ สอง-พอทำเสร็จปุ๊บก็ต้องเตรียมดินทำรอบต่อไป สาม-‘ราคา’ พ่อค้าเป็นผู้กำหนด โดยที่อาจจะไม่รู้ว่าต้นทุนที่แท้จริงของเขาอยู่ที่เท่าไหร่
ดังนั้น ถ้าเด็กสมัยใหม่เข้าตั้งแต่ ม.4 อย่างที่เราส่งเสริมอยู่ เขาจะรู้ว่าตัวเองกำลังจะผลิตอะไร ไปขายใคร เท่าไหร่ยังไง แล้วส่งมอบที่ไหน? มันจะทำให้กระบวนการเกษตรของเด็กเหล่านี้เป็น ‘เกษตรการค้าของจริง’ เรามุ่งแค่ว่าปีนึงทำให้ได้ 3 คร็อป คร็อปละ 80,000 บาท เท่ากับคุณมีรายได้เท่าการทำงานในเมือง คือเดือนละ 20,000 ซึ่งสำหรับรุ่นใหม่ผมว่าไม่ยากนะ อย่างโรงเพาะเห็ด ผักสลัด การทำยูนีคปศุสัตว์ เช่น แทนที่จะเลี้ยงไก่ไข่อย่างเดียว ตอนนี้มีทั้งเลี้ยงไก่ดำ หรือปลา ก็มีทั้งปลาบริโภคเนื้อ บิ๊กไซซ์ ปลาสวยงาม มันเป็นตลาดที่เปิดกว้างนะ แต่เกษตรกรบ้านเราอาจจะมีข้อจำกัดในการเข้าถึง ดังนั้น จะเป็นการยกระดับในการเตรียมพร้อม คนรุ่นใหม่เพื่อเป็นเกษตรกรการค้าของจริง
ที่สำคัญคือ การตลาดสมัยใหม่ ช่วงโควิดทำให้เห็นแล้วว่า โลจิสติกส์เป็นอะไรที่สำคัญ เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะช่วยให้เราขายได้แม้จะอยู่หน้าบ้าน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ธ.ก.ส.ให้ความสำคัญ และเป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ปี 2568-2569 ของเราด้วย ที่จะยกระดับ ซึ่งมีโรงเรียนในเครือข่ายกว่า 1,000 แห่ง
⦁ รากฐานที่พยายามสร้าง คือการเพิ่มคนในช่วงเจนใหม่และวัย 50+ ตอนนี้เริ่มมีเข้ามาเยอะไหม?
ตอนนี้เพิ่งเริ่ม วิธีการอาจจะค่อนข้างยังไม่ Flexible กับตลาด แต่ต้องบอกว่ามีผู้สนใจทั่วประเทศในการเข้ามาใช้ตัวระบบ ‘เกษตรวิวัฒน์’ ผมมองว่าภายใต้ Aging Society 10 ปี แป๊บเดียวเองนะ เมื่ออายุ 60 ทุกคนคงถามตัวเองแล้วว่า จะอยู่ได้ไหม ซึ่งก็พูดตรงกันนะว่าอยู่ในเมืองไม่ไหวหรอก ค่าใช้จ่ายมันสูง อยากไปอยู่ต่างจังหวัด หาที่สักแปลง แต่ไม่ใช่ว่าคุณเริ่มตอนอายุ 60 แล้ว 61 จะประสบความสำเร็จนะ มันต้องใช้เวลาและประสบการณ์ที่สั่งสม ดังนั้นการเริ่มต้นที่อายุ 50 จะเป็นอาชีพคู่ขนาน
เราไม่ได้บอกว่าคุณจะต้องทำรายได้จากเพาะปลูก แต่การอยู่ในภาคการเกษตร หลังอายุ 60 มันช่วยลดค่าใช้จ่ายการบริโภค ในแต่ละวัน ถ้าอยู่กับพื้นที่ มันเซฟเงินได้มหาศาลเลยนะ

⦁ อีกไม่กี่ปี คนวัย 60+ จะเพิ่มทวี อะไรเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเราเป็น สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ?
ผมว่าเครื่องมือหลังเกษียณที่สำคัญมาก คือการ ‘ออฟเซตการจ่าย’ ลองคำนวณดูก็ได้ว่าถ้าไม่มีรายได้เลย Cost of Living คือเท่าไหร่กันแน่ ผมว่าแค่ทานอาหาร 3 มื้อ ตีให้มื้อละ 50 บาท ดูๆ แล้วเดือนนึงเกือบหมื่นบาท ยังไม่รวมสตาร์ตรถออกจากบ้านไปนู่นนี่ ดังนั้น แค่อยู่ในภาคการเกษตร มันทำให้สิ่งเหล่านี้หายไปเลย เพราะคุณอยู่กับบ้าน ใช้เวลาไปกับการดูแลสุขภาพ ในขณะที่ ‘เงิน’ ที่คุณสะสมมาตลอดชีวิตการทำงาน มันยังอยู่ สามารถดูแลคุณต่อไปได้
⦁ ส่วนตัวมองว่า อะไรคือคีย์เมสเสจที่จะช่วยให้เกษตรกรบ้านเราฟื้นตัวได้?
ผมว่าภายใต้การทำการเกษตร มันไม่ใช่เราทำคนเดียว ต้องมีเครือข่าย ถ้าจะต้องลงทุนซื้อที่ 100 ไร่ เรามีเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งเขามี 20 ไร่ 5-6 คน รวมกันก็เป็นเกษตรแปลงใหญ่แล้วนะ แต่ว่าไม่มีหัวขบวน ดังนั้น เราจึงหวังว่า ‘เกษตรวิวัฒน์’ จะช่วยสร้างเกษตรกรหัวขบวน เกษตรกรที่มีองค์ความรู้จากในเมือง ไปยกระดับคุณภาพการผลิตและประสิทธิภาพการเกษตรไทย
⦁ แล้วองค์ความรู้แบบไหนที่เปิดเป็นพับบลิกในเว็บไซต์?
เป็นองค์ความรู้ที่ไม่ใช่แค่ว่าทำอย่างไรให้ผลไม้ออกลูก ไม่สอนการใส่ปุ๋ย แต่เรามีความรู้แม้กระทั่งวิธีการปรุงดิน ทำปุ๋ยอินทรีย์ การกำจัดแมลง ศัตรูพืช ประสบการณ์ต่างๆ จากลูกค้าเราเป็นล้านๆ คน มันจะอยู่ในนี้ ซึ่งเราเปิดให้ทุกคนมาเสิร์ชได้นะ อย่างเช่น ถ้าอยากเริ่มปลูกผักสลัด เข้าไปดูมีทั้งปลูกบนดิน ยกแคร่ ทำโรงเรือน หรือทำผักไฮโดรโปนิกส์ ก็มีทั้งสูตรสารอาหาร วิธีการทำตัวท่อที่จะใช้น้ำ ซึ่งมันเป็นองค์ความรู้ที่ไม่เสียตังค์นะ นอกจากช่วยลดต้นทุนแล้ว ธ.ก.ส.ยังมีเครือข่าย หน่วยราชการต่างๆ ในแต่ละจังหวัด ที่สามารถเป็นผู้รับซื้อได้
สิ่งสำคัญเลย ผมว่ามันทำให้เป็นการเกษตรที่มีชีวิตชีวา เลี้ยงชีพได้จริง ทุกวันนี้การทำเกษตรทุกคนก็รู้นะว่า โหร้อนก็ร้อน บทจะแล้งก็ร้อนมาก หรือน้ำท่วมทีไปหมดเลยนะ ดังนั้น มันต้องใช้ ‘วิทยาการสมัยใหม่ บวกกับการคิดแบบคนเมือง’ เข้าไปในภาคการเกษตร ทำให้รู้ว่าวิธีการปกป้องกันคืออะไร วิธียกระดับยังไง ทำแพคเกจจิ้งเพื่อที่จะมาร์เก็ตติ้ง หรือการใช้โซเชียลให้เป็นประโยชน์ โลจิสติกส์ที่เรามีอลังการทั่วประเทศ
ผมว่ามันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องสร้างคนกลุ่มนี้เข้ามา ปีนี้เริ่มแล้วสร้างให้ได้ 100,000 ราย ผ่านไป 2 ปีก็ 2 แสน 4 ปี 4 แสน เรากำลังจะมี 4 แสนคนที่เป็นนิวคัมเมอร์ ที่เข้ามาช่วย และจะไม่ใช่การเกษตรแบบดั้งเดิมอีกแล้ว แต่จะเป็นการเกษตรสมัยใหม่
⦁ ชุมชนอุดมสุข ต่างก็มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน จะทำอย่างไรให้ไม่จบเพียงแค่ชนะการประกวด?
ถ้ามองตามความจริงเลยนะ เกษตรกรหัวขบวนอาจจะประสบความสำเร็จในการประกวดได้ถ้วยรางวัลกลับไป สุดท้ายแขวนอยู่ข้างฝา แต่ถามว่าทำให้คุณผลิตได้ตังค์หรือเปล่า? ตอนนี้เราถึงกำลังแปลงร่างชุมชนอุดมสุข ให้ขายได้ ผมว่า ‘โฮมสเตย์เมืองไทย’ ต้องปรับบทบาท
ถ้าลองไปดูบ้านเมืองนอกที่ทำโฮมเสตย์ คุณภาพของห้องเขาระดับเดียวกับโรงแรม แต่ของเรากลายเป็น การมาอยู่กับชาวบ้าน ซึ่งคนที่จะมาพักกับชาวบ้านเป็นคนเมือง ใครจะว่าอย่างไรก็ตาม แต่ถ้าถามผม คุณเจอฟูกของชาวบ้าน เจอยุงกัด เจอร้อนไม่มีห้องแอร์ เจอห้องน้ำที่ไฟติดๆ ดับๆ เจอตุ๊กแกกับแมงมุมในห้องน้ำ คุณอยู่ไหม?
ขายห้องนึง 500-800 แต่ถ้าทำโฮมสเตย์ภายใต้ความเป็นธรรมชาติ อยู่ในพื้นที่ที่อากาศบริสุทธิ์ อาหารที่เฟรชมากๆ แต่คุณภาพห้องพักได้เลเวลของโรงแรม มันจะทำให้คุณสามารถขายแพคเกจคืนละ 5,000 ผมว่าคนเมืองไปอยู่แบบนี้ สำหรับ 2-4 คน สบายมาก
ดังนั้น มันต้องปรับตรงนี้ ถ้าคุณจะทำให้เขาสามารถมีรายได้ เราก็ต้องพยายามทำให้วิสาหกิจชุมชน หรือเกษตรกรเขารู้ว่า คุณภาพของห้องพักควรจะได้ระดับไหน ที่พักแบบดิบๆ ก็มีตลาดเหมือนกัน แต่ผมว่ามันไม่ Business vibe
บางประโยคฟังแล้วก็จุกเหมือนกัน เวลาเกษตรกรเราไปซื้อของที่เขาทำมา พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘เนี่ย เท่ากับเขาทำนา 5 ไร่ 1 คร็อปเลยนะ’ ทำให้ผมเห็นว่ามันเป็นรายได้ที่ต่ำมากจากภาคการเกษตรดั้งเดิม ดังนั้น เราต้องหาหลักในการสร้างรายได้ให้เกษตรกรหลายรูปแบบ ไม่ว่าจากพืชผลจากบายโปรดักต์ สุดท้ายเลยคือเกษตรท่องเที่ยว Agrotourism ซึ่งผมว่าคนเมืองโหยหาตรงนี้นะ ช่วงลองวีคเอนด์ต้องการที่จะไปอยู่กับธรรมชาติ รายได้ที่กำลังจะออกจากกระเป๋าคนเมือง มันจะไปตกกับเกษตกรจริงๆ ไม่ใช่ไปตกกับ เชนโรงแรมเมืองนอก เรากำลังสร้างให้เป็นอีกแนวความคิดหนึ่ง มุ่งไปสู่ ‘ท่องเที่ยวเชิงเกษตร’ เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกร
⦁ ได้ร่วมกับหน่วยงานภายนอกที่ผลักดันด้านการท่องเที่ยวด้วยไหม?
ธ.ก.ส.ทำเอง เพราะเรามีเครือข่ายชุมชนอุดมสุข อยู่ทั้ง 76 จังหวัด เรามีเกษตรกร 4 ล้านกว่าคน มีเงินทุนในการให้สินเชื่อ คือถ้าเริ่มต้นประสาน แค่นัดประชุมก็คง 6 เดือนไปแล้ว ผมน่าครบวาระพอดี (หัวเราะ)
ซึ่งหลายที่ยกระดับคุณภาพไปเรื่อยๆ นะ แต่อาจจะยังไม่ได้มาตรฐานเท่าที่ควร อย่างล่าสุดไปที่เกาะช้าง เป็นฟาร์มหอยนางรม นั่งเรือไปถึงอากาศก็ดี เฟรชมาก สโลว์ไลฟ์เลย แต่พอเปิดเข้าไปห้องนอน ผมบอกเลย แล้วจะอยู่ยังไง? ถ้าเรายกระดับโฮมสเตย์ของลูกค้า มีแอร์ น้ำอุ่น ไม่มีตุ๊กแก แมลงสาบ ยุง เอาสัก 4,000 ผมว่าคุณขายได้อยู่แล้ว และขายผ่านเว็บไซต์ของ ธ.ก.ส.ได้ด้วย
⦁ นอกจากฟาร์มสเตย์ มีแนวทางไหนที่ชาวบ้านทำสำเร็จมาแล้วบ้าง?
อย่าง ‘ฟาร์มสุข’ ที่ จ.ศรีสะเกษ ลูกค้าเคยเป็นคุณครู สามีเป็นอาจารย์เครื่องกล ลูกชายคนโตจบวิศวะ เขาปลูกมะเขือเทศแนวดิ่งได้ แล้วมีเครือข่ายผ่านโครงการฟื้นฟูศักยภาพลูกค้าของเรา ทำเกษตรกรใกล้เคียงมาซื้อตัวสำเร็จรูปไปสร้างอาชีพ แล้วเขาเองก็รวบรวมให้ด้วยนะ ผมว่ามันเป็นเรื่องจิตสาธารณะ ในการที่จะไม่รวยคนเดียว มันช่วยยกระดับคุณภาพของเกษตรกรรายย่อยคนอื่นๆ ในพื้นที่ใกลเคียงได้
ผมว่านี่คือรากฐานของวิสาหกิจชุมชน แทนที่เราคนเดียวจะต้องลงทุนซื้อที่ดิน 100 ไร่ ก็ไม่ต้องแล้ว ไปกวักมือเรียกที่ข้างๆ มา คนละ 10 ไร่ ผลิตแบบเดียวกัน ควบคุมต้นทุนเหมือนกัน ใช้เทคโนโลยีเดียวกัน ทำการตลาดทีเดียวแต่มันได้ทั่งวอลลุ่มและลด Cost ด้วย ผมว่ามันเป็นอะไรที่เราวาดหวัง จากการสร้างฐานวิสาหกิจชุมชน ธ.ก.ส.
⦁ ช่วงอายุของลูกค้าที่เป็นเกษตรเจนใหม่ มีแนวโน้มมากขึ้นหรือน้อยลง?
ผมว่าแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะน้อยลง อีก 10 ปีเราจะมีลูกค้า 70 ปีครึ่งหนึ่งในพอร์ต ดังนั้น ปีนี้เราจึงตั้งเป้าสร้างปีละ 1 แสน
เรากำลังจะมี 400,000 New technology Farmer ที่เข้ามาในภาคเกษตร
จะทำให้เราไม่ทรุดลงไปมากกว่านี้ และแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ
อธิษฐาน จันทร์กลม

