หน้าแรก ประชาชื่น ร้อยเรื่องราว...

ร้อยเรื่องราว‘ประวัติจีนกรุงสยาม’ ชุมชน ผู้คน กองทัพ สัมพันธ์ลึกที่ต้องรู้

14.07.25 | 12:31 น.

บลงแล้วอย่างงดงามวานนี้ สำหรับเทศกาล “Thai-Chinese Golden Fest เทศกาลร้อยเรื่องราวไทย-จีน” โดย ‘เครือมติชน’ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน 50 ปี ระหว่างวันที่ 11 กรกฎาคม-13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ณ True Digital Park อาคาร West ชั้น 2 กรุงเทพฯ

ประชาชนคนไทยเชื้อสายจีนและหลากหลาย ร่วมเข้าชมงานอย่างคึกคักทั้ง 3 วัน ไม่ว่าจะเป็น 

นิทรรศการ “จีนไทย ก้าวไปด้วยกัน” พร้อมทั้งจับจองเก้าอี้เพื่อรอฟังทอล์กในช่วงบ่าย 

หนึ่งในหัวข้อที่ได้รับความสนใจลงทะเบียนจับจองพื้นที่เต็มทุกเก้าอี้ คือ ‘ประวัติจีนกรุงสยาม’ ชื่อเดียวกับหนังสือชุด 3 เล่มขายดีติดอันดับ 

Advertisement

ผลงาน พิมพ์ประไพ พิศาลบุตร และ เจฟฟรี ซุน ซึ่งควงแขนเป็นวิทยากรคู่ ร่วมด้วย ปริวัฒน์ จันทร นักเขียนและนักเดินทาง เจ้าของผลงาน เจิ้งเหอ แม่ทัพขันที “ซำปอกง” ดำเนินรายการ โดย สมชาย แซ่จิว ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์จีน-ไทย

บทบาทเศรษฐกิจ ‘ขุนนางจีนสยาม’ ไม่ข้ามฝั่งคุมการเมือง

เปิดเวทีด้วยมุมมองของ เจฟฟรี ซุน ที่เกริ่นว่าหนังสือชุดนี้เกี่ยวข้องกับ 3 อาณาจักรสำคัญของไทยเริ่มตั้งแต่อยุธยา ซึ่งชนชาวจีนก็มองว่าเป็นเมืองท่าที่สำคัญเมืองหนึ่งในอุษาคเนย์ โดยในการปกครองในสมัยนั้น ก็ยังดูแลชาวจีนเพียงแค่ในด้านการเศรษฐกิจ แต่สำหรับการเมืองการปกครองนั้น ยังอยู่ในมือของชาวสยาม หรือราชสำนัก

เจฟฟรี ซุน

“จีนมีตำแหน่งขุนนางจีนสยามก็จริง แต่ก็เป็นผู้ที่ดูแลในเรื่องเศรษฐกิจเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้ข้ามฝั่งมาในด้านทางการเมืองและการทหาร แต่ระบบนี้ในที่สุดก็พังทลายไปพร้อมกับการล่มสลายของราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา จนต่อมาพระเจ้าตากสินก็ขึ้นมาก่อตั้งราชอาณาจักรกรุงธนบุรี ซึ่งไม่กี่ปีก็
ล่มสลายลงไปอีก แล้วก็เกิดราชวงศ์ใหม่ขึ้นมา คือ ราชวงศ์จักรี ซึ่งก็ดำรงสืบต่อมา และสถาพรมาจนถึงทุกวันนี้

จากนั้น กรุงรัตนโกสินทร์ก็ไปนำเอาระบบเก่ามาอีก คือการที่เอาคนจีนเข้ามาให้มีบทบาททางเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้ให้อำนาจทางการเมืองและการทหารที่ยังคงอยู่ในราชสำนักสยาม 

ซึ่งในหนังสือเล่มนี้จะมีบุคคลชาวจีนคนสำคัญ ที่มีบทบาทมากมายในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจต่างๆ มากมาย” เจฟฟรีระบุ

เฉลยเหตุใช้คำ ‘ทัพพระเจ้าตาก’ คือ ‘ทัพจีน’ เปิดข้อสันนิษฐาน ทำไมต้องใช้ 2 แม่ทัพ?

ด้าน พิมพ์ประไพ กล่าวประเด็นน่าสนใจ โดยอธิบายสาเหตุที่ใช้คำในหนังสือว่า ทัพของพระเจ้าตากสินฯ เป็น ‘ทัพจีน’ เนื่องจากในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ระบุไว้อย่างเด่นชัดว่า ผู้ที่ตีค่ายโพธิ์สามต้น เป็นทัพจีนและมีแม่ทัพหน้า 2 คน คือ กองพระยาพิพิธ กับ พระยาพิชัย ซึ่งหากอยากรู้เรื่องราวเหล่านี้ ก็ต้องซื้อหนังสือชุดนี้ เพราะใช้เวลาค้นคว้านานมากกว่าจะรู้ชื่อและแซ่ของท่านเหล่านี้

พิมพ์ประไพ พิศาลบุตร

“คุณเจฟฟรีเป็นนักเขียน ซึ่งจะเห็นว่าวรรณศิลป์ดีมาก ส่วนดิฉันเป็นนักคุ้ยข้อมูล จากตอนแรกที่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องใช้แม่ทัพหน้าถึง 2 คน เราคุยกันเรื่องการเมืองและการเกณฑ์ทหาร เจฟฟรีก็เล่าว่า ตอนเด็กสิงคโปร์เขาเกณฑ์ทหารเหมือนกัน โดยคำสั่งเดินหน้า ถอยหลัง หยุด ซ้ายหัน ขวาหันแล้วนั้น ในสิงคโปร์เขาใช้ภาษาฮกเกี้ยนหมดเลย 

จึงสงสัยว่า มี 2 ทัพ โดยทัพหนึ่งเป็นแต้จิ๋ว อีกทัพหนึ่งเป็นทัพฮกเกี้ยนแน่ เพราะถ้าแม่ทัพเป็นแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยนก็ไม่ฟัง แม่ทัพเป็นฮกเกี้ยน แต้จิ๋วก็ไม่ฟัง ดังนั้นคำสั่งในการรบและการพูดก็แตกต่างกัน ซึ่งมันก็อาจจะเป็นสาเหตุก็ได้” พิมพ์ประไพเสนอข้อคิด

ส่องคำให้การขุนหลวงหาวัด หมู่บ้านจีนผุดทั่วอยุธยา

จากนั้น พิมพ์ประไพย้ำว่า ตนไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ แต่วันนี้จะมาเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ผ่านโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ รวมถึงแผนที่

“จากคำให้การของขุนหลวงหาวัด ปรากฏว่า ชาวต่างชาติจะมีหมู่บ้านของตนเองเพียงชาติละหนึ่งหมู่บ้าน แต่ของจีนมีเต็มไปหมดเลยทั่วอยุธยา มีทั้งตลาดนายก่าย สำเภาล่ม ป้อมเพชร คลองปากข้าวสาร คลองสวนพลู และคลองตะเคียนซึ่งมีโรงชําเราบุรุษ เราก็จะเจอแล้วว่าตรอกโคมเขียวอยุธยาอยู่ตรงไหน

ส่วนตลาดนายก่ายเป็นตลาดบนถนนในเมืองที่คนพลุกพล่านที่สุด อยู่ใกล้ๆ ป้อมเพชร พอเดินเข้าไปจะถูกอธิบายว่า มันเหมือนสำเพ็ง พาหุรัด มีทั้งพ่อค้าแขก พ่อค้าจีนเต็มไปหมด และอยู่ติดกัน แค่ดูแผนที่ก็จะเห็นว่ามีความแออัด

สำหรับคลองสวนพลูจากวัดพนัญเชิงวรวิหาร ขนานไปกับแม่น้ำเจ้าพระยามีตำนานหลวงพ่อซำปอกง ซึ่งก็ต้องพูดถึงเจิ้งเหอ” พิมพ์ประไพระบุ

กองเรือ ‘เจิ้งเหอ’ เล็ก-ใหญ่หลายร้อยลำ สมุทรยาตราสู่กรุงศรี 618 ปีล่วงมาแล้ว

เมื่อมาถึงเรื่องของเจิ้งเหอ ก็ต้องส่งไมค์ไปยัง ปริวัฒน์ ซึ่งเสริมว่า ทุกวันนี้ถ้าเราไปวัดพนัญเชิง ฝั่งตรงข้ามมีสุสานคนจีนขนาดใหญ่ ถัดขึ้นไปมีศาลเจ้าพ่อปากน้ำแม่เบี้ย 

ปริวัฒน์ จันทร

ส่วนบริเวณข้างวัดพนัญเชิง มีศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก

“ปีนี้นอกจากครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีนแล้ว ปีนี้ก็ยังครบรอบ 620 ปี ของการออกสมุทรยาตราครั้งที่ 1 ของแม่ทัพเจิ้งเหอ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ซึ่งเมื่อ 20 ปีที่แล้วผมยังได้คุยกับศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์เกษตรศิริ อยู่เลยว่าเราเคยจัดงานเสวนาระดับประเทศขนาดใหญ่ที่หอประชุมกองทัพเรือ โดยมูลนิธิสมาคมตำราสังคมศาสตร์ฯ และมูลนิธิโตโยต้า

ตอนนั้นจากความสัมพันธ์ไทย-จีน 30 ปี และ 600 ปี ความสัมพันธ์เจิ้งเหอ และซำปอกง โดยอาจารย์ชาญวิทย์ก็ได้ขึ้นเวทีด้วย” ปริวัฒน์กล่าว

ปริวัฒน์กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ในการออกสมุทรยาตราครั้งแรก เจิ้งเหอยังไม่ได้เข้ามาที่อยุธยา แต่น่าจะเข้ามาในครั้งที่ 2 เมื่อ ค.ศ.1407 ซึ่งกองเรือขนาดใหญ่โตมาหลายร้อยลำ มีลูกเรือ 2 หมื่นกว่าคน

“เรือมีหลายไซซ์ ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก เข้ามาทางปากแม่น้ำเจ้าพระยา น่าจะ 70 กิโลเมตรได้ 

เวลากองเรือเจิ้งเหอไปถึงไหนไม่ได้กลับทั้งหมด ส่วนหนึ่งก็ตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่นั้นๆ ฉะนั้น ชุมชนจีนเก่าในอยุธยาก็น่าจะมีมาตั้งแต่สมัยเมื่อ 618 ปีที่แล้ว (เมื่อเข้ามาครั้งที่ 2) ตามบันทึกของหม่าฮวนที่ได้เขียนบันทึกเอาไว้ ซึ่งต้องอ่านหนังสือชุดประวัติจีนกรุงสยาม เพราะเราไม่สามารถเล่าได้บนเวทีนี้ทั้งหมด” ปริวัฒน์ทิ้งท้าย

นับเป็นเรื่องราวเข้มข้นหลากหลายที่ชวนคิดต่อ ค้นต่อ เชื่อมโยงสายใยจีน-ไทยให้ยืนนานสืบไปชั่วกัลปาวสาน

ภูษิต ภูมีคำ