3 นักวิชาการรุมถก
‘สุจิตต์’คิดนอกกรอบ
‘การค้า’กระตุ้นเกิด‘ภาษา-คนไทย’
รสชาติใหม่‘ปาฐกถา สุภา ศิริมานนท์’
‘การค้าภายในเมื่อหลายพันปีมาแล้ว กระตุ้นให้มีภาษาไทยและคนไทย’
คือหัวข้อปาฐกถาเข้มข้นจากปาก สุจิตต์ วงษ์เทศ ยิงยาวราวกับหนังแอ๊กชั่น ฟาดด้วยหลักฐานแบบฉากต่อฉาก นานกว่า 1 ชั่วโมง 20 นาที
แค่เพียงชื่อหัวข้อก็ชวนฉงนจน ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ถึงกับเอ่ยปากว่า ครั้งนี้สุจิตต์วิเคราะห์ประวัติศาสตร์แบบใหม่ ด้วยการวิเคราะห์การกระตุ้นให้เกิด ‘ภาษาไทย’ จากปัจจัยการค้า
ด้าน ดร.คริส เบเกอร์ นักประวัติศาสตร์คนดัง ฟังจบแล้วถึงกับจับไมค์รีแคปว่า ความน่าสนใจครั้งนี้ คือ การตั้งโจทย์ที่เปลี่ยนไป จากในอดีตที่โฟกัสการเคลื่อนของคน (ไทย) มาสู่การขุดรากกำเนิด ‘ภาษา’ จากพลวัตของคนในพื้นที่ (ราบลุ่ม) นี้เอง
พร้อมด้วย รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือตัวตึงด้าน ‘มานุษยวิทยาภาษา’ ร่วมไขโจทย์ที่มาของคำว่า ‘คนไทย’ แปลว่า อิสระ จริงหรือ?
นับว่า การเปิดห้องสมุดให้มาล้อมวงนั่งฟังวงถก ‘รสชาติใหม่’ ภายในงาน “ปาฐกถาสุภา ศิริมานนท์ 2568” ณ ห้องศูนย์บรรณสารสนเทศ ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
‘สุจิตต์’ คิดนอกกรอบ
มอง‘การค้า’กระตุ้นเกิด‘ภาษา’
เริ่มด้วยมุมมองของ ศ.ดร.ผาสุก ที่ว่า จากปาฐกถาของ สุจิตต์ ทำให้เห็นว่าการก่อตัวของภาษา มันถูกโยงกับวิถีของการผลิตสินค้า ซึ่งต้องมีแรงงานจำนวนมาก เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับโลหะ ทองแดง หรือสำริด

“ไม่ใช่ว่าใครไปขุดขึ้นมา แล้วก็เอาไปขายได้เลย มันต้องมีเทคโนโลยีที่ต้องทำให้มันกลายอย่างอื่น แล้วจึงเอาไปขายต่อได้ จนเกิดความสัมพันธ์ของผู้คนที่มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และภาษาที่ใช้สื่อสารกัน”
จากนั้น ศ.ดร.ผาสุกขยายต่อว่า สุจิตต์ก็ได้พูดถึงรายละเอียดต่างๆ ที่ท่านได้ไปค้นพบในแง่ของหลักฐาน บางทีก็อ้างถึงงานของ จิตร ภูมิศักดิ์ และงานชิ้นต่างๆ เอามาประกอบกัน
“เราได้เห็นความพยายามของคุณสุจิตต์ ที่ชี้ให้เห็นปัจจัยทางเศรษฐกิจจากการค้ากับจีน จึงเป็นหลักฐานสำคัญว่า เราจะเข้าใจการก่อตัวของภาษา และการเปลี่ยนไปตามลักษณะต่างๆ ตามแต่ละพื้นที่ภูมิประเทศ
รวมถึงการผลิตดังกล่าวมันเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ เนื่องจากการผลิตมันไม่ใช่เรื่องง่าย มันจึงเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจด้วย โดยคุณสุจิตต์ก็พยายามชี้ให้เห็นว่า การที่คุณจะควบคุมให้คนเข้ามาช่วยกันนี้ คุณต้องมีอำนาจชักจูงให้เข้ามา หรือบังคับให้เกิดระบบการเกณฑ์แรงงานอะไรต่างๆ” ศ.ดร.ผาสุกเล่าภาพรวม
ก่อนจะเสนอว่า โอเค เราต้องยอมรับว่า สิ่งที่คุณสุจิตต์ได้อธิบายมา มีความเป็นเศรษฐศาสตร์เยอะ ทีนี้พอการจะรวบรวมออกมาให้มันเป็นระบบ หรือทฤษฎี ซึ่งคิดว่าคุณสุจิตต์อาจจะต้องไปโยงถึงตัว ที่สร้างความเกี่ยวโยงทั้งสองอย่างนี้ โดยทำให้มันเป็นการเล่าเรื่องเกี่ยวกับ ‘ภาษา’ และ ‘การค้า’ ซึ่งภาษาก็มีการเปลี่ยนแปลง และปรับตัวเองไปตามการค้าขายที่มีหลายระดับ
จากนั้น ศ.ดร.ผาสุกขมวดประเด็นช่วงท้ายว่า สุจิตต์พยายามจะคิดนอกกรอบ แล้วก็เห็นว่าความเป็นชาติไทยจากการนิยามเรื่อง ‘ไทย’ หรือ ‘ไม่ไทย’ มันมีความคับแคบ ซึ่งมันยึดโยงกับการกุมอำนาจ มันไม่ได้มีการขยายความคิดเท่าสักเท่าไร
“แกก็เลยพยายามคิดนอกกรอบ แล้วก็ไปหาอ่าน ไปนั่งคิดเอง แล้วก็มาเล่าให้เราฟังในนั้น คือ ถือว่าเป็นเรื่องเล่าคุณสุจิตต์ที่ไปค้นพบในสิ่งที่ค้นว่า ทำไมความเป็นไทยถึงถูกกำหนดแบบนี้ และมันถูกควบคุม แทนที่มันจะช่วยให้เรามีแนวคิดที่กว้างขวางไปมากขึ้นกว่านี้” ศ.ดร.ผาสุกขยายความ
ตั้งต้นตีโจทย์ใหม่
‘ภาษาไทย’เกิดขึ้นมาได้อย่างไร?
ต่อมา ดร.คริส เบเกอร์ นักประวัติศาสตร์ชื่อดัง จับไมค์ขยายประเด็นด้าน ‘ภาษา’ ว่า ตนจะพูดเรื่อง Monolingual society (สังคมเอกภาษา) หมายความว่า สังคมที่คนจะพูดเพียงภาษาเดียว เช่น เมืองไทยพูดภาษาไทยเดียว พูดภาษาอื่นไม่ได้ หรือ คนเยอรมันพูดภาษาเยอรมัน หรือคนฝรั่งเศสพูดภาษาฝรั่งเศส เป็นภาษากลางของประเทศ

“แต่ถ้าย้อนกลับไป 200-300 ปี โลกมันไม่ใช่แบบนี้เลย เขาบอกว่า ส่วนมากในยุโรปแต่ละหมู่บ้าน คนจะพูดภาษาแต่ละถิ่น ซึ่งแตกต่างจากภาษาของหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลออกไปสักหน่อย เพราะว่าไม่ได้แลกเปลี่ยนกันตลอด ซึ่งแต่ละหมู่บ้านก็จะพัฒนาภาษาถิ่นของเขาเอง ซึ่งมันแตกต่างมากๆ จากสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ประเทศส่วนใหญ่พูดกันภาษาเดียว” ดร.คริสเริ่มเกริ่นประเด็น
ก่อนจะขยายต่อว่า ถ้าเราพูดเรื่องของภาษา มันซับซ้อนมากและไม่คงที่ ตนจำได้เลยว่าช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งนั้น ตนได้ไปทำวิจัยกับทีมในภาคอีสาน คือ ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์
“ผมนั่งกินกาแฟ แล้วก็คุยกับคนที่นู้นที่มาคุยด้วย ผมก็ถามเขาว่าเขาเป็นคนที่ไหน เขาบอกว่า เขาเป็นคนไทย แต่ผมถามไปอีกว่าแต่คุณพูดมีสำเนียงลาว เขาก็บอกว่า ‘ใช่’ สำเนียงลาว กับ ไทยเหมือนๆ กัน ไม่ต่างกันเท่าไหร่
แล้วต่อจากนั้น ก็มีเพื่อนเขาเดินเข้ามา เขาพูดภาษาเขมร ผมก็ถามเขาว่า คุณเป็นคนเขมรใช่ไหม? เขาบอก ก็ที่นี่มันเมืองสุรินทร์ แต่ตอนเด็กคุยกับพ่อแม่เป็นภาษากุย ฉะนั้นเขาเป็นกุย เขมร ลาว ไทย” ดร.คริสแชร์มุมผ่านตา
จากนั้นขมวดกลับมาประเด็นเสวนาว่า วันนี้ที่ได้เข้าฟังคุณสุจิตต์ มันน่าสนใจว่า คำถามของเขาเปลี่ยนแปลงอย่างไรจากเมื่อ 30 ปีก่อน ผมจำได้ว่าเคยเขียนบทความเกี่ยวกับคุณสุจิตต์ลงหนังสือพิมพ์ ซึ่งตอนแรกคำถามของเขามีอยู่ว่า “คนไทยมาจากไหน?”
สมัยนั้นกลุ่มของเขาเคยไปที่จีน แล้วเจอว่าคนที่นู่นพูดภาษาใกล้เคียงกับไทยมาก บอกว่า โอ้โห คนไทยมาจากจีน ต่อมาเขาก็เปลี่ยนว่า ‘คนไทยอยู่ที่นี่’ ไม่ใช่มาจากอัลไต แต่อยู่ที่นี่ตลอด
“ตอนนี้คำถามมันเปลี่ยน ซึ่งวิธีการตั้งคำถามที่เปลี่ยนนี้ มันน่าสนใจ เพราะเขากำลังจะบอกว่า คนผลิตภาษาไทยอยู่ที่นี่” คริสพุ่งตรงเข้าเป้า
‘ภาษา’ คือ กุญแจไขปริศนา
แกะรหัสความเชื่อมโลกทัศน์
ปิดท้ายด้วย รศ.ดร.ยุกติ ที่กล่าวว่า สิ่งที่สุจิตต์มาพูดวันนี้ เราทั้งหมดเพิ่งจะฟังเดี๋ยวนี้ แล้วเราต้องคิดว่าจะพูดอะไรต่อเลย คือ เป็นเรื่องที่ยากมาก เตรียมอะไรไม่ได้เลย ซึ่งแต่ละท่านก็พูดเสนอได้อย่างน่าสนใจ
มันมีแนวคิดเกี่ยวกับภาษาอย่างหนึ่ง คือ ภาษามันเป็นส่วนในการสร้างโลกทัศน์ให้กับคนที่พูดภาษานั้น หรือถ้าพูดแบบปรัชญาเลย คือ คนที่พูดภาษาไม่เหมือนกัน มันไม่ใช่แค่ว่าคุณแปะป้ายให้กับสิ่งต่างๆ คนละป้ายกัน แต่ว่าคุณอยู่กันคนละโลก

“อย่างคำว่า ผีเสื้อ ไม่เกี่ยวอะไรกับการบินเลย แต่ว่า Butterfly มันมี แล้วคุณอาจจะนึกว่า เนย มันบิน (Fly) ได้ยังไง มันดูตลกดี แล้ว ‘ผี’ มันไปเกี่ยวอะไรกับ ‘เสื้อ’ อันนี้มันแสดงให้เห็นว่า มันเป็นคนละคอนเซ็ปต์ มันเข้าใจโลกที่ต่างกันเลย” รศ.ดร.ยุกติเทียบภาพชัด
จากนั้นขยายต่อจากสิ่งที่ ดร.คริสกล่าวถึงว่า เมื่อก่อนสุจิตต์สนใจเรื่องการเดินทางของคน แต่ตอนนี้มาพูดเรื่องการเดินทางของภาษา แล้วเมื่อภาษามันเดินทางแล้วเนี่ย โลกทัศน์มันเดินทางมาด้วยหรือเปล่า?
รศ.ดร.ยุกติมองว่า สิ่งหนึ่งที่ตนคิดคือ มันอาจเกิดจากการผูกเชื่อมกัน ตอนที่เกิดการค้า ข้อสอง คือ อาจจะผูกเชื่อมกันระหว่างสร้างรัฐในที่ราบ โดยถ้อยคำในตระกูลภาษาไท มันมีคำร่วมที่เกี่ยวกับชุดความคิดที่มันอาจจะมีร่วมกัน เช่น คำว่า เมือง ผี เสื้อ หรือขวัญ
ชุดความคิดหนึ่งๆ ที่มีความเข้าใจต่อโลกบางอย่าง มันก็เดินมาด้วยพร้อมกับภาษาที่เดินทางมาด้วย ตรงนี้ตนคิดว่า มันอาจจะช่วยไขปริศนาอะไรได้มากขึ้น
“ปัญหามันอาจจะอยู่ที่ว่า ปัญญาชนสยามในยุคต่อมา อาจจะมองไม่เห็น หรือ ละทิ้งความเชื่อมโยงตรงนี้ไปด้วยหรือเปล่า หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเรากำลังไปหลงอยู่กับว่า สุวรรณภูมิอยู่ตรงนี้
กลายเป็นว่า ถูกมองเพียงว่าเป็นที่บรรจบของโลกอินเดียกับโลกของจีน แล้วโลกของไท หรือไต ดั้งเดิมก็อาจจะถูกเจือจางลง ซึ่งหนึ่งในคนที่เคยพยายามดึงเรื่องนี้กลับมา คือ จิตร ภูมิศักดิ์” รศ.ดร.ยุกติชูจุดแรก
คนไทยมาจากไหน?
ความหมาย 2 นัย ‘ชาติพันธุ์-การเมือง’
จากนั้น รศ.ดร.ยุกติเคลียร์ประเด็นที่สุจิตต์ทิ้งคำถามโต้งๆ ถึงเจ้าตัวว่า ‘คนไท’ หรือ ‘คนไทย (มี ย.ยักษ์)’ ซึ่งคนที่พูดภาษาเดียวกันนี้ เขาเรียกตัวเองว่า คนอะไรกันแน่ ซึ่งเขาก็มีชื่อเรียกตัวเองได้หลายอย่าง?
รศ.ดร.ยุกติกล่าวว่า มันมีข้อเสนอหนึ่ง ที่ผมพูดมาตลอดและอาจจะคิดต่อจาก จิตร ภูมิศักดิ์ ตามหนังสือ ‘ความเป็นมาของคำสยามฯ’ ซึ่งเขาพยายามไขปริศนาคำว่า ‘สยาม’ แต่พร้อมๆ กันนั้นก็มีคำว่า ‘ไทย’ อยู่ด้วยเป็นคู่กัน
“ข้อสรุป คือ คำว่า ‘สยาม’ เป็นคำเรียกคนกลุ่มอื่นที่เรียกคนกลุ่มนี้ แต่คนกลุ่มนี้มักจะเรียกตัวเองว่า ‘ไท’ แต่ไม่ได้เรียกตัวเองว่าไท เพราะมีคนเหล่านี้ที่เขาเรียกตัวเองว่าอย่างอื่นด้วย เช่น ลื้อ หรือลาว
จากที่ผมได้เดินทางไปหลายที่ คำว่า ‘ไท’ หรือคำว่า ‘ไต’ ก็มีการใช้เรียกตัวเองเหมือนกัน อันนี้คือความหมายหนึ่ง ส่วนในอีกแง่หนึ่ง ก็มีความกำกวมในการระบุว่า ‘ตัวเองคือใคร’ (สังกัด) แล้วบอกว่าคนนั้น ‘ไม่ใช่เรา’ ” รศ.ดร.ยุกติเจาะดีเทลเข้ม
จากนั้น รศ.ดร.ยุกติเสนอว่า ตนคิดว่ามันมีความหมายซ้อนกัน 2 อย่าง คือ ความหมายหนึ่งอาจจะหมายถึง ‘ชาติพันธุ์’ หรือ การระบุตัวตนว่า ฉันคือพวกนี้-ฉันคือพวกนั้น เป็นการบอกว่า เราเป็นพวกเดียวกันหรือไม่ใช่
แต่อีกความหมายหนึ่ง มันคือความหมาย ‘ทางการเมือง’ อย่างที่บอกว่าถ้าคุณเป็นไทย แสดงว่าคุณอยู่ในสังกัดทางสังคมเดียวกันกับเรา แต่มันจะมีสร้อยต่อว่า ไทอะไร ไทบ้านนี้ ไทเมืองนั้น ไทนั่น ไทนี่
“ฉะนั้น คำว่า ‘ไท’ เคลื่อนจากการระบุว่า เป็นพวกเดียวกัน กลายมาเป็นพวกเดียวกันที่มีสังกัด และถ้าไม่ใช่ไท ก็เป็นพวกที่ไม่มีสังกัด หรือนอกสังกัด” รศ.ดร.ยุกติไขคำตอบ
ชวนคุ้ยหลักฐานถก
‘คนไทย’ แปลว่า อิสระ จริงหรือ?
ต่อมาเคลียร์ประเด็น ‘คนไทย’ แปลว่าอิสระจริงหรือไม่นั้น? รศ.ดร.ยุกติกล่าวว่า ข้อเสนอของผม อาจจะต่อเนื่องมาจากของ จิตร ภูมิศักดิ์ คือเวลาที่ใครบอกว่า ‘คนไท’ เป็นคนที่มีเสรีภาพเนี่ย ตนไม่เห็นด้วย
“การเป็นไท คือ การมีสังกัด แล้วการที่มีสังกัดคุณจะบอกว่า มันมีเสรีภาพได้อย่างไร? มันไม่ใช่ โดยคำที่ตรงข้ามกับคำว่า ไท ในความหมายนี้ คือ คำว่า ‘ข้า’ เพราะการที่เป็นข้ามันมีอิสระ หรือ อยู่นอกสังกัดของรัฐมากกว่า” รศ.ดร.ยุกติยกข้อถกชัด
ก่อนจะกล่าวว่า สุจิตต์เสนออย่างหนึ่งว่า ในสมัยอยุธยานั้น ความหมายของการเป็นไท มันมี ‘อิสระ’ ในแง่ที่ว่ามันเหมือนการได้ประกอบอาชีพอย่างอิสระ ซึ่งอันนี้ก็ต้องเป็นเรื่องที่พิสูจน์ต่อไป อันนี้ยังบอกไม่ได้ว่ามันเป็นอย่างไรกันแน่
“ผมเคยแลกเปลี่ยนและก็ได้เรียนรู้อะไรจากคุณสุจิตต์เยอะว่า คำว่า ไท ที่ปรากฏในเอกสาร ลาลูแบร์ พูดถึงอยุธยา มันมีคำว่า ไทใหญ่ ไทน้อย ไทสยาม ซึ่งก็จะเป็นการระบุ ‘อัตลักษณ์’ แบบหนึ่งเหมือนกัน แต่คำว่า ‘ไท’ ในความหมายที่ว่าเป็นอิสระเนี่ย แกก็เสนอว่ามันมีความเป็นไปได้ว่า
สมัยอยุธยามันมีความเป็นไท หรือมีความเป็นอิสระอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้อิสระในความหมายที่เรามักจะถูกสอนที่ว่า ‘อิสระจากเขมร’ มันอาจจะไม่ได้มีความหมายในลักษณะที่ยิ่งใหญ่อย่างนั้น
แต่คำว่า ‘ไท’ มันมีความหมายในแง่ที่ว่า คุณประกอบอาชีพอิสระ ก็เป็นไท ซึ่งอันนี้ก็คงเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันต่อไป” รศ.ดร.ยุกติฝากไว้ให้คิดต่อ
นับเป็นรสชาติใหม่ของปาฐกถา สุภา ศิริมานนท์ ที่ชวนให้ลิ้มลองแล้วมองมุมกว้างในเส้นทางประวัติศาสตร์เศรษฐศาสตร์อุษาคเนย์และไทยในอดีตกาลก่อนถึงวันนี้

