ลมหวนจากซัวเถา
‘งิ้วแต้จิ๋ว’ ทูตวัฒนธรรม ความทรงจำโพ้นทะเล
สานใจไทย-จีน สร้างฝันประชาคมแห่งมิตร

แม้ผันแปรเปลี่ยนผ่านไปหลายศตวรรษ ทว่า ‘งิ้วแต้จิ๋ว’ ยังยืนยงคงกระพันมากว่า 590 ปี
เปล่งเสียงขับขานเรื่องราวแห่งอดีตจากถิ่นกำเนิดจีนแผ่นดินใหญ่ นับตั้งแต่ยุคราชวงศ์ซ่งและหยวนเป็นต้นมา
ด้วยลีลาอันวิจิตรบรรจงของ เสียงร้อง สำเนียงแต้จิ๋ว ที่ฟังแล้วนุ่มนวลแต่ทรงพลัง ขับกล่อมให้เคลิบเคลิ้มราวกับบทกวีจากท้องทะเล
ทุกบทเพลงประกอบการแสดงล้วนเป็น ‘ดนตรีพื้นบ้าน’ ที่ไพเราะจับใจ เมื่อผสานกับท่วงท่าการเคลื่อนไหวที่อ่อนช้อยและประณีต จึงเกิดเป็นการแสดงที่ไม่เพียงเล่าเรื่อง หากยังสะท้อนกลิ่นอายทางวัฒนธรรม ความเชื่อ และรีคอลถึงรากเหง้าชุมชนจีนโพ้นทะเลได้อย่างลึกซึ้งถึงแก่น
ส่งให้ศิลปะการแสดงแขนงนี้โดดเด่นเป็นที่เลื่องลือใน ‘เอกลักษณ์’ ที่ยังคงสง่างาม ทรงคุณค่าท่ามกลางยุคปัจจุบัน
เพื่อสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ในฐานะมีเลือดเนื้อเชื้อไขไม่ต่างจากลูกหลาน

กลุ่มซีพี ไทยเบฟ พร้อมด้วยพันธมิตร ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จึงร่วมกันถ่ายทอดวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า จัดแสดงงิ้วแต้จิ๋วสุดอลังการ ‘มหาอุปรากร สะท้านปฐพี’
ชวน ‘คณะงิ้วกึงตังเตี่ยเกี๊ยะอี่อิ๊กท้วง’ ระดับนัมเบอร์วันจากเมืองซัวเถา แห่งมณฑลกวางตุ้ง มาโหมโรงอย่างยิ่งใหญ่กลางทรูไอคอน ฮอลล์ ไอคอนสยาม เผยแพร่มรดกทางภูมิปัญญาให้คนไทยได้ร่วมเชยชม จัดเต็ม 16 เรื่อง ตลอดหนึ่งสัปดาห์เต็ม เมื่อวันที่ 10-16 กรกฎาคมที่ผ่านมา
มัดรวมฉากเด่นจากบทละครสิบเรื่อง เล่าผ่านเครื่องแต่งกายสุดวิจิตรและบทบาทของตัวละครอันทรงพลัง
เพื่อเป็นสะพานวัฒนธรรมเชื่อมความทรงจำ ร่วมฉลอง 50 ปีมิตรภาพไทย-จีน
มากกว่าการแสดง
‘ทูตวัฒนธรรม’ รีคอลความทรงจำโพ้นทะเล
เพื่อทำความรู้จัก ‘งิ้วแต้จิ๋ว’ ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ต้องย้อนไปถึงวิวัฒนาการที่ผันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
เดิมเป็นเพียงการแสดงเล็กๆ เพื่อความรื่นเริงใจ ก่อนชื่อเสียงจะขจายกึกก้อง ‘งิ้วแต้จิ๋ว’ ในวันนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อความบันเทิงอีกต่อไป หากแต่ถูกพัฒนาหยิบยกขึ้นมาชู ในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตจิตใจ
เป็นหลักฐานทางจิตวิญญาณที่ยังมีชีวิต จนได้รับการขนานนามว่า ดอกไม้แห่งภาคใต้
เป็น ‘ทูตวัฒนธรรม’ ที่เชื่อมโยงผู้คนกับรากเหง้าและความทรงจำของบ้านเกิดได้อย่างทรงพลัง จนกลายเป็นกระบอกเสียงที่บอกเล่าตัวตนของชุมชนเป็นที่เรียบร้อย
เพราะ ‘สำเนียงแต้จิ๋ว’ ที่เปล่งออกจากเวทีงิ้ว คือเสียงแห่งความผูกพัน ที่พาผู้ชมหวนกลับไปรำลึกถึงบ้านเกิดเมืองนอนในมณฑลกวางตุ้งตะวันออก ฝูเจี้ยนตอนใต้ เกาะไหหลำ คาบสมุทรเล่ยโจว ตลอดจนประเทศที่มีชาวจีนโพ้นทะเลอาศัยอยู่จำนวนมาก ไม่ว่าจะไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ กัมพูชา เวียดนาม รวมถึงยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย และแน่นอนว่ารวมถึงประเทศไทยที่มีเชื้อสายจีนอยู่ไม่น้อย
จึงไม่เพียงเดินทางไกลไปขับกล่อมจิตวิญญาณชาวจีนที่ไกลบ้าน แต่ยังเข้าไปหยั่งรากลึกหัวใจผู้ชมทั่วโลกกว่า 30 ล้านคน
เห็นจากการที่คณะงิ้วแขนงนี้ ได้รับการยอมรับทั้งในแง่ของคุณค่าทางวัฒนธรรมและความสามารถเชิงศิลป์ กระทั่งคว้ารางวัลและเกียรติยศมากมายจากทั้งระดับชาติและท้องถิ่น กลายเป็นหนึ่งในตัวแทนศิลปะจีนที่โดดเด่นที่สุดแห่งยุคปัจจุบัน ที่สะท้อนอดีต ความทรงจำ และความรักต่อบ้านเกิดที่ไม่มีวันเลือนหาย
อีกทั้งหัวใจสำคัญของงิ้วแต้จิ๋ว อยู่ที่การใช้ ‘เสียงจริง’ ซึ่งเป็นเทคนิคการร้องแบบดั้งเดิมที่หาฟังได้ยาก
อิงตามสูตรโน้ตโบราณที่เรียกว่า ‘2-4’ จึงสร้างความแตกต่างให้กับจังหวะและน้ำเสียงขับร้องให้ตราตรึง
ด้วยโครงสร้างทำนองที่โดดเด่น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ทำนองสามหก เสียงหวานละมุนสะท้อนความหนักแน่นและจริงใจ, ทำนองสามห้า ท่วงทำนองแห่งอารมณ์เศร้า เคล้าความขมขื่นและความอัดอั้น และ ทำนองย้อนกลับ จังหวะพลิ้วเบา ถ่ายทอดอารมณ์ขัน เสียดสี หรือสถานการณ์ชวนหัวเราะอย่างมีชั้นเชิง
นอกจากนั้น หากมองลึกถึงส่วนเนื้อหา จะพบว่าล้วนเป็นเรื่องราวที่สรรค์สร้าง ดัดแปลงบทจากพงศาวดารและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น
จึงกล่าวได้ว่า ทุกเสียงร้องในงิ้วแต้จิ๋ว ได้พาอารมณ์ของผู้ชม เดินทางไปพร้อมกับตัวละครในทุกขณะ
เติบโตท่ามกลางสองวัฒนธรรม
หวนระลึก ความผูกพันทั้งสองชาติ
“ความทรงจำ คือสิ่งที่สร้างตัวตนของเรา ผมรู้สึกภาคภูมิใจที่เติบโตมากับสองวัฒนธรรม ทั้งไทยและจีน ซึ่งเต็มไปด้วยคุณค่าทางจิตใจ
งิ้วไม่ใช่แค่การแสดง แต่ยังสื่อถึงความผูกพันที่ลึกซึ้งของประชาชนทั้งสองชาติ”
ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (ซีพี) สะท้อนหัวใจของสองวัฒนธรรมที่มีรากเหง้าและกลิ่นอายความเป็นเอเชียไม่ต่างกัน
ขณะที่คณะงิ้วกึงตังเตี่ยเกี๊ยะอี่อิ๊กท้วง กำลังส่งเสียงโหมบรรเลง
เปิดม่านการแสดงสู่มหาอุปรากรสะท้านปฐพี
สำหรับผู้บริหารซีพี วาดหวังให้การชมมหาอุปรากรจีนในครั้งนี้ เป็นเหมือนทางลัดให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจความรัก ความกตัญญู และเสริมสร้างความจงรักภักดีที่สองวัฒนธรรมมีร่วมกัน
ทางด้าน ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บอกเลยว่า ผูกพันกับงิ้วมาตั้งแต่วัยเด็ก เคยติดตามคุณแม่และอาม่าไปชมอยู่บ่อยครั้ง
แม้ในตอนนั้นจะยังไม่เข้าใจเนื้อเรื่องมากนัก แต่สัมผัสรับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่เต็มไปด้วยแสงเสียง ดนตรีการแสดงที่ตื่นตา และขนมอร่อยๆ กลายเป็นความทรงจำวัยเด็กที่อบอุ่น เป็นภาพจำที่สนุกสนาน ตราตรึงอยู่ในใจ
“งิ้ว หรืออุปรากรจีน ไม่ได้เป็นเพียงการแสดง แต่สอนให้เห็นถึงเรื่องราววิถีชีวิตของคน ที่แฝงไว้ด้วยเรื่องราวของวัฒนธรรมไว้อย่างมากมาย เป็นรากวัฒนธรรมที่งดงาม เรียนรู้คุณธรรมที่สืบทอดผ่านรุ่นสู่รุ่น”
ฐาปนอยากให้ผู้ที่มีความผูกพันกับวัฒนธรรมจีน และคนรุ่นใหม่ ได้มาสัมผัสประสบการณ์นี้
‘งิ้ว’ สื่อกลางมิตรภาพสองชาติ
ซอฟต์พาวเวอร์ ที่ต้องยลให้เห็นกับตา
“เคยได้ยินได้ฟังมาจากคุณพ่อมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยได้สัมผัสของจริง ทำให้วันนี้ผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ผมจะได้สัมผัสการแสดงอันทรงคุณค่า”
เสียงของ เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หนึ่งในบุคคลที่คำว่า ‘งิ้วแต้จิ๋ว’ เคยผ่านหู ติดอยู่ในความทรงจำตั้งแต่ครั้งยังเล็ก
“ถึงคนไทยเชื้อสายจีนเหมือนผม ท่านต้องมาดูให้เห็นกับตาและมาสัมผัสด้วยตัวท่านเองให้ได้ อย่าเพียงฟังจากคนอื่นเล่า ถึงแม้บางท่านจะฟังภาษาจีนแต้จิ๋วไม่ค่อยได้แล้ว แต่ผมเชื่อว่า ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันนี้จะช่วยให้ท่านเข้าใจเนื้อหาและการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมได้มากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน”
สำหรับเกรียงไกร มองว่าในยุคแห่งเอไอ การเข้าใจในวัฒนธรรมที่แตกต่างไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป อยากให้คนไทยเชื้อสายจีนได้ลองศึกษา
หันไปทาง ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่าการแสดงอุปรากรจีนในครั้งนี้สะท้อนถึงมิตรภาพไทย-จีนที่แน่นแฟ้นและยาวนาน โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต
ซึ่งการที่คณะงิ้วอันดับหนึ่งจากเมืองซัวเถาเดินทางมาแสดงสดถึงไทย พร้อมบรรยาย 2 ภาษา ตลอด 7 วัน 16 เรื่อง ถือเป็นโอกาสพิเศษที่ไม่ควรพลาด ที่คนไทยจะได้ร่วมสัมผัสศิลปะจีนอันทรงคุณค่า อันเป็นสื่อกลางแห่งมิตรภาพระหว่างสองประเทศ
พลังของวรรณกรรม
16 บทคลาสสิก ถ่ายทอดคุณธรรมล้ำลึก
เปิดม่านแดง เข้าสู่โลกการแสดงใต้ท้องทะเล
เรื่องราวที่ ‘คณะงิ้วกึงตังเตี่ยเกี๊ยะอี่อิ๊กท้วง’ ได้นำมาแสดงที่เมืองไทยในครั้งนี้ ต้องบอกว่าคัดสรรมาจากบทประพันธ์สุดคลาสสิก ทั้ง 16 เรื่อง ถ่ายทอดคุณค่า ความดี และหลักจริยธรรม ตลอด 7 วันไม่ซ้ำรสชาติ
เริ่มที่ 10 กรกฎาคม – ‘อำลาสามีที่สี่หนึ่งจิว’ (ยุทธภูมิสี่หนึ่งจิว) บทประพันธ์ในช่วงปลายราชวงศ์ซ่ง ‘ตั่งเปี๊ยะเนี้ย’ ภรรยานายทหารเมืองแต้จิ๋ว โน้มน้าวให้สามีออกรบต้านทัพหยวน แม้จบลงด้วยความพ่ายแพ้ สามีเสียชีวิต แต่เธอยืนหยัดต่อสู้จนวาระสุดท้าย สะท้อนความรักชาติและเสียสละอย่างสูงสุด
11 กรกฎาคม มเหสีฮั่นบุ๊ง เรื่องราวของ ฮองเฮาโต้วจี ได้พบน้องชายที่พลัดพราก 12 ปี แต่เมื่อเขาถูกหลอกให้ฆ่าเจ้าหน้าที่รัฐและต้องโทษประหาร เธอต้องเลือกระหว่างสายเลือดกับความยุติธรรม ในที่สุดเธอยืนหยัดรักษากฎหมาย เพื่อธำรงไว้ซึ่งความถูกต้องของบ้านเมือง
12 กรกฎาคม กตัญญูสู้อยุติธรรม หญิงผู้บริสุทธิ์ถูกใส่ร้ายว่าเป็นฆาตกรฆ่าแม่สามี สุดท้ายความจริงเปิดเผย และผู้พิพากษาซื่อสัตย์กล้าตัดสินลงโทษลูกขุนนางผู้มีอำนาจ สะท้อนความยุติธรรมและศักดิ์ศรีของสตรี

13 กรกฎาคม พระโมคคัลลานะโปรดมารดา เสี่ยงชีวิตเดินทางไปช่วยแม่จากยมโลก แม้แม่จะเคยทำกรรมชั่ว แต่ด้วยพลังแห่งความกตัญญู จึงเปลี่ยนใจเหล่ายมทูตและช่วยแม่พ้นบาปได้ในที่สุด
14 กรกฎาคม องค์หญิงโป๊ยป้อและเต็กเช็ง แม่ทัพหนุ่มผู้ยึดมั่นในหน้าที่ ปฏิเสธการอภิเษกกับองค์หญิงต่างแคว้น แม้เกิดความเข้าใจผิดและขัดแย้ง แต่ด้วยการไกล่เกลี่ยของผู้นำ ทำให้ลงเอยด้วยความเข้าใจและความเสียสละเพื่อบ้านเมือง
15 กรกฎาคม รวมไฮไลต์สำคัญ 10 เรื่อง ได้แก่ หวนพบกันที่นครหลวง, สัญญารักในสวนดอกไม้, เปาบุ้นจิ้นขอขมา, โรงเตี๊ยมทางสามแพร่ง, ลำนำเพลงรัก, นารีกำสรวล, สารโยงสายใย, ปิ่นทองอลเวง, วีรบุรุษอ่วงฉ่งห่วง และหวนพบที่บ้านสกุลจก
ปิดจบวันสุดท้าย 16 กรกฎาคม ด้วย พยัคฆ์ปักไหม
ผลงานสร้างสรรค์ร่วมสมัยจากวรรณกรรม ‘สามก๊ก’ ในตำนาน
ถ่ายทอดชีวิต ‘เฉาจื้อ’ กวีหนุ่มผู้เปี่ยมพรสวรรค์ บุตรชายของโจโฉ ที่ต้องเผชิญความขัดแย้งในตระกูลและการทดสอบอันโหดร้ายจากพี่ชาย ‘เฉาพี’ หลังการสิ้นชีพของบิดา สะท้อนพลังของวรรณกรรม ความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ และการเคารพซึ่งกันและกัน
แม้ม่านการแสดงจะปิดฉาก แต่สายสัมพันธ์ระหว่างสองแผ่นดินยังคงดำเนินต่อไปอีกหลายศตวรรษ ด้วยพลังของ ‘ความเข้าใจ’ ที่สื่อสารผ่านศิลปวัฒนธรรม อันซึมซับ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเสมอมา
ไม่ต่างจาก ‘สามก๊ก’ แม้จะผ่านไปหลายทศวรรษ แต่ยังคงถูกหยิบมารีเมก
หนุน ‘ความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม’
‘ร่วมสร้างฝันประชาคม’ แห่งมิตร
นับเป็น “ปีทองแห่งมิตรภาพจีน-ไทย”
เพราะครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ
อู๋ จื้ออู่ อัครราชทูต รักษาการแทนเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ต้อนรับทุกท่านด้วยความยินดียิ่ง ที่ได้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาร่วมรับชมการแสดงครั้งสำคัญถึงเมืองไทย
ย้อนมองตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้รักษาความสัมพันธ์ เคารพซึ่งกันและกัน เดินหน้าเคียงคู่มาร่วมกันและประสบความสำเร็จมากมาย ทั้งในความไว้เนื้อเชื่อใจทางการเมือง ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ และการแลกเปลี่ยนอารยธรรม
“การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนั้นถือว่าเป็นส่วนสำคัญของสัมพันธ์ทวิภาคี ได้ช่วยเชื่อมโยงจิตใจของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างลึกซึ้ง และเสริมรากฐานของประชาคมร่วมกัน
สุดท้ายนี้ขออวยพรให้ทั้งสองประเทศประสบความสำเร็จและขอให้การแลกเปลี่ยนทางอารยธรรมระหว่างไทยกับจีนเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป” อู๋ จื้ออู่ ปิดท้ายด้วยคำอวยชัย
ทางฝั่งของ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหนึ่งในประจักษ์พยานความสัมพันธ์ ที่ทั้งมั่นคงและลึกซึ้ง
ด้วยตลอดระยะเวลา 50 ปีที่พ้นผ่าน ได้เห็นการสร้างความร่วมมืออย่างเด่นชัด ทั้งในเชิงการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา
ไม่เพียงส่งเสริมความมั่งคั่ง แต่ยังหนุนเสริม ‘ความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม’ ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเสมอมา
ที่สำคัญคือในปีนี้ไทยและจีน ได้ประกาศว่าปี 2568 เป็น ‘ปีทองแห่งมิตรภาพไทย-จีน’ เพื่อฉลองความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ตลอดทั้งปีจึงเต็มไปด้วยการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมมากมายกว่า 100 รายการ
สะท้อนเจตนารมณ์ร่วม ในการช่วยกันส่งเสริมความเข้าใจ ความเคารพ และมิตรภาพให้เบ่งบาน

“การแสดงครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนการถ่ายทอดศิลปะการแสดงอันทรงคุณค่าของจีนเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้พี่น้องชาวไทยได้เรียนรู้วัฒนธรรมจีน ท้ายที่สุดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการแสดงงิ้วแต้จิ๋วจะสร้างความประทับใจให้ทุกคน
ภายใต้คำขวัญ ‘จีน-ไทย สานใจกัน ร่วมสร้างฝันประชาคม’” ดร.ลาลีวรรณทิ้งท้ายถึงเป้าประสงค์
นับเป็นการร่วมกันส่งต่อสังคมแห่งความเป็นมิตร ให้แผ่กระจายไปทั่วทั้งภูมิภาค เป็นแบบอย่าง พิมพ์เขียวของสองชาติ ที่อยู่ร่วมกันได้อย่างปรองดองด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้ง
ชญานินทร์ ภูษาทอง

