ก่อนค่ำคืนดินเนอร์ทอล์ก ปราปต์ บุนปาน รีแคป สัมพันธ์จีน-ไทย มองภาพใหญ่ในภูมิรัฐศาสตร์โลก

21.07.25 | 10:23 น.

“มันไม่มีอะไรง่าย ไม่มีอะไรเป็นบวกไปหมด ทุกอย่างมีความสลับซับซ้อนของมัน หวังว่ากิจกรรมของเครือมติชน จะให้ภาพใหญ่ว่าในภูมิรัฐศาสตร์แบบนี้มีหลายทางเลือกให้เราได้เข้าไปแตะ คนมาร่วมงานจะได้ทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนในมิติที่รอบด้านมากขึ้น”

คือคำตอบของ ปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ต่อคำถามพื้นฐานอย่างจุดประสงค์ที่มุ่งหวังให้สังคมไทยได้รับจากอีเวนต์หลากหลายในเครือมติชน อันเนื่องจากวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน

ตรงไปตรงมาตั้งแต่ประโยคแรกที่ยอมรับความเป็นจริงในหน้าประวัติศาสตร์ ว่าแม้ไทยและจีนได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2518 ทว่า ในช่วงแรกเริ่มยังลุ่มๆ ดอนๆ กระทั่งก่อร่างสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน สืบสัมพันธ์ยาวนานบรรจบครบครึ่งศตวรรษในปีนี้ ท่ามกลางความท้าทายในสถานการณ์โลกปัจจุบันและวันพรุ่งนี้

โอกาสนี้ เครือมติชนเล่นใหญ่สมศักดิ์ศรี ‘สื่อหลัก’ ที่เป็นประจักษ์พยานในนาทีสำคัญ ดังปรากฏบนหน้า 1 หนังสือพิมพ์ ‘ประชาชาติ’ ที่ส่ง 2 เหยี่ยวข่าวหนุ่มนามว่า สุจิตต์ วงษ์เทศ และ สุทธิชัย หยุ่น
สู่กรุงปักกิ่ง รายงานข่าวใหญ่ โทรศัพท์ข้ามประเทศ ฝากม้วนฟิล์มลัดฟ้ามากับ ‘การบินไทย’ ตีพิมพ์บนหน้ากระดาษที่ถูกนำมาจัดแสดงในฐานะเอกสารล้ำค่า ในนิทรรศการ ‘จีนไทย ก้าวไปด้วยกัน’ อันเป็นส่วนหนึ่งของ ‘เทศกาลร้อยเรื่องราวไทยจีน Thai-Chinese Festival 2025’ ซึ่งจบลงอย่างงดงามหลังเฉิดฉายเป็นเวลา 3 วันเต็ม ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพฯ ระหว่าง 11-13 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ระดมทรัพยากรและสรรพกำลังสื่อในเครือที่มีบุคลิกและความเชี่ยวชาญเด่นชัด จัดหนัก จัดเต็ม จึงเข้มข้น หลากหลาย ทั้งเวทีเสวนา เวิร์กช็อป เปิดมิติรอบด้าน ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วรรณกรรม ซีรีส์ ติ๊กต็อก และช่องทางธุรกิจ

Advertisement

ยังไม่นับ สารคดีพิเศษโดย ‘มติชนทีวี’ และ ‘มติชน ฉบับพิเศษ’ The Golden Road From Now To Eternity 40 หน้าหนักแน่น สอดแทรกแด่ผู้อ่านมติชนรายวัน ข่าวสด และประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตรงกับวันคล้ายวันสถาปนาความสัมพันธ์จีน-ไทยอย่างเป็นทางการ

พร้อมนับถอยหลังสู่งานใหญ่อย่าง ‘Exclusive Dinner Talk’ กับ สปีกเกอร์คนสำคัญ อย่าง ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด และ เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงปาฐกถาพิเศษจาก อู๋ จื้ออู่ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ร่วมด้วย สนั่น อังอุบลกุล ประธานอาวุโสหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย อีกทั้ง เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในวันที่ 22 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ ณ Plenary Hall ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ดำเนินรายการโดย สรกล อดุลยานนท์ หรือ ‘หนุ่มเมืองจันท์’

“Exclusive Dinner Talk ครั้งนี้ ชัดเจนว่า ประเด็นหลักคือเรื่องเศรษฐกิจมหภาค โดยคุณธนินท์ เจียรวนนท์ จะย้อนไปสู่อดีตในยุคที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นเอกชนไทยเจ้าแรกที่เข้าไปลงทุนในจีนในช่วงที่เปิดประเทศ และยังเป็นบริษัทต่างชาติรายแรกที่ได้รับอนุญาตให้ลงทุนในจีนด้วย นี่คือผลลัพธ์หนึ่งของการเปิดประตูความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีนเมื่อ พ.ศ.2518 ขณะเดียวกันเราเชิญคุณเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งเป็นทั้งอดีตผู้นำประเทศ และนักธุรกิจที่ใส่ใจประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ให้มาสะท้อนประสบการณ์ปัจจุบัน สุดท้ายอาจมีจุดที่ให้ทั้ง 2 ท่านมองอนาคตของความสัมพันธ์ไทย-จีน โดยเฉพาะในมิติเศรษฐกิจ ว่าจะมีความร่วมมือกันอย่างไรได้บ้าง” เอ็มดี มติชนกล่าว ก่อนขีดเส้นใต้คำสำคัญ ‘ภูมิรัฐศาสตร์โลก’

“เครือมติชนให้ความสำคัญเรื่องภูมิรัฐศาสตร์โลกมาตลอด อย่างปี’67 เราโฟกัสเยอะเรื่องการเลือกตั้งสหรัฐ มีการจัดสัมมนา US ELECTION 2024 เจาะลึก ศึกชิงทำเนียบขาว ส่วนในปีนี้ ครบรอบวาระ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ซึ่งเหมือนเป็นคู่สนทนาหรือคู่แฝดของงานสัมมนาเจาะลึกศึกเลือกตั้งสหรัฐ ปัจจุบันมีเรื่องสงครามการค้าพอดี โลกและสังคมไทยอาจพยายามหาทางลง การหันมาใส่ใจจีน ไม่ว่าจะเป็นการชื่นชม หรือการวิพากษ์ จะทำให้เราเจอทางเลือกอื่นๆ ในภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยน และยุ่งเหยิงขึ้นเรื่อยๆ”

ในบรรยากาศที่ ‘ภาษีทรัมป์’ ทำโลกป่วน ในสมรภูมิที่ 2 ขั้วมหาอำนาจเปิดฉากแข่งขัน ในห้วงเวลาที่ระเบียบโลกถูกตั้งค่าใหม่ รัฐไทยควรวางตำแหน่งแห่งที่และน้ำหนักในความสัมพันธ์อย่างไรให้เกิดผลประโยชน์แห่งชาติให้ได้มากที่สุด นี่คืออีกหนึ่งโจทย์ที่ต้องตีให้แตก

แน่นอนว่า 2 สปีกเกอร์กิตติมศักดิ์ อาจมีคำตอบชวนฟังและ ‘คิดต่อ’

“ทั้งคุณธนินท์ และคุณเศรษฐา มีวัยวุฒิ คุณวุฒิ มีศักยภาพและประสบการณ์ส่วนตัวมากพอที่จะให้ข้อคิดในบางประเด็นว่าความสัมพันธ์ของเรา ณ ปัจจุบัน ควรเป็นอย่างไร หรือเราจะวางตัวอย่างไรในบริบทที่ 2 ขั้วมหาอำนาจในโลกดูจะไม่ลงรอยกันแล้วส่งผลกระทบมาถึงประเทศเล็กๆ ในภูมิภาคเล็กๆ งานนี้จะช่วยให้เข้าใจทั้งไทย และจีนมากขึ้น ทั้งปัจจุบันและอนาคต เราต้องทำความรู้จักและเข้าใจโครงสร้างของรัฐจีนในปัจจุบันให้มากขึ้น ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ต้องมาสำรวจเหมือนกันว่า แล้วตอนนี้โพซิชั่นของเราเป็นอย่างไร ยิ่งในสถานการณ์แบบนี้ งานในแบบที่เครือมติชนจัดก็ยิ่งมีความจำเป็น” ปราปต์ย้ำหนักแน่น

ยืนยันสร้างสรรค์และเดินหน้าอีเวนต์ครั้งนี้ในฐานะ ‘สื่อมวลชน’ ที่สะท้อนเสียงจากภาคประชาชน เปิดมุมมองทางวิชาการ ส่องสปอตไลต์ จุดประกายไฟให้สังคม

ปราปต์ รีแคป ความสัมพันธ์ไทย-จีนว่ามีมาอย่างยาวนาน สะท้อนผ่านเนื้อหาของเครือมติชนที่พยายามนำเสนออย่างครบถ้วนทุกมิติทั้งเชิงประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคก่อนเกิดรัฐชาติ โดยเมื่อปี 2567 สำนักพิมพ์มติชน ตีพิมพ์หนังสือ รวมข้อมูลวรรณกรรมวิชาการ โซเมีย, ไท-ไต ใน “นิธิ เอียวศรีวงศ์” ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ไทยจีนในอีกมิติ หรือในภูมิศาสตร์อีกแบบหนึ่ง

ไหนจะเรื่องราวของ ‘เจ้านครอินทร์’ หรือสมเด็จพระนครินทราธิราช ซึ่งจักรพรรดิจีนหนุนให้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ.1952 ไหนจะ ‘พระเจ้าตาก’ ที่คนไทยรับรู้กันดีว่าทรงมีเชื้อสายจีนแต้จิ๋วเส้นทาง ‘ความเป็นไทย’ ไม่เคยห่างหายจากการมีอยู่ของ ‘ความเป็นจีน’

ไม่เว้นแม้ Family tree ของครอบครัว ‘บุนปาน’ ที่ฝั่งปู่ทวด ‘แซ่ตั้ง’ ฝั่งตาทวด ‘แซ่ลี้’ สมรสกับยายทวดผู้เป็นสาวไทย ตั้งถิ่นฐานในพรมแดนเชื่อมต่อ ราชบุรี-นครปฐม ขณะที่ย่าก็พูดภาษาจีนได้คล่องโดยนอกจากชื่อไทย ยังมีชื่อจีนว่า ‘กิมเฮียง’

ยังไม่นับเรื่องราวที่เล่าต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ว่าพยางค์แรกของนามสกุล ‘บุนปาน’ มาจากชื่อบรรพบุรุษชาวจีนว่า ‘บุ๊น’

ตัดภาพกลับมาที่สัมพันธ์จีน-ไทย ‘เอ็มดี มติชน’ ชี้ว่า เมื่อย้อนไปหลังเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตแล้ว การเมืองโลกเปลี่ยน การเมืองไทยเปลี่ยน เศรษฐกิจขยายขึ้นอีกระดับหนึ่ง เห็นภาพชัดว่า คนไทยเชื้อสายจีนกลายเป็นชนชั้นนำในเชิงเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม

“ความเป็นจีน วัฒนธรรมจีน ชาติพันธุ์จีน ค่อยๆ กลืนกลายกลายเป็นกระแสหลัก มีความสัมพันธ์ที่เกาะเกี่ยวกันในทุกมิติ มีทั้งจุดขัดแย้ง จุดคลี่คลาย หรือนำไปสู่ความสัมพันธ์แบบใหม่ด้วย”

ทุกมิติที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนอยู่ใน ‘คอนเทนต์’ ที่เครือมติชนนำเสนออย่างไม่มีตกหล่น ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน อนาคตทั้งใกล้และไกล

“โดยคอนเซ็ปต์เนื้อหา ทำให้เราบาลานซ์ตัวเองได้ดีขึ้น อย่างเช่น สารคดีที่สัมภาษณ์ คุณอานันท์ ปันยารชุน คุณเตช บุนนาค และคุณสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งนอกจากการรำลึกถึงอดีตแล้ว ยังมีการกล่าวถึงปัจจุบันและอนาคตด้วย

ผมชอบที่คุณอานันท์ เตือนการทูตของไทย ว่าต้องเข้าใจภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยนตลอดเวลา เราไม่จำเป็นต้องเทกไซด์ด้านใดด้านหนึ่ง และไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และย้ำชัดว่าจีนเมื่อ 50 ปีก่อนกับจีนในปัจจุบันไม่เหมือนกัน รัฐไทย รวมถึงสังคมไทย ต้องปรับตัวอย่างไร ผมว่าเนื้อหาโดยรวมของกิจกรรมทั้งหมดในวาระนี้ มันช่วยตอบโจทย์”

จากรายละเอียดมากมายที่เอ่ยมา สะท้อนชัดถึง ‘ความหลากหลาย’ ทั้งกลุ่มเป้าหมายต่างเจเนอเรชั่น เนื้อหา และรูปแบบการนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์กระดาษ คอนเทนต์ออนไลน์ สารคดีทีวี จนถึง ‘ดินเนอร์ ทอล์ก’ ซึ่งเป็นหมุดหมายสุดท้ายในบิ๊กอีเวนต์ 50 ปีสัมพันธ์การทูตไทย-จีนโดยเครือมติชน

“เราคัดสรรมาแล้วว่าเป็นระดับกะทิ ระดับครีม อย่างในเทศกาลร้อยเรื่องราวไทย-จีนที่เพิ่งจบไป ก็มีตัวเลือกให้ค่อนข้างครอบคลุมและหลากหลาย มีทั้งจุดที่สืบทอดความเป็นมติชน ที่ให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ โบราณคดี สังคม วัฒนธรรม มองแบบยาวๆ ตั้งแต่ยุคกำลังภายในถึงติ๊กต็อก ผมว่ามันค่อนข้างครบ ขึ้นอยู่กับว่าสนใจอันไหน

อีกด้านหนึ่ง เราก็พยายามขยายไปถึงแง่มุมธุรกิจ โดยมีเวิร์กช็อปให้ผู้ประกอบการทั้งระดับกลางและรายย่อยได้เห็นว่าโอกาสของเขาในการค้าการลงทุนกับจีนยังมี”

แม้เปิดประตูวาไรตี้ ทว่า เวทีที่คนแห่ลงทะเบียนล่วงหน้าจนเต็มทุกที่นั่ง กระทั่งต้องจัด ‘เก้าอี้เสริม’ หน้างาน ล้วนเป็น ‘ลายเซ็น’ หรือ ‘คาแร็กเตอร์’ ของมติชน ไม่ว่าจะเป็น ‘ไทยไม่ได้มาจากจีน แต่จีนมาจัดการไทย’ โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ อินฟลูฯ อาวุโสประจำเครือมติชน และ ‘ประวัติจีนกรุงสยาม’ โดย เจฟฟรี ซุน และ พิมพ์ประไพ พิศาลบุตร

“ประวัติศาสตร์ ต้องมองยาวๆ หลายยุคสมัย ผ่านกรอบเวลาที่ยาวนาน เช่นเดียวกับที่เครือมติชนเป็นประจักษ์พยานของความสัมพันธ์จีน-ไทยอย่างเป็นทางการมาถึง 50 ปี ตั้งแต่ปลายยุคสงครามเย็นจนถึงปัจจุบัน

มติชนเป็นสื่อหลักที่มีประสบการณ์ร่วมกับเหตุการณ์การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อ พ.ศ.2518 โดยคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ และคุณสุทธิชัย หยุ่น จากหนังสือพิมพ์ประชาชาติ ซึ่งจะพัฒนาเป็นเครือมติชนในเวลาต่อมา ได้เดินทางไปร่วมทำข่าวที่กรุงปักกิ่งด้วย ถือเป็นทรัพยากร และประสบการณ์จากอดีตที่สามารถนำมาขยายได้”

มาถึงตรงนี้ ไม่ถามไม่ได้ ว่าในฐานะศิษย์เก่าดีเด่น คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เพิ่งขึ้นรับโล่เกียรติยศในพิธีครบรอบ 91 ปีของการสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปลายเดือน
มิถุนายนที่ผ่านมา มองอย่างไรต่อปมปัญหาที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามีอยู่จริง โดยเฉพาะ ‘จีนเทา’

ปราปต์มองลึก ว่า ปัจจุบัน หลังยุคทองของ Globalization (โลกาภิวัตน์) ผ่านไป เศรษฐกิจโดนกดทับจากระบบโลกมากขึ้น คนจะเป็น ‘ชาตินิยม’ โดยอัตโนมัติ กรณีประเทศไทย เห็นได้ชัดว่า คนระดับรากหญ้ามองไม่เห็นหนทางของตัวเองว่าจะทำมาหากินอย่างไร จึงอ่อนไหวเป็นพิเศษกับแรงงานต่างชาติที่จะมาร่วมใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจร่วมกับเรา เมื่อ ‘จีนเทา’ มีเยอะขึ้น จึงเริ่มมีปฏิกิริยาที่ไม่ค่อยดีกับการเข้ามาของคนจีน โดยอาจมองแบบเหมารวม กิจกรรมของเครือมติชนจึงกระตุกสังคมว่า จริงๆ แล้วในทุกความสัมพันธ์กับมิตรประเทศ มีทั้งด้านดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับว่าเราจะหาด้านดีของมันอย่างไร

“ความสัมพันธ์ไทยจีน ไม่ใช่แค่ประเดี๋ยวประด๋าว หรือมองแค่เรื่องของผลประโยชน์ แต่มันเป็นผลลัพธ์ของพัฒนาการซึ่งมีทั้งความต่อเนื่อง จุดสะดุด จุดปริแยก ซึ่งจะทำให้เรากลั่นกรองและพิจารณามิติความสัมพันธ์ได้อย่างละเอียดมากขึ้น

เครือมติชนอยากชวนให้มองจีนในหลากหลายแง่มุม หลากหลายด้าน ทั้งบวกและลบ มากกว่าที่จะไปวิตกจีนเทา และระวังว่าอย่าประเมินอะไรจากด้านลบเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง”

ปราปต์ ยังเห็นพ้องกับนักวิชาการบางท่านที่แนะว่ารัฐบาลไทยควรพูดคุยอย่าง ‘ตรงไปตรงมา’ กับจีน ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลบวกมากกว่า การเกรงอกเกรงใจ

“หากความสัมพันธ์บางด้านมันมีปัญหาหรือความขัดแย้งบางอย่างที่สร้างผลกระทบทั้งระดับรัฐและระดับประชาชน ภาครัฐน่าจะเปิดใจหารือกันอย่างเป็นมิตรประเทศได้ ถ้ามีอะไรที่ไทยไม่สบายใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางธุรกิจ หรืออื่นๆ เช่นเดียวกับจีน ถ้าเขามีฟีดแบ๊กอะไร ก็เป็นหน้าที่ของรัฐไทยที่ต้องรับฟังด้วยเหมือนกัน” ปราปต์ทิ้งท้าย

นับเป็นบิ๊กอีเวนต์ที่เครือมติชนให้ความสำคัญ ‘ทุกมิติ’ ทั้งเศรษฐกิจสังคม และวัฒนธรรม ‘ทุกห้วงเวลา’ ทั้งอดีต และปัจจุบัน ขีดเส้นใต้สัมพันธ์จีน-ไทยอันลึกซึ้ง ย้ำชัดบทบาทสื่อผู้เป็นประจักษ์พยานแห่งนาทีประวัติศาสตร์ สู่ผู้สังเกตการณ์ในยุคร่วมสมัย พร้อมก้าวสู่อนาคตบนรากฐานความเข้าใจทั้ง 2 ชาติท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์โลกอันท้าทาย

พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตรเรื่อง

สมจิตร ใจชื่นภาพ